กลยุทธ์ทำกำไร Forex ด้วย Demand Supply Zone
การเทรด Forex ด้วย Demand และ Supply Zone คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่ผู้เทรดมืออาชีพใช้เพื่อค้นหาจุดเข้าออกที่มีความแม่นยำสูง

การเทรด Forex ด้วย Demand และ Supply Zone คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่ผู้เทรดมืออาชีพใช้เพื่อค้นหาจุดเข้าออกที่มีความแม่นยำสูง โดยอาศัยหลักการวิเคราะห์ความไม่สมดุลระหว่างแรงซื้อและแรงขายที่เกิดจาก Volume ขนาดใหญ่ ในบทความนี้ เราจะพาคุณเจาะลึกกลยุทธ์จาก The Trading Geek ผู้เทรดที่มีผู้ติดตามบน YouTube กว่า 200,000 คน พร้อมวิธีการระบุ Zone ที่ถูกต้อง การจัดการความเสี่ยง และตัวอย่างการเทรดจริง
สรุปสาระสำคัญ
- Demand Zone คือพื้นที่ที่มีแรงซื้อขนาดใหญ่เข้ามารับ ทำให้ราคามีแนวโน้มกลับตัวขึ้น
- Supply Zone คือพื้นที่ที่มีแรงขายขนาดใหญ่เข้ามาต้าน ทำให้ราคามีแนวโน้มกลับตัวลง
- Momentum Candle (แท่งเทียนที่มี Volume สูง 3 แท่งขึ้นไป) คือสัญญาณหลักในการระบุ Zone
- การใช้ Fibonacci ร่วมกับ Demand/Supply Zone ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเข้าเทรด
- ควรรอสัญญาณการกลับตัว (Reversal Signal) ก่อนเปิดออเดอร์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการทะลุ Zone
Demand และ Supply Zone คืออะไร
Supply Zone (อุปทาน) คือพื้นที่ที่มีความต้องการขายเข้ามาจำนวนมาก ทำให้ราคามักถูกกดลงเมื่อเข้ามาสัมผัสโซนนี้ — คล้ายกับแนวต้านในการวิเคราะห์ทางเทคนิคแบบดั้งเดิม

Demand Zone (อุปสงค์) คือพื้นที่ที่มีความต้องการซื้อเข้ามาจำนวนมาก ทำให้ราคามักได้รับการพยุงตัวเมื่อตกลงมาสัมผัสโซนนี้ — คล้ายกับแนวรับในการวิเคราะห์ทางเทคนิคแบบดั้งเดิม
สิ่งที่ทำให้ Demand/Supply Zone แตกต่างจากแนวรับ-แนวต้านทั่วไป คือการมุ่งเน้นที่ Volume และ Momentum ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ มากกว่าการลากเส้นจากจุดสูงสุด-ต่ำสุดเพียงอย่างเดียว
กลยุทธ์ Demand/Supply Zone ถูกพัฒนาขึ้นจากแนวคิด Order Flow และการเทรดแบบสถาบัน (Institutional Trading) ซึ่งมุ่งเน้นการติดตาม "เงินใหญ่" ในตลาด เช่น ธนาคารกลาง กองทุนป้องกันความเสี่ยง และนักลงทุนสถาบัน
ทำไมต้องเทรดด้วย Demand และ Supply Zone
การเทรดตาม Demand/Supply Zone ช่วยให้เราสามารถ "ขี่คลื่น" ไปกับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด — ผู้ที่มีเงินทุนและอำนาจเพียงพอที่จะขับเคลื่อนราคาได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเราเทรดไปในทิศทางเดียวกับพวกเขา โอกาสที่จะทำกำไรจะสูงกว่าการเทรดแบบไปต่อสู้กับกระแสหลัก
ข้อดีหลักของกลยุทธ์นี้:
- Risk-Reward Ratio สูง — เนื่องจาก Stop Loss สามารถวางได้แคบ (ใต้/เหนือ Zone) ในขณะที่ Target สามารถตั้งไกลได้ (ยัง Zone ถัดไป)
- ใช้ได้กับทุก Timeframe — ตั้งแต่ M15 สำหรับ Scalping ไปจนถึง Daily/Weekly สำหรับ Swing Trading
- ทำงานร่วมกับเครื่องมืออื่นได้ดี — เช่น Fibonacci, Moving Average, RSI
แม้ Demand/Supply Zone จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะกลับตัวทุกครั้ง — Zone สามารถถูก "ทะลุ" ได้ หากแรงซื้อ/ขายใหม่แข็งแกร่งกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่เราต้องใช้ Stop Loss เสมอ
วิธีระบุ Demand และ Supply Zone ที่ถูกต้อง
ขั้นตอนที่ 1: มองหา Momentum Candle
Momentum Candle คือแท่งเทียนที่มีลักษณะดังนี้:
- ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 3 แท่งขึ้นไป (สีเดียวกัน)
- ตัวแท่งหนาและยาว (มี Body มากกว่า Shadow)
- ราคาปิดห่างจากราคาเปิดอย่างชัดเจน — แสดงถึง Volume ขนาดใหญ่
หากแท่งเทียนเรียงกันแบบค่อย ๆ ไต่ขึ้น/ลงโดยไม่มี Volume ชัดเจน จะไม่ถือว่าเป็น Momentum Candle ที่ใช้ในการระบุ Zone ได้
ขั้นตอนที่ 2: ระบุแท่งเทียน "ก่อนหน้า" ที่เกิด Momentum
หลังจากพบ Momentum Candle แล้ว ให้ย้อนกลับไปดูแท่งเทียน 1 แท่งก่อนหน้า ที่เกิดแรงผลักครั้งใหญ่ — แท่งนี้จะกลายเป็นฐานของ Zone
ขั้นตอนที่ 3: ลากเส้น Demand/Supply Zone
ใช้ระดับ High/Low ของแท่งเทียนก่อนหน้า เป็นจุดเริ่มต้นในการลากเส้นไปทางขวามือ:
- สำหรับ Demand Zone → ใช้ Low ของแท่งก่อนหน้า Momentum Candle (สีเขียว) เป็นฐานล่าง และ High เป็นฐานบน
- สำหรับ Supply Zone → ใช้ High ของแท่งก่อนหน้า Momentum Candle (สีแดง) เป็นฐานบน และ Low เป็นฐานล่าง
จากภาพจะเห็นว่าเมื่อราคากลับมาสัมผัส Supply Zone ราคาไม่สามารถทะลุขึ้นไปได้ และกลับร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว
รูปแบบของ Supply Zone ที่ต้องรู้จัก
Supply Zone มี 2 รูปแบบหลักที่พบได้บ่อยในกราฟ:
1. Drop-Base-Drop (DBD)
ลักษณะ: ราคาร่วงลงมาแรง (Drop) → พักตัวในช่วงแคบ ๆ (Base) → ร่วงต่อลงไปอีกรอบ (Drop)
Supply Zone ในรูปแบบนี้แสดงถึงแรงขายที่ต่อเนื่อง — ผู้เทรดมักใช้ Base เป็น Zone สำหรับการวาง Sell Limit
2. Rally-Base-Drop (RBD)
ลักษณะ: ราคาวิ่งขึ้นมาแรง (Rally) → พักตัวในช่วงแคบ ๆ (Base) → กลับร่วงลงอย่างรุนแรง (Drop)
Supply Zone รูปแบบนี้มักเกิดจากการ "ดักซื้อ" (Bull Trap) — ราคาขึ้นไปดึงดูดผู้ซื้อ แล้วผู้เล่นใหญ่เริ่มขายทิ้งอย่างหนัก
Demand Zone ก็มีรูปแบบคล้ายกัน คือ Rally-Base-Rally (RBR) และ Drop-Base-Rally (DBR) — เพียงแต่กลับทิศทางกัน
กลยุทธ์การเข้าเทรดด้วย Demand Zone
จุดเข้าซื้อ (Buy Entry)
หลังจากระบุ Demand Zone แล้ว เราจะรอให้ราคากลับมา "ทดสอบ" Zone นั้น ๆ:
สิ่งสำคัญ: อย่าเข้าซื้อทันทีที่ราคาแตะ Zone — รอให้เห็นสัญญาณการกลับตัวก่อน
สัญญาณการกลับตัวที่ควรมองหา
- แท่งเทียน Bullish Engulfing — แท่งเทียนสีเขียวที่กลืนแท่งสีแดงก่อนหน้าทั้งหมด
- Hammer หรือ Pin Bar — แท่งเทียนที่มี Shadow ยาวทางด้านล่าง แสดงถึงแรงซื้อที่เข้ามารับ
- Momentum Candle ขาขึ้น — แท่งเทียนยาวและหนา แสดงถึง Volume ขนาดใหญ่
เมื่อพบสัญญาณเหล่านี้ภายใน Demand Zone จึงเป็นจุดที่เหมาะสมในการเข้าซื้อ:
การจัดการความเสี่ยง (Risk Management)
สไตล์ของ The Trading Geek:
- Stop Loss: วางใต้ Demand Zone ประมาณ 5-10 pips (ขึ้นกับ Volatility ของคู่เงิน)
- Take Profit: ตั้งที่ Supply Zone ถัดไป หรือใช้ Fibonacci Extension ประกอบ
สำหรับการขาย (Sell) ก็ใช้หลักการเดียวกัน แต่กลับทิศทาง — เข้าขายที่ Supply Zone, Stop Loss เหนือ Zone, Take Profit ที่ Demand Zone ถัดไป
การใช้ Fibonacci ร่วมกับ Demand/Supply Zone
The Trading Geek ใช้ Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือเสริมเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการเข้าเทรด:

วิธีการใช้งาน
- ลาก Fibonacci จากจุดต่ำสุดไปยังจุดสูงสุดของ Swing ล่าสุด (สำหรับการหา Demand Zone)
- มองหาการทับซ้อน (Confluence) ระหว่าง Demand Zone กับระดับ Fibonacci สำคัญ เช่น:
- 38.20%
- 50.00%
- 61.80%
- 78.60%
- เปิดออเดอร์เมื่อราคากลับมาสัมผัส Zone ที่ทับซ้อนกับระดับ Fibonacci
- ตั้ง Take Profit ที่ระดับ 127.20% หรือ 161.80% (Fibonacci Extension)
ในภาพตัวอย่าง:
- ราคาดรอปลงมาครั้งแรก The Trading Geek ยังไม่เข้าซื้อ — เพราะต้องการความมั่นใจมากกว่านี้
- ราคาดรอปลงมาครั้งที่สอง และสัมผัส Demand Zone ที่ทับซ้อนกับ Fibonacci 61.80% — จึงเข้าซื้อ
- เมื่อราคาวิ่งไปถึงระดับ 127.20% จึงทำการ Take Profit
การใช้ Confluence (การทับซ้อนของสัญญาณหลายตัว) ช่วยลดโอกาสที่จะเข้าเทรดผิดพลาด — ยิ่งมีสัญญาณสนับสนุนมากเท่าไหร่ ความน่าเชื่อถือก็ยิ่งสูงขึ้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีหลีกเลี่ยง
1. เข้าเทรดทันทีที่ราคาแตะ Zone
หลายคนเข้าซื้อ/ขายทันทีที่ราคาแตะ Zone โดยไม่รอสัญญาณการกลับตัว — ส่งผลให้ถูก Stop Loss บ่อยครั้ง
วิธีแก้: รอให้เห็นแท่งเทียนปิดภายใน Zone พร้อมสัญญาณกลับตัวก่อนเปิดออเดอร์
2. ลาก Zone กว้างเกินไป
Zone ที่กว้างมากทำให้ Stop Loss ห่างเกินไป ส่งผลให้ Risk-Reward Ratio แย่
วิธีแก้: ใช้ High/Low ของแท่งเทียนก่อนหน้า Momentum Candle เป็นมาตรฐาน — Zone ควรมีความกว้างประมาณ 10-30 pips (ขึ้นกับ Timeframe)
3. ไม่คำนึงถึง Timeframe ที่สูงกว่า
Zone ที่ดีใน Timeframe ต่ำ (เช่น M15) อาจถูก "ทะลุ" ได้ง่ายหากขัดกับเทรนด์ใน Timeframe สูง (เช่น H4, Daily)

วิธีแก้: ตรวจสอบ Timeframe ที่สูงกว่าอย่างน้อย 2-3 ระดับ เพื่อดูว่าเทรนด์ใหญ่เป็นอย่างไร
4. ใช้ Leverage สูงเกินไป
การใช้ Leverage เกิน 1:50 ในขณะที่เทรดด้วย Demand/Supply Zone อาจทำให้บัญชีระเบิดได้หากตลาดเคลื่อนตัวผิดทาง
วิธีแก้: ใช้ Leverage ไม่เกิน 1:20-1:30 และเสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนต่อออเดอร์
ตัวอย่างการเทรดจริง: EUR/USD
สมมติว่าเราพบ Demand Zone บนกราฟ EUR/USD Timeframe H1:
-
ระบุ Zone: แท่งเทียน 3 แท่งติดกันวิ่งขึ้นจาก 1.0850 ไป 1.0920 → ลาก Demand Zone ที่ 1.0845-1.0860
-
รอราคากลับมาทดสอบ: ราคาร่วงลงมาจาก 1.0920 กลับมาที่ 1.0855
-
มองหาสัญญาณกลับตัว: เกิด Bullish Engulfing ที่ 1.0855 พร้อม Volume สูง
-
เปิดออเดอร์:
- Buy ที่ 1.0857
- Stop Loss ที่ 1.0840 (17 pips)
- Take Profit ที่ Supply Zone ถัดไป 1.0920 (63 pips)
- Risk-Reward Ratio = 1:3.70
-
ผลลัพธ์: ราคาวิ่งขึ้นไปถึง 1.0920 ภายใน 8 ชั่วโมง — กำไร 63 pips
เครื่องมือเสริมอื่น ๆ ที่ใช้ได้
นอกจาก Fibonacci แล้ว คุณยังสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ร่วมกับ Demand/Supply Zone:
- Volume Profile: แสดงระดับ Volume ที่มากที่สุดในแต่ละช่วงราคา — ช่วยคอนเฟิร์ม Zone
- Moving Average (MA 50, 200): ใช้ดูเทรนด์ใหญ่ — หลีกเลี่ยงการเทรดสวนเทรนด์
- RSI/Stochastic: ใช้ดู Overbought/Oversold — เพิ่มความมั่นใจในการกลับตัว
- Order Block: แนวคิดใกล้เคียงกับ Demand/Supply Zone แต่เน้นที่คำสั่งซื้อขายที่ยังค้างอยู่
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Demand/Supply Zone ใช้ได้กับทุกคู่เงินหรือไม่
ได้ — กลยุทธ์นี้ใช้ได้กับทุกตลาดที่มี Volume เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็น Forex, Gold, ดัชนี, หรือแม้แต่ Cryptocurrency แต่ควรเลือกคู่เงินที่มี Liquidity สูง เช่น EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY เพื่อลดโอกาสที่ราคาจะกระโดด (Slippage)
Zone เก่าที่ถูกทดสอบแล้วยังใช้ได้อีกหรือไม่
Zone ที่ถูกทดสอบมาก ๆ (3-4 ครั้งขึ้นไป) มักจะอ่อนแอลง — เมื่อราคากลับมาทดสอบอีกครั้ง โอกาสที่จะถูกทะลุจะสูงขึ้น ควรใช้ Zone ที่ยังไม่ถูกทดสอบ (Fresh Zone) หรือถูกทดสอบไม่เกิน 1-2 ครั้ง
ควรใช้ Timeframe ไหนในการระบุ Zone
ขึ้นกับสไตล์การเทรด:
- Scalping: M5-M15
- Day Trading: M15-H1
- Swing Trading: H4-Daily
- Position Trading: Daily-Weekly
โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ Timeframe H1 ขึ้นไป เพื่อลด Noise และเพิ่มความน่าเชื่อถือของ Zone
จะรู้ได้อย่างไรว่า Zone กำลังจะถูกทะลุ
สัญญาณที่บ่งบอกว่า Zone อาจถูกทะลุ:
- ไม่เกิด Reversal Candle แม้ราคาสัมผัส Zone แล้ว
- Volume ลดลงอย่างชัดเจน เมื่อราคาเข้าใกล้ Zone
- ราคาปิดนอก Zone ใน Timeframe ที่สูงกว่า
- มี Zone ที่แข็งแกร่งกว่าข้างหน้า ที่ราคามีแนวโน้มวิ่งไปถึง
ควรใช้ Pending Order หรือ Market Order
Pending Order (Buy/Sell Limit):
- ข้อดี: ไม่ต้องนั่งจ้องกราฟ, ราคาเข้าแน่นอน
- ข้อเสีย: อาจไม่ได้ Execute ถ้าราคาไม่ลงมาถึง
Market Order:
- ข้อดี: ควบคุมการเข้าเองได้ รอสัญญาณคอนเฟิร์มก่อน
- ข้อเสีย: ต้องจับจ้องกราฟ อาจพลาดจังหวะ
สำหรับผู้เทรดมือใหม่ แนะนำให้ใช้ Market Order พร้อมรอสัญญาณคอนเฟิร์มก่อน เพื่อลดความเสี่ยง
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


