P/E Ratio คืออะไร พร้อมวิธีการใช้งาน
สำหรับนักลงทุนขั้นพื้นฐานอยากเริ่มเรียนรู้การลงทุนอย่างง่ายๆ มาลองทำความรู้จักเกี่ยวกับค่า P/E Ratio หรือ pe ratio คืออะไร รีบคลิกเลย

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง คำถามแรกที่ควรถามตัวเองคือ "ราคานี้สมเหตุสมผลหรือไม่" และนี่คือจุดที่ P/E Ratio เข้ามามีบทบาท — เครื่องมือวิเคราะห์ทางการเงินที่นักลงทุนทั่วโลกใช้เพื่อประเมินว่าหุ้นที่สนใจกำลังซื้อขายในระดับราคาที่สมเหตุสมผลหรือไม่ เมื่อเทียบกับกำไรที่บริษัทสร้างได้จริง เรื่องนี้สำคัญเพราะช่วยให้คุณคัดกรองหุ้นได้ตั้งแต่ขั้นต้น และหลีกเลี่ยงการจ่ายราคาแพงเกินไปสำหรับบริษัทที่ผลประกอบการไม่รองรับ
สรุปสาระสำคัญ
- P/E Ratio คือ อัตราส่วนระหว่างราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น ซึ่งบอกว่าต้องใช้เวลากี่ปีจึงจะคืนทุนหากกำไรคงที่
- สูตรคำนวณ: P/E = ราคาหุ้น / กำไรต่อหุ้น (EPS) หรือ มูลค่าตลาดทั้งหมด / กำไรสุทธิรวม 4 ไตรมาสล่าสุด
- P/E สูงไม่ได้หมายความว่าแพงเสมอไป — อาจสะท้อนศักยภาพการเติบโตในอนาคตของบริษัท
- ต้องเปรียบเทียบ P/E ภายในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันเท่านั้น เพราะแต่ละธุรกิจมี benchmark ต่างกัน
- P/E เป็นเครื่องมือเบื้องต้น ควรใช้ร่วมกับอัตราส่วนทางการเงินตัวอื่นๆ เพื่อภาพรวมที่สมบูรณ์
P/E Ratio คืออะไร และทำไมนักลงทุนถึงใช้
P/E Ratio (Price-to-Earnings Ratio) หรือ "อัตราส่วนราคาต่อกำไร" เป็นเครื่องมือวิเคราะห์พื้นฐานที่วัดความสมเหตุสมผลของราคาหุ้น โดยเปรียบเทียบระหว่างราคาตลาดปัจจุบันกับกำไรสุทธิที่บริษัททำได้จริง

ตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดเจน: สมมติหุ้น ABC มีราคา 100.00 บาทต่อหุ้น และทำกำไรต่อหุ้น (EPS) 20.00 บาทในปีที่ผ่านมา นั่นหมายความว่า P/E = 100.00 / 20.00 = 5.00 เท่า
คุณสามารถตีความได้ว่า: หากบริษัทยังคงทำกำไร 20.00 บาทต่อหุ้นต่อปีแบบคงที่ คุณจะต้องรอ 5 ปี จึงจะได้รับผลตอบแทนที่เท่ากับเงินลงทุนต้นทุน (100.00 บาท) นั่นคือ "คืนทุนใน 5 ปี" นั่นเอง
ทำไม P/E Ratio ถึงสำคัญ
- วัดความคาดหวังของตลาด — P/E สูงหมายความว่านักลงทุนยินดีจ่ายราคาพรีเมียมเพราะเชื่อว่ากำไรจะเติบโตในอนาคต
- เปรียบเทียบระหว่างหุ้นได้ง่าย — คุณสามารถเทียบ P/E ระหว่าง 2-3 บริษัทในกลุ่มเดียวกันได้ทันที
- เหมาะสำหรับนักลงทุนสายคุณค่า (Value Investors) — ผู้ที่มองหาหุ้นที่ "ถูก" หรือ undervalued มักจะเริ่มต้นจาก P/E ต่ำ
P/E Ratio เป็นเครื่องมือเบื้องต้นที่ดีที่สุดสำหรับการคัดกรองหุ้นขั้นต้น แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เดียวในการตัดสินใจลงทุน
สูตรการคำนวณ P/E Ratio
การคำนวณ P/E Ratio มี 2 วิธีหลักที่ให้ผลลัพธ์เดียวกัน:
วิธีที่ 1: คำนวณจากราคาหุ้นและกำไรต่อหุ้น
P/E Ratio = ราคาหุ้นปัจจุบัน / กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)
ตัวอย่าง: หุ้น XYZ มีราคา 150.00 บาท และ EPS = 30.00 บาท
P/E = 150.00 / 30.00 = 5.00 เท่า
วิธีที่ 2: คำนวณจากมูลค่าตลาดทั้งหมด
P/E Ratio = มูลค่าตลาดรวม (Market Cap) / กำไรสุทธิรวม 4 ไตรมาสล่าสุด
ตัวอย่าง: บริษัท ABC มีมูลค่าตลาด 10,000.00 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิรวม 2,000.00 ล้านบาท
P/E = 10,000.00 / 2,000.00 = 5.00 เท่า
ประเภทของ P/E Ratio ที่ควรรู้จัก
| ประเภท | คำอธิบาย | เมื่อไหร่ควรใช้ |
|---|---|---|
| Trailing P/E | ใช้กำไรจริงย้อนหลัง 12 เดือน | วิเคราะห์ตามข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้ว (น่าเชื่อถือที่สุด) |
| Forward P/E | ใช้กำไรที่คาดการณ์ล่วงหน้า 12 เดือน | ประเมินหุ้นเติบโต แต่มีความเสี่ยงจากการคาดการณ์ผิดพลาด |
| Shiller P/E (CAPE) | ใช้กำไรเฉลี่ย 10 ปี ปรับด้วยเงินเฟ้อ | วิเคราะห์ตลาดโดยรวม ลดผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจ |
เว็บไซต์ข้อมูลหุ้นไทยส่วนใหญ่ใช้ Trailing P/E เป็นค่าเริ่มต้น ซึ่งเหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่เพราะใช้ตัวเลขจริงที่ตรวจสอบได้
วิธีตีความและใช้ P/E Ratio อย่างถูกต้อง
P/E สูง vs. P/E ต่ำ หมายความว่าอย่างไร
P/E สูง (เช่น 25-50 เท่า)
- ความหมาย: นักลงทุนคาดหวังว่ากำไรจะเติบโตสูงในอนาคต
- มักพบใน: หุ้นเทคโนโลยี, หุ้นสตาร์ทอัพ, หุ้นธีมใหม่
- ความเสี่ยง: หากกำไรเติบโตไม่ตามคาด ราคาหุ้นอาจปรับตัวลงรุนแรง
ตัวอย่าง: หุ้นบริษัทเทคโนโลยี P/E = 40.00 เท่า แปลว่าตลาดเชื่อว่ากำไรจะเติบโตมากกว่า 2 เท่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
P/E ต่ำ (เช่น 5-10 เท่า)
- ความหมาย: นักลงทุนคาดว่ากำไรจะเติบโตช้า หรือบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตเต็มที่
- มักพบใน: หุ้นธนาคาร, หุ้นพลังงาน, หุ้นสาธารณูปโภค
- โอกาส: อาจเป็นหุ้นที่ undervalued หากพื้นฐานยังแข็งแกร่ง
ตัวอย่าง: หุ้นธนาคาร P/E = 8.00 เท่า แปลว่าตลาดไม่คาดหวังการเติบโตมาก แต่มั่นคงและจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ
อย่าใช้ P/E เปรียบเทียบข้ามกลุ่มอุตสาหกรรม — P/E 15.00 ของหุ้นเทคอาจถือว่าถูก แต่ P/E 15.00 ของหุ้นธนาคารอาจถือว่าแพงมาก
กฎ 3 ข้อสำหรับการใช้ P/E อย่างมีประสิทธิภาพ
1. เปรียบเทียบภายในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันเท่านั้น
หาค่า P/E เฉลี่ยของกลุ่ม (Industry Average) แล้วเปรียบเทียบ:
- หาก P/E ของหุ้นที่สนใจ สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20% = ราคาสูงเกินไป (overvalued) หรือมีศักยภาพเติบโตเหนือกว่า
- หาก P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20% = ราคาถูกกว่า (undervalued) หรือมีปัญหาพื้นฐาน
ตัวอย่าง: หุ้นค้าปลีก A มี P/E = 18.00 เท่า ในขณะที่ค่าเฉลี่ยกลุ่มค้าปลีก = 15.00 เท่า นั่นแปลว่าหุ้น A แพงกว่าค่าเฉลี่ย 20% — คุณต้องหาเหตุผลว่าทำไมตลาดถึงยอมจ่ายพรีเมียม
2. ดู P/E ร่วมกับอัตราการเติบโตของกำไร (EPS Growth)
ใช้ PEG Ratio (Price/Earnings to Growth) เพื่อประเมินว่า P/E สูงนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่:
PEG Ratio = P/E Ratio / อัตราการเติบโตของกำไรต่อปี (%)
- PEG < 1.00 = หุ้นถูก (undervalued)
- PEG = 1.00-2.00 = หุ้นราคาสมเหตุสมผล
- PEG > 2.00 = หุ้นแพง (overvalued)
ตัวอย่าง: หุ้น B มี P/E = 30.00 เท่า แต่กำไรเติบโต 40% ต่อปี
PEG = 30.00 / 40 = 0.75 → แม้ P/E สูง แต่หุ้นนี้ถือว่าถูก
3. ระวัง P/E ที่ผิดปกติสุดขั้ว
- P/E ติดลบ = บริษัทขาดทุน ไม่สามารถใช้ P/E วิเคราะห์ได้
- P/E สูงมาก (>100) = กำไรน้อยมาก หรือกำไรไม่แน่นอน อาจมีความเสี่ยงสูง
- P/E ต่ำผิดปกติ (<5) = ตลาดอาจคาดการณ์ว่าบริษัทจะมีปัญหา ควรตรวจสอบพื้นฐานให้ละเอียด
ข้อจำกัดของ P/E Ratio ที่ต้องระวัง
แม้ P/E Ratio จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ง่าย แต่มีข้อจำกัดสำคัญที่นักลงทุนต้องเข้าใจ:
1. ไม่สะท้อนคุณภาพของกำไร
P/E ใช้ตัวเลขกำไรสุทธิตามบัญชี ซึ่งอาจปรับแต่งได้ด้วยรายการพิเศษ (extraordinary items) เช่น:
- ขายสินทรัพย์ที่ดิน → กำไรพุ่ง 1 ปี แต่ไม่ได้เกิดจากธุรกิจหลัก
- ตัดหนี้สูญ → กำไรดูดีขึ้นชั่วคราว
วิธีแก้: ใช้ Free Cash Flow (FCF) หรือ EBITDA ประกอบการวิเคราะห์
2. ไม่เหมาะกับบริษัทขาดทุนหรือธุรกิจใหม่
หากบริษัทขาดทุน EPS จะเป็นลบ → คำนวณ P/E ไม่ได้ ตัวอย่างเช่น:
- สตาร์ทอัพที่ยังไม่ทำกำไร
- บริษัทที่กำลังปรับโครงสร้าง
วิธีแก้: ใช้ P/S Ratio (Price-to-Sales) หรือ EV/EBITDA แทน
3. ไม่สะท้อนหนี้สินและโครงสร้างเงินทุน
บริษัท 2 บริษัทอาจมี P/E เท่ากัน แต่:
- บริษัท A มีหนี้สินน้อย → ความเสี่ยงต่ำ
- บริษัท B มีหนี้สินสูง → ความเสี่ยงสูง
วิธีแก้: ดูอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ร่วมด้วย
4. อาจถูกบิดเบือนจากวัฏจักรเศรษฐกิจ
บริษัทวัฏจักร (Cyclical) เช่น ปิโตรเคมี, เหล็ก อาจมี:
- P/E ต่ำมากในยุคเศรษฐกิจดี (กำไรสูงสุด)
- P/E สูงมากในยุคเศรษฐกิจแย่ (กำไรต่ำสุด)
ซึ่งทำให้การตัดสินใจจาก P/E เพียงอย่างเดียวอาจผิดพลาดได้
กรณีศึกษา: การใช้ P/E Ratio ในหุ้นไทย
มาดูตัวอย่างจริงจาก 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่นิยม:
กรณีที่ 1: หุ้นค้าปลีก (โดยเฉลี่ย P/E ≈ 15-20 เท่า)
สมมติหุ้นค้าปลีก XYZ มี P/E = 12.00 เท่า ในขณะที่กลุ่มค้าปลีกเฉลี่ย 18.00 เท่า
การวิเคราะห์:
- P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 33% → อาจเป็นโอกาส
- แต่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม: ยอดขายลด? หนี้สินสูง? มีคู่แข่งใหม่?
หากพื้นฐานยังแข็งแกร่ง → โอกาสซื้อหุ้น undervalued
กรณีที่ 2: หุ้นธนาคาร (โดยเฉลี่ย P/E ≈ 8-12 เท่า)
หุ้นธนาคาร ABC มี P/E = 14.00 เท่า ในขณะที่กลุ่มธนาคารเฉลี่ย 10.00 เท่า
การวิเคราะห์:
- P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ย 40% → ราคาแพง
- ตลาดอาจคาดหวังว่ามีโอกาสเติบโตพิเศษ เช่น expansion ไปต่างประเทศ
ควรดูอัตราการเติบโตของสินเชื่อและ NPL Ratio ประกอบ
กรณีที่ 3: หุ้นเทคโนโลยี (โดยเฉลี่ย P/E ≈ 25-40 เท่า)
หุ้นเทค DEF มี P/E = 50.00 เท่า และกำไรเติบโต 60% ต่อปี
การวิเคราะห์:
- P/E สูงมาก แต่คำนวณ PEG = 50 / 60 = 0.83 → ยังถือว่าถูก
- แต่ต้องประเมินว่าอัตราการเติบโต 60% สามารถดำเนินต่อไปได้นานแค่ไหน
การใช้ P/E Ratio ให้ได้ผลต้องอาศัยการเปรียบเทียบที่ถูกต้อง และใช้ร่วมกับข้อมูลอื่นๆ ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลขเดียว
เครื่องมือและแหล่งข้อมูล P/E Ratio
แหล่งข้อมูล P/E Ratio หุ้นไทย:
- SET.or.th — ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ไทย (อัปเดตทุกวัน)
- Settrade.com — มีเครื่องมือ screener กรองหุ้นตาม P/E
- Investing.com — เปรียบเทียบ P/E ระหว่างประเทศได้
เครื่องมือที่ควรใช้ร่วมกับ P/E:
- P/BV Ratio (Price-to-Book Value) — ดูมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ
- ROE (Return on Equity) — วัดประสิทธิภาพการใช้ทุน
- Dividend Yield — ผลตอบแทนจากเงินปันผล
- D/E Ratio — อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน
การรวมเครื่องมือทั้งหมดนี้จะให้ภาพรวมที่สมบูรณ์กว่าการดูแค่ P/E เพียงอย่างเดียว
สรุป: ใช้ P/E Ratio อย่างมืออาชีพ
P/E Ratio เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการประเมินมูลค่าหุ้น แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เครื่องมือนี้มีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อคุณ:
- เปรียบเทียบภายในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน — ไม่ควรเทียบหุ้นเทคกับหุ้นธนาคาร
- ดู P/E ร่วมกับอัตราการเติบโต — ใช้ PEG Ratio ช่วยตัดสินใจ
- ตรวจสอบคุณภาพของกำไร — ดูว่ากำไรมาจากธุรกิจหลักจริงหรือไม่
- ใช้ร่วมกับอัตราส่วนอื่น — P/BV, ROE, D/E ให้ภาพรวมที่ครบถ้วน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการตัดสินใจลงทุนจาก P/E เพียงตัวเดียว โดยไม่ได้พิจารณาปัจจัยอื่น หรือการเปรียบเทียบข้ามกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งอาจทำให้คุณพลาดโอกาสหรือเข้าซื้อหุ้นที่แพงเกินไป
หากคุณกำลังเริ่มต้นเรียนรู้การเทรด Forex หลักการใช้ P/E Ratio จะช่วยให้คุณเข้าใจการวิเคราะห์พื้นฐานได้ดีขึ้น ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์สกุลเงินและ commodities ได้เช่นกัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
P/E Ratio เท่าไหร่ถือว่าดี?
ไม่มีค่า P/E ที่ "ดี" หรือ "เลว" แบบสากล แต่ต้องดูตามบริบท:
- หุ้นเติบโต: P/E 25-40 เท่าอาจถือว่าปกติหากกำไรเติบโต >30% ต่อปี
- หุ้นมั่นคง: P/E 10-15 เท่าเป็นค่าที่สมเหตุสมผล
- หุ้นธนาคาร: P/E 8-12 เท่าถือว่าเฉลี่ย
กุญแจสำคัญคือการเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน หาก P/E สูงกว่าหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 20-30% ควรหาสาเหตุก่อนตัดสินใจลงทุน
**P/E สูงหม
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


