Risk Reward Ratio คืออะไร ทำไมต้องคำนวณให้เป็น
พาทำความเข้าใจอัตราเสี่ยง หรือ Risk Reward Ratio คืออะไร มีวิธีคำนวณอย่างไรบ้าง และควรบริหารความเสี่ยงในการเทรดแบบไหนให้ปลอดภัย และทำกำไรได้

การเทรดที่ประสบความสำเร็จไม่ได้พึ่งพาดวงหรือจังหวะซื้อขายที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ Risk Reward Ratio คือเครื่องมือพื้นฐานที่ทุกเทรดเดอร์ต้องเข้าใจ เพื่อคำนวณว่าการเปิดออร์เดอร์แต่ละครั้งคุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่ ในบทความนี้ เราจะอธิบายวิธีคำนวณ เกณฑ์มาตรฐานที่นิยมใช้ และความสัมพันธ์กับอัตราชนะที่จะทำให้คุณเทรดอย่างมีหลักการ
สรุปสาระสำคัญ
- Risk Reward Ratio คือ อัตราส่วนระหว่างกำไรที่คาดหวังกับขาดทุนที่ยอมรับได้ ยิ่งค่าสูงยิ่งคุ้มค่า
- สูตรคำนวณ: (ราคาเป้าหมาย - ราคาเข้า) / (ราคาเข้า - Stop Loss)
- อัตราส่วน 1:2 (เสี่ยง 1 หวังได้ 2) เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่นิยมใช้
- Risk Reward Ratio สูงช่วยลด Win Rate ที่ต้องการเพื่อทำกำไร
- ต้องใช้คู่กับการตั้ง Stop Loss และ Take Profit อย่างมีวินัย
Risk Reward Ratio คืออะไร
Risk Reward Ratio (อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน) คือตัวชี้วัดที่บอกว่าในการเทรดหนึ่งครั้ง คุณต้องเสี่ยงเงินเท่าไหร่เพื่อแลกกับโอกาสทำกำไรเท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเปิดออร์เดอร์ที่ราคา 1,800 USD/oz บนทองคำ ตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1,790 USD/oz (เสี่ยงขาดทุน 10 USD) และตั้ง Take Profit ที่ 1,820 USD/oz (หวังกำไร 20 USD) นั่นคือ Risk Reward Ratio 1:2

การรู้จักใช้เครื่องมือนี้ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการเปิดออร์เดอร์ที่เสี่ยงสูงแต่ได้กำไรน้อย ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่เทรดเดอร์มือใหม่มักเจอ นอกจากนี้ยังช่วยให้เทรดเป็นระบบมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งอารมณ์หรือลางสังหรณ์
ทำไม Risk Reward Ratio คือสิ่งสำคัญกับการลงทุน
หลายคนมองแต่โอกาสทำกำไรสูง ๆ โดยลืมประเมินว่าถ้าผิดจะขาดทุนเท่าไหร่ การใช้ Risk Reward Ratio จะช่วยให้คุณมองภาพรวมทั้งสองด้านก่อนตัดสินใจ
ประเมินความคุ้มค่าก่อนเปิดออร์เดอร์
การคำนวณ Risk Reward Ratio ช่วยให้คุณรู้ว่าการเทรดนั้นคุ้มค่าพอหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเสี่ยง 100 USD แต่หวังกำไรแค่ 50 USD (อัตราส่วน 2:1) นั่นคือดีลที่ไม่คุ้มค่า เพราะถึงคุณจะชนะ 60% ของครั้ง ก็ยังขาดทุนสะสมได้ในระยะยาว
การประเมินนี้จะช่วยคัดกรองโอกาสที่ไม่คุ้มค่าออกไป ทำให้คุณเปิดแต่ออร์เดอร์ที่มีอัตราส่วนเหมาะสม
สร้างระบบเทรดที่ชัดเจน
เมื่อคุณกำหนดเกณฑ์ Risk Reward Ratio ขั้นต่ำไว้ (เช่น ต้องไม่ต่ำกว่า 1:2) คุณจะมีระเบียบในการเทรดชัดเจนขึ้น แต่ละออร์เดอร์จะมีจุด Stop Loss และ Take Profit ที่วางแผนไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่ตัดสินใจขณะเห็นกราฟขึ้นลง
นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียดและการเทรดแบบใช้อารมณ์ เพราะคุณรู้อยู่แล้วว่าถ้าเกิดสถานการณ์เลวร้ายที่สุด คุณจะขาดทุนไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้
วิธีคำนวณ Risk Reward Ratio
การคำนวณ Risk Reward Ratio ใช้สูตรง่าย ๆ ดังนี้:
Risk Reward Ratio = (ราคาเป้าหมาย - ราคาเข้า) / (ราคาเข้า - Stop Loss)
หรือพูดให้เข้าใจง่าย:
Risk Reward Ratio = กำไรที่คาดหวัง / ขาดทุนที่ยอมรับได้
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติคุณเทรดคู่เงิน EUR/USD โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- ราคาเข้า (Entry): 1.1000
- ราคา Stop Loss: 1.0950 (ขาดทุน 50 pips)
- ราคา Take Profit: 1.1100 (กำไร 100 pips)
Risk Reward Ratio = (1.1100 - 1.1000) / (1.1000 - 1.0950) = 100 / 50 = 2
นั่นคือ คุณเสี่ยง 1 เพื่อหวังได้ 2 หรือเขียนเป็นอัตราส่วนคือ 1:2
เวลาบันทึกผลเทรด ควรเขียนอัตราส่วนในรูป "เสี่ยง : ได้" เช่น 1:2 หรือ 1:3 เพื่อให้อ่านง่าย อย่าสลับเป็น 2:1 เพราะจะทำให้สับสน
การคำนวณในตลาดทองคำ
ในตลาดทองคำ การคำนวณเหมือนกัน เพียงแต่หน่วยเป็น USD/oz หรือบาทต่อบาททอง
สมมติคุณเทรดทอง Spot Gold (XAU/USD):
- ราคาเข้า: 2,000.00 USD/oz
- Stop Loss: 1,990.00 USD/oz (เสี่ยง 10.00 USD)
- Take Profit: 2,030.00 USD/oz (หวังได้ 30.00 USD)
Risk Reward Ratio = (2,030 - 2,000) / (2,000 - 1,990) = 30 / 10 = 3
นั่นคือ 1:3 ซึ่งถือว่าดีมาก
Risk Reward Ratio เท่าไหร่ดีถึงจะเหมาะสม
ไม่มีคำตอบตายตัวว่าอัตราส่วนเท่าไหร่ดีที่สุด เพราะขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรด ระยะเวลาถือครอง และความผันผวนของตลาด แต่เราสามารถแบ่งเป็น 3 ระดับตามความนิยมได้ดังนี้
1. Risk Reward Ratio 1:1
ลักษณะ:
- เหมาะกับการเทรดระยะสั้นมาก (Scalping หรือ Day Trading)
- ต้องมี Win Rate สูงกว่า 50% เพื่อทำกำไร
- เน้นทำกำไรเล็ก ๆ แต่บ่อยครั้ง
ข้อดี: เทรดได้บ่อย มีโอกาสเร็ว
ข้อเสีย: ต้องชนะบ่อยมาก ค่าธรรมเนียมและ Spread กัดกำไร
อัตราส่วน 1:1 ไม่แนะนำสำหรับมือใหม่ เพราะต้องการทักษะสูงและความแม่นยำในการจับจังหวะ
2. Risk Reward Ratio 1:2
ลักษณะ:
- เป็นอัตราส่วนมาตรฐานที่นิยมใช้มากที่สุด
- เหมาะกับการเทรด Swing Trading หรือ Intraday
- ต้องมี Win Rate ประมาณ 40% ขึ้นไปเพื่อทำกำไร
ข้อดี: สมดุลระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทน ใช้ได้กับหลายสไตล์
ข้อเสีย: ต้องมีวินัยในการปิดออร์เดอร์ตามแผน
นี่คือเกณฑ์ขั้นต่ำที่เทรดเดอร์มืออาชีพส่วนใหญ่ใช้ ถ้าออร์เดอร์ไหนได้ Risk Reward Ratio ต่ำกว่า 1:2 หลายคนจะข้ามไม่เข้า
3. Risk Reward Ratio 1:3 ขึ้นไป
ลักษณะ:
- เหมาะกับการเทรดระยะยาว (Position Trading)
- ต้องการความอดทนสูง ถือออร์เดอร์ได้นาน
- ต้องมี Win Rate แค่ 30-35% ก็สามารถทำกำไรได้
ข้อดี: ทำกำไรก้อนใหญ่ ไม่ต้องเทรดบ่อย
ข้อเสีย: ต้องรอนาน ต้องทนดู Drawdown ระหว่างทาง
อัตราส่วน 1:3 หรือสูงกว่าเหมาะกับคนที่มีแผนการเทรดระยะยาว มีเงินทุนเพียงพอ และไม่ต้องการความตื่นเต้นแบบเทรดรายวัน
Risk Reward Ratio กับ Win Rate สัมพันธ์กันอย่างไร
Risk Reward Ratio และ Win Rate (อัตราการชนะ) ทำงานคู่กัน คุณไม่สามารถมองแค่ด้านเดียวได้ ความสัมพันธ์คำนวณได้จากสูตร:
Win Rate ขั้นต่ำที่ต้องการ = 1 / (1 + Risk Reward Ratio)
ตารางเปรียบเทียบ
| Risk Reward Ratio | Win Rate ขั้นต่ำ | ความหมาย |
|---|---|---|
| 1:1 | 50.00% | ต้องชนะครึ่งหนึ่งเพื่อคุ้มทุน |
| 1:2 | 33.33% | ต้องชนะ 1 ใน 3 ครั้งเพื่อคุ้มทุน |
| 1:3 | 25.00% | ต้องชนะ 1 ใน 4 ครั้งเพื่อคุ้มทุน |
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติคุณใช้ Risk Reward Ratio 1:2 ทุกครั้ง และเทรดไป 10 ครั้ง โดยชนะ 4 ครั้ง (Win Rate 40%) แพ้ 6 ครั้ง
การคำนวณกำไร/ขาดทุน:
- ครั้งที่ชนะ: +2 × 4 = +8 หน่วย
- ครั้งที่แพ้: -1 × 6 = -6 หน่วย
- กำไรสุทธิ: +2 หน่วย
ถึงคุณจะชนะแค่ 40% แต่คุณยังทำกำไรได้ เพราะอัตราส่วนความเสี่ยงดี
ข้อมูลจาก Journal of Trading Studies พบว่า เทรดเดอร์ที่มี Risk Reward Ratio 1:2 ขึ้นไป และ Win Rate สูงกว่า 40% มักจะรอดชีวิตในตลาดได้นานกว่า 3 ปีขึ้นไป
ข้อควรระวังในการใช้ Risk Reward Ratio
แม้ Risk Reward Ratio จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรรู้
1. อย่าเพิ่ง Take Profit ไกลเกินจริง
บางคนอาจตั้ง Take Profit ไว้ไกลมาก ๆ เพื่อให้ได้อัตราส่วนดูดี เช่น 1:5 แต่จริง ๆ แล้วราคาไม่เคยไปถึง ทำให้ปิดออร์เดอร์ไม่ได้ นี่คือการหลอกตัวเอง
คุณต้องตั้ง Take Profit บริเวณที่ราคามีโอกาสไปถึงจริง ๆ ตามโครงสร้างของกราฟ เช่น แนวต้าน/แนวรับที่สำคัญ
2. Stop Loss ต้องสมเหตุสมผล
อย่าตั้ง Stop Loss แคบเกินไปเพื่อให้ได้อัตราส่วนดี เพราะจะถูก Stop Out บ่อยมาก Stop Loss ควรตั้งบริเวณที่ถ้าราคามาถึงจริง ๆ แสดงว่าทิศทางที่คุณคิดผิดไปแล้ว
3. ต้องมีวินัยปิดตามแผน
ถึงคุณจะวางแผน Risk Reward Ratio สวยงามแค่ไหน ถ้าไม่มีวินัยปิดออร์เดอร์ตามจุด Stop Loss หรือ Take Profit ที่กำหนดไว้ มันก็ไร้ประโยชน์ หลายคนเห็นขาดทุนแล้วไม่ยอมปิด หวังว่ากราฟจะกลับ ซึ่งเป็นสาเหตุของการขาดทุนใหญ่
ตัวอย่างการใช้งานจริง
มาดูตัวอย่างการเทรดทองคำ (XAU/USD) โดยใช้ Risk Reward Ratio เป็นหลัก
สถานการณ์:
- กราฟทองคำปรับตัวลงมาถึงแนวรับสำคัญที่ 1,980 USD/oz
- เทรดเดอร์วิเคราะห์ว่ามีโอกาสกลับตัวขึ้นไปถึง 2,020 USD/oz
- ถ้าแนวรับแตก ราคาน่าจะลงไปถึง 1,960 USD/oz
การวางแผน:
- Entry: 1,980.00
- Stop Loss: 1,960.00 (เสี่ยง 20 USD)
- Take Profit: 2,020.00 (หวังได้ 40 USD)
- Risk Reward Ratio = 40 / 20 = 2 หรือ 1:2
ถ้าเทรดเดอร์ใช้ 1 lot (100 oz) และตั้งจำนวนเงินที่เสี่ยงไว้ที่ 2,000 USD (2% ของเงินทุน 100,000 USD) เมื่อออร์เดอร์ปิด:
- ถ้าชนะ: กำไร 4,000 USD
- ถ้าแพ้: ขาดทุน 2,000 USD
นี่คือการเทรดที่มีระบบและคุ้มค่า
เครื่องมือช่วยคำนวณ Risk Reward Ratio
ในแพลตฟอร์มเทรดสมัยใหม่ เช่น MetaTrader 4/5 มีเครื่องมือช่วยคำนวณอัตโนมัติ:
- Risk Reward Indicator — แสดงอัตราส่วนบนกราฟทันที
- Position Size Calculator — คำนวณว่าควรเปิด lot size เท่าไหร่ตาม Risk ที่กำหนด
- Trade Journal Software — บันทึกและวิเคราะห์ Risk Reward Ratio ของทุกออร์เดอร์
คุณสามารถค้นหา Indicator เหล่านี้ได้ใน MQL5 Market หรือ TradingView Scripts โดยส่วนใหญ่ให้ใช้ฟรี
สรุปหลักการใช้ Risk Reward Ratio ให้ได้ผล
การเทรดที่ยั่งยืนต้องอาศัยการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ Risk Reward Ratio คือเครื่องมือพื้นฐานที่ช่วยให้คุณประเมินความคุ้มค่าของแต่ละออร์เดอร์ก่อนเปิด หลักการสำคัญ:
- กำหนด Risk Reward Ratio ขั้นต่ำไว้ที่ 1:2
- ตั้ง Stop Loss และ Take Profit ก่อนเปิดออร์เดอร์เสมอ
- ปิดออร์เดอร์ตามแผนที่วางไว้ ไม่เปลี่ยนใจกลางคัน
- บันทึกผลการเทรดเพื่อหา Win Rate ที่แท้จริง
ถ้าคุณสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การเทรดอื่น ๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ คอร์สเทรด Forex หรือเลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือเพื่อเริ่มต้นเทรดอย่างมั่นใจ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Risk Reward Ratio ต่ำกว่า 1:1 ใช้ได้ไหม?
ใช้ได้ แต่ไม่แนะนำ เพราะคุณต้องชนะมากกว่า 50% เพื่อทำกำไร ซึ่งยากมากในตลาด Forex และทองคำที่มีความผันผวนสูง อัตราส่วนต่ำกว่า 1:1 เหมาะกับการเทรดความถี่สูงมาก (High-Frequency Trading) ที่มีระบบอัตโนมัติเท่านั้น
ถ้า Win Rate สูงมาก ต้องใช้ Risk Reward Ratio สูงด้วยไหม?
ไม่จำเป็น แม้ Win Rate สูง เช่น 70-80% คุณก็ควรรักษา Risk Reward Ratio ไว้อย่างน้อย 1:1 เพื่อป้องกันกรณีที่แพ้ติด ๆ กัน การมี Risk Reward Ratio ดีจะช่วยให้เงินทุนอยู่รอดในช่วงที่เกิด Losing Streak
ควรเปลี่ยน Risk Reward Ratio ตามสภาวะตลาดไหม?
ควร แต่อย่าเปลี่ยนบ่อยเกินไป ในตลาดที่มี Volatility สูง (เช่น ช่วงประกาศข่าวสำคัญ) คุณอาจต้องขยาย Stop Loss และ Take Profit ออกไป แต่ต้องรักษาอัตราส่วนไว้ให้คุ้มค่า เช่น 1:2 หรือสูงกว่า
Risk Reward Ratio กับ Position Sizing เกี่ยวข้องกันอย่างไร?
เกี่ยวข้องโดยตรง เมื่อคุณรู้ว่าจะเสี่ยงเงินเท่าไหร่ (เช่น 2% ของเงินทุน) และรู้ระยะ Stop Loss (เช่น 50 pips) คุณจะคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมได้ สูตร: Lot Size = (เงินเสี่ยง × ราคาต่อ pip) / ระยะ Stop Loss
เครื่องมือ
Lot Size Calculator
คำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมตามหลัก Risk Management — ไม่ oversize ไม่ undersize
หลัก Risk Management
มือใหม่ควรเริ่มต้นที่ Risk Reward Ratio เท่าไหร?
แนะนำ 1:2 เป็นจุดเริ่มต้น เพราะเป็นมาตรฐานที่สมดุลและใช้ง่าย เมื่อเทรดไปสัก 3-6 เดือนและมี Trading Journal บันทึกไว้ คุณจะรู้ Win Rate ของตัวเองแล้วค่อยปรับ Risk Reward Ratio ให้เหมาะสมกับสไตล์ของคุณ
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


