U
UHAS
XAU/USD0.00%

กลยุทธ์ทำกำไร Forex ด้วย Demand Supply Zone

การเทรด Forex ด้วย Demand และ Supply Zone คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่ผู้เทรดมืออาชีพใช้เพื่อค้นหาจุดเข้าออกที่มีความแม่นยำสูง

P
Patiphan Uhas
24 มกราคม 2566·5 นาทีอ่าน
แชร์
กลยุทธ์ทำกำไร Forex ด้วย Demand Supply Zone

การเทรด Forex ด้วย Demand และ Supply Zone คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่ผู้เทรดมืออาชีพใช้เพื่อค้นหาจุดเข้าออกที่มีความแม่นยำสูง โดยอาศัยหลักการวิเคราะห์ความไม่สมดุลระหว่างแรงซื้อและแรงขายที่เกิดจาก Volume ขนาดใหญ่ ในบทความนี้ เราจะพาคุณเจาะลึกกลยุทธ์จาก The Trading Geek ผู้เทรดที่มีผู้ติดตามบน YouTube กว่า 200,000 คน พร้อมวิธีการระบุ Zone ที่ถูกต้อง การจัดการความเสี่ยง และตัวอย่างการเทรดจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • Demand Zone คือพื้นที่ที่มีแรงซื้อขนาดใหญ่เข้ามารับ ทำให้ราคามีแนวโน้มกลับตัวขึ้น
  • Supply Zone คือพื้นที่ที่มีแรงขายขนาดใหญ่เข้ามาต้าน ทำให้ราคามีแนวโน้มกลับตัวลง
  • Momentum Candle (แท่งเทียนที่มี Volume สูง 3 แท่งขึ้นไป) คือสัญญาณหลักในการระบุ Zone
  • การใช้ Fibonacci ร่วมกับ Demand/Supply Zone ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเข้าเทรด
  • ควรรอสัญญาณการกลับตัว (Reversal Signal) ก่อนเปิดออเดอร์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการทะลุ Zone

Demand และ Supply Zone คืออะไร

Demand Supply Zone

Supply Zone (อุปทาน) คือพื้นที่ที่มีความต้องการขายเข้ามาจำนวนมาก ทำให้ราคามักถูกกดลงเมื่อเข้ามาสัมผัสโซนนี้ — คล้ายกับแนวต้านในการวิเคราะห์ทางเทคนิคแบบดั้งเดิม

แผนภาพโซน Supply และ Demand: โซน Demand คือฐานสะสมก่อนราคาวิ่งขึ้นแรง โซน Supply คือยอดก่อนราคาร่วงแรง การกลับเข้าโซนครั้งแรกมีโอกาสทำงานสูงสุด
แผนภาพโซน Supply และ Demand: โซน Demand คือฐานสะสมก่อนราคาวิ่งขึ้นแรง โซน Supply คือยอดก่อนราคาร่วงแรง การกลับเข้าโซนครั้งแรกมีโอกาสทำงานสูงสุด

Demand Zone (อุปสงค์) คือพื้นที่ที่มีความต้องการซื้อเข้ามาจำนวนมาก ทำให้ราคามักได้รับการพยุงตัวเมื่อตกลงมาสัมผัสโซนนี้ — คล้ายกับแนวรับในการวิเคราะห์ทางเทคนิคแบบดั้งเดิม

สิ่งที่ทำให้ Demand/Supply Zone แตกต่างจากแนวรับ-แนวต้านทั่วไป คือการมุ่งเน้นที่ Volume และ Momentum ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ มากกว่าการลากเส้นจากจุดสูงสุด-ต่ำสุดเพียงอย่างเดียว

INFO

กลยุทธ์ Demand/Supply Zone ถูกพัฒนาขึ้นจากแนวคิด Order Flow และการเทรดแบบสถาบัน (Institutional Trading) ซึ่งมุ่งเน้นการติดตาม "เงินใหญ่" ในตลาด เช่น ธนาคารกลาง กองทุนป้องกันความเสี่ยง และนักลงทุนสถาบัน

ทำไมต้องเทรดด้วย Demand และ Supply Zone

การเทรดตาม Demand/Supply Zone ช่วยให้เราสามารถ "ขี่คลื่น" ไปกับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด — ผู้ที่มีเงินทุนและอำนาจเพียงพอที่จะขับเคลื่อนราคาได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเราเทรดไปในทิศทางเดียวกับพวกเขา โอกาสที่จะทำกำไรจะสูงกว่าการเทรดแบบไปต่อสู้กับกระแสหลัก

ข้อดีหลักของกลยุทธ์นี้:

  1. Risk-Reward Ratio สูง — เนื่องจาก Stop Loss สามารถวางได้แคบ (ใต้/เหนือ Zone) ในขณะที่ Target สามารถตั้งไกลได้ (ยัง Zone ถัดไป)
  2. ใช้ได้กับทุก Timeframe — ตั้งแต่ M15 สำหรับ Scalping ไปจนถึง Daily/Weekly สำหรับ Swing Trading
  3. ทำงานร่วมกับเครื่องมืออื่นได้ดี — เช่น Fibonacci, Moving Average, RSI
NOTE

แม้ Demand/Supply Zone จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะกลับตัวทุกครั้ง — Zone สามารถถูก "ทะลุ" ได้ หากแรงซื้อ/ขายใหม่แข็งแกร่งกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่เราต้องใช้ Stop Loss เสมอ

วิธีระบุ Demand และ Supply Zone ที่ถูกต้อง

ขั้นตอนที่ 1: มองหา Momentum Candle

Momentum Candle คือแท่งเทียนที่มีลักษณะดังนี้:

  • ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 3 แท่งขึ้นไป (สีเดียวกัน)
  • ตัวแท่งหนาและยาว (มี Body มากกว่า Shadow)
  • ราคาปิดห่างจากราคาเปิดอย่างชัดเจน — แสดงถึง Volume ขนาดใหญ่
Demand Supply Zone

หากแท่งเทียนเรียงกันแบบค่อย ๆ ไต่ขึ้น/ลงโดยไม่มี Volume ชัดเจน จะไม่ถือว่าเป็น Momentum Candle ที่ใช้ในการระบุ Zone ได้

Demand Supply Zone

ขั้นตอนที่ 2: ระบุแท่งเทียน "ก่อนหน้า" ที่เกิด Momentum

หลังจากพบ Momentum Candle แล้ว ให้ย้อนกลับไปดูแท่งเทียน 1 แท่งก่อนหน้า ที่เกิดแรงผลักครั้งใหญ่ — แท่งนี้จะกลายเป็นฐานของ Zone

Demand Supply Zone Demand Supply Zone

ขั้นตอนที่ 3: ลากเส้น Demand/Supply Zone

ใช้ระดับ High/Low ของแท่งเทียนก่อนหน้า เป็นจุดเริ่มต้นในการลากเส้นไปทางขวามือ:

  • สำหรับ Demand Zone → ใช้ Low ของแท่งก่อนหน้า Momentum Candle (สีเขียว) เป็นฐานล่าง และ High เป็นฐานบน
  • สำหรับ Supply Zone → ใช้ High ของแท่งก่อนหน้า Momentum Candle (สีแดง) เป็นฐานบน และ Low เป็นฐานล่าง
Demand Supply Zone Demand Supply Zone Demand Supply Zone

จากภาพจะเห็นว่าเมื่อราคากลับมาสัมผัส Supply Zone ราคาไม่สามารถทะลุขึ้นไปได้ และกลับร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว

รูปแบบของ Supply Zone ที่ต้องรู้จัก

Supply Zone มี 2 รูปแบบหลักที่พบได้บ่อยในกราฟ:

1. Drop-Base-Drop (DBD)

ลักษณะ: ราคาร่วงลงมาแรง (Drop) → พักตัวในช่วงแคบ ๆ (Base) → ร่วงต่อลงไปอีกรอบ (Drop)

Demand Supply Zone

Supply Zone ในรูปแบบนี้แสดงถึงแรงขายที่ต่อเนื่อง — ผู้เทรดมักใช้ Base เป็น Zone สำหรับการวาง Sell Limit

2. Rally-Base-Drop (RBD)

ลักษณะ: ราคาวิ่งขึ้นมาแรง (Rally) → พักตัวในช่วงแคบ ๆ (Base) → กลับร่วงลงอย่างรุนแรง (Drop)

Demand Supply Zone

Supply Zone รูปแบบนี้มักเกิดจากการ "ดักซื้อ" (Bull Trap) — ราคาขึ้นไปดึงดูดผู้ซื้อ แล้วผู้เล่นใหญ่เริ่มขายทิ้งอย่างหนัก

TIP

Demand Zone ก็มีรูปแบบคล้ายกัน คือ Rally-Base-Rally (RBR) และ Drop-Base-Rally (DBR) — เพียงแต่กลับทิศทางกัน

กลยุทธ์การเข้าเทรดด้วย Demand Zone

จุดเข้าซื้อ (Buy Entry)

หลังจากระบุ Demand Zone แล้ว เราจะรอให้ราคากลับมา "ทดสอบ" Zone นั้น ๆ:

Demand Supply Zone

สิ่งสำคัญ: อย่าเข้าซื้อทันทีที่ราคาแตะ Zone — รอให้เห็นสัญญาณการกลับตัวก่อน

สัญญาณการกลับตัวที่ควรมองหา

  1. แท่งเทียน Bullish Engulfing — แท่งเทียนสีเขียวที่กลืนแท่งสีแดงก่อนหน้าทั้งหมด
  2. Hammer หรือ Pin Bar — แท่งเทียนที่มี Shadow ยาวทางด้านล่าง แสดงถึงแรงซื้อที่เข้ามารับ
  3. Momentum Candle ขาขึ้น — แท่งเทียนยาวและหนา แสดงถึง Volume ขนาดใหญ่
Demand Supply Zone

เมื่อพบสัญญาณเหล่านี้ภายใน Demand Zone จึงเป็นจุดที่เหมาะสมในการเข้าซื้อ:

Demand Supply Zone

การจัดการความเสี่ยง (Risk Management)

สไตล์ของ The Trading Geek:

  • Stop Loss: วางใต้ Demand Zone ประมาณ 5-10 pips (ขึ้นกับ Volatility ของคู่เงิน)
  • Take Profit: ตั้งที่ Supply Zone ถัดไป หรือใช้ Fibonacci Extension ประกอบ

สำหรับการขาย (Sell) ก็ใช้หลักการเดียวกัน แต่กลับทิศทาง — เข้าขายที่ Supply Zone, Stop Loss เหนือ Zone, Take Profit ที่ Demand Zone ถัดไป

การใช้ Fibonacci ร่วมกับ Demand/Supply Zone

The Trading Geek ใช้ Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือเสริมเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการเข้าเทรด:

แผนภาพ Fibonacci Retracement: ลากจากฐานถึงยอดของขาขึ้น แสดงระดับ 23.6 38.2 50 61.8 เปอร์เซ็นต์ โดยโซน 38.2 ถึง 61.8 คือย่านย่อที่ราคามักกลับตัวขึ้นต่อ
แผนภาพ Fibonacci Retracement: ลากจากฐานถึงยอดของขาขึ้น แสดงระดับ 23.6 38.2 50 61.8 เปอร์เซ็นต์ โดยโซน 38.2 ถึง 61.8 คือย่านย่อที่ราคามักกลับตัวขึ้นต่อ
Demand Supply Zone

วิธีการใช้งาน

  1. ลาก Fibonacci จากจุดต่ำสุดไปยังจุดสูงสุดของ Swing ล่าสุด (สำหรับการหา Demand Zone)
  2. มองหาการทับซ้อน (Confluence) ระหว่าง Demand Zone กับระดับ Fibonacci สำคัญ เช่น:
    • 38.20%
    • 50.00%
    • 61.80%
    • 78.60%
  3. เปิดออเดอร์เมื่อราคากลับมาสัมผัส Zone ที่ทับซ้อนกับระดับ Fibonacci
  4. ตั้ง Take Profit ที่ระดับ 127.20% หรือ 161.80% (Fibonacci Extension)
Demand Supply Zone

ในภาพตัวอย่าง:

  • ราคาดรอปลงมาครั้งแรก The Trading Geek ยังไม่เข้าซื้อ — เพราะต้องการความมั่นใจมากกว่านี้
  • ราคาดรอปลงมาครั้งที่สอง และสัมผัส Demand Zone ที่ทับซ้อนกับ Fibonacci 61.80% — จึงเข้าซื้อ
  • เมื่อราคาวิ่งไปถึงระดับ 127.20% จึงทำการ Take Profit
INFO

การใช้ Confluence (การทับซ้อนของสัญญาณหลายตัว) ช่วยลดโอกาสที่จะเข้าเทรดผิดพลาด — ยิ่งมีสัญญาณสนับสนุนมากเท่าไหร่ ความน่าเชื่อถือก็ยิ่งสูงขึ้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีหลีกเลี่ยง

1. เข้าเทรดทันทีที่ราคาแตะ Zone

หลายคนเข้าซื้อ/ขายทันทีที่ราคาแตะ Zone โดยไม่รอสัญญาณการกลับตัว — ส่งผลให้ถูก Stop Loss บ่อยครั้ง

วิธีแก้: รอให้เห็นแท่งเทียนปิดภายใน Zone พร้อมสัญญาณกลับตัวก่อนเปิดออเดอร์

2. ลาก Zone กว้างเกินไป

Zone ที่กว้างมากทำให้ Stop Loss ห่างเกินไป ส่งผลให้ Risk-Reward Ratio แย่

วิธีแก้: ใช้ High/Low ของแท่งเทียนก่อนหน้า Momentum Candle เป็นมาตรฐาน — Zone ควรมีความกว้างประมาณ 10-30 pips (ขึ้นกับ Timeframe)

3. ไม่คำนึงถึง Timeframe ที่สูงกว่า

Zone ที่ดีใน Timeframe ต่ำ (เช่น M15) อาจถูก "ทะลุ" ได้ง่ายหากขัดกับเทรนด์ใน Timeframe สูง (เช่น H4, Daily)

แผนภาพการวิเคราะห์หลายไทม์เฟรม: D1 บอกทิศทางหลักขาขึ้น H1 แสดงการย่อเข้าโซนแนวรับ และ M5 ใช้หาจังหวะแท่งกลับตัวเพื่อเข้าออเดอร์
แผนภาพการวิเคราะห์หลายไทม์เฟรม: D1 บอกทิศทางหลักขาขึ้น H1 แสดงการย่อเข้าโซนแนวรับ และ M5 ใช้หาจังหวะแท่งกลับตัวเพื่อเข้าออเดอร์

วิธีแก้: ตรวจสอบ Timeframe ที่สูงกว่าอย่างน้อย 2-3 ระดับ เพื่อดูว่าเทรนด์ใหญ่เป็นอย่างไร

4. ใช้ Leverage สูงเกินไป

การใช้ Leverage เกิน 1:50 ในขณะที่เทรดด้วย Demand/Supply Zone อาจทำให้บัญชีระเบิดได้หากตลาดเคลื่อนตัวผิดทาง

วิธีแก้: ใช้ Leverage ไม่เกิน 1:20-1:30 และเสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนต่อออเดอร์

ตัวอย่างการเทรดจริง: EUR/USD

สมมติว่าเราพบ Demand Zone บนกราฟ EUR/USD Timeframe H1:

  1. ระบุ Zone: แท่งเทียน 3 แท่งติดกันวิ่งขึ้นจาก 1.0850 ไป 1.0920 → ลาก Demand Zone ที่ 1.0845-1.0860

  2. รอราคากลับมาทดสอบ: ราคาร่วงลงมาจาก 1.0920 กลับมาที่ 1.0855

  3. มองหาสัญญาณกลับตัว: เกิด Bullish Engulfing ที่ 1.0855 พร้อม Volume สูง

  4. เปิดออเดอร์:

    • Buy ที่ 1.0857
    • Stop Loss ที่ 1.0840 (17 pips)
    • Take Profit ที่ Supply Zone ถัดไป 1.0920 (63 pips)
    • Risk-Reward Ratio = 1:3.70
  5. ผลลัพธ์: ราคาวิ่งขึ้นไปถึง 1.0920 ภายใน 8 ชั่วโมง — กำไร 63 pips

เครื่องมือเสริมอื่น ๆ ที่ใช้ได้

นอกจาก Fibonacci แล้ว คุณยังสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ร่วมกับ Demand/Supply Zone:

  • Volume Profile: แสดงระดับ Volume ที่มากที่สุดในแต่ละช่วงราคา — ช่วยคอนเฟิร์ม Zone
  • Moving Average (MA 50, 200): ใช้ดูเทรนด์ใหญ่ — หลีกเลี่ยงการเทรดสวนเทรนด์
  • RSI/Stochastic: ใช้ดู Overbought/Oversold — เพิ่มความมั่นใจในการกลับตัว
  • Order Block: แนวคิดใกล้เคียงกับ Demand/Supply Zone แต่เน้นที่คำสั่งซื้อขายที่ยังค้างอยู่

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Demand/Supply Zone ใช้ได้กับทุกคู่เงินหรือไม่

ได้ — กลยุทธ์นี้ใช้ได้กับทุกตลาดที่มี Volume เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็น Forex, Gold, ดัชนี, หรือแม้แต่ Cryptocurrency แต่ควรเลือกคู่เงินที่มี Liquidity สูง เช่น EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY เพื่อลดโอกาสที่ราคาจะกระโดด (Slippage)

Zone เก่าที่ถูกทดสอบแล้วยังใช้ได้อีกหรือไม่

Zone ที่ถูกทดสอบมาก ๆ (3-4 ครั้งขึ้นไป) มักจะอ่อนแอลง — เมื่อราคากลับมาทดสอบอีกครั้ง โอกาสที่จะถูกทะลุจะสูงขึ้น ควรใช้ Zone ที่ยังไม่ถูกทดสอบ (Fresh Zone) หรือถูกทดสอบไม่เกิน 1-2 ครั้ง

ควรใช้ Timeframe ไหนในการระบุ Zone

ขึ้นกับสไตล์การเทรด:

  • Scalping: M5-M15
  • Day Trading: M15-H1
  • Swing Trading: H4-Daily
  • Position Trading: Daily-Weekly

โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ Timeframe H1 ขึ้นไป เพื่อลด Noise และเพิ่มความน่าเชื่อถือของ Zone

จะรู้ได้อย่างไรว่า Zone กำลังจะถูกทะลุ

สัญญาณที่บ่งบอกว่า Zone อาจถูกทะลุ:

  • ไม่เกิด Reversal Candle แม้ราคาสัมผัส Zone แล้ว
  • Volume ลดลงอย่างชัดเจน เมื่อราคาเข้าใกล้ Zone
  • ราคาปิดนอก Zone ใน Timeframe ที่สูงกว่า
  • มี Zone ที่แข็งแกร่งกว่าข้างหน้า ที่ราคามีแนวโน้มวิ่งไปถึง

ควรใช้ Pending Order หรือ Market Order

Pending Order (Buy/Sell Limit):

  • ข้อดี: ไม่ต้องนั่งจ้องกราฟ, ราคาเข้าแน่นอน
  • ข้อเสีย: อาจไม่ได้ Execute ถ้าราคาไม่ลงมาถึง

Market Order:

  • ข้อดี: ควบคุมการเข้าเองได้ รอสัญญาณคอนเฟิร์มก่อน
  • ข้อเสีย: ต้องจับจ้องกราฟ อาจพลาดจังหวะ

สำหรับผู้เทรดมือใหม่ แนะนำให้ใช้ Market Order พร้อมรอสัญญาณคอนเฟิร์มก่อน เพื่อลดความเสี่ยง

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง