U
UHAS
XAU/USD0.00%

WACC สำคัญอย่างไรต่อการลงทุน

WACC คือ ต้นทุนของเงินทุน ที่มักจะไปเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้อยู่เสมอๆ และถ้าหากอยากจะรู้คำศัพท์นี้มากขึ้นตามมาอ่านได้ที่นี่เลย

P
Patiphan Uhas
10 กันยายน 2566·3 นาทีอ่าน
แชร์
WACC คืออะไร สำคัญอย่างไรต่อการลงทุน

ก่อนตัดสินใจลงทุนในโครงการหรือธุรกิจใดๆ คำถามสำคัญที่สุดคือ "คุ้มค่าหรือไม่" — และนี่คือจุดที่ WACC (Weighted Average Cost of Capital) เข้ามามีบทบาท เครื่องมือทางการเงินนี้ช่วยให้เราประเมินได้ว่าผลตอบแทนที่คาดหวังนั้นสูงกว่าต้นทุนของเงินทุนที่ใช้ไปหรือไม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนรายย่อย ผู้บริหารองค์กร หรือนักวิเคราะห์การเงิน การเข้าใจ WACC จะช่วยให้คุณตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีหลักการและชัดเจนยิ่งขึ้น

สรุปสาระสำคัญ

  • WACC คือต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหักของเงินทุน ใช้เปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่คาดหวังเพื่อประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน
  • WACC ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก: ต้นทุนของส่วนผู้ถือหุ้น (Equity) และต้นทุนของหนี้สิน (Debt) ซึ่งถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนของแต่ละส่วน
  • การลงทุนที่มีผลตอบแทนสูงกว่า WACC ถือว่าสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับธุรกิจ
  • สูตร WACC คำนึงถึงประโยชน์ทางภาษีจากดอกเบี้ยหนี้ (Tax Shield) ทำให้ต้นทุนหนี้ถูกลงเมื่อเทียบกับต้นทุนส่วนทุน

WACC คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

WACC หรือ Weighted Average Cost of Capital คือต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของเงินทุนทั้งหมดที่บริษัทหรือโครงการใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งรวมทั้งเงินทุนจากผู้ถือหุ้นและเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน

ในทางปฏิบัติ WACC ทำหน้าที่เป็น อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ (Hurdle Rate) ที่โครงการลงทุนต้องทำได้ เพื่อให้ถือว่าคุ้มค่า หากโครงการใดให้ผลตอบแทนต่ำกว่า WACC แสดงว่าโครงการนั้นทำลายมูลค่า (Destroy Value) มากกว่าสร้างมูลค่า ในทางกลับกัน หากผลตอบแทนสูงกว่า WACC แสดงว่าโครงการนั้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้

WACC ยังถูกใช้อย่างแพร่หลายในการประเมินมูลค่ากิจการ (Valuation) โดยเฉพาะวิธี Discounted Cash Flow (DCF) ซึ่งใช้ WACC เป็นอัตราคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต

องค์ประกอบหลักของ WACC

WACC ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญที่สะท้อนโครงสร้างเงินทุน (Capital Structure) ของธุรกิจ:

1. ต้นทุนของส่วนทุน (Cost of Equity - Ke)

ส่วนทุนหรือเงินทุนจากผู้ถือหุ้นคือเงินที่เจ้าของกิจการหรือนักลงทุนนำมาลงทุนในธุรกิจ ต้นทุนของส่วนทุน (Ke) หมายถึงผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นคาดหวังจากการลงทุน ซึ่งมักจะสูงกว่าต้นทุนหนี้เนื่องจากผู้ถือหุ้นมีความเสี่ยงสูงกว่าเจ้าหนี้

ในทางปฏิบัติ Ke สามารถประมาณได้จากหลายวิธี เช่น:

  • Capital Asset Pricing Model (CAPM): Ke = Risk-free rate + Beta × Market risk premium
  • Dividend Discount Model: สำหรับบริษัทที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ
  • อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการ: จากประสบการณ์หรืออุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกัน

2. ต้นทุนของหนี้สิน (Cost of Debt - Kd)

หนี้สินคือเงินกู้ที่บริษัทยืมมาจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน โดยมีภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ต้นทุนของหนี้สิน (Kd) คืออัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่บริษัทต้องจ่ายสำหรับหนี้ทั้งหมด

สิ่งที่สำคัญคือ ต้นทุนหนี้มีข้อได้เปรียบทางภาษี เนื่องจากดอกเบี้ยจ่ายสามารถนำมาหักลดภาษีได้ ทำให้ต้นทุนหนี้สุทธิ (After-tax Cost of Debt) ต่ำลง ซึ่งคำนวณเป็น: Kd × (1 - T) โดย T คืออัตราภาษีนิติบุคคล

INFO

ในประเทศไทย อัตราภาษีนิติบุคคลมาตรฐานอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ แต่อาจมีอัตราพิเศษสำหรับ SMEs หรือธุรกิจในเขตส่งเสริมการลงทุน (BOI)

สูตรการคำนวณ WACC

สูตรมาตรฐานของ WACC คือ:

WACC = (We × Ke) + (Wd × Kd × (1 - T))

โดยที่:

  • We = สัดส่วนของส่วนทุน = ส่วนผู้ถือหุ้น / (ส่วนผู้ถือหุ้น + หนี้สินที่มีดอกเบี้ย)
  • Ke = ต้นทุนของส่วนทุน (ผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นคาดหวัง)
  • Wd = สัดส่วนของหนี้สิน = หนี้สินที่มีดอกเบี้ย / (ส่วนผู้ถือหุ้น + หนี้สินที่มีดอกเบี้ย)
  • Kd = ต้นทุนของหนี้สิน (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย)
  • T = อัตราภาษีนิติบุคคล
WACC Calculation Infographic

ตัวอย่างการคำนวณ WACC แบบเข้าใจง่าย

สมมติคุณต้องการเปิดร้านกาแฟขนาดเล็ก ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 100,000 บาท โดยมีโครงสร้างเงินทุนดังนี้:

แหล่งเงินทุน:

  • เงินกู้จากธนาคาร: 30,000 บาท (อัตราดอกเบี้ย 10% ต่อปี)
  • เงินลงทุนส่วนตัว: 70,000 บาท (คาดหวังผลตอบแทน 20% ต่อปี)
  • อัตราภาษีนิติบุคคล: 20%

ขั้นตอนการคำนวณ:

  1. คำนวณสัดส่วนของแต่ละส่วน:

    • Wd = 30,000 / 100,000 = 0.30 หรือ 30%
    • We = 70,000 / 100,000 = 0.70 หรือ 70%
  2. คำนวณต้นทุนหนี้สุทธิหลังภาษี:

    • Kd × (1 - T) = 10% × (1 - 0.20) = 8%
  3. คำนวณ WACC:

    • WACC = (0.30 × 8%) + (0.70 × 20%)
    • WACC = 2.4% + 14%
    • WACC = 16.4%

การตีความผล:

WACC ที่ 16.4% หมายความว่า ร้านกาแฟของคุณต้องสร้างผลตอบแทนอย่างน้อย 16.4% ต่อปี จึงจะถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน หากคุณคาดการณ์ว่าธุรกิจจะให้ผลตอบแทน 25% ต่อปี ก็แสดงว่าโครงการนี้สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ที่ 25% - 16.4% = 8.6% ซึ่งถือว่าน่าสนใจ

NOTE

ในทางปฏิบัติ การคาดการณ์ผลตอบแทนที่แม่นยำเป็นเรื่องท้าทาย ควรทำการวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis) โดยคำนวณ WACC และผลตอบแทนในหลายสถานการณ์ (Best case, Base case, Worst case) เพื่อลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ

ข้อควรระวังในการใช้ WACC

แม้ WACC จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรตระหนัก:

1. สมมติฐานโครงสร้างเงินทุนคงที่

WACC สมมติว่าสัดส่วนของหนี้และทุนจะคงที่ตลอดอายุโครงการ แต่ในความเป็นจริง บริษัทอาจปรับโครงสร้างเงินทุนเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งจะส่งผลต่อ WACC

2. ความแม่นยำของ Cost of Equity

การประมาณ Ke มักมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะสำหรับบริษัทเอกชนหรือสตาร์ทอัพที่ไม่มีข้อมูลตลาดมากพอ การใช้ Ke ที่คลาดเคลื่อนจะส่งผลต่อความถูกต้องของ WACC โดยตรง

3. WACC เปลี่ยนแปลงตามความเสี่ยงของโครงการ

WACC ของบริษัทควรใช้สำหรับโครงการที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกับธุรกิจหลักเท่านั้น หากเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงแตกต่างกันมาก ควรปรับ WACC ให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงนั้นๆ

TIP

สำหรับบริษัทข้ามชาติหรือโครงการในต่างประเทศ ควรคำนึงถึงความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและความเสี่ยงของประเทศ (Country Risk) ด้วย ซึ่งอาจต้องปรับเพิ่ม Risk Premium ใน WACC

การประยุกต์ใช้ WACC ในการลงทุน

1. ประเมินโครงการลงทุนใหม่

เปรียบเทียบ Internal Rate of Return (IRR) หรือผลตอบแทนที่คาดหวังของโครงการกับ WACC หาก IRR > WACC โครงการมีความน่าสนใจ

2. ประเมินมูลค่ากิจการ (Valuation)

ใช้ WACC เป็นอัตราคิดลดใน DCF Model เพื่อคำนวณมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคต

3. เปรียบเทียบทางเลือกในการระดมทุน

เปรียบเทียบว่าการระดมทุนด้วยหนี้หรือการออกหุ้นใหม่จะส่งผลต่อ WACC อย่างไร โดยทั่วไปการใช้หนี้ในสัดส่วนที่เหมาะสมจะช่วยลด WACC ได้เนื่องจากข้อได้เปรียบทางภาษี แต่หนี้มากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงทางการเงิน

4. วัดผลการดำเนินงาน

เปรียบเทียบ Return on Invested Capital (ROIC) กับ WACC เพื่อดูว่าบริษัทสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นหรือไม่ หาก ROIC > WACC อย่างต่อเนื่อง แสดงว่าบริษัทมีคูคุณภาพสูง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

WACC ควรอยู่ในช่วงเท่าไหร่ถึงจะดี?

ไม่มีค่า WACC ที่เหมาะสมสำหรับทุกธุรกิจ เพราะแตกต่างกันตามอุตสาหกรรมและโครงสร้างเงินทุน ธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำและมีกระแสเงินสดคงที่ (เช่น สาธารณูปโภค) มักมี WACC ต่ำกว่า 10% ขณะที่เทคโนโลยีหรือสตาร์ทอัพอาจมี WACC สูงถึง 15-25% สิ่งสำคัญคือต้องเปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่คาดหวังและค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ทำไมต้นทุนหนี้ถึงต่ำกว่าต้นทุนส่วนทุน?

เนื่องจากเจ้าหนี้มีสิทธิ์ได้รับชำระหนี้ก่อนผู้ถือหุ้น (ลำดับความอาวุโสสูงกว่า) ทำให้มีความเสี่ยงต่ำกว่า ประกอบกับดอกเบี้ยหนี้หักลดหย่อนภาษีได้ ทำให้ต้นทุนหนี้สุทธิหลังภาษีต่ำลงอีก ในขณะที่ผู้ถือหุ้นต้องรับความเสี่ยงสูงกว่า จึงต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่า

WACC กับ IRR ต่างกันอย่างไร?

WACC คือต้นทุนของเงินทุน เป็นอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่โครงการต้องทำได้ ส่วน IRR (Internal Rate of Return) คืออัตราผลตอบแทนที่โครงการคาดว่าจะสร้างได้จริง เปรียบเหมือน WACC เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ส่วน IRR เป็นผลงานจริง หาก IRR > WACC โครงการมีความน่าสนใจ

บริษัทที่ไม่มีหนี้สิน WACC จะเท่ากับ Cost of Equity ใช่หรือไม่?

ถูกต้อง หากบริษัทไม่มีหนี้สิน (All-Equity Firm) สัดส่วน Wd = 0 ทำให้ WACC = We × Ke = 1 × Ke = Ke เท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติ การมีหนี้ในสัดส่วนที่เหมาะสมมักช่วยลด WACC ได้เนื่องจากข้อได้เปรียบทางภาษี ทำให้ต้นทุนเงินทุนโดยรวมต่ำลง

ควรใช้ราคาตลาด (Market Value) หรือมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ในการคำนวณ WACC?

ควรใช้มูลค่าตลาด (Market Value) เพราะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของส่วนทุนและหนี้ในปัจจุบัน โดยเฉพาะสำหรับบริษัทจดทะเบียน มูลค่าตามบัญชีมักไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง เนื่องจากบันทึกตามราคาทุนเดิมและไม่ได้อัปเดตตามสภาวะตลาด อย่างไรก็ตาม หากเป็นบริษัทเอกชนที่หามูลค่าตลาดได้ยาก อาจใช้มูลค่าตามบัญชีเป็นทางเลือก

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง