U
UHAS
XAU/USD0.00%

การเทรด Forex คืออะไร

P
Patihan Uhas
19 กันยายน 2563·4 นาทีอ่าน
แชร์
ไขข้อสงสัย Forex คืออะไร แบบเข้าใจง่าย ๆ

การเทรด Forex หรือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ คือตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 6.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลปี 2022 จาก Bank for International Settlements) ในบทความนี้ เราจะอธิบายทุกสิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนเริ่มต้นเทรด Forex — ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน คำศัพท์สำคัญ ไปจนถึงวิธีเริ่มต้นอย่างถูกวิธี

สรุปสาระสำคัญ

  • Forex คือตลาดซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ เปิดทำการ 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์
  • การเทรด Forex เป็นการซื้อขายเงินในรูปแบบคู่เงิน เช่น EUR/USD โดยเก็งกำไรจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
  • เทรดเดอร์สามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง และใช้ leverage เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน
  • ควรเริ่มต้นด้วยบัญชี Demo เพื่อฝึกฝนก่อนใช้เงินจริง และเลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตครบถ้วน
  • ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาคู่เงิน ได้แก่ นโยบายดอกเบี้ย ข้อมูลเศรษฐกิจ เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และอุปสงค์-อุปทาน

Forex คืออะไร — ทำความเข้าใจตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา

Forex (ย่อมาจาก Foreign Exchange) คือตลาดซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก โดยผู้เข้าร่วมตลาดประกอบด้วย ธนาคารกลาง สถาบันการเงิน บริษัทข้ามชาติ กองทุนป้องกันความเสี่ยง และนักลงทุนรายย่อย

ตลาด Forex ทำงานผ่านเครือข่ายธนาคารและโบรกเกอร์ทั่วโลก เปิดให้ซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงในวันทำงาน (จันทร์-ศุกร์) เนื่องจากเมื่อศูนย์การเงินในโซนเวลาหนึ่งปิดทำการ ศูนย์การเงินในอีกโซนก็เปิดให้บริการต่อเนื่อง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างที่ 1: การท่องเที่ยวต่างประเทศ
เมื่อคุณเดินทางไปญี่ปุ่น คุณต้องนำเงินบาท (THB) ไปแลกเป็นเงินเยน (JPY) ที่ธนาคารหรือจุดแลกเงิน — นี่คือการทำธุรกรรมในตลาด Forex โดยตรง

ตัวอย่างที่ 2: การลงทุนของบริษัทข้ามชาติ
บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นที่เปิดโรงงานในไทยต้องนำเงินเยน (JPY) มาแลกเป็นเงินบาท (THB) เพื่อจ่ายค่าจ้างพนักงานและผู้รับเหมาในประเทศ การแลกเปลี่ยนนี้สร้างอุปสงค์ต่อเงินบาทและเป็นส่วนหนึ่งของตลาด Forex

ตัวอย่างที่ 3: การซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ
เมื่อคุณซื้อ iPhone ผ่านร้านค้าในไทย เงินส่วนหนึ่งจะถูกโอนกลับไปยัง Apple ในสหรัฐอเมริกา โดยมีการแปลงจากเงินบาท (THB) เป็นดอลลาร์สหรัฐ (USD) ซึ่งแม้คุณจะไม่ได้เทรดโดยตรง แต่ก็มีส่วนร่วมในกระบวนการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ

การเทรด Forex ทำงานอย่างไร

การเทรด Forex เป็นการซื้อขายเงินในรูปแบบ คู่เงิน (Currency Pair) เช่น EUR/USD หรือ USD/JPY โดยสกุลเงินตัวแรกเรียกว่า Base Currency (สกุลเงินหลัก) และสกุลเงินตัวหลังเรียกว่า Quote Currency (สกุลเงินรอง)

ตัวอย่างการเก็งกำไร

สมมติคุณคาดการณ์ว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาทไทย:

  • ขณะนี้: USD/THB = 30.00 (1 ดอลลาร์ = 30 บาท)
  • คุณซื้อ: นำเงิน 3,000,000 บาทซื้อ USD ได้ 100,000 ดอลลาร์
  • อัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนเป็น: USD/THB = 31.00
  • คุณขาย: นำ 100,000 ดอลลาร์ขายคืนได้ 3,100,000 บาท
  • กำไร: 100,000 บาท (ก่อนหักค่าธรรมเนียม)

นี่คือหลักการพื้นฐานของการเทรด Forex — เราทำกำไรจากความแตกต่างของอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเวลาผ่านไป

NOTE

การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะเมื่อใช้ Leverage (เงินกู้ยืม) ในระดับที่สูง ควรศึกษาและฝึกฝนด้วยบัญชี Demo ก่อนใช้เงินจริง

คำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่ต้องรู้

1. สกุลเงิน (Currency)

เป็นเงินตราของแต่ละประเทศที่ใช้ในการซื้อขายในตลาด Forex โดยแต่ละสกุลเงินจะมีรหัสตัวย่อ 3 ตัวอักษร เช่น:

  • USD — United States Dollar (ดอลลาร์สหรัฐ)
  • EUR — Euro (ยูโร)
  • JPY — Japanese Yen (เยนญี่ปุ่น)
  • GBP — Great British Pound (ปอนด์อังกฤษ)
  • CHF — Swiss Franc (ฟรังก์สวิส)
  • CAD — Canadian Dollar (ดอลลาร์แคนาดา)
  • AUD — Australian Dollar (ดอลลาร์ออสเตรเลีย)
  • NZD — New Zealand Dollar (ดอลลาร์นิวซีแลนด์)

รหัสสกุลเงินประกอบด้วย 2 ตัวอักษรแรกหมายถึงประเทศ และตัวอักษรสุดท้ายหมายถึงชื่อเงินตรา เช่น USD = US (United States) + D (Dollar)

2. คู่เงิน (Currency Pair)

คู่เงิน คือการจับคู่ระหว่าง 2 สกุลเงิน เช่น EUR/USD โดย:

  • Base Currency (สกุลเงินหลัก) — สกุลเงินตัวหน้า เช่น EUR
  • Quote Currency (สกุลเงินรอง) — สกุลเงินตัวหลัง เช่น USD

เมื่อเห็นราคา EUR/USD = 1.0800 หมายความว่า 1 ยูโร มีมูลค่าเท่ากับ 1.08 ดอลลาร์สหรัฐ

คู่เงิน Forex

3. อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate)

อัตราแลกเปลี่ยน คืออัตราส่วนการแลกเปลี่ยนระหว่าง 2 สกุลเงิน ซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามอุปสงค์และอุปทาน

4. Bid, Ask และ Spread

  • Bid — ราคาที่โบรกเกอร์พร้อมซื้อคู่เงินจากคุณ (ราคาขาย)
  • Ask — ราคาที่โบรกเกอร์พร้อมขายคู่เงินให้คุณ (ราคาซื้อ)
  • Spread — ความแตกต่างระหว่าง Bid และ Ask ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์

ตัวอย่าง: EUR/USD มี Bid = 1.0800 และ Ask = 1.0802 หมายความว่า Spread = 0.0002 หรือ 2 pips

TIP

โบรกเกอร์ที่มีค่า Spread ต่ำจะช่วยลดต้นทุนการเทรด และเพิ่มโอกาสในการทำกำไร โดยเฉพาะสำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดบ่อย

5. Pip และ Point

  • Pip (Percentage in Point) — หน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาด Forex ส่วนใหญ่หมายถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 4 เช่น EUR/USD เคลื่อนจาก 1.0800 เป็น 1.0805 = เคลื่อน 5 pips
  • Point — ทศนิยมตำแหน่งที่ 5 (บางโบรกเกอร์แสดงเป็น fractional pip)

6. Lot

Lot คือหน่วยปริมาณการซื้อขายใน Forex:

  • Standard Lot = 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก
  • Mini Lot = 10,000 หน่วย
  • Micro Lot = 1,000 หน่วย
  • Nano Lot = 100 หน่วย

7. Leverage (อัตราส่วนเงินกู้)

Leverage คือเครื่องมือที่โบรกเกอร์ให้คุณกู้เงินเพื่อเพิ่มขนาดการเทรด เช่น Leverage 1:100 หมายความว่าคุณใช้เงินเพียง 1,000 ดอลลาร์ แต่สามารถเทรดได้ถึง 100,000 ดอลลาร์

NOTE

Leverage ช่วยเพิ่มกำไรได้ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนเช่นกัน เทรดเดอร์มือใหม่ควรใช้ Leverage ต่ำกว่า 1:50 และตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง

8. Stop Loss และ Take Profit

  • Stop Loss — คำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อขาดทุนถึงระดับที่กำหนด เพื่อจำกัดความเสียหาย
  • Take Profit — คำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อกำไรถึงเป้าหมาย

9. Pending Order

คือคำสั่งซื้อหรือขายที่ตั้งไว้ล่วงหน้า และจะถูกเปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาถึงระดับที่กำหนด เช่น Buy Limit, Sell Stop เป็นต้น

คู่เงินยอดนิยมในตลาด Forex

คู่เงินในตลาด Forex แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก:

1. Major Pairs (คู่เงินหลัก)

เป็นคู่เงินที่มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุด มีสภาพคล่องสูง และค่า Spread ต่ำ:

  • EUR/USD — ยูโร / ดอลลาร์สหรัฐ (คู่เงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก)
  • USD/JPY — ดอลลาร์สหรัฐ / เยนญี่ปุ่น
  • GBP/USD — ปอนด์อังกฤษ / ดอลลาร์สหรัฐ
  • USD/CHF — ดอลลาร์สหรัฐ / ฟรังก์สวิส
  • AUD/USD — ดอลลาร์ออสเตรเลีย / ดอลลาร์สหรัฐ
  • USD/CAD — ดอลลาร์สหรัฐ / ดอลลาร์แคนาดา

2. Cross Pairs (คู่เงินข้าม)

เป็นคู่เงินที่ไม่มี USD ร่วมอยู่:

  • EUR/GBP — ยูโร / ปอนด์อังกฤษ
  • EUR/JPY — ยูโร / เยนญี่ปุ่น
  • GBP/JPY — ปอนด์อังกฤษ / เยนญี่ปุ่น

3. Exotic Pairs (คู่เงินเอ็กโซติก)

เป็นคู่เงินที่ประกอบด้วยสกุลเงินของประเทศกำลังพัฒนา มีสภาพคล่องต่ำกว่า และค่า Spread สูงกว่า:

  • USD/THB — ดอลลาร์สหรัฐ / บาทไทย
  • EUR/TRY — ยูโร / ลีราตุรกี
  • USD/ZAR — ดอลลาร์สหรัฐ / แรนด์แอฟริกาใต้
สกุลเงินยอดนิยมในตลาด Forex

ข้อมูล: สกุลเงินยอดนิยมในตลาด Forex ปี 2016 (อ้างอิง Wikipedia)

ช่วงเวลาเปิดทำการของตลาด Forex

ตลาด Forex เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ (จันทร์-ศุกร์) โดยแบ่งออกเป็น 4 เซสชันหลักตามศูนย์กลางการเงินของโลก:

  1. เซสชันซิดนีย์ (Sydney) — 04:00–13:00 น. (เวลาไทย)
  2. เซสชันโตเกียว (Tokyo) — 06:00–15:00 น.
  3. เซสชันลอนดอน (London) — 14:00–23:00 น.
  4. เซสชันนิวยอร์ก (New York) — 20:00–05:00 น. (วันถัดไป)

ช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องสูงที่สุด คือช่วง London-New York Overlap (20:00–23:00 น. เวลาไทย) เนื่องจากเป็นช่วงที่ทั้ง 2 เซสชันเปิดพร้อมกัน

forex เวลา
INFO

ตลาด Forex ปิดในวันเสาร์-อาทิตย์ แต่ราคาอาจเปิดด้วย Gap (ราคากระโดด) ในวันจันทร์หากมีข่าวสำคัญเกิดขึ้นในช่วงวันหยุด

ผู้เข้าร่วมตลาด Forex

ผู้เข้าร่วมตลาด Forex มีหลากหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน:

  1. ธนาคารกลาง — ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบายการเงินของประเทศ
  2. ธนาคารพาณิชย์ — ทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราให้ลูกค้าและเพื่อการซื้อขายของตนเอง
  3. กองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Funds) — เก็งกำไรจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
  4. บริษัทข้ามชาติ — แลกเปลี่ยนเงินตราเพื่อการค้าระหว่างประเทศ
  5. ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก — ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging)
  6. นักลงทุนรายย่อยเทรดเดอร์ทั่วไปที่ทำการซื้อขายผ่านโบรกเกอร์

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาในตลาด Forex

ราคาคู่เงินในตลาด Forex ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง:

1. อุปสงค์และอุปทาน (Supply and Demand)

เมื่อมีความต้องการซื้อสกุลเงินใดเพิ่มขึ้น ราคาของสกุลเงินนั้นจะแข็งค่าขึ้น และในทางกลับกัน

2. นโยบายดอกเบี้ย (Interest Rate Policy)

ธนาคารกลางปรับขึ้น-ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและกระตุ้นเศรษฐกิจ การขึ้นดอกเบี้ยมักทำให้สกุลเงินแข็งค่าขึ้น เพราะนักลงทุนต่างชาติต้องการฝากเงินในประเทศนั้น

3. ข้อมูลเศรษฐกิจ (Economic Data)

ข้อมูลสำคัญที่ส่งผลต่อตลาด เช่น:

  • GDP (Gross Domestic Product)
  • อัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate)
  • ตัวเลขการจ้างงาน (Non-Farm Payroll — NFP)
  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค

4. เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์

สงคราม การก่อการร้าย วิกฤตการเมือง หรือข้อพิพาทการค้าระหว่างประเทศ สามารถทำให้ตลาดผันผวนอย่างรุนแรง

5. ภัยพิบัติและโรคระบาด

เหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น แผ่นดินไหว โรคระบาด (COVID-19) ทำให้นักลงทุนหลบภัยไปยังสกุลเงินที่มั่นคง เช่น USD, JPY, CHF

6. นโยบายของ Federal Reserve (FED)

ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีอิทธิพลมากที่สุดต่อตลาด Forex เนื่องจาก USD เป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก

ข้อดีของการเทรด Forex

  1. เปิดตลาด 24 ชั่วโมง — สามารถเทรดได้ตลอดเวลาในวันทำงาน
  2. สภาพคล่องสูง — ซื้อ-ขายได้ง่าย ราคาไม่ถูกบิดเบือน
  3. ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง — สามารถเปิด Long (ซื้อ) หรือ Short (ขาย) ได้
  4. ทุนเริ่มต้นต่ำ — เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 100-500 บาท (ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์)
  5. ไม่มีใครควบคุมราคาได้ — เนื่องจากมูลค่าตลาดใหญ่เกินกว่าที่นักลงทุนรายใดจะปั่นราคาได้
  6. ค่าธรรมเนียมต่ำ — ค่าใช้จ่ายหลักคือ Spread ซึ่งต่ำกว่าหุ้นหรือตราสารอนุพันธ์อื่น ๆ

วิธีเริ่มต้นเทรด Forex อย่างถูกวิธี

ขั้นตอนที่ 1: ศึกษาความรู้พื้นฐาน

อ่านบทความ ดูวิดีโอสอน และศึกษาแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับ Forex อัตราแลกเปลี่ยน และการวิเคราะห์ตลาด

ขั้นตอนที่ 2: เลือกโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้

เลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เชื่อถือได้ เช่น FCA (UK), ASIC (Australia), CySEC (Cyprus) หรือ IFSC (Belize) โบรกเกอร์ยอดนิยมสำหรับเทรดเดอร์

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patihan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →