การเทรด Forex คืออะไร

การเทรด Forex หรือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ คือตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 6.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลปี 2022 จาก Bank for International Settlements) ในบทความนี้ เราจะอธิบายทุกสิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนเริ่มต้นเทรด Forex — ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน คำศัพท์สำคัญ ไปจนถึงวิธีเริ่มต้นอย่างถูกวิธี
สรุปสาระสำคัญ
- Forex คือตลาดซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ เปิดทำการ 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์
- การเทรด Forex เป็นการซื้อขายเงินในรูปแบบคู่เงิน เช่น EUR/USD โดยเก็งกำไรจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
- เทรดเดอร์สามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง และใช้ leverage เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน
- ควรเริ่มต้นด้วยบัญชี Demo เพื่อฝึกฝนก่อนใช้เงินจริง และเลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตครบถ้วน
- ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาคู่เงิน ได้แก่ นโยบายดอกเบี้ย ข้อมูลเศรษฐกิจ เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และอุปสงค์-อุปทาน
Forex คืออะไร — ทำความเข้าใจตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา
Forex (ย่อมาจาก Foreign Exchange) คือตลาดซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก โดยผู้เข้าร่วมตลาดประกอบด้วย ธนาคารกลาง สถาบันการเงิน บริษัทข้ามชาติ กองทุนป้องกันความเสี่ยง และนักลงทุนรายย่อย
ตลาด Forex ทำงานผ่านเครือข่ายธนาคารและโบรกเกอร์ทั่วโลก เปิดให้ซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงในวันทำงาน (จันทร์-ศุกร์) เนื่องจากเมื่อศูนย์การเงินในโซนเวลาหนึ่งปิดทำการ ศูนย์การเงินในอีกโซนก็เปิดให้บริการต่อเนื่อง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในชีวิตประจำวัน
ตัวอย่างที่ 1: การท่องเที่ยวต่างประเทศ
เมื่อคุณเดินทางไปญี่ปุ่น คุณต้องนำเงินบาท (THB) ไปแลกเป็นเงินเยน (JPY) ที่ธนาคารหรือจุดแลกเงิน — นี่คือการทำธุรกรรมในตลาด Forex โดยตรง
ตัวอย่างที่ 2: การลงทุนของบริษัทข้ามชาติ
บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นที่เปิดโรงงานในไทยต้องนำเงินเยน (JPY) มาแลกเป็นเงินบาท (THB) เพื่อจ่ายค่าจ้างพนักงานและผู้รับเหมาในประเทศ การแลกเปลี่ยนนี้สร้างอุปสงค์ต่อเงินบาทและเป็นส่วนหนึ่งของตลาด Forex
ตัวอย่างที่ 3: การซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ
เมื่อคุณซื้อ iPhone ผ่านร้านค้าในไทย เงินส่วนหนึ่งจะถูกโอนกลับไปยัง Apple ในสหรัฐอเมริกา โดยมีการแปลงจากเงินบาท (THB) เป็นดอลลาร์สหรัฐ (USD) ซึ่งแม้คุณจะไม่ได้เทรดโดยตรง แต่ก็มีส่วนร่วมในกระบวนการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ
การเทรด Forex ทำงานอย่างไร
การเทรด Forex เป็นการซื้อขายเงินในรูปแบบ คู่เงิน (Currency Pair) เช่น EUR/USD หรือ USD/JPY โดยสกุลเงินตัวแรกเรียกว่า Base Currency (สกุลเงินหลัก) และสกุลเงินตัวหลังเรียกว่า Quote Currency (สกุลเงินรอง)
ตัวอย่างการเก็งกำไร
สมมติคุณคาดการณ์ว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาทไทย:
- ขณะนี้: USD/THB = 30.00 (1 ดอลลาร์ = 30 บาท)
- คุณซื้อ: นำเงิน 3,000,000 บาทซื้อ USD ได้ 100,000 ดอลลาร์
- อัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนเป็น: USD/THB = 31.00
- คุณขาย: นำ 100,000 ดอลลาร์ขายคืนได้ 3,100,000 บาท
- กำไร: 100,000 บาท (ก่อนหักค่าธรรมเนียม)
นี่คือหลักการพื้นฐานของการเทรด Forex — เราทำกำไรจากความแตกต่างของอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเวลาผ่านไป
การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะเมื่อใช้ Leverage (เงินกู้ยืม) ในระดับที่สูง ควรศึกษาและฝึกฝนด้วยบัญชี Demo ก่อนใช้เงินจริง
คำศัพท์และแนวคิดสำคัญที่ต้องรู้
1. สกุลเงิน (Currency)
เป็นเงินตราของแต่ละประเทศที่ใช้ในการซื้อขายในตลาด Forex โดยแต่ละสกุลเงินจะมีรหัสตัวย่อ 3 ตัวอักษร เช่น:
- USD — United States Dollar (ดอลลาร์สหรัฐ)
- EUR — Euro (ยูโร)
- JPY — Japanese Yen (เยนญี่ปุ่น)
- GBP — Great British Pound (ปอนด์อังกฤษ)
- CHF — Swiss Franc (ฟรังก์สวิส)
- CAD — Canadian Dollar (ดอลลาร์แคนาดา)
- AUD — Australian Dollar (ดอลลาร์ออสเตรเลีย)
- NZD — New Zealand Dollar (ดอลลาร์นิวซีแลนด์)
รหัสสกุลเงินประกอบด้วย 2 ตัวอักษรแรกหมายถึงประเทศ และตัวอักษรสุดท้ายหมายถึงชื่อเงินตรา เช่น USD = US (United States) + D (Dollar)
2. คู่เงิน (Currency Pair)
คู่เงิน คือการจับคู่ระหว่าง 2 สกุลเงิน เช่น EUR/USD โดย:
- Base Currency (สกุลเงินหลัก) — สกุลเงินตัวหน้า เช่น EUR
- Quote Currency (สกุลเงินรอง) — สกุลเงินตัวหลัง เช่น USD
เมื่อเห็นราคา EUR/USD = 1.0800 หมายความว่า 1 ยูโร มีมูลค่าเท่ากับ 1.08 ดอลลาร์สหรัฐ
3. อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate)
อัตราแลกเปลี่ยน คืออัตราส่วนการแลกเปลี่ยนระหว่าง 2 สกุลเงิน ซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามอุปสงค์และอุปทาน
4. Bid, Ask และ Spread
- Bid — ราคาที่โบรกเกอร์พร้อมซื้อคู่เงินจากคุณ (ราคาขาย)
- Ask — ราคาที่โบรกเกอร์พร้อมขายคู่เงินให้คุณ (ราคาซื้อ)
- Spread — ความแตกต่างระหว่าง Bid และ Ask ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์
ตัวอย่าง: EUR/USD มี Bid = 1.0800 และ Ask = 1.0802 หมายความว่า Spread = 0.0002 หรือ 2 pips
โบรกเกอร์ที่มีค่า Spread ต่ำจะช่วยลดต้นทุนการเทรด และเพิ่มโอกาสในการทำกำไร โดยเฉพาะสำหรับเทรดเดอร์ที่เทรดบ่อย
5. Pip และ Point
- Pip (Percentage in Point) — หน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาด Forex ส่วนใหญ่หมายถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 4 เช่น EUR/USD เคลื่อนจาก 1.0800 เป็น 1.0805 = เคลื่อน 5 pips
- Point — ทศนิยมตำแหน่งที่ 5 (บางโบรกเกอร์แสดงเป็น fractional pip)
6. Lot
Lot คือหน่วยปริมาณการซื้อขายใน Forex:
- Standard Lot = 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก
- Mini Lot = 10,000 หน่วย
- Micro Lot = 1,000 หน่วย
- Nano Lot = 100 หน่วย
7. Leverage (อัตราส่วนเงินกู้)
Leverage คือเครื่องมือที่โบรกเกอร์ให้คุณกู้เงินเพื่อเพิ่มขนาดการเทรด เช่น Leverage 1:100 หมายความว่าคุณใช้เงินเพียง 1,000 ดอลลาร์ แต่สามารถเทรดได้ถึง 100,000 ดอลลาร์
Leverage ช่วยเพิ่มกำไรได้ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนเช่นกัน เทรดเดอร์มือใหม่ควรใช้ Leverage ต่ำกว่า 1:50 และตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง
8. Stop Loss และ Take Profit
- Stop Loss — คำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อขาดทุนถึงระดับที่กำหนด เพื่อจำกัดความเสียหาย
- Take Profit — คำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อกำไรถึงเป้าหมาย
9. Pending Order
คือคำสั่งซื้อหรือขายที่ตั้งไว้ล่วงหน้า และจะถูกเปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาถึงระดับที่กำหนด เช่น Buy Limit, Sell Stop เป็นต้น
คู่เงินยอดนิยมในตลาด Forex
คู่เงินในตลาด Forex แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก:
1. Major Pairs (คู่เงินหลัก)
เป็นคู่เงินที่มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุด มีสภาพคล่องสูง และค่า Spread ต่ำ:
- EUR/USD — ยูโร / ดอลลาร์สหรัฐ (คู่เงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก)
- USD/JPY — ดอลลาร์สหรัฐ / เยนญี่ปุ่น
- GBP/USD — ปอนด์อังกฤษ / ดอลลาร์สหรัฐ
- USD/CHF — ดอลลาร์สหรัฐ / ฟรังก์สวิส
- AUD/USD — ดอลลาร์ออสเตรเลีย / ดอลลาร์สหรัฐ
- USD/CAD — ดอลลาร์สหรัฐ / ดอลลาร์แคนาดา
2. Cross Pairs (คู่เงินข้าม)
เป็นคู่เงินที่ไม่มี USD ร่วมอยู่:
- EUR/GBP — ยูโร / ปอนด์อังกฤษ
- EUR/JPY — ยูโร / เยนญี่ปุ่น
- GBP/JPY — ปอนด์อังกฤษ / เยนญี่ปุ่น
3. Exotic Pairs (คู่เงินเอ็กโซติก)
เป็นคู่เงินที่ประกอบด้วยสกุลเงินของประเทศกำลังพัฒนา มีสภาพคล่องต่ำกว่า และค่า Spread สูงกว่า:
- USD/THB — ดอลลาร์สหรัฐ / บาทไทย
- EUR/TRY — ยูโร / ลีราตุรกี
- USD/ZAR — ดอลลาร์สหรัฐ / แรนด์แอฟริกาใต้
ข้อมูล: สกุลเงินยอดนิยมในตลาด Forex ปี 2016 (อ้างอิง Wikipedia)
ช่วงเวลาเปิดทำการของตลาด Forex
ตลาด Forex เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ (จันทร์-ศุกร์) โดยแบ่งออกเป็น 4 เซสชันหลักตามศูนย์กลางการเงินของโลก:
- เซสชันซิดนีย์ (Sydney) — 04:00–13:00 น. (เวลาไทย)
- เซสชันโตเกียว (Tokyo) — 06:00–15:00 น.
- เซสชันลอนดอน (London) — 14:00–23:00 น.
- เซสชันนิวยอร์ก (New York) — 20:00–05:00 น. (วันถัดไป)
ช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องสูงที่สุด คือช่วง London-New York Overlap (20:00–23:00 น. เวลาไทย) เนื่องจากเป็นช่วงที่ทั้ง 2 เซสชันเปิดพร้อมกัน
ตลาด Forex ปิดในวันเสาร์-อาทิตย์ แต่ราคาอาจเปิดด้วย Gap (ราคากระโดด) ในวันจันทร์หากมีข่าวสำคัญเกิดขึ้นในช่วงวันหยุด
ผู้เข้าร่วมตลาด Forex
ผู้เข้าร่วมตลาด Forex มีหลากหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน:
- ธนาคารกลาง — ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบายการเงินของประเทศ
- ธนาคารพาณิชย์ — ทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราให้ลูกค้าและเพื่อการซื้อขายของตนเอง
- กองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Funds) — เก็งกำไรจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
- บริษัทข้ามชาติ — แลกเปลี่ยนเงินตราเพื่อการค้าระหว่างประเทศ
- ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก — ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging)
- นักลงทุนรายย่อย — เทรดเดอร์ทั่วไปที่ทำการซื้อขายผ่านโบรกเกอร์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาในตลาด Forex
ราคาคู่เงินในตลาด Forex ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง:
1. อุปสงค์และอุปทาน (Supply and Demand)
เมื่อมีความต้องการซื้อสกุลเงินใดเพิ่มขึ้น ราคาของสกุลเงินนั้นจะแข็งค่าขึ้น และในทางกลับกัน
2. นโยบายดอกเบี้ย (Interest Rate Policy)
ธนาคารกลางปรับขึ้น-ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและกระตุ้นเศรษฐกิจ การขึ้นดอกเบี้ยมักทำให้สกุลเงินแข็งค่าขึ้น เพราะนักลงทุนต่างชาติต้องการฝากเงินในประเทศนั้น
3. ข้อมูลเศรษฐกิจ (Economic Data)
ข้อมูลสำคัญที่ส่งผลต่อตลาด เช่น:
- GDP (Gross Domestic Product)
- อัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate)
- ตัวเลขการจ้างงาน (Non-Farm Payroll — NFP)
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค
4. เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
สงคราม การก่อการร้าย วิกฤตการเมือง หรือข้อพิพาทการค้าระหว่างประเทศ สามารถทำให้ตลาดผันผวนอย่างรุนแรง
5. ภัยพิบัติและโรคระบาด
เหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น แผ่นดินไหว โรคระบาด (COVID-19) ทำให้นักลงทุนหลบภัยไปยังสกุลเงินที่มั่นคง เช่น USD, JPY, CHF
6. นโยบายของ Federal Reserve (FED)
ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีอิทธิพลมากที่สุดต่อตลาด Forex เนื่องจาก USD เป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก
ข้อดีของการเทรด Forex
- เปิดตลาด 24 ชั่วโมง — สามารถเทรดได้ตลอดเวลาในวันทำงาน
- สภาพคล่องสูง — ซื้อ-ขายได้ง่าย ราคาไม่ถูกบิดเบือน
- ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง — สามารถเปิด Long (ซื้อ) หรือ Short (ขาย) ได้
- ทุนเริ่มต้นต่ำ — เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 100-500 บาท (ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์)
- ไม่มีใครควบคุมราคาได้ — เนื่องจากมูลค่าตลาดใหญ่เกินกว่าที่นักลงทุนรายใดจะปั่นราคาได้
- ค่าธรรมเนียมต่ำ — ค่าใช้จ่ายหลักคือ Spread ซึ่งต่ำกว่าหุ้นหรือตราสารอนุพันธ์อื่น ๆ
วิธีเริ่มต้นเทรด Forex อย่างถูกวิธี
ขั้นตอนที่ 1: ศึกษาความรู้พื้นฐาน
อ่านบทความ ดูวิดีโอสอน และศึกษาแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับ Forex อัตราแลกเปลี่ยน และการวิเคราะห์ตลาด
ขั้นตอนที่ 2: เลือกโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้
เลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เชื่อถือได้ เช่น FCA (UK), ASIC (Australia), CySEC (Cyprus) หรือ IFSC (Belize) โบรกเกอร์ยอดนิยมสำหรับเทรดเดอร์
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patihan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →