U
UHAS
XAU/USD0.00%

Bull Market และ Bear Market คืออะไร

ในโลกของการเทรด Forex และการลงทุน คำว่า "Bull Market" และ "Bear Market" เป็นศัพท์พื้นฐานที่คุณจะพบเห็นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นในรายงานวิเคราะห์ บทความข่าว

P
Patiphan Uhas
25 มกราคม 2564·4 นาทีอ่าน
แชร์
Bull Market และ Bear Market คืออะไร

ในโลกของการเทรด Forex และการลงทุน คำว่า "Bull Market" และ "Bear Market" เป็นศัพท์พื้นฐานที่คุณจะพบเห็นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นในรายงานวิเคราะห์ บทความข่าว หรือการสนทนาของเทรดเดอร์มืออาชีพ การเข้าใจความหมายและลักษณะของตลาดทั้งสองแบบนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจซื้อขายได้อย่างมีทิศทาง และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา

สรุปสาระสำคัญ

  • Bull Market คือตลาดที่มีแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • Bear Market คือตลาดที่มีแนวโน้มขาลง (Downtrend) ราคาปรับตัวต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
  • การรู้จักแนวโน้มตลาดช่วยให้คุณเลือกทิศทางการเทรด (Buy หรือ Sell) ได้ถูกต้อง
  • นอกจาก Uptrend และ Downtrend แล้ว ยังมี Sideway ที่ราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบ

ทำไมต้องเข้าใจแนวโน้มตลาดก่อน

ก่อนจะเจาะลึกเรื่อง Bull Market และ Bear Market เราต้องทำความเข้าใจแนวโน้ม (Trend) ในตลาด Forex เสียก่อน เพราะแนวโน้มคือกระดูกสันหลังของการวิเคราะห์ทางเทคนิค — ถ้าคุณรู้ว่าราคากำลังไปทิศทางไหน คุณก็จะรู้ว่าควรเข้า Buy หรือ Sell

แผนภาพโครงสร้างแนวโน้ม: ขาขึ้นราคาทำยอดใหม่สูงกว่าเดิมและฐานยกสูงขึ้น พร้อมเส้นแนวโน้มลากใต้ฐานแตะสามจุด ส่วนขาลงคือภาพกลับด้าน
แผนภาพโครงสร้างแนวโน้ม: ขาขึ้นราคาทำยอดใหม่สูงกว่าเดิมและฐานยกสูงขึ้น พร้อมเส้นแนวโน้มลากใต้ฐานแตะสามจุด ส่วนขาลงคือภาพกลับด้าน

ตลาด Forex มี 3 แนวโน้มหลัก:

1. แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend)

Uptrend คือสภาวะที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยมีลักษณะเด่นคือ:

  • จุดต่ำสุดแต่ละจุด (Lower Low) สูงกว่าจุดต่ำสุดก่อนหน้า
  • จุดสูงสุดแต่ละจุด (Higher High) สูงกว่าจุดสูงสุดก่อนหน้า
  • แรงซื้อมากกว่าแรงขาย ทำให้ราคามีแรงผลักดันขึ้นไปเรื่อยๆ

กลยุทธ์: เมื่อคาดการณ์ว่าราคาจะมีแนวโน้มขาขึ้น ให้ทำการ Buy (Long) เพื่อทำกำไรจากการที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น

2. แนวโน้มขาลง (Downtrend)

Downtrend คือสภาวะที่ราคาปรับตัวต่ำลงเรื่อยๆ โดยมีลักษณะเด่นคือ:

  • จุดสูงสุดแต่ละจุด (Lower High) ต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนหน้า
  • จุดต่ำสุดแต่ละจุด (Lower Low) ต่ำกว่าจุดต่ำสุดก่อนหน้า
  • แรงขายมากกว่าแรงซื้อ ทำให้ราคามีแรงกดดันลงมาเรื่อยๆ

กลยุทธ์: เมื่อคาดการณ์ว่าราคาจะมีแนวโน้มขาลง ให้ทำการ Sell (Short) เพื่อทำกำไรจากการที่ราคาปรับตัวลดลง

3. แนวโน้มเคลื่อนที่ไปด้านข้าง (Sideway)

Sideway หรือที่เรียกว่า Range-bound คือสภาวะที่ราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ไม่ไปทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจน มีลักษณะเด่นคือ:

  • ราคาวิ่งขึ้นลงระหว่างแนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance)
  • แรงซื้อและแรงขายสมดุลกัน ไม่มีฝ่ายใดเหนือกว่า
  • มักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดรอข่าวสำคัญหรือไม่มีปัจจัยขับเคลื่อนที่ชัดเจน

กลยุทธ์: เทรดเดอร์ส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการเทรดใน Sideway เพราะความเสี่ยงสูง แต่เทรดเดอร์บางคนใช้กลยุทธ์ Range Trading โดยซื้อที่แนวรับและขายที่แนวต้าน

TIP

คำแนะนำ: ใช้อินดิเคเตอร์อย่าง Moving Average หรือ ADX (Average Directional Index) ช่วยยืนยันแนวโน้มของตลาดก่อนเข้าเทรด — ADX ที่สูงกว่า 25 บ่งบอกว่าตลาดมีแนวโน้มชัดเจน ในขณะที่ ADX ต่ำกว่า 20 มักหมายถึง Sideway

Bull Market (ตลาดกระทิง) คืออะไร

Bull Market หรือที่เรียกว่า "ตลาดกระทิง" หมายถึงตลาดที่อยู่ในสภาวะแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) อย่างต่อเนื่อง โดยราคามีการปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในระยะเวลาที่ค่อนข้างยาว

ที่มาของชื่อ "ตลาดกระทิง"

ชื่อ Bull Market มาจากท่าทางการโจมตีของกระทิงที่จะขวิดหัวขึ้นจากล่างไปบน — ลักษณะนี้เปรียบเทียบได้กับการเคลื่อนไหวของราคาที่ถูก "ขวิดขึ้น" อย่างแรงและต่อเนื่อง สัญลักษณ์กระทิงจึงถูกนำมาใช้แทนตลาดที่กำลังเติบโต

ลักษณะเด่นของ Bull Market

  1. ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง — จุดต่ำสุดและจุดสูงสุดแต่ละจุดสูงกว่าจุดก่อนหน้า
  2. ปริมาณการซื้อ (Volume) เพิ่มขึ้น — นักลงทุนและเทรดเดอร์เข้ามาซื้อมากขึ้น
  3. ความเชื่อมั่นในตลาดสูง — ข่าวเศรษฐกิจและข้อมูลพื้นฐานมักเป็นบวก
  4. ระยะเวลา — โดยทั่วไปแล้ว Bull Market ในตลาดหุ้นมักยาวนานเป็นเดือนหรือปี แต่ใน Forex อาจสั้นกว่า ขึ้นอยู่กับคู่เงินและปัจจัยพื้นฐาน
INFO

ตัวอย่าง: ในปี 2020-2021 คู่เงิน EUR/USD อยู่ในสภาวะ Bull Market หลังจาก Fed ปรับลดดอกเบี้ยและสหรัฐฯพิมพ์เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าและ EUR แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง

กลยุทธ์การเทรดใน Bull Market

  • เน้น Buy (Long) — หากแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน ให้เปิด Buy position และถือไว้ให้นานเท่าที่แนวโน้มยังไม่กลับตัว
  • ใช้ Pullback เป็นโอกาส — เมื่อราคาปรับตัวลงมาเล็กน้อย (Pullback) ในแนวโน้มขาขึ้น ถือเป็นจุดเข้าซื้อที่ดี
  • ตั้ง Stop Loss ให้เหมาะสม — วางไว้ต่ำกว่าจุด Swing Low ล่าสุดเพื่อป้องกันความเสี่ยงหากแนวโน้มกลับตัว

Bear Market (ตลาดหมี) คืออะไร

Bear Market หรือ "ตลาดหมี" หมายถึงตลาดที่อยู่ในสภาวะแนวโน้มขาลง (Downtrend) อย่างต่อเนื่อง ราคามีการปรับตัวลดลงเรื่อยๆ ในระยะเวลาที่ค่อนข้างยาว

ที่มาของชื่อ "ตลาดหมี"

ชื่อ Bear Market มาจากท่าทางการโจมตีของหมีที่จะตะปบเล็บลงจากบนลงล่าง — ลักษณะนี้เปรียบเทียบได้กับการเคลื่อนไหวของราคาที่ถูก "ตบลง" หรือ "กดทับ" อย่างแรงและต่อเนื่อง สัญลักษณ์หมีจึงถูกนำมาใช้แทนตลาดที่กำลังตกต่ำ

ลักษณะเด่นของ Bear Market

  1. ราคาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง — จุดต่ำสุดและจุดสูงสุดแต่ละจุดต่ำกว่าจุดก่อนหน้า
  2. ปริมาณการขาย (Volume) เพิ่มขึ้น — นักลงทุนและเทรดเดอร์เทขายหรือปิด position มากขึ้น
  3. ความเชื่อมั่นในตลาดต่ำ — ข่าวเศรษฐกิจและข้อมูลพื้นฐานมักเป็นลบ
  4. ระยะเวลา — Bear Market ในตลาดหุ้นมักสั้นกว่า Bull Market (เฉลี่ยประมาณ 9-18 เดือน) แต่ใน Forex ขึ้นอยู่กับนโยบายการเงินและปัจจัยพื้นฐาน
NOTE

คำเตือน: Bear Market มักมาพร้อมความผันผวนสูง (High Volatility) ซึ่งอาจทำให้ Stop Loss ถูกกวาดง่ายขึ้น — ควรใช้ขนาด Lot ที่เล็กลงและตั้ง Stop Loss ให้กว้างพอสมควร

กลยุทธ์การเทรดใน Bear Market

  • เน้น Sell (Short) — หากแนวโน้มขาลงชัดเจน ให้เปิด Sell position และถือไว้ให้นานเท่าที่แนวโน้มยังไม่กลับตัว
  • ใช้ Pullback เป็นโอกาส — เมื่อราคาปรับตัวขึ้นมาเล็กน้อย (Pullback) ในแนวโน้มขาลง ถือเป็นจุดเข้าขายที่ดี
  • หลีกเลี่ยงการ "จับมีดตก" (Catching a Falling Knife) — อย่าพยายาม Buy เพื่อหวังจับจุดต่ำสุดในตลาด Bear เพราะราคาอาจลงต่อไปได้อีก

การใช้ประโยชน์จาก Bull และ Bear Market

เลือกกลยุทธ์ให้เหมาะกับแนวโน้ม

  • Trend Following: เทรดตามแนวโน้ม — Buy ใน Bull Market, Sell ใน Bear Market
  • Counter-Trend Trading: เทรดย้อนแนวโน้ม — เหมาะสำหรับเทรดเดอร์มีประสบการณ์ที่สามารถจับจุดกลับตัวได้แม่นยำ
  • Range Trading: เทรดในกรอบ Sideway — ใช้เมื่อตลาดไม่มีแนวโน้มชัดเจน

เครื่องมือช่วยระบุแนวโน้ม

  1. Moving Average (MA): ราคาอยู่เหนือ MA 50/200 = Bull Market, ราคาอยู่ใต้ MA = Bear Market
  2. Trendline: เส้นแนวโน้มขาขึ้น (Higher Lows) = Bull, เส้นแนวโน้มขาลง (Lower Highs) = Bear
  3. ADX (Average Directional Index): ADX > 25 พร้อม +DI > -DI = Bull, ADX > 25 พร้อม -DI > +DI = Bear
  4. MACD: MACD Crossover เหนือ Signal Line = Bull, ต่ำกว่า = Bear
TIP

เคล็ดลับมืออาชีพ: ใช้ Time Frame หลายระดับร่วมกัน — ถ้า Daily Chart อยู่ใน Bull Market แต่ 4H Chart อยู่ใน Bear Market แสดงว่าอาจเป็น Pullback ระยะสั้นใน Uptrend ใหญ่ ซึ่งเป็นโอกาสเข้า Buy ที่ดี

ความแตกต่างระหว่าง Bull Market และ Bear Market

ลักษณะBull MarketBear Market
ทิศทางราคาขาขึ้น (Uptrend)ขาลง (Downtrend)
จิตวิทยาตลาดมองโลกในแง่ดี (Optimism)มองโลกในแง่ร้าย (Pessimism)
ปริมาณการซื้อขายVolume เพิ่มขึ้นตอนราคาขึ้นVolume เพิ่มขึ้นตอนราคาลง
กลยุทธ์หลักBuy (Long)Sell (Short)
ระยะเวลาโดยเฉลี่ยมักยาวนานกว่ามักสั้นกว่าแต่รุนแรงกว่า
ตัวอย่าง ForexUSD/JPY ปี 2012-2015 (USD แข็งค่า)GBP/USD หลัง Brexit 2016 (GBP อ่อนค่า)

คำแนะนำสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่

อย่ารีบเทรดทันที

หลายคนรู้ความหมายของ Bull และ Bear แล้วรีบเข้าเทรดทันที — แต่การรู้ว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงไหนเป็นเพียงก้าวแรก คุณต้องเรียนรู้การจับจุดเข้า (Entry), จุดออก (Exit), และการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ด้วย

ใช้ Demo Account ฝึกฝน

ก่อนเทรดด้วยเงินจริง ให้ฝึกใช้ Demo Account จับจุดเข้าออกในตลาดทั้ง Bull และ Bear อย่างน้อย 3-6 เดือน — สังเกตว่าคุณทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่

ตารางเปรียบเทียบบัญชีทดลองกับบัญชีจริง: เงินจำลองกับเงินจริง การเติมคำสั่ง อารมณ์ และการใช้งานที่เหมาะสม พร้อมเช็คลิสต์ว่าพร้อมขึ้นบัญชีจริงเมื่อไร
ตารางเปรียบเทียบบัญชีทดลองกับบัญชีจริง: เงินจำลองกับเงินจริง การเติมคำสั่ง อารมณ์ และการใช้งานที่เหมาะสม พร้อมเช็คลิสต์ว่าพร้อมขึ้นบัญชีจริงเมื่อไร

อย่าเทรดย้อนแนวโน้ม (Don't Fight the Trend)

หนึ่งในกฎทองของการเทรด Forex คือ "The Trend is Your Friend" — อย่าพยายาม Buy ในตลาด Bear หรือ Sell ในตลาด Bull หากไม่มีสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจน

ระวังการกลับตัวของตลาด (Market Reversal)

Bull Market และ Bear Market ไม่ได้ยาวนานตลอดไป — เมื่อราคาเริ่มสร้าง Higher Lows ใน Downtrend หรือ Lower Highs ใน Uptrend อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มกำลังอ่อนตัว

NOTE

ข้อควรระวัง: อย่าเพิ่ม Leverage เกิน 1:100 ในช่วง Bear Market ที่มี Volatility สูง — ความผันผวนที่รุนแรงอาจทำให้บัญชีถูก Margin Call ได้ง่ายขึ้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Bull Market และ Bear Market แตกต่างกันอย่างไร?

Bull Market คือตลาดที่มีแนวโน้มขาขึ้น ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหมาะกับการ Buy (Long) ส่วน Bear Market คือตลาดที่มีแนวโน้มขาลง ราคาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เหมาะกับการ Sell (Short)

โครงตารางเปรียบเทียบโบรกเกอร์สองค่ายแบบบรรทัดต่อบรรทัด: ใบอนุญาต สเปรด เงินฝากขั้นต่ำ ช่องทางฝากถอนไทย และค่าคอมมิชชัน โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งทางการเท่านั้น
โครงตารางเปรียบเทียบโบรกเกอร์สองค่ายแบบบรรทัดต่อบรรทัด: ใบอนุญาต สเปรด เงินฝากขั้นต่ำ ช่องทางฝากถอนไทย และค่าคอมมิชชัน โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งทางการเท่านั้น

จะรู้ได้อย่างไรว่าตลาดกำลังอยู่ใน Bull หรือ Bear?

ใช้เครื่องมือทางเทคนิคอย่าง Moving Average, Trendline, ADX, และ MACD ร่วมกัน — หากราคาอยู่เหนือ MA 50/200 และมี Higher Highs/Higher Lows แสดงว่าอยู่ใน Bull Market หากราคาอยู่ใต้ MA และมี Lower Highs/Lower Lows แสดงว่าอยู่ใน Bear Market

เทรดเดอร์มือใหม่ควรเทรดใน Bull Market หรือ Bear Market?

ควรเริ่มจาก Bull Market เพราะง่ายกว่า — แนวโน้มขาขึ้นมักมี Volatility ต่ำกว่า Bear Market และการ Buy ถือไว้ (Buy and Hold) ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการ Sell ในระยะยาว

ตลาด Sideway ควรเทรดหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ — เทรดเดอร์มือใหม่ควรหลีกเลี่ยง Sideway เพราะความเสี่ยงสูงและกำไรน้อย เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์สามารถใช้กลยุทธ์ Range Trading ซื้อที่แนวรับและขายที่แนวต้านได้

มี Time Frame ไหนที่ดีที่สุดสำหรับดู Bull/Bear Market?

ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรด — Day Trader มักใช้ 15M-1H, Swing Trader ใช้ 4H-Daily, Position Trader ใช้ Daily-Weekly แนะนำให้ดู Time Frame ใหญ่กว่าที่คุณเทรด 1-2 ระดับ เพื่อเห็นภาพรวมของแนวโน้มหลัก

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง