บทเรียน การลงทุน หลังโควิด 19 (วีดีโอ)
บทเรียน การลงทุน หลังโควิด 19 เพราะโควิด เปลี่ยนรูปแบบการลงทุน จำนวนเทรดเดอร์พุ่งสูงขึ้น หลังจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ได้เพียงเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันของเรา แต่ยังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การลงทุนอย่างถาวร จำนวนนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2020-2021 พร้อมกับการเกิดขึ้นของเทรนด์ใหม่ๆ ที่ทุกคนควรเข้าใจ บทความนี้จะพาคุณไปทบทวนบทเรียนสำคัญจากยุคหลังโควิด พร้อมวิเคราะห์ว่ารูปแบบการลงทุนเปลี่ยนไปอย่างไร และคุณควรปรับตัวอย่างไรให้ทันกับตลาดในปัจจุบัน
สรุปสาระสำคัญ
- จำนวนนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังโควิด โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 25-40 ปี ที่เข้าสู่ตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
- การลงทุนแบบ Work From Home กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ด้วยระบบเปิดบัญชีออนไลน์และแพลตฟอร์มเทรดบนมือถือ
- ตัวเลือกการลงทุนหลากหลายขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่หุ้น, Forex, คริปโต ไปจึง ETF และ Fractional Shares
- พฤติกรรมการลงทุนเปลี่ยนไป เน้นความเร็ว ข้อมูลเรียลไทม์ และการใช้โซเชียลมีเดียในการตัดสินใจ
- ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการขาดประสบการณ์และการเข้าถึงข้อมูลที่ล้นมากเกินไป
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของภูมิทัศน์การลงทุน
เมื่อไวรัสโควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดในปลายปี 2019 และทวีความรุนแรงในต้นปี 2020 ผลกระทบต่อโลกการทำงานเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้คนจำนวนมากต้องเปลี่ยนมาทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) บางคนถูกเลิกจ้างเนื่องจากธุรกิจต้องปิดตัว และบางคนมีเวลาว่างมากขึ้นอย่างกะทันหัน
ช่วงเวลานี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการการเงินส่วนบุคคล ผู้คนเริ่มมองหาช่องทางสร้างรายได้เสริมหรือทางเลือกใหม่ในการสร้างความมั่งคั่ง การลงทุนซึ่งเคยดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนทั่วไป กลับกลายเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายด้วยเทคโนโลยีที่พร้อมใช้งาน
ข้อมูลจากหลายโบรกเกอร์ชั้นนำทั่วโลกชี้ว่า จำนวนบัญชีใหม่ในช่วง Q2-Q3 ปี 2020 เพิ่มขึ้นมากกว่า 300% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในประเทศไทยเองก็มีการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 50% ในปี 2020
เทคโนโลยีที่ทำให้การลงทุนเข้าถึงได้ง่าย
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้การลงทุนเติบโตในยุคหลังโควิดคือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) นักลงทุนยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปธนาคารหรือสำนักงานโบรกเกอร์อีกต่อไป
การเปิดบัญชีออนไลน์แบบครบวงจร
ปัจจุบันคุณสามารถเปิดบัญชีลงทุนได้ภายใน 15-30 นาที ผ่านกระบวนการ eKYC (Electronic Know Your Customer) เพียงแค่มีบัตรประชาชนและโทรศัพท์มือถือที่มีกล้อง ระบบจะทำการยืนยันตัวตนผ่าน AI และ Facial Recognition
โบรกเกอร์ Forex หลายรายยังเสนอบัญชี Demo ที่ให้คุณฝึกซื้อขายด้วยเงินเสมือนก่อนใช้เงินจริง ซึ่งช่วยลดอุปสรรคในการเริ่มต้นสำหรับมือใหม่
แพลตฟอร์มการเทรดบนมือถือ
แอปพลิเคชันเทรดสมัยใหม่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย แม้แต่คนที่ไม่มีความรู้ทางการเงินมากนักก็สามารถเริ่มต้นได้ ฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยม ได้แก่:
- การแจ้งเตือนราคาแบบเรียลไทม์ เพื่อไม่พลาดโอกาสการซื้อขาย
- กราฟวิเคราะห์ทางเทคนิค พร้อมเครื่องมือวาดเส้นและอินดิเคเตอร์
- Social Trading คัดลอกการเทรดจากเทรดเดอร์มืออาชีพ
- Fractional Shares ซื้อหุ้นแพงๆ เป็นเศษส่วน เริ่มต้นเพียง 100 บาท
ทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายขึ้น
ก่อนหน้านี้ การลงทุนของคนไทยมักจำกัดอยู่แค่เงินฝากประจำ กองทุนรวม และหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย แต่หลังโควิด ตลาดการลงทุนเปิดกว้างมากขึ้น
ตลาดหุ้นทั่วโลก
แพลตฟอร์มใหม่ๆ อนุญาตให้นักลงทุนไทยซื้อหุ้นต่างประเทศได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นหุ้นเทคโนโลยีจาก NASDAQ หรือหุ้นยุโรป ค่าธรรมเนียมลดลงมากเมื่อเทียบกับอดีต และบางโบรกเกอร์ไม่เก็บค่าคอมมิชชันเลยสำหรับหุ้นบางตัว
ตลาด Forex และสินค้าโภคภัณฑ์
การเทรด Forex ซึ่งเป็นการซื้อขายคู่สกุลเงิน เติบโตอย่างมากในกลุ่มนักลงทุนรายย่อย ความสามารถในการเทรดได้ 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ ทำให้เหมาะกับผู้ที่ทำงานประจำ
การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะเมื่อใช้ Leverage เกินกว่า 1:50 มือใหม่ควรเริ่มต้นด้วยบัญชี Demo และเรียนรู้การบริหารความเสี่ยงก่อนใช้เงินจริง ไม่ควรลงทุนเกิน 2-5% ของพอร์ตในแต่ละออร์เดอร์
Cryptocurrency
บิตคอยน์และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ กลายเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ได้รับความสนใจอย่างมากหลังโควิด ราคาบิตคอยน์พุ่งจาก 7,000 ดอลลาร์ในมีนาคม 2020 ไปสูงสุดกว่า 60,000 ดอลลาร์ในปี 2021

อย่างไรก็ตาม ตลาดคริปโตมีความผันผวนสูงมาก นักลงทุนควรศึกษาให้ดีและไม่ควรลงทุนเกินกว่าที่พร้อมจะเสีย
การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักลงทุน
นักลงทุนยุคหลังโควิดมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากยุคก่อนหน้าอย่างชัดเจน
จากการลงทุนระยะยาว สู่การเก็งกำไรระยะสั้น
ข้อมูลจากหลายโบรกเกอร์แสดงให้เห็นว่า Holding Period เฉลี่ยลดลง นักลงทุนใหม่มักชอบทำกำไรเร็วและซื้อขายบ่อยกว่า โดยเฉพาะในกลุ่ม Day Trading และ Swing Trading
สาเหตุหนึ่งมาจากวัฒนธรรมของ "Instant Gratification" — ความต้องการผลลัพธ์ทันที รวมถึงการเห็นเรื่องราวความสำเร็จของคนอื่นบนโซเชียลมีเดีย
อิทธิพลของโซเชียลมีเดียและชุมชนออนไลน์
แพลตฟอร์มอย่าง Reddit, Twitter, TikTok และกลุ่มไลน์ต่างๆ กลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับนักลงทุนรายย่อย กรณีของ GameStop ในต้นปี 2021 แสดงให้เห็นพลังของนักลงทุนรายย่อยที่รวมตัวกันผ่านโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียไม่ได้เชื่อถือได้ทั้งหมด นักลงทุนควรตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งและอย่าตัดสินใจลงทุนโดยอาศัยแค่ "คำแนะนำ" จากคนแปลกหน้าบนอินเทอร์เน็ต
การใช้ข้อมูลและเครื่องมือวิเคราะห์
นักลงทุนยุคใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เคยจำกัดอยู่แค่สถาบันการเงินใหญ่ๆ ได้แล้ว ตั้งแต่ข้อมูลการเงินของบริษัท, รายงานนักวิเคราะห์, ไปจึงเครื่องมือ AI ที่ช่วยวิเคราะห์กราฟ
ปัญหาคือข้อมูลที่มากเกินไปอาจทำให้เกิด Information Overload และตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายขึ้น
บทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุนยุคใหม่
จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ มีบทเรียนสำคัญที่ทุกคนควรจำไว้
อย่าให้ FOMO (Fear of Missing Out) ครอบงำการตัดสินใจ
เมื่อเห็นคนอื่นทำกำไรได้มหาศาล ความรู้สึกอยากร่วมด้วยเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การตัดสินใจลงทุนโดยขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มักนำมาซึ่งความเสียหาย
กฎข้อทอง: ไม่มีการลงทุนใดที่รับประกันผลตอบแทน ถ้าอะไรดูดีเกินจริง มันก็มักจะเป็นเช่นนั้น
การศึกษาและการฝึกฝนคือรากฐาน
การเทรดไม่ใช่การพนัน แต่เป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวล้วนใช้เวลาศึกษาและพัฒนาระบบการเทรดของตัวเอง
ใช้บัญชี Demo อย่างน้อย 3-6 เดือน ฝึกเทรดจนมั่นใจว่าระบบของคุณทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ จดบันทึกทุกการเทรดเพื่อทบทวนและปรับปรุง
การบริหารความเสี่ยงสำคัญกว่าการหากำไร
นักลงทุนมือใหม่มักมุ่งความสนใจไปที่การทำกำไรให้ได้มากที่สุด แต่นักลงทุนมืออาชีพกลับให้ความสำคัญกับการควบคุมการขาดทุน

กฎพื้นฐาน:
- ไม่ควรเสี่ยงเกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมดในแต่ละออร์เดอร์
- ใช้ Stop Loss ทุกครั้งที่เทรด
- ไม่ควรใช้เงินที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันมาลงทุน
ความหลากหลายของพอร์ตยังคงเป็นหลักการสำคัญ
แม้ตลาดจะมีทางเลือกมากมาย แต่การกระจายความเสี่ยงยังคงเป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้ได้ผล อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว
พอร์ตที่สมดุลควรมี:
- สินทรัพย์ปลอดภัย (เงินฝาก, พันธบัตรรัฐบาล) 20-40%
- สินทรัพย์เสี่ยงปานกลาง (หุ้นบลูชิพ, กองทุนรวม) 40-60%
- สินทรัพย์เสี่ยงสูง (Forex, คริปโต, หุ้นเล็ก) 10-20%
สัดส่วนนี้ควรปรับตามอายุและความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคน
บทเรียนจากวีดีโอ: การลงทุนหลังโควิด 19
วีดีโอด้านบนจากทีมงาน Uhas สรุปประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในวงการการลงทุนหลังโควิด รวมถึงแนวโน้มที่นักลงทุนควรจับตา การรับชมจะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมและนำไปปรับใช้กับแผนการลงทุนของคุณเองได้
สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า การลงทุนไม่ใช่ทางลัดสู่ความร่ำรวย แต่เป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวเมื่อใช้อย่างถูกต้อง
แนวโน้มการลงทุนที่ควรจับตาในอนาคต
เมื่อมองไปข้างหน้า มีเทรนด์สำคัญหลายอย่างที่กำลังเกิดขึ้น

ESG และการลงทุนที่ยั่งยืน
นักลงทุนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม กองทุน ESG (Environmental, Social, Governance) เติบโตอย่างรวดเร็ว
Robo-Advisor และ AI
ระบบที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์จัดพอร์ตการลงทุนอัตโนมัติกำลังได้รับความนิยม เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด
DeFi (Decentralized Finance)
การเงินแบบกระจายศูนย์ที่ทำงานบน Blockchain อาจเปลี่ยนแปลงระบบการเงินแบบดั้งเดิม แต่ยังมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
การลงทุนหลังโควิดแตกต่างจากก่อนโควิดอย่างไร?
ความแตกต่างหลักอยู่ที่การเข้าถึง — ปัจจุบันทุกคนสามารถเปิดบัญชีและเริ่มลงทุนได้ภายใน 30 นาทีผ่านมือถือ โดยไม่ต้องไปธนาคาร นอกจากนี้ทางเลือกการลงทุนหลากหลายขึ้น ตั้งแต่หุ้นต่างประเทศ Forex คริปโต ไปจนถึง Social Trading และจำนวนนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะกลุ่มอายุ 25-40 ปี
มือใหม่ควรเริ่มต้นลงทุนจากอะไร?
เริ่มจากการศึกษาพื้นฐาน เปิดบัญชี Demo ฝึกเทรดด้วยเงินเสมือนอย่างน้อย 3 เดือน เมื่อมั่นใจแล้วจึงเริ่มด้วยเงินจริงจำนวนเล็กน้อยที่พร้อมจะเสีย (ไม่เกิน 5% ของเงินออมทั้งหมด) เน้นเรียนรู้การบริหารความเสี่ยงและจดบันทึกทุกการเทรด อย่าเร่งรีบทำกำไรให้ได้เร็ว
Forex หรือหุ้น เหมาะกับมือใหม่กว่ากัน?
ทั้งสองมีข้อดีข้อเสียต่างกัน หุ้นเหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาวและมีเวลาศึกษาปัจจัยพื้นฐานของบริษัท Forex เหมาะกับผู้ที่ชอบการเทรดระยะสั้นและสามารถรับความผันผวนได้สูง แต่ Forex มีความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากการใช้ Leverage สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เริ่มจากหุ้นหรือกองทุนรวมก่อน
ควรใช้ Leverage เท่าไหร่?
สำหรับมือใหม่ ไม่ควรใช้ Leverage เกิน 1:10 หรือ 1:20 แม้โบรกเกอร์จะเสนอ 1:100 หรือสูงกว่า Leverage สูงหมายถึงโอกาสขาดทุนเร็วเช่นกัน มืออาชีพหลายคนใช้ Leverage ไม่เกิน 1:50 และควบคุม Position Size ให้เสี่ยงไม่เกิน 1-2% ต่อออร์เดอร์
จะหลีกเลี่ยง Scam และโบรกเกอร์ปลอมได้อย่างไร?
ตรวจสอบใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เชื่อถือได้ เช่น FCA (UK), ASIC (Australia), CySEC (Cyprus) หรือ ก.ล.ต. (ไทย) หลีกเลี่ยงโบรกเกอร์ที่รับประกันผลตอบแทน เสนอโบนัสมหาศาล หรือกดดันให้ฝากเงินเพิ่ม อ่านรีวิวจากหลายแหล่งและทดลองใช้บัญชี Demo ก่อนฝากเงินจริง
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


