แนะ 10 วิธีเก็บออมเงินให้อยู่หมัด สำหรับคนกระเป๋าตังรั่ว
รวม 10 วิธีเก็บออมเงินที่มีประสิทธิภาพ ช่วยจัดการสภาพคล่องการเงินได้มากขึ้น ทั้งการทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการปรับพฤติกรรม

การเก็บออมเงินคือรากฐานของความมั่นคงทางการเงิน แต่สำหรับหลายคนที่พบว่าเงินเดือนหมดไวกว่าที่คิด หรือรู้สึกว่าไม่มีเงินเหลือเก็บเลยแม้แต่บาทเดียว — ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่รายได้ แต่อยู่ที่ระบบและวินัยในการจัดการเงิน บทความนี้รวม 10 วิธีที่ใช้ได้จริง ไม่ต้องลดคุณภาพชีวิต แต่ช่วยให้คุณสร้างนิสัยการออมที่ยั่งยืนและเห็นผลได้ชัด
สรุปสาระสำคัญ
- จดบันทึกรายรับ-รายจ่าย 1 เดือนแรก เพื่อค้นหารูรั่วในงบประมาณ
- แยกเงินออมทันทีที่ได้เงินเดือน ก่อนจะใช้จ่ายอย่างอื่น (Pay Yourself First)
- ใช้กฎ 50/30/20: รายจ่ายคงที่ 50%, ความต้องการส่วนตัว 30%, เงินออม/ลงทุน 20%
- สร้างกองทุนฉุกเฉิน (Emergency Fund) อย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน
- พิจารณาลงทุนระยะยาวในกองทุนรวมหรือ Forex เพื่อให้เงินออมเติบโตเร็วกว่าดอกเบี้ยธนาคาร
ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเก็บเงินไม่อยู่
ก่อนจะไปดูวิธีการ เราต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมหลายคนถึงมีปัญหานี้ สาเหตุหลัก ๆ ได้แก่:
การไม่มีระบบติดตามรายจ่าย — เงิน 500 บาทหายไปไหนไม่รู้ เมื่อสิ้นเดือนถึงตกใจว่าเงินหมดไปทำไม
การใช้จ่ายตามอารมณ์ — เห็นของลดราคา โปรโมชั่น หรือเพื่อนชวนกินข้าว ก็ไม่คิดก่อนจ่าย
ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน — ถ้าไม่รู้ว่าเก็บเงินทำไม แรงจูงใจในการอดทนก็จะน้อยลง
รายได้ไม่พอรายจ่าย — แต่บางครั้งก็เป็นเพราะรายจ่ายที่ปรับลดได้ แต่ไม่เคยมองหา
การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการสร้างระบบ ไม่ใช่พึ่งแค่ "ตั้งใจ" เพราะวินัยคนเดียวไม่เพียงพอหากไม่มีเครื่องมือและวิธีการที่ดี
10 วิธีเก็บออมเงินที่ใช้ได้จริง
1. จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ละเอียด
ก่อนจะออมได้ คุณต้องรู้ก่อนว่าเงินไปไหนบ้าง ให้ลองบันทึกทุกรายการใช้จ่ายเป็นเวลา 30 วันติดต่อกัน — ทุกบาท ทุกสตางค์ ไม่ว่าจะเป็น:
- ค่าอาหาร (แยกระหว่างทำเองกับซื้อสำเร็จรูป)
- ค่าเดินทาง (น้ำมัน, รถไฟฟ้า, Grab)
- ค่าสาธารณูปโภค
- ค่าบันเทิง (Netflix, คอนเสิร์ต, ไนท์คลับ)
- ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่อาจมองข้าม เช่น กาแฟสตาร์บัคส์วันละ 150 บาท = 4,500 บาท/เดือน
เมื่อรู้ว่าเงินไปที่ไหนบ้าง คุณจะเห็น "รูรั่ว" ที่สามารถอุดได้ทันที — เช่น ยกเลิกบริการสมาชิกที่ไม่ได้ใช้ หรือลดความถี่ในการสั่งอาหารเดลิเวอรี่
ใช้แอปจัดการการเงินอย่าง MoneyLover, Monefy หรือ Google Sheets ง่าย ๆ ที่ซิงค์ข้อมูลได้ทุกที่ จะช่วยให้ติดตามได้สะดวกและรวดเร็วกว่าจดสมุด
2. เปิดบัญชีออมทรัพย์พิเศษแยกต่างหาก
อย่าเก็บเงินไว้ในบัญชีเดียวกับที่ใช้จ่ายประจำวัน เพราะจะทำให้รู้สึกว่า "มีเงินเหลือใช้" และเสี่ยงที่จะใช้จ่ายทับเงินออม

ควรเลือกบัญชีออมทรัพย์แบบ:
- ดอกเบี้ยสูง — เช่น บัญชีออมทรัพย์พิเศษที่ให้ดอกเบี้ย 1.25-1.50% ต่อปี (เทียบกับบัญชีทั่วไปที่ให้ 0.25-0.50%)
- ไม่มีบัตร ATM หรือมีข้อจำกัดการถอน — เพื่อลดโอกาสที่จะหยิบใช้ง่าย ๆ
- Auto Debit — ตั้งค่าให้โอนเงินจากบัญชีเงินเดือนเข้าบัญชีออมอัตโนมัติทุกวันที่ 1 หรือ 5 ของเดือน
ตัวอย่าง: ถ้าคุณเก็บ 5,000 บาท/เดือน ใน 1 ปีคุณจะมี 60,000 บาท + ดอกเบี้ยประมาณ 750-900 บาท (ดอกเบี้ย 1.25-1.50%)
3. ใช้หลัก "จ่ายตัวเองก่อน" (Pay Yourself First)
นี่คือหลักการทองที่นักวางแผนการเงินแนะนำทั่วโลก: ทันทีที่ได้เงินเดือน ให้แยกเงินออมออกก่อนทุกอย่าง ไม่ใช่เก็บเงินที่เหลือหลังจากใช้จ่ายจนหมด
ใช้กฎ 50/30/20:
- 50% สำหรับค่าใช้จ่ายคงที่ (ค่าเช่า, ค่าผ่อน, ค่าอาหาร, สาธารณูปโภค)
- 30% สำหรับความต้องการส่วนตัว (ช้อปปิ้ง, ท่องเที่ยว, กิน-เที่ยว)
- 20% สำหรับเงินออมและการลงทุน
ตัวอย่าง: หากเงินเดือนคุณ 30,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายคงที่ = 15,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัว = 9,000 บาท
- เงินออม/ลงทุน = 6,000 บาท
ตั้งค่า Auto Transfer ให้โอน 6,000 บาทเข้าบัญชีออมทันทีวันที่ได้รับเงินเดือน แล้วใช้จ่ายเฉพาะเงินที่เหลือ 24,000 บาท
4. สร้างนิสัยเก็บเหรียญและธนบัตรเล็ก ๆ
แม้จะฟังดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่การเก็บเหรียญ 10 บาทหรือแบงก์ 20 บาททุกครั้งที่กลับบ้าน สามารถสะสมเป็นจำนวนมากได้เมื่อทำสม่ำเสมอ
เทคนิคที่ได้ผล:
- ตั้งกระปุกไว้ข้างประตู หยอดทุกครั้งที่กลับบ้าน
- กำหนดกฎ เช่น "เหรียญ 10 บาททุกเหรียญต้องเข้ากระปุก"
- เก็บเงินทอนทุกครั้ง — ถ้าซื้อของ 87 บาท จ่าย 100 บาท ได้เงินทอน 13 บาท ให้เก็บทันที
หากคุณเก็บเฉลี่ย 50 บาท/วัน ใน 1 ปีคุณจะได้ 18,250 บาท โดยไม่รู้สึกเหนื่อย
5. หยอดกระปุกทุกครั้งที่มีเงินเหลือ
นอกจากเก็บเหรียญแล้ว ให้สร้างนิสัย "เก็บเงินส่วนเกิน" — เงินที่เหลือจากงบประมาณรายวัน
ตัวอย่าง: ถ้าคุณตั้งงบอาหารวันละ 200 บาท แต่วันนี้ใช้แค่ 150 บาท ให้เอา 50 บาทที่เหลือหยอดกระปุกหรือโอนเข้าบัญชีออมทันที
อย่าปล่อยให้เงินส่วนเกินนี้กลับเข้าสู่กระเป๋าตัง เพราะมันจะหายไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว
6. คิดก่อนซื้อ — ใช้กฎ 24 ชั่วโมง
หนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เก็บเงินไม่อยู่คือ การซื้อของตามอารมณ์ (Impulse Buying) เวลาเห็นโปรโมชั่น Flash Sale หรือของลดราคา
ให้ใช้กฎง่าย ๆ นี้: สำหรับของที่ราคาเกิน 500 บาท ให้รออย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนตัดสินใจซื้อ
ในระหว่างนั้นถามตัวเอง:
- ฉันจำเป็นต้องใช้จริง ๆ หรือแค่อยากได้?
- ฉันมีของคล้าย ๆ กันอยู่แล้วหรือเปล่า?
- ถ้าไม่ซื้อ จะเกิดอะไรขึ้น?
- ถ้าซื้อ จะใช้บ่อยแค่ไหน?
สถิติพบว่า 70% ของสิ่งที่เราคิดว่าจะซื้อตอนนั้น หากรอไป 24 ชั่วโมง เราจะเปลี่ยนใจและไม่ซื้อในที่สุด
หลีกเลี่ยงการช้อปออนไลน์ตอนดึกหรือตอนเครียด — ช่วงเวลานี้จิตใจอ่อนแอที่สุด และมักทำให้ใช้จ่ายโดยไม่คิดมากพอ
7. ลดรายจ่ายฟุ้มเฟือยที่ไม่จำเป็น
เมื่อคุณมีบัญชีรายรับรายจ่ายแล้ว ให้ดูว่ามีรายจ่ายไหนที่สามารถ ลด หรือ ตัดออกได้โดยไม่กระทบคุณภาพชีวิต
ตัวอย่างรายจ่ายที่ควรพิจารณาทบทวน:
- บริการสมาชิกที่ไม่ได้ใช้ — Netflix, Spotify, Gym ที่จ่ายแต่ไม่ได้ใช้ (ยกเลิกได้ประหยัดเดือนละ 500-1,000 บาท)
- กาแฟร้านทุกวัน — ถ้าซื้อวันละ 150 บาท = 4,500 บาท/เดือน; ลองชงเองบ้านบ้างจะประหยัดได้ 70%
- อาหารเดลิเวอรี่ทุกวัน — ค่าส่งและค่าบริการสามารถสะสมได้มาก; ลองทำข้าวกล่องบ้างสัปดาห์ละ 3 วัน
- Grab/Taxi แทนรถสาธารณะ — ถ้าเส้นทางมีรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ ควรใช้ช่วงปกติ เก็บ Grab ไว้ตอนจำเป็นจริง ๆ
การลดรายจ่ายเหล่านี้ลง 30% อาจช่วยคุณประหยัดได้ 3,000-5,000 บาท/เดือน หรือ 36,000-60,000 บาท/ปี
8. สร้างกองทุนฉุกเฉิน (Emergency Fund)
กองทุนฉุกเฉิน คือเงินสำรองที่ใช้เฉพาะเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น:
- ตกงาน หรือถูกเลิกจ้าง
- เจ็บป่วยฉุกเฉินต้องเข้าโรงพยาบาล
- รถหรือบ้านเสียต้องซ่อม
- ค่าใช้จ่ายครอบครัวฉุกเฉิน
เป้าหมาย: มีเงินสำรอง 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน
ตัวอย่าง: ถ้าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนคุณ 20,000 บาท กองทุนฉุกเฉินควรมี 60,000-120,000 บาท
วิธีสร้าง:
- เริ่มจากเป้าหมายเล็ก ๆ ก่อน: 10,000 บาท
- เก็บเดือนละ 2,000-3,000 บาท จนครบเป้า
- เก็บในบัญชีออมทรัพย์ที่ถอนได้ง่าย แต่แยกจากบัญชีใช้จ่ายประจำวัน
- ห้ามนำไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น Forex ทองคำ เพราะอาจขาดทุนตอนที่ต้องใช้เงินด่วน
9. จัดสรรเงินให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะสั้น-ยาว
การออมแบบไม่มีเป้าหมายชัดเจนมักไม่ยั่งยืน เพราะขาดแรงจูงใจในการอดทน ควรแบ่งเป้าหมายออกเป็น:
เป้าหมายระยะสั้น (1-2 ปี):
- ซื้อโทรศัพท์ใหม่ 30,000 บาท — เก็บเดือนละ 2,500 บาท
- ไปเที่ยวต่างประเทศ 40,000 บาท — เก็บเดือนละ 3,300 บาท
เป้าหมายระยะกลาง (3-5 ปี):
- เก็บเงินดาวน์รถยนต์ 150,000 บาท — เก็บเดือนละ 4,000 บาท (3 ปี)
- กองทุนแต่งงาน 300,000 บาท — เก็บเดือนละ 5,000 บาท (5 ปี)
เป้าหมายระยะยาว (10-30 ปี):
- เกษียณอายุ — ต้องการเงิน 5,000,000 บาท; เริ่มลงทุนเดือนละ 5,000 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ย 7%/ปี จะได้ประมาณ 3,600,000 บาทใน 25 ปี
เมื่อมีเป้าหมายชัดเจน คุณจะรู้สึกมีแรงบันดาลใจมากขึ้นในการอดออมและไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
10. เรียนรู้และวางแผนการลงทุน
การออมเงินในบัญชีธนาคารดอกเบี้ย 1-2% อาจไม่เพียงพอในยุคที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 2-3% ต่อปี ซึ่งหมายความว่า ค่าเงินของคุณกำลังลดลงทุกปี
การลงทุนจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพื่อให้เงินออมเติบโตเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อ
ช่องทางการลงทุนที่นิยม:
- กองทุนรวม (Mutual Fund) — เหมาะกับมือใหม่ มีผู้จัดการกองทุนดูแล กระจายความเสี่ยงให้อัตโนมัติ
- กองทุน LTF/RMF — ลดหลักภาษีได้ เหมาะกับคนทำงานประจำ
- หุ้น — ผลตอบแทนสูงแต่เสี่ยงสูง ต้องศึกษาและติดตามตลาด
- ทองคำ — ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ เหมาะสำหรับถือระยะยาว
- Forex — เทรดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงสูงมาก ต้องมีความรู้และระบบจัดการความเสี่ยงที่ดี
ถ้าคุณสนใจเทรด Forex ให้เริ่มจาก ศึกษา forex เบื้องต้น เพื่อเข้าใจพื้นฐานการทำงานของตลาด และควรลองใช้ Demo Account ฝึกซื้อ-ขายก่อนใช้เงินจริง อีกทั้งควรพิจารณาว่า เทรด forex โบรกไหนดี ที่มีใบอนุญาตถูกต้อง สเปรดต่ำ และมีระบบป้องกันยอดขาดทุน (Negative Balance Protection)
หลักการลงทุนที่ควรจำ:
- เริ่มต้นจากการลงทุนที่เสี่ยงต่ำก่อน (เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้)
- กระจายความเสี่ยง — อย่าใส่เงินทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว
- ลงทุนระยะยาว — อย่าหวังรวยเร็ว
- อย่าลงทุนด้วยเงินกู้หรือเงินที่ต้องใช้ในระยะสั้น
- ศึกษาให้เข้าใจก่อนลงทุนทุกครั้ง
กลยุทธ์เสริมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออม
นอกจาก 10 วิธีหลักแล้ว ยังมีเทคนิคเสริมที่จะช่วยให้คุณเก็บเงินได้เร็วขึ้น:
Challenge ออมเงิน — เช่น "52-Week Money Challenge" เริ่มจากเก็บ 10 บาทในสัปดาห์แรก เพิ่มทีละ 10 บาททุกสัปดาห์ (สัปดาห์ที่ 2 = 20 บาท, สัปดาห์ที่ 3 = 30 บาท...) จนถึงสัปดาห์ที่ 52 จะได้เงินออม 13,780 บาท
ใช้ซองเงิน (Envelope Method) — แบ่งเงินสดใส่ซองตามหมวดหมู่ เช่น ซองค่าอาหาร ซองค่าเดินทาง ซองค่าบันเทิง เมื่อเงินในซองไหนหมด ห้ามใช้เงินจากซองอื่น
หาช่องทางเพิ่มรายได้ — ทำงานพิเศษ ขายของออนไลน์ หรือ Freelance เพื่อเพิ่มเงินออมโดยไม่ต้องลดค่าใช้จ่าย
Automate ทุกอย่างที่ทำได้ — ตั้งค่าโอนเงินอัตโนมัติ จ่ายบิลอัตโนมัติ ลงทุนอัตโนมัติ จะช่วยลดโอกาสที่จะลืมหรือใช้เงินไปก่อน
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
แม้จะมีแผนดี ๆ แต่หลายคนก็ยังเก็บเงินไม่สำเร็จเพราะข้อผิดพลาดเหล่านี้:
ตั้งเป้าสูงเกินไป — เก็บเดือนละ 20,000 บาทขณะที่เงินเดือนแค่ 30,000 บาท จะทำให้ท้อแท้และเลิกทำในที่สุด; ควรเริ่มจากเป้าที่ทำได้จริงก่อน เช่น 10-20% ของรายได้
ไม่มีกองทุนฉุกเฉิน — รีบลงทุนในหุ้นหรือ Forex ทั้งหมดโดยไม่มีเงินสำรอง พอมีเหตุฉุกเฉินต้องขายขาดทุน
ใช้เงินออมซื้อของที่ไม่จำเป็น — การผ่อนคลายและให้รางวัลตัวเองเป็นเรื่องดี แต่อย่าใช้เงินออมทำ ควรใช้เงินจากส่วน 30% ที่จัดสรรไว้สำ
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →