U
UHAS
XAU/USD0.00%

ดัชนีดาวโจนส์ คืออะไร

นักลงทุนต้องรู้ กับหุ้นดาวน์โจนส์หรือดัชนีดาวโจนส์อุตสาหกรรม คืออะไร มีอิทธิพลต่อการลงทุนทั่วโลกอย่างไร พร้อมแนะแนวทางเทรดผ่านระบบ Forex

P
Patiphan Uhas
5 กันยายน 2565·3 นาทีอ่าน
แชร์
รู้จักกับหุ้นดาวโจนส์ ทำไมนักลงทุนหน้าใหม่ต้องให้ความสำคัญ

ดาวโจนส์คือหุ้น 30 ตัว ไม่ใช่ทั้งตลาดสหรัฐ

และมันถ่วงน้ำหนักด้วยราคาหุ้น ไม่ใช่ขนาดบริษัท หุ้นราคา 500 ดอลลาร์จึงลากดัชนีได้แรงกว่าหุ้นราคา 50 ดอลลาร์ ต่อให้บริษัทหลังใหญ่กว่าก็ตาม

สรุปสาระสำคัญ

  • ดัชนีดาวโจนส์ (DJIA) ประกอบด้วยหุ้น Blue Chip 30 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ
  • เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯและส่งผลต่อตลาดการเงินทั่วโลก
  • เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรจากดัชนีนี้ผ่าน CFD ใน Forex ได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
  • ปัจจัยที่ส่งผลต่อดาวโจนส์ ได้แก่ ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค นโยบายดอกเบี้ย และผลประกอบการบริษัท
ดาวโจนส์ คืออะไร

ดัชนีดาวโจนส์คืออะไร

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average — DJIA) เป็นดัชนีหุ้นที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 1896 โดย Charles Dow และ Edward Jones ดัชนีนี้ติดตามราคาหุ้นของบริษัทชั้นนำ 30 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) และ NASDAQ

บริษัททั้ง 30 รายที่อยู่ในดัชนีถูกคัดเลือกโดยบรรณาธิการของ The Wall Street Journal โดยพิจารณาจากขนาด ชื่อเสียง และการเป็นตัวแทนของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงบริษัทที่ทุกคนรู้จัก เช่น Apple, Microsoft, Nike, Coca-Cola, Goldman Sachs และ Boeing

สิ่งที่ทำให้ดัชนีดาวโจนส์แตกต่างจากดัชนีอื่นๆ คือวิธีการคำนวณแบบ "price-weighted" หมายความว่าหุ้นที่มีราคาสูงกว่าจะมีน้ำหนักในการคำนวณมากกว่า ไม่ใช่วัดจากมูลค่าตลาด (market cap) เหมือนดัชนี S&P 500

ทำไมดัชนีดาวโจนส์จึงสำคัญต่อตลาดการเงินโลก

ดัชนีดาวโจนส์ไม่ใช่แค่ตัวเลขในหน้าข่าว มันคือเครื่องวัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และโลก

ดัชนีขึ้น แปลว่าคนเชื่อว่าบริษัทจะทำกำไรได้และเศรษฐกิจจะโต

ดัชนีร่วง แปลว่าคนเริ่มไม่แน่ใจ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและกำไรบริษัท

อิทธิพลต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

บริษัทใน DJIA ทำธุรกิจข้ามชาติ ดัชนีนี้จึงลากตลาดหุ้นเอเชียและยุโรปไปด้วย

ปี 2008 ตอนวิกฤติซับไพรม์ ดาวโจนส์ร่วงแรง แล้วตลาดหุ้นทั่วโลกก็ร่วงตาม

เครื่องมือวัดสุขภาพเศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์และนักลงทุนใช้ดัชนีดาวโจนส์เป็นตัวชี้วัดหลักในการประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังขยายตัวหรือหดตัว หากดัชนีแตะจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) อย่างต่อเนื่อง แสดงว่าเศรษฐกิจมีพลัง แต่หากดัชนีติดลบหลายเดือนซ้อน อาจเป็นสัญญาณของภาวะถดถอย (Recession)

INFO

ข้อมูลเพิ่มเติม: ดัชนีดาวโจนส์ไม่ได้คงที่ — บริษัทที่อยู่ในดัชนีอาจถูกเปลี่ยนออกเมื่อไม่เป็นตัวแทนที่ดีของเศรษฐกิจอีกต่อไป เช่น General Electric ถูกถอดออกในปี 2018 หลังอยู่ในดัชนีมานานกว่า 100 ปี

ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนดัชนีดาวโจนส์

ปัจจัยที่ส่งต่อความผันผวนของดาวโจนส์คืออะไร

ห้าเรื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้ดาวโจนส์ขยับ เรียงจากที่มีผลบ่อยที่สุด:

1. ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic Data)

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ), อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate), และอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน หาก GDP เติบโตแข็งแกร่ง ดาวโจนส์มักปรับตัวขึ้น แต่หากอัตราเงินเฟ้อสูงเกินไป อาจกดดันตลาด

2. นโยบายอัตราดอกเบี้ยจากเฟด (Federal Reserve Policy)

การประชุม FOMC (Federal Open Market Committee) เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับตลาดหุ้น เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขึ้นดอกเบี้ย (Rate Hike) บริษัทต่างๆต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น ส่งผลให้กำไรลดลง และดัชนีดาวโจนส์มักร่วงตาม ถ้า Fed ลดดอกเบี้ย (Rate Cut) ตลาดมักวิ่งขึ้น

แผนภาพพฤติกรรมราคาช่วงข่าวแรง: ก่อนข่าวราคาแกว่งแคบ วินาทีประกาศราคาสะบัดขึ้นลงกวาด Stop สองฝั่งพร้อมสเปรดถ่างกว้าง แล้วค่อยเลือกทางจริงหลังฝุ่นหาย
แผนภาพพฤติกรรมราคาช่วงข่าวแรง: ก่อนข่าวราคาแกว่งแคบ วินาทีประกาศราคาสะบัดขึ้นลงกวาด Stop สองฝั่งพร้อมสเปรดถ่างกว้าง แล้วค่อยเลือกทางจริงหลังฝุ่นหาย

3. ผลประกอบการบริษัท (Earnings Reports)

ทุกไตรมาส บริษัทที่อยู่ในดัชนีจะเปิดเผยรายงานกำไร (Earnings Report) หากบริษัทใหญ่อย่าง Apple หรือ Microsoft รายงานผลประกอบการดีกว่าคาด ดัชนีอาจพุ่งขึ้นได้หลักร้อยจุด แต่หากหลายบริษัทมีกำไรน้อยกว่าคาดการณ์ ดัชนีอาจร่วงหนัก

4. เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Events)

สงคราม การเลือกตั้ง สงครามการค้า (Trade War) หรือโรคระบาดอย่าง COVID-19 สร้างความไม่แน่นอนในตลาด เมื่อเกิดความเสี่ยงสูง นักลงทุนมักถอนเงินออกจากหุ้นไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เช่น ทองคำหรือพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลให้ดาวโจนส์ลง

5. อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราดอลลาร์ (USD Exchange Rate)

เนื่องจากบริษัทใน DJIA หลายแห่งมีรายได้จากต่างประเทศ ความแข็งค่าของดอลลาร์ (Strong Dollar) ทำให้สินค้าของพวกเขาแพงขึ้นในตลาดโลก ส่งผลลบต่อยอดขาย พอดอลลาร์อ่อน ยอดส่งออกดีขึ้น ดัชนีก็ขยับตาม

NOTE

คำเตือน: การเทรดดัชนีดาวโจนส์โดยไม่ติดตามข่าวเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานอาจทำให้คุณเสียเงินได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่มีการประกาศข้อมูลสำคัญอย่าง NFP (Non-Farm Payroll) หรือ CPI (Consumer Price Index)

วิธีเทรดดัชนีดาวโจนส์ผ่าน Forex และ CFD

การเทรดดัชนีดาวโจนส์ไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นทั้ง 30 บริษัทจริงๆ เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ใช้ Contract for Difference (CFD) ซึ่งเป็นสัญญาอนุพันธ์ที่อนุญาตให้คุณเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของดัชนี โดยไม่ต้องถือครองสินทรัพย์จริง

ข้อดีของการเทรด Dow Jones CFD

  1. เทรดได้ทั้งขาขึ้นและขาลง — คุณสามารถ Long (ซื้อ) เมื่อคาดว่าดัชนีจะขึ้น หรือ Short (ขาย) เมื่อคาดว่าจะลง
  2. ใช้เลเวอเรจ (Leverage)โบรกเกอร์ Forex มักเสนอเลเวอเรจ 1:10 ถึง 1:100 ทำให้คุณเข้าเทรดได้ด้วยเงินทุนน้อยกว่าการซื้อหุ้นจริง
  3. เทรดได้ 24 ชั่วโมง — ผ่านตลาด Forex คุณสามารถเทรดดัชนีได้ต่อเนื่องตามเวลาของแต่ละภูมิภาค
  4. สเปรดต่ำโบรกเกอร์ชั้นนำมักเสนอสเปรดแคบสำหรับดัชนีดาวโจนส์ เช่น 2-5 คะแหน่ง

ขั้นตอนการเทรดดัชนีดาวโจนส์

ขั้นที่ 1: เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้
เลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับการควบคุมโดยหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น FCA (UK), ASIC (Australia), หรือ CySEC (Cyprus) ตรวจสอบว่าโบรกเกอร์เสนอการเทรด US30 (ชื่อย่อของ Dow Jones ใน Forex)

ขั้นที่ 2: ศึกษาตลาดและวางแผนการเทรด
ติดตามปฏิทินเศรษฐกิจ (Economic Calendar) เพื่อดูว่ามีข่าวสำคัญอะไรที่อาจส่งผลต่อดัชนี เช่น การประกาศดอกเบี้ยจาก Fed หรือรายงานกำไรบริษัทใหญ่

ขั้นที่ 3: วิเคราะห์กราฟ (Technical Analysis)
ใช้เครื่องมือ Technical Analysis เช่น Moving Average, RSI, Bollinger Bands เพื่อหาจุดเข้า-ออกที่เหมาะสม

ขั้นที่ 4: ตั้งค่า Stop Loss และ Take Profit
ไม่ว่าคุณจะเทรดแบบใด Stop Loss คือเครื่องมือจำเป็นที่จะช่วยจำกัดความเสียหาย ตัวอย่างเช่น หากคุณ Long ที่ 34,500 คะแหน่ง คุณอาจตั้ง Stop Loss ที่ 34,300 (ขาดทุนสูงสุด 200 คะแหน่ง) และ Take Profit ที่ 34,900 (กำไรเป้าหมาย 400 คะแหน่ง)

ขั้นที่ 5: จัดการความเสี่ยงด้วย Money Management
กฎทองคือ อย่าเสี่ยงเกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมดในการเทรดครั้งเดียว ตัวอย่าง หากคุณมีเงินทุน $10,000 อย่าเสี่ยงเกิน $100-$200 ต่อออเดอร์

รูปแบบการเทรดดัชนีดาวโจนส์ที่นิยม

สี่แบบข้างล่างต่างกันที่ระยะเวลาถือ ไม่ใช่ที่ความเก่ง:

Scalping (เก็บกำไรระยะสั้นมาก)

เทคนิคนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการเข้า-ออกตลาดเร็วมาก โดยเปิดออเดอร์นับสิบครั้งต่อวัน เป้าหมายคือกำไรเล็กๆ แต่บ่อยครั้ง เช่น 5-15 จุดต่อครั้ง Scalper ต้องใช้ Timeframe ต่ำ (M1-M5) และมีความเร็วในการตัดสินใจสูง

Day Trading (เปิด-ปิดภายในวันเดียว)

Day Trader เปิดสถานะในตอนเช้า (เวลาอเมริกา) และปิดก่อนตลาดปิดในวันเดียวกัน เทคนิคนี้ช่วยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากข่าวค้างคืน (Overnight Risk) เหมาะกับผู้ที่มีเวลาติดตามตลาดตลอดวัน

Swing Trading (ถือสถานะ 2-7 วัน)

Swing Trader มองหาจุดกลับตัวของเทรนด์ (Trend Reversal) หรือจังหวะที่ดัชนีพักตัว (Pullback) แล้วเข้าเทรดและถือไว้หลายวัน เทคนิคนี้ต้องใช้การวิเคราะห์ทั้ง Technical และ Fundamental

Position Trading (ถือสถานะระยะยาว)

นักลงทุนระยะยาวมองหา Trend ใหญ่ๆ และถือสถานะนานหลายสัปดาห์หรือเดือน เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการติดตามตลาดทุกวัน แต่ต้องอดทนกับความผันผวนระหว่างทาง

TIP

เคล็ดลับ: ผู้เริ่มต้นควรเริ่มจาก Day Trading หรือ Swing Trading ก่อน เพราะ Scalping ต้องการทักษะและความเร็วสูงมาก ส่วน Position Trading ต้องการเงินทุนมากกว่าเพื่อรองรับ Drawdown ระหว่างทาง

ความเสี่ยงและข้อควรระวังในการเทรดดัชนีดาวโจนส์

เทรดดัชนีดูง่ายกว่าเลือกหุ้นทีละตัว แต่สี่จุดนี้คือที่คนเจ็บบ่อย:

1. ความผันผวนสูงในช่วงข่าว
เมื่อมีการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น NFP, FOMC, CPI ดัชนีอาจเคลื่อนไหวหลักร้อยคะแหน่งภายในไม่กี่นาที หากคุณไม่มี Stop Loss อาจขาดทุนหนัก

2. เลเวอเรจสูง = เสี่ยงสูง
การใช้เลเวอเรจ 1:50 หรือ 1:100 ช่วยเพิ่มผลตอบแทน แต่ก็เพิ่มความเสียหายในอัตราเท่าเทียมกัน หากคุณเทรดด้วยเลเวอเรจสูงโดยไม่มี Money Management คุณอาจเสียเงินทุนทั้งหมด (Margin Call)

3. Overnight Gap (ช่องว่างราคาข้ามคืน)
หากคุณถือสถานะค้างคืนและเกิดข่าวร้ายในช่วงตลาดปิด ราคาอาจเปิดห่างจากจุดปิดวันก่อนหลายร้อยคะแหน่ง ทำให้ Stop Loss ไม่ทำงาน

4. จิตวิทยาและอารมณ์
หลายคนเสียเงินไม่ใช่เพราะเทคนิคไม่ดี แต่เพราะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ เช่น Revenge Trading (เทรดเพื่อแก้ขาดทุน) หรือ Overtrading (เทรดบ่อยเกินไป)

NOTE

คำเตือน: อย่าเชื่อคำโฆษณาที่บอกว่า "รับประกันผลตอบแทน 100%" การเทรดมีความเสี่ยงเสมอ สถิติบอกว่า 70-80% ของ Retail Trader ขาดทุน ดังนั้นควรลงทุนเฉพาะเงินที่คุณยอมเสียได้โดยไม่กระทบชีวิต

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ดัชนีดาวโจนส์แตกต่างจาก S&P 500 และ NASDAQ อย่างไร?

ดาวโจนส์ติดตาม 30 บริษัทใหญ่และคำนวณแบบ price-weighted, S&P 500 ติดตาม 500 บริษัทและคำนวณแบบ market cap-weighted, ส่วน NASDAQ มุ่งเน้นบริษัทเทคโนโลยีเป็นหลัก

2. จำเป็นต้องมีเงินทุนเท่าไหร่ในการเทรดดัชนีดาวโจนส์?

ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ บางแห่งให้เปิดบัญชีขั้นต่ำเพียง $100-$500 แต่ผมแนะนำให้มีอย่างน้อย $1,000-$2,000 ไม่ใช่เพื่อเทรดหนักขึ้น แต่เพื่อให้ตั้ง Stop Loss ได้กว้างพอ

3. สามารถเทรดดัชนีดาวโจนส์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงหรือไม่?

ผ่าน CFD ใน Forex คุณสามารถเทรดได้เกือบตลอด 24 ชั่วโมงในวันธรรมดา แต่ Liquidity และ Spread ดีที่สุดในช่วงเวลาเปิดตลาดนิวยอร์ก (21:30-04:00 น. เวลาไทย)

4. ควรใช้ Timeframe ไหนในการวิเคราะห์ดัชนีดาวโจนส์?

Scalper ใช้ M1-M5, Day Trader ใช้ M15-H1, Swing Trader ใช้ H4-D1 ผมเริ่มที่ D1 เสมอเพื่อดูภาพรวม แล้วค่อยซูมลงไปหาจุดเข้า

5. มี Indicator ไหนที่เหมาะกับการเทรดดัชนีดาวโจนส์?

Moving Average (MA), Relative Strength Index (RSI), Bollinger Bands, และ MACD เป็นเครื่องมือยอดนิยม แต่อย่าใช้ Indicator มากเกินไป เพราะจะทำให้สับสน ควรเลือก 2-3 ตัวที่เข้าใจดีและใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →