จอร์จ โซรอส (George Soros) ผู้ถล่มค่าเงินบาท และค่าเงินปอนด์
จอร์จ โซรอส — ชื่อที่คนไทยจดจำจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 เมื่อค่าเงินบาทพุ่งจาก 25 บาทต่อดอลลาร์ไปสูงสุดถึง 56.50 บาท และเศรษฐกิจไทยพังทลายลง

จอร์จ โซรอส — ชื่อที่คนไทยจดจำจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 เมื่อค่าเงินบาทพุ่งจาก 25 บาทต่อดอลลาร์ไปสูงสุดถึง 56.50 บาท และเศรษฐกิจไทยพังทลายลง นักเก็งกำไรระดับตำนานผู้นี้เคยทำกำไร 1,000 ล้านดอลลาร์ภายในคืนเดียวจากการถล่มค่าเงินปอนด์ และถูกตราหน้าว่าเป็น "ผู้ร้าย" ที่โจมตีค่าเงินทั่วเอเชีย แต่เรื่องราวของโซรอสไม่ได้ตรงไปตรงมาเท่าที่สื่อนำเสนอ — บทความนี้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหนังสือ "จอร์จ โซรอส นักบุญคนบาป ราชาตลาดเงิน" ที่เขียนขึ้นท่ามกลางวิกฤติปี 2540 โดยศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์
สรุปสาระสำคัญ
- โซรอสทำกำไร 1,000 ล้านดอลลาร์ภายในคืนเดียวจากการถล่มค่าเงินปอนด์ปี 1992 ก่อนโจมตีเอเชียในปี 1997
- วิกฤติต้มยำกุ้งสูญเงินสำรอง 100,000 ล้านบาท ค่าเงินพุ่งจาก 25 เป็น 56.50 บาทต่อดอลลาร์ สถาบันการเงินระงับ 58 แห่ง
- โซรอสเคยขาดทุน 600 ล้านดอลลาร์จากการคาดเงินเยนผิด แต่เขาตัด Stop Loss เร็วและติดตามความผิดพลาดใกล้ชิด
- เขาบริจาคเงิน 17.6 พันล้านดอลลาร์ให้มูลนิธิต่างๆ มากกว่าสองในสามของทรัพย์สินทั้งหมด
- โซรอสเชื่อว่าถ้าระบบการเงินไม่บกพร่อง เขาก็ไม่สามารถเก็งกำไรได้ — ปัญหาอยู่ที่โครงสร้าง ไม่ใช่นักเก็งกำไร
ใครคือ จอร์จ โซรอส และทำไมชื่อนี้สั่นสะเทือนตลาดการเงินโลก
ก่อนวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 — วันที่ประเทศไทยยกธงขาวปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว — คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักชื่อ George Soros แต่หลังจากนั้น ชื่อนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหายนะทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่
โซรอสเริ่มต้นกองทุน Quantum Fund ปี 1969 ด้วยเงินลงทุนเพียง 250,000 ดอลลาร์ ภายในเวลา 28 ปี กองทุนของเขาเติบโตเป็น 16,000 ล้านดอลลาร์ — อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 30% ต่อปีตลอด 3 ทศวรรษ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักลงทุน Hedge Fund ที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์
สไตล์การเทรดของโซรอสคือ Macro Investing — เขาเดิมพันกับเหตุการณ์เศรษฐกิจมหภาค วิเคราะห์จุดอ่อนในนโยบายรัฐบาล และใช้เงินก้อนใหญ่โจมตีเมื่อเห็นช่องโหว่ เขาไม่กังวลว่าจะเป็นคนร้ายในสายตาใคร — เพราะมองว่าระบบการเงินที่บกพร่องสมควรถูกลงโทษ
วันพุธดำ 1992 — คืนที่โซรอสทำกำไร 1,000 ล้านดอลลาร์จากการถล่มปอนด์
ก่อนที่โซรอสจะโจมตีเอเชียในปี 1997 เขามีผลงานที่ทำให้โลกจดจำครั้งใหญ่ในเดือนกันยายน 1992 — การถล่มค่าเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ที่เรียกกันว่า Black Wednesday หรือวันพุธดำ
ในตอนนั้น ธนาคารกลางอังกฤษพยายามรักษาค่าเงินปอนด์ให้อยู่ในกรอบ European Exchange Rate Mechanism (ERM) แต่โซรอสวิเคราะห์ว่า ปอนด์มีมูลค่าสูงเกินความเป็นจริง และอังกฤษไม่สามารถรักษาระดับนี้ได้ในระยะยาว
ที่โซรอสทำ:
- ยืม (Short) ปอนด์มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์
- กดดันตลาดจนธนาคารกลางอังกฤษใช้เงินสำรองเกือบหมดเพื่อปกป้องค่าเงิน
- เย็นวันที่ 16 กันยายน 1992 อังกฤษยอมแพ้ ถอนตัวจาก ERM และปล่อยปอนด์ลอยตัว
ผลลัพธ์: ปอนด์ร่วงลง 15% ภายในคืนเดียว โซรอสทำกำไรมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ และได้ฉายา "The Man Who Broke the Bank of England"
จอห์น เมเจอร์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวครั้งนี้ แต่โซรอสเองตอบกลับว่า: "ถ้าระบบดีจริง ผมก็ทำลายมันไม่ได้"
วิกฤติต้มยำกุ้ง 1997 — วันที่ค่าเงินบาทพัง 56.50 บาทต่อดอลลาร์
หลังจากประสบความสำเร็จในยุโรป กองทุน Hedge Fund ทั่วโลก (รวมถึง Quantum Fund ของโซรอส) หันมาจับตาดูเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ — ภูมิภาคที่มีฟองสบู่เศรษฐกิจเต็มไปหมด
สัญญาณวิกฤติที่ IMF เตือนไทยตั้งแต่ปี 1996:
- อัตราส่วนหนี้เอกชนต่อ GDP สูงเกิน 150%
- ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ -8% ของ GDP
- สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ระเบิด ทั้งที่ตลาดเริ่มชะลอตัว
- ค่าเงินบาทผูกกับดอลลาร์ที่ 25 บาท ไม่สะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจที่จริง
IMF เตือนรัฐบาลไทยตั้งแต่ปี 1996 ว่าต้องปรับลดค่าเงินบาทและปฏิรูประบบการเงิน แต่รัฐบาลชวน หลีกภัยไม่ดำเนินการใดๆ เพราะกลัวว่าจะกระทบภาพลักษณ์ "เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย"
Timeline การโจมตีค่าเงินบาท
14 กุมภาพันธ์ 2540 — การโจมตีครั้งแรก
กองทุน Hedge Fund เริ่มยืมบาท (Short) ปริมาณมากและแลกเป็นดอลลาร์ ทดสอบความแข็งแกร่งของ ธปท.
พฤษภาคม 2540 — การโจมตีรุนแรงที่สุด
Quantum Fund และกองทุนอื่นๆ โจมตีอย่างหนักหน่วง ธปท. ใช้เงินสำรอง 100,000 ล้านบาท (ประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์) ป้องกันค่าเงิน แต่ไม่สามารถต้านทานได้
30 มิถุนายน 2540 — การโจมตีรอบสุดท้าย
ธปท. เหลือเงินสำรองเพียง 2,800 ล้านดอลลาร์ จากเดิม 38,700 ล้านดอลลาร์ในปี 1996
2 กรกฎาคม 2540 — ไทยยกธงขาว
รัฐบาลชวน หลีกภัยประกาศปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว ค่าเงินร่วงจาก 25 บาทเป็น 28 บาทในวันแรก และพุ่งสูงสุดถึง 56.50 บาทต่อดอลลาร์ในปี 1998
ความเสียหายจากวิกฤติ
- สถาบันการเงินถูกระงับ 58 แห่ง — มีเพียง 2 แห่งที่กลับมาได้ ที่เหลือล้มละลาย
- ดัชนี SET ร่วง 50% ภายใน 6 เดือน
- GDP หดตัว -10.5% ในปี 1998 — เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์
- อัตราการว่างงานพุ่ง จาก 1% เป็น 5% ภายใน 1 ปี
- หนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านบาท จากการช่วยเหลือระบบการเงิน
100,000 ล้านบาทที่ ธปท. สูญเสียในปี 1997 มีมูลค่าเทียบเท่าทองคำประมาณ 20,000 กิโลกรัม (ราคาทอง 4,800 บาท/บาททอง) หากคำนวณมูลค่าในปัจจุบัน (ทองคำ 30,000 บาท/บาททอง) จะเท่ากับ 625,000 ล้านบาท
โซรอสไม่ใช่ตัวประกันตัวเดียว — มหาธีร์และสงครามคำพูด
ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในขณะนั้น เป็นคนที่โจมตีโซรอสรุนแรงที่สุด เขากล่าวหาว่าโซรอส "ต้องการล้มล้างอาเซียน" เพราะไม่พอใจที่อาเซียนรับพม่าเข้าเป็นสมาชิกทั้งๆ ที่พม่าละเมิดสิทธิมนุษยชน
ที่มาของความขัดแย้ง:
- ปี 1992 ธนาคารกลางมาเลเซียขาดทุน 7,000 ล้านดอลลาร์จากการถือคนละฝั่งกับโซรอสในการถล่มปอนด์
- วิกฤติปี 1997 มาเลเซียเสียหายหนักเช่นเดียวกับไทย ค่าเงินริงกิตร่วง 40%
มหาธีร์พยายามผลักดันให้การเก็งกำไรค่าเงินเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และเรียกร้องให้จับโซรอสดำเนินคดี แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจนสนับสนุนข้อกล่าวหา
โซรอสตอบกลับ:
"นี่คือความคิดเห็นที่ไร้สาระ ผมไม่ได้สร้างปัญหา — ระบบการเงินที่บกพร่องต่างหากที่สร้างปัญหา มหาธีร์แค่ต้องการแพะรับบาปเพื่อปกปิดความล้มเหลวของนโยบายตัวเอง"
โซรอสชี้ว่า ถ้าระบบการเงินของอาเซียนไม่มีช่องโหว่ เขาก็ไม่สามารถเก็งกำไรได้ตั้งแต่ต้น — ปัญหาอยู่ที่โครงสร้าง ไม่ใช่นักเก็งกำไร
แม้เทพเจ้าก็เคยขาดทุน — บทเรียนจากความล้มเหลวของโซรอส
แม้โซรอสจะมีผลงานโดดเด่น แต่เขาก็เคยขาดทุนหนักหลายครั้ง — และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นนักเทรดระดับตำนาน เพราะเขาไม่เคยปกปิดความผิดพลาด และตัด Stop Loss อย่างรวดเร็ว
1. วิกฤติปี 1981 — ขาดทุนจนเงินลงทุนหายครึ่งหนึ่ง
ในปี 1981 กองทุน Quantum ขาดทุนหนักจนนักลงทุนถอนเงินออกครึ่งหนึ่ง เหลือเงินให้โซรอสบริหารเพียง 100 ล้านดอลลาร์ จาก 200 ล้านดอลลาร์
สาเหตุ: โซรอสเดิมพันผิดในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นสหรัฐ คาดว่าเงินเฟ้อจะลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
บทเรียน: หลังจากนั้น โซรอสเปลี่ยนกลยุทธ์ — เน้นความยืดหยุ่นมากขึ้น และเริ่มใช้ Macro View แทนการจับจ่อตลาดเดียว
2. Black Monday 1987 — ขาดทุน 300 ล้านดอลลาร์ในสองทิศทาง
เดือนตุลาคม 1987 ตลาดหุ้นสหรัฐถล่ม 22% ในวันเดียว — ประวัติศาสตร์เรียกว่า Black Monday ในตอนนั้น โซรอสทำผิดพลาดครั้งใหญ่:
- เทรด Long ในสหรัฐ (คาดว่าตลาดจะขึ้น) แต่ตลาดกลับถล่ม
- เทรด Short ในญี่ปุ่น (คาดว่าญี่ปุ่นจะล่ม) แต่ตลาดญี่ปุ่นกลับไม่ร่วง
ผลลัพธ์: ขาดทุน 300 ล้านดอลลาร์ใน 1 เดือน แต่โซรอสตัด Stop Loss อย่างรวดเร็ว และปิดปีนั้นด้วยกำไร +14% — เพราะเขากลับมาทำกำไรได้ในช่วงปลายปี
3. ปี 1994 — คาดเงินเยนผิด ขาดทุน 600 ล้านดอลลาร์
โซรอสคาดการณ์ว่าเงินเยน (JPY) จะอ่อนค่า หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐและนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเจรจากันเรื่องการแข่งขันทางการค้า แต่ที่ไหนได้ เงินเยนกลับแข็งค่าขึ้น 15%
ผลลัพธ์: ขาดทุน 600 ล้านดอลลาร์ — ซึ่งคิดเป็น 5% ของทรัพย์สินโซรอสในตอนนั้น
สื่อหลายแห่งรายงานว่าโซรอสขาดทุน 1,000 ล้านดอลลาร์ แต่โซรอสออกมายอมรับตัวเลขจริงทันที: 600 ล้านดอลลาร์ — และบอกว่า:
"เราต่างก็ผิดๆ ถูกๆ เหมือนกัน แต่ผมไม่เหมือนคนอื่นๆ ตรงที่ผมติดตามความผิดพลาดในการวิเคราะห์มากกว่าคนอื่นๆ — เขินอายที่จะขาดทุนไม่ใช่เรื่องน่าอายเท่ากับไม่ยอมแก้ไข"
สรุปสาระสำคัญ
- โซรอสไม่กลัวที่จะยอมรับว่าขาดทุน — เขากลัวที่จะไม่แก้ไขความผิดพลาด
- เขาใช้กลยุทธ์ 'เอาตัวรอดก่อน ทำกำไรทีหลัง' — Stop Loss เร็ว แต่ใส่หนักเมื่อถูกทาง
- Overtrade เป็นเรื่องปกติสำหรับโซรอส แต่ Risk Management คือสิ่งที่ช่วยให้เขารอด
โซรอสเห็นแก่เงินหรือไม่ — ความจริงที่หลายคนไม่รู้
หลายคนมองว่าโซรอสเป็นนักล่าเงิน — คนที่ไม่สนใจใครและทำลายเศรษฐกิจประเทศอื่นเพื่อผลกำไร แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก
ในปี 2017 โซรอสมีทรัพย์สิน 25.6 พันล้านดอลลาร์ และเขาตัดสินใจบริจาคเงินให้มูลนิธิต่างๆ จำนวน 17.6 พันล้านดอลลาร์ — มากกว่าสองในสามของทรัพย์สินทั้งหมด ทำให้เขาเหลือทรัพย์สินเพียง 8 พันล้านดอลลาร์
โซรอสบริจาคเงินเพื่ออะไร:
- สนับสนุนประชาธิปไตยในยุโรปตะวันออก (โปแลนด์ เชก ฮังการี รัสเซีย)
- สนับสนุนการศึกษา — ทุนการศึกษาให้นักศึกษาจากประเทศเผด็จการ
- ต่อต้านระบอบเผด็จการและการละเมิดสิทธิมนุษยชน
- มูลนิธิ Open Society Foundations ของเขามีงบประมาณปีละกว่า 1 พันล้านดอลลาร์
โซรอสเองเคยบอกว่า: "เงินไม่ใช่สาระสำคัญของชีวิต แต่เงินทำให้เสียงของผมเป็นที่ได้ยิน — ผมจะไม่สามารถมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ได้เลยถ้าไม่มีเงิน"
สำหรับคนยุโรปตะวันออก โซรอสคือ "นักบุญ" ที่ช่วยประเทศของพวกเขาหลุดพ้นจากคอมมิวนิสต์ — แต่สำหรับอาเซีย โซรอสคือ "คนบาป" ที่ทำลายเศรษฐกิจ นี่คือที่มาของชื่อหนังสือ "นักบุญคนบาป ราชาตลาดเงิน"
โซรอสคือคนร้ายหรือไม่ — คำตอบที่ไม่มีใครอยากยอมรับ
คำถามที่หลายคนถามคือ: โซรอสคือคนร้ายหรือไม่?
คำตอบคือ: ขึ้นอยู่กับว่าคุณมองจากมุมไหน
มุมมอง 1: โซรอสคือคนร้าย
- เขาเก็งกำไรจากความทุกข์ของคนอื่น
- วิกฤติที่เขาสร้างขึ้นทำให้คนนับล้านตกงาน ล้มละลาย และฆ่าตัวตาย
- เขาทำกำไรจากการโจมตีค่าเงินที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของชีวิตคนทั่วไป
มุมมอง 2: โซรอสไม่ใช่ต้นเหตุ — เขาแค่ชี้ให้เห็นปัญหา
- ระบบการเงินที่บกพร่องต่างหากคือต้นเหตุ — โซรอสแค่เร่งให้วิกฤติมาถึงเร็วขึ้น
- IMF เตือนไทยตั้งแต่ปี 1996 แต่รัฐบาลไม่ทำอะไร — โซรอสมาหรือไม่มา ระบบก็พังอยู่ดี
- การเก็งกำไรทำตามกฎหมายทุกอย่าง — ถ้ารัฐบาลไม่ต้องการให้ถูกโจมตี ก็ควรปรับปรุงระบบ
โซรอสเองตอบคำถามนี้ว่า:
"ถ้าระบบการเงินไม่มีปัญหา ผมก็ไม่สามารถเก็งกำไรได้ตั้งแต่ต้น — รัฐบาลควรแก้ไขระบบ ไม่ใช่มาโทษนักเก็งกำไรเพื่อปกปิดความล้มเหลวของตัวเอง"
การเก็งกำไรไม่ใช่ความชั่วร
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →

