U
UHAS
XAU/USD0.00%

P/E Ratio คืออะไร พร้อมวิธีการใช้งาน

สำหรับนักลงทุนขั้นพื้นฐานอยากเริ่มเรียนรู้การลงทุนอย่างง่ายๆ มาลองทำความรู้จักเกี่ยวกับค่า P/E Ratio หรือ pe ratio คืออะไร รีบคลิกเลย

P
Patiphan Uhas
6 มีนาคม 2567·4 นาทีอ่าน
แชร์
ทำความรู้จักกับ P/E Ratio คืออะไร

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง คำถามแรกที่ควรถามตัวเองคือ "ราคานี้สมเหตุสมผลหรือไม่" และนี่คือจุดที่ P/E Ratio เข้ามามีบทบาท — เครื่องมือวิเคราะห์ทางการเงินที่นักลงทุนทั่วโลกใช้เพื่อประเมินว่าหุ้นที่สนใจกำลังซื้อขายในระดับราคาที่สมเหตุสมผลหรือไม่ เมื่อเทียบกับกำไรที่บริษัทสร้างได้จริง เรื่องนี้สำคัญเพราะช่วยให้คุณคัดกรองหุ้นได้ตั้งแต่ขั้นต้น และหลีกเลี่ยงการจ่ายราคาแพงเกินไปสำหรับบริษัทที่ผลประกอบการไม่รองรับ

สรุปสาระสำคัญ

  • P/E Ratio คือ อัตราส่วนระหว่างราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น ซึ่งบอกว่าต้องใช้เวลากี่ปีจึงจะคืนทุนหากกำไรคงที่
  • สูตรคำนวณ: P/E = ราคาหุ้น / กำไรต่อหุ้น (EPS) หรือ มูลค่าตลาดทั้งหมด / กำไรสุทธิรวม 4 ไตรมาสล่าสุด
  • P/E สูงไม่ได้หมายความว่าแพงเสมอไป — อาจสะท้อนศักยภาพการเติบโตในอนาคตของบริษัท
  • ต้องเปรียบเทียบ P/E ภายในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันเท่านั้น เพราะแต่ละธุรกิจมี benchmark ต่างกัน
  • P/E เป็นเครื่องมือเบื้องต้น ควรใช้ร่วมกับอัตราส่วนทางการเงินตัวอื่นๆ เพื่อภาพรวมที่สมบูรณ์

P/E Ratio คืออะไร และทำไมนักลงทุนถึงใช้

P/E Ratio คืออะไร

P/E Ratio (Price-to-Earnings Ratio) หรือ "อัตราส่วนราคาต่อกำไร" เป็นเครื่องมือวิเคราะห์พื้นฐานที่วัดความสมเหตุสมผลของราคาหุ้น โดยเปรียบเทียบระหว่างราคาตลาดปัจจุบันกับกำไรสุทธิที่บริษัททำได้จริง

แผนภาพพื้นฐานหุ้น: การถือหุ้นคือการถือส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของบริษัท ผลตอบแทนมาจากเงินปันผลและการเติบโตของราคา พร้อมวิธีอ่านค่า P/E
แผนภาพพื้นฐานหุ้น: การถือหุ้นคือการถือส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของบริษัท ผลตอบแทนมาจากเงินปันผลและการเติบโตของราคา พร้อมวิธีอ่านค่า P/E

ตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดเจน: สมมติหุ้น ABC มีราคา 100.00 บาทต่อหุ้น และทำกำไรต่อหุ้น (EPS) 20.00 บาทในปีที่ผ่านมา นั่นหมายความว่า P/E = 100.00 / 20.00 = 5.00 เท่า

คุณสามารถตีความได้ว่า: หากบริษัทยังคงทำกำไร 20.00 บาทต่อหุ้นต่อปีแบบคงที่ คุณจะต้องรอ 5 ปี จึงจะได้รับผลตอบแทนที่เท่ากับเงินลงทุนต้นทุน (100.00 บาท) นั่นคือ "คืนทุนใน 5 ปี" นั่นเอง

ทำไม P/E Ratio ถึงสำคัญ

  1. วัดความคาดหวังของตลาด — P/E สูงหมายความว่านักลงทุนยินดีจ่ายราคาพรีเมียมเพราะเชื่อว่ากำไรจะเติบโตในอนาคต
  2. เปรียบเทียบระหว่างหุ้นได้ง่าย — คุณสามารถเทียบ P/E ระหว่าง 2-3 บริษัทในกลุ่มเดียวกันได้ทันที
  3. เหมาะสำหรับนักลงทุนสายคุณค่า (Value Investors) — ผู้ที่มองหาหุ้นที่ "ถูก" หรือ undervalued มักจะเริ่มต้นจาก P/E ต่ำ
INFO

P/E Ratio เป็นเครื่องมือเบื้องต้นที่ดีที่สุดสำหรับการคัดกรองหุ้นขั้นต้น แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เดียวในการตัดสินใจลงทุน

สูตรการคำนวณ P/E Ratio

การคำนวณ P/E Ratio มี 2 วิธีหลักที่ให้ผลลัพธ์เดียวกัน:

วิธีที่ 1: คำนวณจากราคาหุ้นและกำไรต่อหุ้น

P/E Ratio = ราคาหุ้นปัจจุบัน / กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)

ตัวอย่าง: หุ้น XYZ มีราคา 150.00 บาท และ EPS = 30.00 บาท
P/E = 150.00 / 30.00 = 5.00 เท่า

วิธีที่ 2: คำนวณจากมูลค่าตลาดทั้งหมด

P/E Ratio = มูลค่าตลาดรวม (Market Cap) / กำไรสุทธิรวม 4 ไตรมาสล่าสุด

ตัวอย่าง: บริษัท ABC มีมูลค่าตลาด 10,000.00 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิรวม 2,000.00 ล้านบาท
P/E = 10,000.00 / 2,000.00 = 5.00 เท่า

ประเภทของ P/E Ratio ที่ควรรู้จัก

ประเภทคำอธิบายเมื่อไหร่ควรใช้
Trailing P/Eใช้กำไรจริงย้อนหลัง 12 เดือนวิเคราะห์ตามข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้ว (น่าเชื่อถือที่สุด)
Forward P/Eใช้กำไรที่คาดการณ์ล่วงหน้า 12 เดือนประเมินหุ้นเติบโต แต่มีความเสี่ยงจากการคาดการณ์ผิดพลาด
Shiller P/E (CAPE)ใช้กำไรเฉลี่ย 10 ปี ปรับด้วยเงินเฟ้อวิเคราะห์ตลาดโดยรวม ลดผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจ
TIP

เว็บไซต์ข้อมูลหุ้นไทยส่วนใหญ่ใช้ Trailing P/E เป็นค่าเริ่มต้น ซึ่งเหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่เพราะใช้ตัวเลขจริงที่ตรวจสอบได้

วิธีตีความและใช้ P/E Ratio อย่างถูกต้อง

ข้อสำคัญที่ต้องรู้ในการใช้ P/E Ratio

P/E สูง vs. P/E ต่ำ หมายความว่าอย่างไร

P/E สูง (เช่น 25-50 เท่า)

  • ความหมาย: นักลงทุนคาดหวังว่ากำไรจะเติบโตสูงในอนาคต
  • มักพบใน: หุ้นเทคโนโลยี, หุ้นสตาร์ทอัพ, หุ้นธีมใหม่
  • ความเสี่ยง: หากกำไรเติบโตไม่ตามคาด ราคาหุ้นอาจปรับตัวลงรุนแรง

ตัวอย่าง: หุ้นบริษัทเทคโนโลยี P/E = 40.00 เท่า แปลว่าตลาดเชื่อว่ากำไรจะเติบโตมากกว่า 2 เท่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

P/E ต่ำ (เช่น 5-10 เท่า)

  • ความหมาย: นักลงทุนคาดว่ากำไรจะเติบโตช้า หรือบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตเต็มที่
  • มักพบใน: หุ้นธนาคาร, หุ้นพลังงาน, หุ้นสาธารณูปโภค
  • โอกาส: อาจเป็นหุ้นที่ undervalued หากพื้นฐานยังแข็งแกร่ง

ตัวอย่าง: หุ้นธนาคาร P/E = 8.00 เท่า แปลว่าตลาดไม่คาดหวังการเติบโตมาก แต่มั่นคงและจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ

NOTE

อย่าใช้ P/E เปรียบเทียบข้ามกลุ่มอุตสาหกรรม — P/E 15.00 ของหุ้นเทคอาจถือว่าถูก แต่ P/E 15.00 ของหุ้นธนาคารอาจถือว่าแพงมาก

กฎ 3 ข้อสำหรับการใช้ P/E อย่างมีประสิทธิภาพ

1. เปรียบเทียบภายในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันเท่านั้น

หาค่า P/E เฉลี่ยของกลุ่ม (Industry Average) แล้วเปรียบเทียบ:

  • หาก P/E ของหุ้นที่สนใจ สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20% = ราคาสูงเกินไป (overvalued) หรือมีศักยภาพเติบโตเหนือกว่า
  • หาก P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20% = ราคาถูกกว่า (undervalued) หรือมีปัญหาพื้นฐาน

ตัวอย่าง: หุ้นค้าปลีก A มี P/E = 18.00 เท่า ในขณะที่ค่าเฉลี่ยกลุ่มค้าปลีก = 15.00 เท่า นั่นแปลว่าหุ้น A แพงกว่าค่าเฉลี่ย 20% — คุณต้องหาเหตุผลว่าทำไมตลาดถึงยอมจ่ายพรีเมียม

2. ดู P/E ร่วมกับอัตราการเติบโตของกำไร (EPS Growth)

ใช้ PEG Ratio (Price/Earnings to Growth) เพื่อประเมินว่า P/E สูงนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่:

PEG Ratio = P/E Ratio / อัตราการเติบโตของกำไรต่อปี (%)
  • PEG < 1.00 = หุ้นถูก (undervalued)
  • PEG = 1.00-2.00 = หุ้นราคาสมเหตุสมผล
  • PEG > 2.00 = หุ้นแพง (overvalued)

ตัวอย่าง: หุ้น B มี P/E = 30.00 เท่า แต่กำไรเติบโต 40% ต่อปี
PEG = 30.00 / 40 = 0.75 → แม้ P/E สูง แต่หุ้นนี้ถือว่าถูก

3. ระวัง P/E ที่ผิดปกติสุดขั้ว

  • P/E ติดลบ = บริษัทขาดทุน ไม่สามารถใช้ P/E วิเคราะห์ได้
  • P/E สูงมาก (>100) = กำไรน้อยมาก หรือกำไรไม่แน่นอน อาจมีความเสี่ยงสูง
  • P/E ต่ำผิดปกติ (<5) = ตลาดอาจคาดการณ์ว่าบริษัทจะมีปัญหา ควรตรวจสอบพื้นฐานให้ละเอียด

ข้อจำกัดของ P/E Ratio ที่ต้องระวัง

สรุปบทความ

แม้ P/E Ratio จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ง่าย แต่มีข้อจำกัดสำคัญที่นักลงทุนต้องเข้าใจ:

1. ไม่สะท้อนคุณภาพของกำไร

P/E ใช้ตัวเลขกำไรสุทธิตามบัญชี ซึ่งอาจปรับแต่งได้ด้วยรายการพิเศษ (extraordinary items) เช่น:

  • ขายสินทรัพย์ที่ดิน → กำไรพุ่ง 1 ปี แต่ไม่ได้เกิดจากธุรกิจหลัก
  • ตัดหนี้สูญ → กำไรดูดีขึ้นชั่วคราว

วิธีแก้: ใช้ Free Cash Flow (FCF) หรือ EBITDA ประกอบการวิเคราะห์

2. ไม่เหมาะกับบริษัทขาดทุนหรือธุรกิจใหม่

หากบริษัทขาดทุน EPS จะเป็นลบ → คำนวณ P/E ไม่ได้ ตัวอย่างเช่น:

  • สตาร์ทอัพที่ยังไม่ทำกำไร
  • บริษัทที่กำลังปรับโครงสร้าง

วิธีแก้: ใช้ P/S Ratio (Price-to-Sales) หรือ EV/EBITDA แทน

3. ไม่สะท้อนหนี้สินและโครงสร้างเงินทุน

บริษัท 2 บริษัทอาจมี P/E เท่ากัน แต่:

  • บริษัท A มีหนี้สินน้อย → ความเสี่ยงต่ำ
  • บริษัท B มีหนี้สินสูง → ความเสี่ยงสูง

วิธีแก้: ดูอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ร่วมด้วย

4. อาจถูกบิดเบือนจากวัฏจักรเศรษฐกิจ

บริษัทวัฏจักร (Cyclical) เช่น ปิโตรเคมี, เหล็ก อาจมี:

  • P/E ต่ำมากในยุคเศรษฐกิจดี (กำไรสูงสุด)
  • P/E สูงมากในยุคเศรษฐกิจแย่ (กำไรต่ำสุด)

ซึ่งทำให้การตัดสินใจจาก P/E เพียงอย่างเดียวอาจผิดพลาดได้

กรณีศึกษา: การใช้ P/E Ratio ในหุ้นไทย

มาดูตัวอย่างจริงจาก 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่นิยม:

กรณีที่ 1: หุ้นค้าปลีก (โดยเฉลี่ย P/E ≈ 15-20 เท่า)

สมมติหุ้นค้าปลีก XYZ มี P/E = 12.00 เท่า ในขณะที่กลุ่มค้าปลีกเฉลี่ย 18.00 เท่า

การวิเคราะห์:

  • P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 33% → อาจเป็นโอกาส
  • แต่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม: ยอดขายลด? หนี้สินสูง? มีคู่แข่งใหม่?

หากพื้นฐานยังแข็งแกร่ง → โอกาสซื้อหุ้น undervalued

กรณีที่ 2: หุ้นธนาคาร (โดยเฉลี่ย P/E ≈ 8-12 เท่า)

หุ้นธนาคาร ABC มี P/E = 14.00 เท่า ในขณะที่กลุ่มธนาคารเฉลี่ย 10.00 เท่า

การวิเคราะห์:

  • P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ย 40% → ราคาแพง
  • ตลาดอาจคาดหวังว่ามีโอกาสเติบโตพิเศษ เช่น expansion ไปต่างประเทศ

ควรดูอัตราการเติบโตของสินเชื่อและ NPL Ratio ประกอบ

กรณีที่ 3: หุ้นเทคโนโลยี (โดยเฉลี่ย P/E ≈ 25-40 เท่า)

หุ้นเทค DEF มี P/E = 50.00 เท่า และกำไรเติบโต 60% ต่อปี

การวิเคราะห์:

  • P/E สูงมาก แต่คำนวณ PEG = 50 / 60 = 0.83 → ยังถือว่าถูก
  • แต่ต้องประเมินว่าอัตราการเติบโต 60% สามารถดำเนินต่อไปได้นานแค่ไหน
INFO

การใช้ P/E Ratio ให้ได้ผลต้องอาศัยการเปรียบเทียบที่ถูกต้อง และใช้ร่วมกับข้อมูลอื่นๆ ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลขเดียว

เครื่องมือและแหล่งข้อมูล P/E Ratio

แหล่งข้อมูล P/E Ratio หุ้นไทย:

  1. SET.or.th — ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ไทย (อัปเดตทุกวัน)
  2. Settrade.com — มีเครื่องมือ screener กรองหุ้นตาม P/E
  3. Investing.com — เปรียบเทียบ P/E ระหว่างประเทศได้

เครื่องมือที่ควรใช้ร่วมกับ P/E:

  • P/BV Ratio (Price-to-Book Value) — ดูมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ
  • ROE (Return on Equity) — วัดประสิทธิภาพการใช้ทุน
  • Dividend Yield — ผลตอบแทนจากเงินปันผล
  • D/E Ratio — อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน

การรวมเครื่องมือทั้งหมดนี้จะให้ภาพรวมที่สมบูรณ์กว่าการดูแค่ P/E เพียงอย่างเดียว

สรุป: ใช้ P/E Ratio อย่างมืออาชีพ

P/E Ratio เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการประเมินมูลค่าหุ้น แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เครื่องมือนี้มีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อคุณ:

  1. เปรียบเทียบภายในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน — ไม่ควรเทียบหุ้นเทคกับหุ้นธนาคาร
  2. ดู P/E ร่วมกับอัตราการเติบโต — ใช้ PEG Ratio ช่วยตัดสินใจ
  3. ตรวจสอบคุณภาพของกำไร — ดูว่ากำไรมาจากธุรกิจหลักจริงหรือไม่
  4. ใช้ร่วมกับอัตราส่วนอื่น — P/BV, ROE, D/E ให้ภาพรวมที่ครบถ้วน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการตัดสินใจลงทุนจาก P/E เพียงตัวเดียว โดยไม่ได้พิจารณาปัจจัยอื่น หรือการเปรียบเทียบข้ามกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งอาจทำให้คุณพลาดโอกาสหรือเข้าซื้อหุ้นที่แพงเกินไป

TIP

หากคุณกำลังเริ่มต้นเรียนรู้การเทรด Forex หลักการใช้ P/E Ratio จะช่วยให้คุณเข้าใจการวิเคราะห์พื้นฐานได้ดีขึ้น ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์สกุลเงินและ commodities ได้เช่นกัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

P/E Ratio เท่าไหร่ถือว่าดี?

ไม่มีค่า P/E ที่ "ดี" หรือ "เลว" แบบสากล แต่ต้องดูตามบริบท:

  • หุ้นเติบโต: P/E 25-40 เท่าอาจถือว่าปกติหากกำไรเติบโต >30% ต่อปี
  • หุ้นมั่นคง: P/E 10-15 เท่าเป็นค่าที่สมเหตุสมผล
  • หุ้นธนาคาร: P/E 8-12 เท่าถือว่าเฉลี่ย

กุญแจสำคัญคือการเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน หาก P/E สูงกว่าหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 20-30% ควรหาสาเหตุก่อนตัดสินใจลงทุน

**P/E สูงหม

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง