U
UHAS
XAU/USD0.00%

รูปแบบกราฟ Triple bottom และ Triple top

รูปแบบกราฟ Triple Bottom และ Triple Top เป็นสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้มที่เทรดเดอร์ Forex มืออาชีพใช้วิเคราะห์จุดเข้าออกออเดอร์มานานกว่าศตวรรษ

P
Patiphan Uhas
24 มกราคม 2564·5 นาทีอ่าน
แชร์
รูปแบบกราฟ Triple bottom และ Triple top

รูปแบบกราฟ Triple Bottom และ Triple Top เป็นสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้มที่เทรดเดอร์ Forex มืออาชีพใช้วิเคราะห์จุดเข้าออกออเดอร์มานานกว่าศตวรรษ แม้จะไม่พบบ่อยเท่า Double Top/Bottom แต่เมื่อปรากฏบนกราฟราคา รูปแบบเหล่านี้มักส่งสัญญาณที่แม่นยำกว่าและสามารถใช้ตั้ง Take Profit ได้ชัดเจน บทความนี้จะอธิบายโครงสร้างของทั้งสองรูปแบบ พร้อมวิธีเข้าเทรดที่เหมาะสมกับสไตล์ต่างๆ และการคำนวณเป้าหมายกำไรแบบมีหลักการ

แผนภาพรูปแบบต่อเนื่อง: สามเหลี่ยมสมมาตรที่กรอบบีบเข้าหากัน Rising Wedge ที่ชี้ขึ้นแบบหมดแรง และ Bull Flag ที่พักตัวสั้นก่อนไปต่อตามเทรนด์
แผนภาพรูปแบบต่อเนื่อง: สามเหลี่ยมสมมาตรที่กรอบบีบเข้าหากัน Rising Wedge ที่ชี้ขึ้นแบบหมดแรง และ Bull Flag ที่พักตัวสั้นก่อนไปต่อตามเทรนด์

สรุปสาระสำคัญ

  • Triple Bottom เกิดในแนวโน้มขาลง บ่งชี้การกลับตัวขาขึ้น — Triple Top เกิดในแนวโน้มขาขึ้น บ่งชี้การกลับตัวขาลง
  • ทั้งสองรูปแบบต้องมี 3 จุดราคาเท่ากันที่แนวรับ/แนวต้าน และเส้น Neckline ที่ชัดเจน
  • วิธีเข้าเทรดมี 3 แบบ: เข้าทันทีหลัง Bottom/Top ที่ 3 (เสี่ยง), รอทะลุ Neckline (นิยมสุด), หรือรอ Retest Neckline (ปลอดภัยแต่อาจพลาด)
  • คำนวณ Take Profit จากระยะ Neckline ถึง Bottom/Top ที่ 3 — สามารถยืดเป็น 2-3 เท่าหากแนวโน้มแข็งแกร่ง
  • ใช้ร่วมกับ Volume และเวลาที่ใช้สร้างรูปแบบ (ยิ่งนาน ยิ่งมีน้ำหนัก)

โครงสร้างและองค์ประกอบของ Triple Bottom

Triple Bottom เป็นรูปแบบกราฟที่บ่งบอกการกลับตัวจากแนวโน้มขาลงเป็นขาขึ้น เมื่อตลาดพยายามทำราคาต่ำสุดใหม่ถึง 3 ครั้งแต่ไม่สำเร็จ แสดงว่าแรงขายเริ่มหมดแล้ว และผู้ซื้อพร้อมเข้ามาครองตลาด

triple bottom

รูปแบบ Triple Bottom ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก:

  1. Bottom 1 — จุดต่ำสุดครั้งแรก เกิดหลังแนวโน้มขาลงที่ยาวนาน ราคาเริ่มตีกลับขึ้นบ้างแต่ยังไม่แรงพอ
  2. Bottom 2 — จุดต่ำสุดครั้งที่สอง มักอยู่ในระดับราคาใกล้เคียง Bottom 1 (ไม่ควรต่างกันเกิน 1-2%) แสดงว่าแนวรับแข็งแกร่ง
  3. Bottom 3 — จุดต่ำสุดครั้งสุดท้าย เมื่อราคากลับขึ้นจากจุดนี้และทะลุ Neckline ถือว่ารูปแบบสมบูรณ์
  4. Neckline — เส้นที่ลากผ่านจุดสูงสุดระหว่าง Bottom 1-2 และ Bottom 2-3 เมื่อราคาปิดเหนือเส้นนี้อย่างชัดเจน สัญญาณกลับตัวจึงมีผล
TIP

ยิ่ง Bottom ทั้ง 3 จุดอยู่ในระดับราคาใกล้เคียงกันมากเท่าไหร่ รูปแบบยิ่งแม่นยำ — ความแตกต่างไม่ควรเกิน 2-3% ของราคาตลาด

วิธีเข้าเทรดด้วยรูปแบบ Triple Bottom

เราแนะนำ 3 วิธีเข้าออเดอร์ Buy ตามรูปแบบ Triple Bottom แต่ละวิธีมีความเสี่ยงและโอกาสได้กำไรต่างกัน คุณควรเลือกให้เหมาะกับ Risk Tolerance และสไตล์เทรดของตัวเอง

วิธีที่ 1: เข้าซื้อทันทีหลัง Bottom 3

เข้า Buy Order ทันทีที่ราคาตีกลับขึ้นจาก Bottom 3 โดยไม่ต้องรอทะลุ Neckline วิธีนี้ให้ Risk/Reward สูงสุด แต่เสี่ยงถูกหลอกมากที่สุดเช่นกัน เพราะอาจเป็นเพียงการตีกลับชั่วคระหรือ False Breakout ที่ราคาทำ Bottom 4 ตามมา

เหมาะกับ: Scalper หรือเทรดเดอร์ที่ต้องการเข้าก่อนใคร ยอมรับ Stop Loss ถี่

triple Bottom เข้าซื้อทันที
NOTE

วิธีนี้ควรใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์ยืนยัน เช่น RSI Divergence หรือ MACD Crossover เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าแนวโน้มกำลังเปลี่ยน

วิธีที่ 2: เข้าซื้อเมื่อทะลุ Neckline

รอให้ราคาปิดเหนือเส้น Neckline อย่างชัดเจน (ควรเป็นแท่งเทียนปิดเหนือ Neckline อย่างน้อย 10-20 pips สำหรับ Major Pairs) แล้วจึงเข้า Buy นี่คือวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะสมดุลระหว่างความปลอดภัยและโอกาสได้กำไร

เหมาะกับ: Swing Trader และเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ที่ต้องการสัญญาณยืนยันก่อนเข้า

วิธีที่ 3: เข้าซื้อเมื่อราคา Retest Neckline

หลังจากราคาทะลุ Neckline ขึ้นไปแล้ว บางครั้งราคาจะกลับมาทดสอบ Neckline อีกครั้ง (กลายเป็นแนวรับใหม่) แล้วค่อยตีกลับขึ้นไปต่อ วิธีนี้ปลอดภัยที่สุด แต่ในความเป็นจริงประมาณ 40-50% ของครั้งราคาจะไม่กลับมา Retest ทำให้พลาดโอกาสเทรด

แผนภาพเบรกเอาต์: ราคาทะลุโซนแนวต้าน ย่อกลับมาทดสอบ แล้วเดินหน้าต่อ เทียบกับเบรกหลอกที่ราคาแหย่พ้นโซนแล้วกลับเข้ากรอบทันที
แผนภาพเบรกเอาต์: ราคาทะลุโซนแนวต้าน ย่อกลับมาทดสอบ แล้วเดินหน้าต่อ เทียบกับเบรกหลอกที่ราคาแหย่พ้นโซนแล้วกลับเข้ากรอบทันที

เหมาะกับ: เทรดเดอร์ระมัดระวังที่ยอมเสี่ยงพลาดโอกาส เพื่อแลกกับความมั่นใจสูงสุด

triple Bottom

การคำนวณจุดทำกำไร (Take Profit) สำหรับ Triple Bottom

หลักการมาตรฐานคือวัดระยะทางแนวตั้งจาก Neckline ลงมาถึง Bottom 3 แล้วนำระยะนั้นไปวางจากจุดที่ราคาทะลุ Neckline ขึ้นไป

แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน
แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน

ตัวอย่างการคำนวณ:

  • Neckline อยู่ที่ 1.1200
  • Bottom 3 อยู่ที่ 1.1100
  • ระยะ = 1.1200 - 1.1100 = 100 pips
  • Take Profit = 1.1200 + 100 pips = 1.1300
triple top จุดทำกำไร

หากราคาเคลื่อนไปถึง Take Profit แรกแล้วยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว (เช่น ไม่มี Reversal Candlestick หรือ Divergence) สามารถยืด Take Profit เป็น 2 เท่า (1.1400) หรือ 3 เท่า (1.1500) ได้ ขึ้นอยู่กับ Momentum ของแนวโน้มใหม่

INFO

ใช้ Trailing Stop เมื่อราคาทะลุ Take Profit แรก เพื่อล็อคกำไรส่วนที่เกินมาและให้ตลาดตัดสินใจเองว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน

โครงสร้างและองค์ประกอบของ Triple Top

Triple Top เป็นรูปแบบตรงกันข้ามกับ Triple Bottom ทุกประการ — เกิดในแนวโน้มขาขึ้น และบ่งชี้ว่าตลาดกำลังจะกลับตัวลง เมื่อราคาพยายามทำจุดสูงสุดใหม่ถึง 3 ครั้งแต่ล้มเหลว แสดงว่าแรงซื้อหมดไปแล้ว และผู้ขายเริ่มครองตลาด

triple top

รูปแบบ Triple Top ประกอบด้วย:

  1. Top 1 — จุดสูงสุดครั้งแรก ปกติเกิดหลังแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง
  2. Top 2 — จุดสูงสุดครั้งที่สอง อยู่ในระดับราคาใกล้เคียง Top 1 แสดงว่าแนวต้านแข็งแกร่ง
  3. Top 3 — จุดสูงสุดครั้งสุดท้าย เมื่อราคาไม่สามารถทะลุผ่านได้และกลับลงมา รูปแบบเริ่มมีน้ำหนัก
  4. Neckline — เส้นที่ลากผ่านจุดต่ำสุดระหว่าง Top 1-2 และ Top 2-3 เมื่อราคาปิดต่ำกว่าเส้นนี้อย่างชัดเจน สัญญาณกลับตัวขาลงจึงสมบูรณ์

วิธีเข้าเทรดด้วยรูปแบบ Triple Top

การเทรด Triple Top ใช้หลักเดียวกับ Triple Bottom แต่กลับทิศ — เราเข้า Sell แทน Buy มี 3 วิธีเช่นกัน

วิธีที่ 1: เข้าขายทันทีหลัง Top 3

เข้า Sell Order ทันทีที่ราคาเริ่มตกจาก Top 3 โดยไม่รอทะลุ Neckline วิธีนี้เสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะราคาอาจทำ Top 4 หรือทะลุแนวต้านขึ้นไปต่อได้ (False Signal)

เหมาะกับ: Aggressive Trader ที่ต้องการเข้าก่อนราคาตกลึก

triple top เข้าซื้อทันที

วิธีที่ 2: เข้าขายเมื่อทะลุ Neckline

รอให้ราคาปิดต่ำกว่า Neckline อย่างชัดเจน (ควรเป็นแท่งเทียนปิดต่ำกว่า Neckline อย่างน้อย 10-20 pips) แล้วจึงเข้า Sell นี่คือวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

เหมาะกับ: เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ที่ต้องการสมดุลระหว่าง Risk และ Reward

triple top

วิธีที่ 3: เข้าขายเมื่อราคา Retest Neckline

หลังราคาทะลุ Neckline ลงไปแล้ว บางครั้งราคาจะกลับขึ้นมาทดสอบ Neckline อีกครั้ง (กลายเป็นแนวต้านใหม่) แล้วค่อยกลับลงไปต่อ วิธีนี้ปลอดภัยที่สุดแต่พลาดโอกาสบ่อย

เหมาะกับ: Conservative Trader ที่ยอมเสียโอกาสบางส่วนเพื่อความมั่นใจ

triple top

การคำนวณจุดทำกำไร (Take Profit) สำหรับ Triple Top

ใช้หลักเดียวกัน — วัดระยะทางแนวตั้งจาก Neckline ขึ้นไปถึง Top 3 แล้วนำระยะนั้นไปวางจากจุดที่ราคาทะลุ Neckline ลงมา

ตัวอย่างการคำนวณ:

  • Neckline อยู่ที่ 1.3000
  • Top 3 อยู่ที่ 1.3150
  • ระยะ = 1.3150 - 1.3000 = 150 pips
  • Take Profit = 1.3000 - 150 pips = 1.2850
triple top

เช่นเดียวกับ Triple Bottom หากราคาไปถึง Take Profit แรกแล้วยังมี Momentum ต่อ (เช่น ไม่มี Bullish Reversal Patterns) สามารถยืด Take Profit เป็น 2 เท่า (1.2700) หรือ 3 เท่า (1.2550) ได้

TIP

สำหรับ Triple Top ควรระวังเป็นพิเศษเพราะแนวโน้มขาลงมักเคลื่อนไหวเร็วกว่าขาขึ้น (Gravity Effect) — Take Profit มักถูกแตะเร็วกว่าที่คาดไว้

เทคนิคเพิ่มเติมสำหรับเทรดรูปแบบ Triple

ใช้ Volume เป็นตัวยืนยัน

Volume ที่ลดลงเรื่อยๆตั้งแต่ Bottom/Top 1 → 2 → 3 แสดงว่าตลาดเหนื่อยแล้ว แต่เมื่อราคาทะลุ Neckline Volume ควรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน (อย่างน้อย 30-50% เหนือค่าเฉลี่ย) เพื่อยืนยันว่าแนวโน้มใหม่มีแรงผลัก

พิจารณาเวลาที่ใช้สร้างรูปแบบ

รูปแบบ Triple ที่ใช้เวลาสร้าง 3-6 สัปดาห์จะมีน้ำหนักมากกว่ารูปแบบที่สร้างเสร็จภายใน 1-2 สัปดาห์ ยิ่งใช้เวลานาน ยิ่งแสดงว่าการต่อสู้ระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขายรุนแรง และเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ การเคลื่อนไหวจะแรงกว่า

วาง Stop Loss อย่างเหมาะสม

  • Triple Bottom: วาง Stop Loss ต่ำกว่า Bottom 3 ประมาณ 10-20 pips (ขึ้นกับ Volatility ของคู่เงิน)
  • Triple Top: วาง Stop Loss สูงกว่า Top 3 ประมาณ 10-20 pips

หากราคากลับมาทำต่ำ/สูงกว่า Bottom/Top 3 ได้ แสดงว่ารูปแบบล้มเหลว ควรตัดขาดทุนทันที

ระวัง False Breakout

ประมาณ 20-30% ของการทะลุ Neckline ครั้งแรกอาจเป็น False Breakout — ราคาทะลุออกไปแล้วกลับเข้ามาทันที บางเทรดเดอร์ใช้กลยุทธ์ "รอ 2 แท่งเทียนปิด" (2-Candle Confirmation) เพื่อลดความเสี่ยงนี้

ข้อจำกัดและข้อควรระวัง

แม้รูปแบบ Triple Bottom/Top จะมีความแม่นยำสูง แต่ก็มีข้อจำกัด:

  1. พบได้น้อย — รูปแบบ Triple เกิดขึ้นน้อยกว่า Double หรือ Head and Shoulders มาก อาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเจอครั้งหนึ่ง
  2. ใช้เวลาสร้างนาน — ต้องรอให้รูปแบบสมบูรณ์ก่อนเทรด อาจพลาดโอกาสอื่นๆระหว่างนั้น
  3. ไม่การันตี 100% — รูปแบบล้มเหลวได้ประมาณ 15-20% โดยเฉพาะในตลาดที่มี News Events ใหญ่
  4. ควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น — ไม่ควรเทรดเพียงดูรูปแบบเดียว ควรมี RSI, MACD, หรือ Fibonacci มาเสริม
NOTE

ห้ามเทรดรูปแบบ Triple ในช่วงก่อน-หลัง ข่าวเศรษฐกิจสำคัญ (เช่น FOMC, NFP) — Volatility สูงเกินไปอาจทำให้รูปแบบล้มเหลวได้ง่าย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Triple Bottom/Top ต่างจาก Double Bottom/Top อย่างไร?

ต่างกันที่จำนวนจุดทดสอบแนวรับ/แนวต้าน — Triple มี 3 จุดเทียบกับ 2 จุดของ Double รูปแบบ Triple มักแม่นยำกว่าเพราะแสดงให้เห็นว่าตลาดทดสอบแนวรับ/แนวต้านมากครั้งและล้มเหลวทุกครั้ง แต่ Double พบบ่อยกว่าและสร้างเร็วกว่า

Bottom/Top ทั้ง 3 จุดต้องอยู่ในราคาเท่ากันพอดีหรือไม่?

ไม่จำเป็น — ในความเป็นจริงแทบไม่มี Triple ที่ทั้ง 3 จุดอยู่ในราคาเดียวกันพอดี ที่สำคัญคือต้องอยู่ใน "โซนเดียวกัน" ซึ่งไม่ควรต่างกันเกิน 2-3% ของราคาตลาด ยกตัวอย่าง EURUSD ที่ 1.1000 Bottom ทั้ง 3 จุดควรอยู่ระหว่าง 1.0980-1.1020

ถ้าราคาทำ Bottom/Top ที่ 4 ถือว่ารูปแบบล้มเหลวหรือไม่?

ใช่ — หากเกิด Bottom 4 หรือ Top 4 รูปแบบ Triple ถือว่าล้มเหลว และกลายเป็นรูปแบบ Rectangle หรือ Consolidation แทน ควรตัดขาดทุนทันทีหากถือออเดอร์ไว้แล้ว

ควรเทรด Triple ในไทม์เฟรมไหน?

Triple Bottom/Top ทำงานได้ดีที่สุดใน Daily (D1) และ 4-Hour (H4) charts — มีน้ำหนักมากและ Noise น้อย ใน 15-Minute หรือ 1-Hour charts รูปแบบมักเป็น False Signal บ่อยเกินไป

ต้องใช้เครื่องมือเสริมอะไรบ้างสำหรับเทรด Triple?

แนะนำ 3 อย่าง: (1) Volume Indicator เพื่อยืนยันการทะลุ Neckline (2) RSI หรือ Stochastic เพื่อดู Divergence ที่ Bottom/Top ที่ 3 (3) Fibonacci Retracement เพื่อหาเป้า Take Profit เสริมจากการคำนวณแบบมาตรฐาน

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง