U
UHAS
XAU/USD0.00%

Julian Robertson เจ้าพ่อ กองทุนเฮดจ์ฟันด์

Julian Robertson คือนักลงทุนในตำนานที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "Father of Hedge Funds" ผู้สร้างอาณาจักร Tiger Management และเครือข่าย Tiger Cubs

P
Patiphan Uhas
4 พฤษภาคม 2565·4 นาทีอ่าน
แชร์
Julian Robertson เจ้าพ่อ กองทุนเฮดจ์ฟันด์

Julian Robertson คือนักลงทุนในตำนานที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "Father of Hedge Funds" ผู้สร้างอาณาจักร Tiger Management และเครือข่าย Tiger Cubs ที่กระจายอิทธิพลไปทั่วอุตสาหกรรมกองทุนเฮดจ์ฟันด์โลก ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับชีวิตการลงทุน กลยุทธ์ การตัดสินใจปิดกองทุนในยุคทอง และมรดกที่เขาทิ้งไว้ผ่านลูกศิษย์ที่ประสบความสำเร็จมากกว่า 200 คน

แผนภาพ Hedging: เปิด Buy และ Sell ขนาดเท่ากันในคู่เงินเดียวกัน ผลกำไรขาดทุนถูกล็อกไว้ไม่ว่าราคาไปทางไหน จนกว่าจะเลือกจังหวะปลดไม้ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
แผนภาพ Hedging: เปิด Buy และ Sell ขนาดเท่ากันในคู่เงินเดียวกัน ผลกำไรขาดทุนถูกล็อกไว้ไม่ว่าราคาไปทางไหน จนกว่าจะเลือกจังหวะปลดไม้ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

สรุปสาระสำคัญ

  • Julian Robertson ก่อตั้ง Tiger Management ด้วยเงินทุน $8 ล้านในปี 1980 และเติบโตเป็น $22,000 ล้านก่อนปิดตัวในปี 2000
  • กองทุนขาดทุนหนักจากการเดิมพันผิดพลาดต่อเงินเยนญี่ปุ่นและหุ้น US Airways รวมถึงการยึดมั่นในหุ้น 'เศรษฐกิจเก่า' ขณะที่ตลาดหันไปหุ้นเทคโนโลยี
  • ลูกศิษย์ Tiger Cubs กว่า 50 คนก่อตั้งกองทุนของตัวเอง รวมมูลค่าสินทรัพย์บริหารหลายแสนล้านดอลลาร์
  • ปัจจุบัน Robertson มีมูลค่าสุทธิประมาณ $4.8 พันล้าน (2022) และบริจาคไปกว่า $3,000 ล้านให้องค์กรการกุศล

จากเด็กชายในนอร์ทแคโรไลนาสู่ Wall Street

Julian Hart Robertson Jr. เกิดในครอบครัวผู้บริหารธุรกิจสิ่งทอในเมือง Salisbury รัฐนอร์ทแคโรไลนา หลังจากสำเร็จการศึกษา เขาเข้าทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์ Kidder, Peabody & Co. และสั่งสมประสบการณ์จนมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารเงินทุนและวิเคราะห์หุ้น

Tiger Management

ในปี 1980 Robertson ตัดสินใจก่อตั้ง Tiger Management Corporation ด้วยเงินทุนเริ่มต้น $8.00 ล้าน กลยุทธ์หลักของเขาคือ Value Investing แบบ Long/Short — ซื้อหุ้นที่ undervalued และ short หุ้นที่ overvalued พร้อมกัน เพื่อสร้างผลตอบแทนแบบสัมบูรณ์ (absolute return) ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง

ภายในเวลา 20 ปี Tiger Management เติบโตเป็นหนึ่งในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สินทรัพย์ภายใต้การบริหารสูงถึง $22,000 ล้าน ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 และมีผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงกว่า 30% ในช่วงทศวรรษแรก

วิกฤติที่นำไปสู่การปิดกองทุน

NOTE

ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เป็นช่วงเวลาที่ Tiger Management ประสบปัญหาหนัก แม้จะมีผลงานดีมาตลอดหลายปี แต่การเดิมพันที่ผิดพลาดในช่วงนี้ทำให้กองทุนสูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์

การเดิมพันเงินเยนญี่ปุ่นที่ผิดพลาด

ในปี 1997–1998 Tiger Management สูญเสียเงินประมาณ $2,000 ล้าน จากการเดิมพันต่อทิศทางของเงินเยนญี่ปุ่น ในช่วงนั้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังประสบวิกฤติฟองสบู่แตกต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 GDP ลดลง ระบบธนาคารมีหนี้เสียสะสม และในปี 1998 ประเทศต้องเผชิญภาวะถดถอยที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง

Robertson คาดการณ์ว่าเงินเยนจะอ่อนค่าลงอย่างมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม — เงินเยนแข็งค่าขึ้นเพราะนักลงทุนหลบภัยไปยังสินทรัพย์ที่มั่นคง (safe haven) ขณะที่วิกฤติการเงินเอเชียและรัสเซียระบาดไปทั่วโลก

การยึดติดกับหุ้น "เศรษฐกิจเก่า"

ในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐกำลังคลั่งไคล้หุ้นเทคโนโลยีและดอทคอม Robertson กลับยึดมั่นในหุ้นแบบดั้งเดิม (old economy stocks) เช่น การผลิต พลังงาน และสายการบิน เขาเชื่อว่าหุ้นเทคโนโลยีมีราคาแพงเกินไปและไม่สมเหตุสมผล (overvalued)

แต่นั่นกลายเป็นจุดอ่อน — ตลาดหุ้นเทคโนโลยีพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่งในปี 1998–1999 ในขณะที่หุ้นดั้งเดิมที่ Tiger ถือไว้ไม่ขยับ หรือแย่กว่านั้นคือราคาตก กองทุนขาดทุนอย่างหนักจากการ short หุ้นเทคโนโลยีที่ราคายังคงพุ่งขึ้นไม่หยุด

US Airways

กรณี US Airways และการล้มละลาย

อีกหนึ่งบาดแผลใหญ่คือการถือหุ้น US Airways ซึ่ง Tiger Management เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เมื่อสายการบินนี้ประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงและยื่นขอล้มละลาย กองทุนสูญเสียเงินไปจำนวนมาก

รวมแล้ว สินทรัพย์ภายใต้การบริหารของ Tiger Management ลดลงจาก $22,000 ล้าน ในปี 1998 เหลือเพียง $6,000 ล้าน ในต้นปี 2000 — สูญเสียไปกว่า 70%

30 มีนาคม 2000: วันที่ปิดตำนาน Tiger Management

เมื่อเวลา 18:59 น. วันที่ 30 มีนาคม 2000 Julian Robertson ประกาศปิด Tiger Management อย่างเป็นทางการ เขากล่าวในจดหมายถึงนักลงทุนว่า:

"ตลาดปัจจุบันไม่ใช่ตลาดที่ผมรู้จัก กลยุทธ์ที่เคยได้ผลดีตลอดหลายทศวรรษ ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป"

Robertson ไม่เข้าใจว่าทำไมหุ้นที่มีพื้นฐานดีถูกละเลย ในขณะที่หุ้นเทคโนโลยีที่ไม่มีกำไรกลับมีราคาพุ่งสูงลิ่ว เขาเลือกที่จะคืนเงิน 75% ของ $6,000 ล้าน ให้กับนักลงทุนเป็นเงินสด

ส่วนที่เหลือ เขานำมาสนับสนุนลูกศิษย์ลูกหาที่เขาฝึกฝนมา — ซึ่งต่อมากลายเป็นกลุ่ม Tiger Cubs ที่ครองโลกเฮดจ์ฟันด์ในยุคต่อมา

INFO

น่าสนใจว่าเพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ฟองสบู่ดอทคอมแตก ดัชนี Nasdaq ร่วงกว่า 75% และหุ้นเทคโนโลยีหลายตัวที่ Robertson short ไว้ก็ล้มละลายจริง — แต่เวลานั้นเขาปิดกองทุนไปแล้ว

อาณาจักร Tiger Cubs: มรดกที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวกองทุน

สิ่งที่ทำให้ Julian Robertson แตกต่างจากเจ้าพ่อกองทุนคนอื่น ๆ คือ ระบบการสร้างและสนับสนุนลูกศิษย์ เขาไม่เพียงแค่ฝึกคนให้เก่ง แต่ยังให้เงินทุนเริ่มต้น (seed capital) และเป็นที่ปรึกษาตลอดการเติบโต

The Tiger and His Cubs

กระบวนการคัดเลือกที่เข้มงวด

Robertson ร่วมมือกับ Dr. Aaron Stern นักจิตวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลิกภาพ ออกแบบระบบคัดเลือกบุคลากรที่ไม่เหมือนใคร:

  1. แบบทดสอบ 450 ข้อ วัดความฉลาดทางปัญญา (IQ) การคิดวิเคราะห์ และความเข้าใจตัวเลขทางการเงิน
  2. การประเมินทางจิตวิทยา ผ่านเกมและสถานการณ์จำลอง วัดความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) การควบคุมอารมณ์ และความสามารถในการฟื้นตัวจากความล้มเหลว
  3. การสัมภาษณ์เชิงลึก โดย Robertson เองและทีมอาวุโส

Robertson เคยกล่าวว่า:

"ผมไม่ได้ต้องการคนที่มี EQ สูงที่สุด — ผมต้องการเสือที่มีเลือดนักสู้ แต่ฉลาดและมีคุณธรรม"

คุณสมบัติหลักที่เขามองหาคือ:

  • ความซื่อสัตย์และคุณธรรม (Robertson เน้นว่านี่คือข้อแรกเสมอ)
  • ไหวพริบและสติปัญญา ที่เฉียบแหลม
  • ความตรงไปตรงมาแต่สุภาพ
  • เลือดนักสู้ ล้มแล้วลุกไวและเรียนรู้จากความผิดพลาด
  • ระเบียบวินัยในการบริหารความเสี่ยง

Tiger Cubs ที่โดดเด่น

หลังปิด Tiger Management ลูกศิษย์หลายคนได้รับเงินทุนและคำแนะนำจาก Robertson ก่อตั้งกองทุนของตัวเอง ต่อไปนี้คือตัวอย่างที่โดดเด่น:

1. Chase Coleman — Tiger Global Management

Chase Coleman III ก่อตั้ง Tiger Global ในปี 2001 เริ่มต้นด้วยการลงทุนในหุ้นตลาดสาธารณะ แต่ในปี 2003 หันมาจับ Private Equity และ Venture Capital โดยเน้นบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี

จุดเด่นของ Tiger Global คือ ความรวดเร็วในการตัดสินใจ — บางครั้งใช้เวลาเพียง 1 วัน ในการตัดสินใจลงทุนหลักร้อยล้านดอลลาร์ กลยุทธ์นี้ทำให้พวกเขาลงทุนในยูนิคอร์นชั้นนำหลายตัว อย่าง Facebook, LinkedIn, Spotify, JD.com และ Flipkart

ปัจจุบัน Tiger Global บริหารสินทรัพย์มากกว่า $70,000 ล้าน และ Chase Coleman มีมูลค่าสุทธิประมาณ $10.3 พันล้าน (2022)

2. Philippe Laffont — Coatue Management

Philippe Laffont ก่อตั้ง Coatue Management ในปี 1999 โดยเน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีโลกและเอเชีย ต่อมาขยายไปยัง venture capital และลงทุนในสตาร์ทอัพเทคโนโลยีทั่วโลก

Coatue มีพอร์ตโฟลิโอในบริษัทชั้นนำอย่าง Nvidia, Meta, Alibaba, DoorDash และ Snap บริหารสินทรัพย์มากกว่า $70,000 ล้าน และ Laffont มีมูลค่าสุทธิประมาณ $6.5 พันล้าน (2022)

3. Lee Ainslie — Maverick Capital

Lee Ainslie ก่อตั้ง Maverick Capital ในปี 1993 (ก่อนที่ Tiger Management จะปิดตัว) โดยเน้นกลยุทธ์ Long/Short Equity แบบเดียวกับครูของเขา Maverick บริหารสินทรัพย์มากกว่า $10,000 ล้าน และมีผลตอบแทนที่สม่ำเสมอตลอดหลายทศวรรษ

julian robertson

กรณีพิเศษ: Bill Hwang และ Archegos Capital

ไม่ใช่ทุกคนในทีม Tiger Cubs จะประสบความสำเร็จ Bill Hwang ผู้ก่อตั้ง Tiger Asia Management (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Archegos Capital Management) เป็นตัวอย่างของความล้มเหลวอย่างรุนแรง

ในเดือนมีนาคม 2021 Archegos ถูกบังคับขายหุ้นมูลค่ารวมกว่า $20,000 ล้าน ภายใน 2 วัน หลังจาก margin call จากธนาคารเจ้าหนี้ เหตุการณ์นี้ทำให้ธนาคารอย่าง Credit Suisse สูญเสียเงินกว่า $5,500 ล้าน และถือเป็น Block Trade ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเงิน

NOTE

กรณี Bill Hwang เป็นบทเรียนสำคัญว่า แม้จะเรียนจากครูที่ยอดเยี่ยม แต่ถ้าขาดวินัยในการบริหารความเสี่ยงและใช้ leverage มากเกินไป ก็อาจนำไปสู่หายนะได้

ปัจจุบันของ Julian Robertson และอิทธิพลที่ยังคงอยู่

ณ ปี 2022 Julian Robertson อายุ 90 ปี (เกิดปี 1932) เกษียณจากงานลงทุนแบบเต็มเวลาแล้ว แต่ยังคงได้รับ passive income จากการเป็นผู้ลงทุนใน Tiger Cubs หลายกองทุน

สินทรัพย์และการกุศล

  • มูลค่าสุทธิประมาณ $4.8 พันล้าน (Forbes, 2022)
  • เป็นเจ้าของบ้านพัก รีสอร์ต และสนามกอล์ฟหลายแห่งในนิวซีแลนด์
  • บริจาคทรัพย์สินมากกว่า $3,000 ล้าน ให้กับองค์กรการกุศล โดยเน้นไปที่:
    • การวิจัยทางการแพทย์ โดยเฉพาะโรคมะเร็งและโรคหัวใจ
    • การศึกษา รวมถึงทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่ขาดแคลน
    • การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในนิวซีแลนด์และสหรัฐอเมริกา

อิทธิพลต่อโลกการลงทุน

Julian Robertson

ตามรายงานของ Financial Times ในเดือนมิถุนายน 2021 อิทธิพลของ Tiger Cubs กระจายไปทั่วอุตสาหกรรมกองทุนเฮดจ์ฟันด์โลก:

  • กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ก่อตั้งโดย Tiger Cubs โดยตรง: 50 แห่ง
  • กองทุนระดับรอง (ลูกศิษย์ของลูกศิษย์): มากกว่า 200 แห่ง
  • สินทรัพย์รวมภายใต้การบริหารของเครือข่าย Tiger: มากกว่า $500,000 ล้าน

ปัจจุบัน Tiger Management (ในรูปแบบ family office ของ Robertson) ยังคงมีตำแหน่งใหญ่ในหุ้นชั้นนำอย่าง:

  • Meta (Facebook)
  • Alphabet (Google)
  • Microsoft
  • Micron Technology (ชิปหน่วยความจำ)
  • Qualcomm (เทคโนโลยีไร้สาย)
  • Uber และ Meituan (บริการขนส่งและส่งอาหาร)
Tiger Cubs Performance

บทเรียนสำคัญจาก Julian Robertson

1. Value Investing ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง

แม้ Robertson จะเป็นนักลงทุนแบบ Value แต่เขาก็ยังประสบความล้มเหลวครั้งใหญ่ บทเรียนคือ ไม่มีกลยุทธ์ใดที่ได้ผลตลอดกาลในทุกสภาวะตลาด

2. การบริหารความเสี่ยงสำคัญกว่าการหาผลตอบแทน

การที่ Tiger Management สูญเสียเงินกว่า 70% ในเวลาสั้น ๆ แสดงว่า การบริหาร Leverage และ Position Sizing มีความสำคัญอย่างยิ่ง

แผนภาพเปรียบเทียบการเสี่ยงสองเปอร์เซ็นต์กับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่อไม้ในลำดับชนะแพ้เดียวกัน พอร์ตเสี่ยงต่ำยังอยู่รอด พร้อมตารางขาดทุนลึกต้องบวกกลับกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน
แผนภาพเปรียบเทียบการเสี่ยงสองเปอร์เซ็นต์กับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่อไม้ในลำดับชนะแพ้เดียวกัน พอร์ตเสี่ยงต่ำยังอยู่รอด พร้อมตารางขาดทุนลึกต้องบวกกลับกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน

3. การลงทุนในคน คือ การลงทุนที่ดีที่สุด

Robertson ไม่ได้สร้างแค่กองทุนหนึ่ง แต่สร้าง ระบบนิเวศ (ecosystem) ที่ผลิตนักลงทุนชั้นเยี่ยมออกมาเป็นร้อย ๆ คน นี่คือมรดกที่ยิ่งใหญ่กว่ามูลค่าสุทธิใด ๆ

4. ความซื่อสัตย์และคุณธรรมเป็นรากฐาน

Robertson เน้นย้ำเสมอว่า integrity คือคุณสมบัติแรกที่เขามองหาในทีมงาน — ไม่ใช่ IQ ไม่ใช่ประสบการณ์ แต่เป็นความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและต่อนักลงทุน

5. รู้จักเวลาที่ควรหยุด

การที่ Robertson ตัดสินใจปิดกองทุนแทนที่จะพยายามฟื้นฟูต่อ แสดงถึง วุฒิภาวะและความรับผิดชอบ — เขาไม่ยอมให้ ego ของตัวเองทำลายเงินของนักลงทุน

julian robertson

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ทำไม Julian Robertson ถึงปิด Tiger Management?

Robertson ปิดกองทุนในปี 2000 หลังจากขาดทุนหนักจากการเดิมพันเงินเยนญี่ปุ่นผิดพลาดและการยึดติดกับหุ้น "เศรษฐกิจเก่า" ขณะที่ตลาดหันไปหุ้นเทคโนโลยี สินทรัพย์ลดจาก $22,000 ล้านเหลือ $6,000 ล้าน เขาเลือกที่จะคืนเงิน 75% ให้นักลงทุนแทนที่จะพยายามฟื้นฟูต่อ

Tiger Cubs คืออะไร?

Tiger Cubs คือกลุ่มลูกศิษย์ของ Julian Robertson ที่เคยทำงานใน Tiger Management และต่อมาก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ของตัวเอง Robertson ให้เงินทุนเริ่มต้นและเป็นที่ปรึกษาแก่พวกเขา ปัจจุบันมี Tiger Cubs มากกว่า 50 คนและลูกศิษย์รุ่นต่อ ๆ มามากกว่า 200 คน

Julian Robertson มีความมั่งคั่งขนาดไหนปัจจุบัน?

ณ ปี 2022 Robertson มีมูลค่าสุทธิประมาณ $4.8 พันล้าน รายได้ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนใน Tiger Cubs และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เขายังบริจาคไปแล้วมากกว่า $3,000 ล

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง