เป็น Day Trader ดีไหม?
ตลาด Forex เทรดเดอร์คือผู้ที่มีส่วนร่วมในตลาดการเงิน การซื้อขายหุ้น ฟิวเจอร์ส ตลาด Forex และการเทรดหลักทรัพย์อื่นๆ

การเทรดแบบ Day Trading คือการเปิดและปิดออเดอร์ภายในวันเดียว โดยไม่ถือสถานะข้ามคืน — หลายคนสงสัยว่าการเป็น Day Trader นั้นคุ้มค่าหรือไม่ และต้องใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร บทความนี้จะพาคุณไปดูภาพรวมของวันทำงานของ Day Trader ตั้งแต่ก่อนตลาดเปิดจนถึงหลังปิด รวมถึงข้อดี-ข้อเสียที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางนี้
สรุปสาระสำคัญ
- Day Trader เข้าและออกจากตลาดภายในวันเดียว ไม่ถือสถานะข้ามคืน เพื่อลดความเสี่ยงจาก gap ราคา
- ใช้ Leverage และกลยุทธ์ระยะสั้น เพื่อทำกำไรจากความผันผวนของราคาในช่วงเวลาสั้น โดยเฉพาะในตลาดหุ้นและ Forex
- ใช้เวลาส่วนใหญ่นอกเวลาเทรดไปกับการวิเคราะห์ตลาด ศึกษาข่าวสาร และบันทึกผลการเทรดเพื่อปรับปรุงแผน
- ต้องมีวินัยสูง จัดการความเสี่ยงเข้มงวด และเตรียมพร้อมรับมือกับความเครียดจากการตัดสินใจรวดเร็ว
- ไม่ใช่อาชีพที่รับประกันรายได้คงที่ — หลายเดือนอาจขาดทุน และต้องใช้เวลามากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
Day Trader คืออะไร?
Day Trader คือเทรดเดอร์ที่เปิดและปิดสถานะภายในวันเดียว โดยไม่ค้างออเดอร์ข้ามคืน — ซึ่งแตกต่างจาก Swing Trader หรือนักลงทุนระยะยาว ที่อาจถือสถานะไว้หลายวันหรือหลายเดือน
เทรดเดอร์ประเภทนี้ทำกำไรจากความผันผวนของราคาในช่วงเวลาสั้น ๆ (Intraday Volatility) โดยอาจเปิดปิดออเดอร์ 5-20 ครั้งต่อวัน ขึ้นอยู่กับสไตล์ เช่น:
- Scalper: ถือสถานะเพียง 1-5 นาที เป้ากำไร 5-10 pips ต่อครั้ง
- Momentum Day Trader: ถือสถานะ 30 นาที-2 ชั่วโมง ตามกระแสข่าวหรือแนวโน้มในวัน
- Range Trader: เทรดในกรอบราคา (Support/Resistance) ตลอดเซสชั่น
Day Trading มักพบในตลาด Forex, หุ้น, Futures และ Crypto เนื่องจากสินทรัพย์เหล่านี้มีสภาพคล่องสูงและผันผวนพอที่จะทำกำไรได้หลายครั้งต่อวัน
Day Trading ไม่เหมาะกับทุกคน — สถิติบางแหล่งระบุว่า 90% ของ Day Trader รายใหม่ขาดทุนในปีแรก เนื่องจากขาดวินัย การจัดการความเสี่ยงที่ดี และต้นทุนธรรมเนียมสูง
วันทำงานของ Day Trader: ก่อนตลาดเปิด (06:00-09:00)
ก่อนที่ตลาดจะเปิด Day Trader ส่วนใหญ่ใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงในการเตรียมตัว — ไม่ใช่แค่ดื่มกาแฟและนั่งรอ แต่เป็นการวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเช้านี้
ติดตามข่าวสารและปฏิทินเศรษฐกิจ
เทรดเดอร์จะสแกนข่าวสำคัญจาก Bloomberg, Reuters, CNBC หรือ FXStreet เพื่อดูว่า:
- มีข่าวใหญ่ที่อาจทำให้ตลาดผันผวนหรือไม่ (เช่น ประกาศดอกเบี้ย Fed, ข่าวสงคราม, ภัยพิบัติ)
- ดัชนี Futures (S&P 500, Dow Jones) กำลัง gap up/down กี่ % ก่อนตลาดเปิด
- ปฏิทินเศรษฐกิจวันนี้มีอะไรบ้าง เช่น Non-Farm Payrolls (NFP), CPI, การประชุม FOMC
ตัวอย่างเช่น ถ้า Crude Oil Inventory Report จะออกเวลา 22:30 น. (เวลาไทย) เทรดเดอร์ที่เทรด WTI Crude หรือคู่สกุลเงิน CAD จะเตรียมตัวรับมือความผันผวนในช่วงเวลานั้น
ตรวจสอบอุปกรณ์และแพลตฟอร์ม
เทรดเดอร์จะตรวจสอบ:
- อินเทอร์เน็ต: มีสัญญาณเสถียรหรือไม่ (บางคนมี backup 4G/5G)
- แพลตฟอร์ม: MT4/MT5, TradingView, Bloomberg Terminal เปิดได้ปกติ ข้อมูลราคา real-time ทำงานถูกต้อง
- Broker: ตรวจสอบ margin available, swap rates, และ slippage ในวันก่อน
หน้าจอคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะเปิด 2-4 จอ เพื่อดูชาร์ตหลายคู่สกุลเงินหรือหุ้นพร้อมกัน — บางคนใช้จอเดียว แต่แบ่ง workspace เป็น 6-9 ชาร์ต
สแกนตลาดหาโอกาส
เทรดเดอร์จะใช้ซอฟต์แวร์หรือ Scanner เช่น Finviz, Trade Ideas หรือ Screener ของ Broker เพื่อค้นหาหุ้นหรือสกุลเงินที่ตรงตามเงื่อนไข เช่น:
- หุ้นที่ซื้อขายสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ (52-week high)
- ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยอย่างน้อย 1-4 ล้านหุ้นต่อวัน
- ราคาอยู่ระหว่าง $10-$500 (หลีกเลี่ยง penny stocks ที่ไม่มีสภาพคล่อง)
สำหรับ Forex เทรดเดอร์อาจดู ATR (Average True Range) เพื่อเลือกคู่ที่มีความผันผวนพอดี เช่น EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY — และหลีกเลี่ยงคู่ exotic ที่มี spread กว้างเกิน 5 pips
เทรดเดอร์มืออาชีพมักมี Watchlist ประจำวัน 5-15 ตัว ที่คอยติดตาม แทนที่จะเทรดทุกคู่ที่มีในแพลตฟอร์ม — การโฟกัสทำให้ตัดสินใจได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น
ช่วงเช้า: ครึ่งชั่วโมงแรก (09:00-09:30)
ครึ่งชั่วโมงแรกของตลาดหุ้นนิวยอร์ก (09:30-10:00 EST) หรือเซสชั่น London Open (15:00-16:00 GMT+7) ใน Forex ถือเป็นช่วงที่มีความผันผวนสูงสุด
เทรดเดอร์หลายคนจะ ไม่เทรดทันที แต่จะนั่งสังเกตความเคลื่อนไหว 10-15 นาทีแรก เพื่อดูว่า:
- ตลาดเปิดตัวด้วย gap up หรือ gap down หรือไม่
- ราคา test resistance/support แรกแล้วกลับตัวหรือทะลุไป
- ปริมาณการซื้อขาย (Volume) สูงกว่าปกติหรือไม่
หลังจากนั้นถึงจะเริ่มเปิดออเดอร์ตามกลยุทธ์ที่วางแผนไว้ เช่น:
- Breakout Strategy: ถ้าราคาทะลุ resistance ไปแล้ว ให้เข้า Buy พร้อม Stop Loss ใต้ resistance เดิม
- Reversal Strategy: ถ้าราคา spike ขึ้นแรง แล้วเริ่มมี rejection candle ให้พิจารณา Sell
- News Trading: ถ้ามีข่าว NFP ออกมา ให้รอ 1-2 นาทีให้ราคาตั้งตัว แล้วเทรดตามทิศทาง
เทรดเดอร์มือใหม่ควรหลีกเลี่ยงการเทรดใน 10 นาทีแรก เพราะ spread กว้าง slippage สูง และราคาเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินไป ทำให้ Stop Loss ถูกชนง่าย
ช่วงกลางวัน: ตลาดชะลอตัว (12:00-14:00)
หลังจากช่วงเช้าที่คึกคัก ตลาดมักจะเข้าสู่ช่วง consolidation (sideways) เนื่องจากเทรดเดอร์รายใหญ่พักกลางวัน และปริมาณการซื้อขายลดลง
เทรดเดอร์หลายคนเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง:
- ปิดสถานะทั้งหมดและพักเบรก — โดยเฉพาะถ้าทำกำไรตามเป้าไปแล้ว เช่น +2% ของ account
- เทรด Range-Bound — ซื้อที่ support ขายที่ resistance แต่ใช้ lot size เล็กกว่าเช้า
- เตรียมตัวสำหรับเซสชั่นบ่าย — อ่านข่าวเพิ่มเติม ปรับ Watchlist หรือบันทึกผลการเทรดช่วงเช้า
ในตลาด Forex ช่วงนี้อาจตรงกับ Asian Close และ London-NY Overlap กำลังจะสิ้นสุด จึงมีโอกาสเทรดได้น้อยกว่าช่วงเช้าหรือเย็น
ช่วงบ่าย: ตลาดฟื้นตัวก่อนปิด (14:00-16:00)
ก่อนตลาดปิด 1-2 ชั่วโมง ตลาดมักจะมีการเคลื่อนไหวอีกครั้ง เนื่องจาก:
- สถาบันการเงินรายใหญ่ (Banks, Hedge Funds) เริ่มปรับพอร์ตก่อนปิด
- Retail Trader ที่ถือสถานะค้างไว้ตั้งแต่เช้า เริ่มปิดออเดอร์เพื่อ take profit หรือ cut loss
- Algo Trading เริ่มทำงานเพิ่มขึ้นในช่วง power hour (15:00-16:00 EST)
Day Trader ที่ยังไม่ถึงเป้ากำไรจะพยายามหาโอกาสเพิ่มเติม แต่ต้อง ระวังความเสี่ยงสูงขึ้น เพราะราคาอาจเคลื่อนไหวแบบ whipsaw (กลับตัวเร็ว)
เทรดเดอร์มืออาชีพมักตั้ง hard stop time เช่น:
- ห้ามเปิดออเดอร์ใหม่หลัง 15:30 น.
- ต้องปิดสถานะทั้งหมดภายใน 15:50 น. (ก่อนตลาดปิด 10 นาที)
หากยังมีสถานะที่ขาดทุนอยู่ เทรดเดอร์จะตัดสินใจว่าควร:
- Cut loss ทันที ถ้าขาดทุนเกิน risk tolerance (เช่น -1% ของ account)
- ปล่อยให้ออเดอร์ทำงาน ถ้ามี Stop Loss ที่แน่นอนและ Risk/Reward ยังคุ้มค่า
ห้าม revenge trade — ถ้าขาดทุนในวันนั้นแล้ว ห้ามพยายามเทรดเพิ่มเพื่อ "คืนทุน" เพราะมักจะทำให้ขาดทุนหนักกว่าเดิม กฎทองคือ: ถ้าเสียตามแผน ให้หยุดและกลับมาทบทวนในวันรุ่งขึ้น
หลังตลาดปิด: สรุปและบันทึก (16:00-18:00)
หลังตลาดปิด เทรดเดอร์จะใช้เวลา 30-60 นาทีในการ:
1. Review ผลการเทรดวันนี้
- ดูว่าได้กำไร/ขาดทุน เท่าไหร่ (ในรูป %, ไม่ใช่แค่บาท)
- ออเดอร์ไหนทำงานได้ดี ออเดอร์ไหนผิดพลาด
- มี over-trading (เทรดมากเกินไป) หรือไม่

2. บันทึก Trading Journal
เทรดเดอร์มืออาชีพจะบันทึกทุกออเดอร์ไว้ใน Excel, Google Sheets หรือ app เช่น Edgewonk, TradesViz โดยระบุ:
- สัญลักษณ์ (เช่น EUR/USD, AAPL)
- Setup ที่ใช้ (เช่น Breakout, Moving Average Crossover)
- เหตุผลที่เข้า (เช่น "ราคาทะลุ 1.0800 ด้วยปริมาณสูง")
- Entry price, Stop Loss, Take Profit
- ผลลัพธ์ (Win/Loss, R:R ratio)
- อารมณ์ขณะเทรด (เช่น calm, anxious, FOMO)
การบันทึกนี้จะช่วยให้เทรดเดอร์เห็นแพทเทิร์นของตัวเอง เช่น "เทรด GBP/USD ชนะ 70% แต่เทรด Gold ชนะแค่ 40%" หรือ "วันศุกร์มักขาดทุนเพราะไม่มีสมาธิ"
3. เตรียมตัวสำหรับวันรุ่งขึ้น
- อ่านข่าวที่จะออกในวันพรุ่งนี้ (จากปฏิทินเศรษฐกิจ)
- อัปเดต Watchlist — เพิ่มหรือลดตัวที่จะติดตาม
- ปรับ Trading Plan ถ้าจำเป็น เช่น ลด lot size ถ้าขาดทุนติดต่อกัน 2 วัน
กลยุทธ์และเครื่องมือที่ Day Trader ใช้
Day Trader มักใช้ชุดเครื่องมือทางเทคนิคที่เน้นการวิเคราะห์ระยะสั้น เช่น:
ตัวชี้วัดยอดนิยม
- Moving Averages (9 EMA, 20 EMA, 50 EMA): ดูแนวโน้มระยะสั้น
- RSI (Relative Strength Index): หา overbought/oversold
- MACD: หาจุด crossover สำหรับ entry/exit
- Volume: ยืนยันความแรงของการเคลื่อนไหว
- Bollinger Bands: หา reversal ที่ขอบ band
Time Frames
- 1 นาที, 5 นาที: สำหรับ Scalper
- 15 นาที, 30 นาที: สำหรับ Day Trader ทั่วไป
- 1 ชั่วโมง: ใช้ดูภาพรวมและกำหนดทิศทางหลัก
Risk Management
เทรดเดอร์มืออาชีพมักตั้งกฎว่า:
- ต่อ 1 ออเดอร์ เสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของ account
- Risk/Reward ratio อย่างน้อย 1:1.5 หรือ 1:2
- ห้ามเปิดเกิน 3-5 สถานะพร้อมกันในเวลาเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น ถ้า account มี $10,000 และเสี่ยง 1% = $100 ต่อออเดอร์ หาก Stop Loss อยู่ที่ 20 pips จะใช้ lot size ประมาณ 0.05 lot (ใน Forex)
ข้อดีของการเป็น Day Trader
- ไม่มี Overnight Risk: ไม่ต้องกังวลกับข่าวที่เกิดขึ้นตอนตลาดปิด หรือ gap ราคาตอนเช้า
- Leverage สูง: ใน Forex สามารถใช้ leverage 1:30-1:100 (ต้องระวังความเสี่ยง)
- รายได้ไม่จำกัด: ถ้าทำได้ดี อาจทำกำไร 5-20% ต่อเดือน (แต่ก็เสี่ยงขาดทุนเท่ากัน)
- ยืดหยุ่น: ทำงานจากที่บ้าน กำหนดเวลาได้เอง (แม้ว่าจะต้องเทรดตามเวลาตลาด)
ข้อเสียและความเสี่ยง
- ไม่มีรายได้คงที่: บางเดือนกำไร บางเดือนขาดทุน
- Stress สูง: ต้องตัดสินใจรวดเร็ว ทนแรงกดดันได้
- ค่าธรรมเนียมสูง: Spread, Commission, Swap (ถ้าเทรดบ่อย ๆ จะกัดกำไร)
- ต้องใช้เวลามาก: 40-60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมเวลาศึกษาและบันทึก
- อัตราความล้มเหลวสูง: สถิติบางแหล่งบอกว่า 80-90% ของ Day Trader รายใหม่ขาดทุนในปีแรก
การเป็น Day Trader ไม่ใช่เส้นทางที่เหมาะกับทุกคน — ต้องมีทุนเริ่มต้นเพียงพอ (อย่างน้อย $5,000-$10,000), วินัยสูง และพร้อมเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะเริ่ม Day Trading?
สำหรับตลาด Forex แนะนำอย่างน้อย $2,000-$5,000 เพื่อให้มี margin พอจัดการความเสี่ยง (ถ้าใช้ leverage 1:30-1:50) สำหรับหุ้นสหรัฐ กฎ PDT (Pattern Day Trader) กำหนดให้มีอย่างน้อย $25,000 ใน account
Day Trading เทียบกับ Swing Trading อันไหนดีกว่า?
Day Trading เหมาะกับคนที่:
- มีเวลาดูหน้าจอตลอดวัน
- ชอบ action และตัดสินใจเร็ว
- ไม่อยากถือสถานะข้ามคืน
Swing Trading เหมาะกับคนที่:
- ทำงานประจำและดูชาร์ตแค่เย็น ๆ
- ใจเย็น ยอมถือสถานะ 2-7 วัน
- เน้นทำกำไรจาก trend ใหญ่
ต้องใช้ Leverage เท่าไหร่ถึงจะปลอดภัย?
สำหรับ Day Trader มือใหม่ ควรใช้ leverage ไม่เกิน 1:10-1:30 แม้ว่า Broker จะเสนอ 1:100 หรือ 1:500 เพราะ leverage สูงทำให้ขาดทุนเร็วเท่ากับกำไรเร็ว

ทำกำไรได้เท่าไหร่ต่อเดือน?
เทรดเดอร์มืออาชีพส่วนใหญ่ตั้งเป้า 2-10% ต่อเดือน ของ account ซึ่งถือว่าดีมาก ๆ แล้ว (เทียบกับ S&P 500 ที่เฉลี่ยปีละ 10%) แต่บางเดือนอาจขาดทุน 5-10% ก็ได้ เพราะไม่มีเทรดเดอร์คนไหนชนะ 100%
ควรเทรดกี่คู่ต่อวัน?
มือใหม่ควรโฟกัส 1-3 คู่ เท่านั้น (เช่น EUR/USD + GBP/USD) เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของตลาดนั้น ๆ อย่างลึกซึ้ง — เทรดเดอร์มืออาชีพบางคนก็เทรดแค่ 1 คู่ทั้งอาชีพ และทำผลงานได้ดีกว่าคนที่เทรด 20 คู่
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Uhas Admin
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →