U
UHAS
XAU/USD0.00%

แนะ 10 วิธีเก็บออมเงินให้อยู่หมัด สำหรับคนกระเป๋าตังรั่ว

รวม 10 วิธีเก็บออมเงินที่มีประสิทธิภาพ ช่วยจัดการสภาพคล่องการเงินได้มากขึ้น ทั้งการทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการปรับพฤติกรรม

P
Patiphan Uhas
20 สิงหาคม 2567·4 นาทีอ่าน
แชร์
รวม 10 วิธีเก็บเงินให้อยู่ สำหรับคนชอบใช้เงิน

การเก็บออมเงินคือรากฐานของความมั่นคงทางการเงิน แต่สำหรับหลายคนที่พบว่าเงินเดือนหมดไวกว่าที่คิด หรือรู้สึกว่าไม่มีเงินเหลือเก็บเลยแม้แต่บาทเดียว — ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่รายได้ แต่อยู่ที่ระบบและวินัยในการจัดการเงิน บทความนี้รวม 10 วิธีที่ใช้ได้จริง ไม่ต้องลดคุณภาพชีวิต แต่ช่วยให้คุณสร้างนิสัยการออมที่ยั่งยืนและเห็นผลได้ชัด

สรุปสาระสำคัญ

  • จดบันทึกรายรับ-รายจ่าย 1 เดือนแรก เพื่อค้นหารูรั่วในงบประมาณ
  • แยกเงินออมทันทีที่ได้เงินเดือน ก่อนจะใช้จ่ายอย่างอื่น (Pay Yourself First)
  • ใช้กฎ 50/30/20: รายจ่ายคงที่ 50%, ความต้องการส่วนตัว 30%, เงินออม/ลงทุน 20%
  • สร้างกองทุนฉุกเฉิน (Emergency Fund) อย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน
  • พิจารณาลงทุนระยะยาวในกองทุนรวมหรือ Forex เพื่อให้เงินออมเติบโตเร็วกว่าดอกเบี้ยธนาคาร

ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเก็บเงินไม่อยู่

ก่อนจะไปดูวิธีการ เราต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมหลายคนถึงมีปัญหานี้ สาเหตุหลัก ๆ ได้แก่:

การไม่มีระบบติดตามรายจ่าย — เงิน 500 บาทหายไปไหนไม่รู้ เมื่อสิ้นเดือนถึงตกใจว่าเงินหมดไปทำไม

การใช้จ่ายตามอารมณ์ — เห็นของลดราคา โปรโมชั่น หรือเพื่อนชวนกินข้าว ก็ไม่คิดก่อนจ่าย

ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน — ถ้าไม่รู้ว่าเก็บเงินทำไม แรงจูงใจในการอดทนก็จะน้อยลง

รายได้ไม่พอรายจ่าย — แต่บางครั้งก็เป็นเพราะรายจ่ายที่ปรับลดได้ แต่ไม่เคยมองหา

การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการสร้างระบบ ไม่ใช่พึ่งแค่ "ตั้งใจ" เพราะวินัยคนเดียวไม่เพียงพอหากไม่มีเครื่องมือและวิธีการที่ดี

10 วิธีเก็บออมเงินที่ใช้ได้จริง

1. จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ละเอียด

ก่อนจะออมได้ คุณต้องรู้ก่อนว่าเงินไปไหนบ้าง ให้ลองบันทึกทุกรายการใช้จ่ายเป็นเวลา 30 วันติดต่อกัน — ทุกบาท ทุกสตางค์ ไม่ว่าจะเป็น:

  • ค่าอาหาร (แยกระหว่างทำเองกับซื้อสำเร็จรูป)
  • ค่าเดินทาง (น้ำมัน, รถไฟฟ้า, Grab)
  • ค่าสาธารณูปโภค
  • ค่าบันเทิง (Netflix, คอนเสิร์ต, ไนท์คลับ)
  • ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่อาจมองข้าม เช่น กาแฟสตาร์บัคส์วันละ 150 บาท = 4,500 บาท/เดือน

เมื่อรู้ว่าเงินไปที่ไหนบ้าง คุณจะเห็น "รูรั่ว" ที่สามารถอุดได้ทันที — เช่น ยกเลิกบริการสมาชิกที่ไม่ได้ใช้ หรือลดความถี่ในการสั่งอาหารเดลิเวอรี่

TIP

ใช้แอปจัดการการเงินอย่าง MoneyLover, Monefy หรือ Google Sheets ง่าย ๆ ที่ซิงค์ข้อมูลได้ทุกที่ จะช่วยให้ติดตามได้สะดวกและรวดเร็วกว่าจดสมุด

2. เปิดบัญชีออมทรัพย์พิเศษแยกต่างหาก

อย่าเก็บเงินไว้ในบัญชีเดียวกับที่ใช้จ่ายประจำวัน เพราะจะทำให้รู้สึกว่า "มีเงินเหลือใช้" และเสี่ยงที่จะใช้จ่ายทับเงินออม

แผนภาพขั้นตอนเปิดบัญชีเทรดห้าขั้น: กรอกฟอร์ม ยืนยันอีเมล ยืนยันตัวตน KYC ฝากเงิน แล้วเข้าแพลตฟอร์มเริ่มเทรด
แผนภาพขั้นตอนเปิดบัญชีเทรดห้าขั้น: กรอกฟอร์ม ยืนยันอีเมล ยืนยันตัวตน KYC ฝากเงิน แล้วเข้าแพลตฟอร์มเริ่มเทรด

ควรเลือกบัญชีออมทรัพย์แบบ:

  • ดอกเบี้ยสูง — เช่น บัญชีออมทรัพย์พิเศษที่ให้ดอกเบี้ย 1.25-1.50% ต่อปี (เทียบกับบัญชีทั่วไปที่ให้ 0.25-0.50%)
  • ไม่มีบัตร ATM หรือมีข้อจำกัดการถอน — เพื่อลดโอกาสที่จะหยิบใช้ง่าย ๆ
  • Auto Debit — ตั้งค่าให้โอนเงินจากบัญชีเงินเดือนเข้าบัญชีออมอัตโนมัติทุกวันที่ 1 หรือ 5 ของเดือน

ตัวอย่าง: ถ้าคุณเก็บ 5,000 บาท/เดือน ใน 1 ปีคุณจะมี 60,000 บาท + ดอกเบี้ยประมาณ 750-900 บาท (ดอกเบี้ย 1.25-1.50%)

3. ใช้หลัก "จ่ายตัวเองก่อน" (Pay Yourself First)

นี่คือหลักการทองที่นักวางแผนการเงินแนะนำทั่วโลก: ทันทีที่ได้เงินเดือน ให้แยกเงินออมออกก่อนทุกอย่าง ไม่ใช่เก็บเงินที่เหลือหลังจากใช้จ่ายจนหมด

ใช้กฎ 50/30/20:

  • 50% สำหรับค่าใช้จ่ายคงที่ (ค่าเช่า, ค่าผ่อน, ค่าอาหาร, สาธารณูปโภค)
  • 30% สำหรับความต้องการส่วนตัว (ช้อปปิ้ง, ท่องเที่ยว, กิน-เที่ยว)
  • 20% สำหรับเงินออมและการลงทุน

ตัวอย่าง: หากเงินเดือนคุณ 30,000 บาท

  • ค่าใช้จ่ายคงที่ = 15,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัว = 9,000 บาท
  • เงินออม/ลงทุน = 6,000 บาท

ตั้งค่า Auto Transfer ให้โอน 6,000 บาทเข้าบัญชีออมทันทีวันที่ได้รับเงินเดือน แล้วใช้จ่ายเฉพาะเงินที่เหลือ 24,000 บาท

4. สร้างนิสัยเก็บเหรียญและธนบัตรเล็ก ๆ

แม้จะฟังดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่การเก็บเหรียญ 10 บาทหรือแบงก์ 20 บาททุกครั้งที่กลับบ้าน สามารถสะสมเป็นจำนวนมากได้เมื่อทำสม่ำเสมอ

เทคนิคที่ได้ผล:

  • ตั้งกระปุกไว้ข้างประตู หยอดทุกครั้งที่กลับบ้าน
  • กำหนดกฎ เช่น "เหรียญ 10 บาททุกเหรียญต้องเข้ากระปุก"
  • เก็บเงินทอนทุกครั้ง — ถ้าซื้อของ 87 บาท จ่าย 100 บาท ได้เงินทอน 13 บาท ให้เก็บทันที

หากคุณเก็บเฉลี่ย 50 บาท/วัน ใน 1 ปีคุณจะได้ 18,250 บาท โดยไม่รู้สึกเหนื่อย

5. หยอดกระปุกทุกครั้งที่มีเงินเหลือ

นอกจากเก็บเหรียญแล้ว ให้สร้างนิสัย "เก็บเงินส่วนเกิน" — เงินที่เหลือจากงบประมาณรายวัน

ตัวอย่าง: ถ้าคุณตั้งงบอาหารวันละ 200 บาท แต่วันนี้ใช้แค่ 150 บาท ให้เอา 50 บาทที่เหลือหยอดกระปุกหรือโอนเข้าบัญชีออมทันที

อย่าปล่อยให้เงินส่วนเกินนี้กลับเข้าสู่กระเป๋าตัง เพราะมันจะหายไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว

6. คิดก่อนซื้อ — ใช้กฎ 24 ชั่วโมง

หนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เก็บเงินไม่อยู่คือ การซื้อของตามอารมณ์ (Impulse Buying) เวลาเห็นโปรโมชั่น Flash Sale หรือของลดราคา

ให้ใช้กฎง่าย ๆ นี้: สำหรับของที่ราคาเกิน 500 บาท ให้รออย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนตัดสินใจซื้อ

ในระหว่างนั้นถามตัวเอง:

  • ฉันจำเป็นต้องใช้จริง ๆ หรือแค่อยากได้?
  • ฉันมีของคล้าย ๆ กันอยู่แล้วหรือเปล่า?
  • ถ้าไม่ซื้อ จะเกิดอะไรขึ้น?
  • ถ้าซื้อ จะใช้บ่อยแค่ไหน?

สถิติพบว่า 70% ของสิ่งที่เราคิดว่าจะซื้อตอนนั้น หากรอไป 24 ชั่วโมง เราจะเปลี่ยนใจและไม่ซื้อในที่สุด

NOTE

หลีกเลี่ยงการช้อปออนไลน์ตอนดึกหรือตอนเครียด — ช่วงเวลานี้จิตใจอ่อนแอที่สุด และมักทำให้ใช้จ่ายโดยไม่คิดมากพอ

7. ลดรายจ่ายฟุ้มเฟือยที่ไม่จำเป็น

เมื่อคุณมีบัญชีรายรับรายจ่ายแล้ว ให้ดูว่ามีรายจ่ายไหนที่สามารถ ลด หรือ ตัดออกได้โดยไม่กระทบคุณภาพชีวิต

ตัวอย่างรายจ่ายที่ควรพิจารณาทบทวน:

  • บริการสมาชิกที่ไม่ได้ใช้ — Netflix, Spotify, Gym ที่จ่ายแต่ไม่ได้ใช้ (ยกเลิกได้ประหยัดเดือนละ 500-1,000 บาท)
  • กาแฟร้านทุกวัน — ถ้าซื้อวันละ 150 บาท = 4,500 บาท/เดือน; ลองชงเองบ้านบ้างจะประหยัดได้ 70%
  • อาหารเดลิเวอรี่ทุกวัน — ค่าส่งและค่าบริการสามารถสะสมได้มาก; ลองทำข้าวกล่องบ้างสัปดาห์ละ 3 วัน
  • Grab/Taxi แทนรถสาธารณะ — ถ้าเส้นทางมีรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ ควรใช้ช่วงปกติ เก็บ Grab ไว้ตอนจำเป็นจริง ๆ

การลดรายจ่ายเหล่านี้ลง 30% อาจช่วยคุณประหยัดได้ 3,000-5,000 บาท/เดือน หรือ 36,000-60,000 บาท/ปี

8. สร้างกองทุนฉุกเฉิน (Emergency Fund)

กองทุนฉุกเฉิน คือเงินสำรองที่ใช้เฉพาะเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น:

  • ตกงาน หรือถูกเลิกจ้าง
  • เจ็บป่วยฉุกเฉินต้องเข้าโรงพยาบาล
  • รถหรือบ้านเสียต้องซ่อม
  • ค่าใช้จ่ายครอบครัวฉุกเฉิน

เป้าหมาย: มีเงินสำรอง 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน

ตัวอย่าง: ถ้าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนคุณ 20,000 บาท กองทุนฉุกเฉินควรมี 60,000-120,000 บาท

วิธีสร้าง:

  • เริ่มจากเป้าหมายเล็ก ๆ ก่อน: 10,000 บาท
  • เก็บเดือนละ 2,000-3,000 บาท จนครบเป้า
  • เก็บในบัญชีออมทรัพย์ที่ถอนได้ง่าย แต่แยกจากบัญชีใช้จ่ายประจำวัน
  • ห้ามนำไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น Forex ทองคำ เพราะอาจขาดทุนตอนที่ต้องใช้เงินด่วน
วางแผนเรื่องการลงทุน

9. จัดสรรเงินให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะสั้น-ยาว

การออมแบบไม่มีเป้าหมายชัดเจนมักไม่ยั่งยืน เพราะขาดแรงจูงใจในการอดทน ควรแบ่งเป้าหมายออกเป็น:

เป้าหมายระยะสั้น (1-2 ปี):

  • ซื้อโทรศัพท์ใหม่ 30,000 บาท — เก็บเดือนละ 2,500 บาท
  • ไปเที่ยวต่างประเทศ 40,000 บาท — เก็บเดือนละ 3,300 บาท

เป้าหมายระยะกลาง (3-5 ปี):

  • เก็บเงินดาวน์รถยนต์ 150,000 บาท — เก็บเดือนละ 4,000 บาท (3 ปี)
  • กองทุนแต่งงาน 300,000 บาท — เก็บเดือนละ 5,000 บาท (5 ปี)

เป้าหมายระยะยาว (10-30 ปี):

  • เกษียณอายุ — ต้องการเงิน 5,000,000 บาท; เริ่มลงทุนเดือนละ 5,000 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ย 7%/ปี จะได้ประมาณ 3,600,000 บาทใน 25 ปี

เมื่อมีเป้าหมายชัดเจน คุณจะรู้สึกมีแรงบันดาลใจมากขึ้นในการอดออมและไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

10. เรียนรู้และวางแผนการลงทุน

การออมเงินในบัญชีธนาคารดอกเบี้ย 1-2% อาจไม่เพียงพอในยุคที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 2-3% ต่อปี ซึ่งหมายความว่า ค่าเงินของคุณกำลังลดลงทุกปี

การลงทุนจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพื่อให้เงินออมเติบโตเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อ

ช่องทางการลงทุนที่นิยม:

  • กองทุนรวม (Mutual Fund) — เหมาะกับมือใหม่ มีผู้จัดการกองทุนดูแล กระจายความเสี่ยงให้อัตโนมัติ
  • กองทุน LTF/RMF — ลดหลักภาษีได้ เหมาะกับคนทำงานประจำ
  • หุ้น — ผลตอบแทนสูงแต่เสี่ยงสูง ต้องศึกษาและติดตามตลาด
  • ทองคำ — ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ เหมาะสำหรับถือระยะยาว
  • Forex — เทรดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงสูงมาก ต้องมีความรู้และระบบจัดการความเสี่ยงที่ดี
INFO

ถ้าคุณสนใจเทรด Forex ให้เริ่มจาก ศึกษา forex เบื้องต้น เพื่อเข้าใจพื้นฐานการทำงานของตลาด และควรลองใช้ Demo Account ฝึกซื้อ-ขายก่อนใช้เงินจริง อีกทั้งควรพิจารณาว่า เทรด forex โบรกไหนดี ที่มีใบอนุญาตถูกต้อง สเปรดต่ำ และมีระบบป้องกันยอดขาดทุน (Negative Balance Protection)

หลักการลงทุนที่ควรจำ:

  • เริ่มต้นจากการลงทุนที่เสี่ยงต่ำก่อน (เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้)
  • กระจายความเสี่ยง — อย่าใส่เงินทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว
  • ลงทุนระยะยาว — อย่าหวังรวยเร็ว
  • อย่าลงทุนด้วยเงินกู้หรือเงินที่ต้องใช้ในระยะสั้น
  • ศึกษาให้เข้าใจก่อนลงทุนทุกครั้ง

กลยุทธ์เสริมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออม

นอกจาก 10 วิธีหลักแล้ว ยังมีเทคนิคเสริมที่จะช่วยให้คุณเก็บเงินได้เร็วขึ้น:

Challenge ออมเงิน — เช่น "52-Week Money Challenge" เริ่มจากเก็บ 10 บาทในสัปดาห์แรก เพิ่มทีละ 10 บาททุกสัปดาห์ (สัปดาห์ที่ 2 = 20 บาท, สัปดาห์ที่ 3 = 30 บาท...) จนถึงสัปดาห์ที่ 52 จะได้เงินออม 13,780 บาท

ใช้ซองเงิน (Envelope Method) — แบ่งเงินสดใส่ซองตามหมวดหมู่ เช่น ซองค่าอาหาร ซองค่าเดินทาง ซองค่าบันเทิง เมื่อเงินในซองไหนหมด ห้ามใช้เงินจากซองอื่น

หาช่องทางเพิ่มรายได้ — ทำงานพิเศษ ขายของออนไลน์ หรือ Freelance เพื่อเพิ่มเงินออมโดยไม่ต้องลดค่าใช้จ่าย

Automate ทุกอย่างที่ทำได้ — ตั้งค่าโอนเงินอัตโนมัติ จ่ายบิลอัตโนมัติ ลงทุนอัตโนมัติ จะช่วยลดโอกาสที่จะลืมหรือใช้เงินไปก่อน

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

แม้จะมีแผนดี ๆ แต่หลายคนก็ยังเก็บเงินไม่สำเร็จเพราะข้อผิดพลาดเหล่านี้:

ตั้งเป้าสูงเกินไป — เก็บเดือนละ 20,000 บาทขณะที่เงินเดือนแค่ 30,000 บาท จะทำให้ท้อแท้และเลิกทำในที่สุด; ควรเริ่มจากเป้าที่ทำได้จริงก่อน เช่น 10-20% ของรายได้

ไม่มีกองทุนฉุกเฉิน — รีบลงทุนในหุ้นหรือ Forex ทั้งหมดโดยไม่มีเงินสำรอง พอมีเหตุฉุกเฉินต้องขายขาดทุน

ใช้เงินออมซื้อของที่ไม่จำเป็น — การผ่อนคลายและให้รางวัลตัวเองเป็นเรื่องดี แต่อย่าใช้เงินออมทำ ควรใช้เงินจากส่วน 30% ที่จัดสรรไว้สำ

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →