U
UHAS
XAU/USD0.00%

10 อันดับค่าเงินที่แพงที่สุดในโลก อัปเดตล่าสุด 2024

รวม 10 อันดับค่าเงินที่แพงที่สุดในโลก 2024 เปรียบเทียบกับค่าเงิน USD พร้อมแนะนำค่าเงินที่แพงที่สุดอาเซียน มีสกุลเงินไหนบ้างติดตามได้เลย

P
Patiphan Uhas
15 มีนาคม 2566·3 นาทีอ่าน
แชร์
นักลงทุนต้องรู้! 10 อันดับค่าเงินที่แพงที่สุดในโลก อัปเดต...

ถ้าคุณคิดว่าเงินดอลลาร์สหรัฐหรือยูโรคือสกุลเงินที่มีค่าสูงที่สุดในโลก คุณอาจต้องคิดใหม่ ความจริงแล้ว มีสกุลเงินหลายสกุลที่มีมูลค่าสูงกว่าดอลลาร์ถึง 3 เท่า โดยส่วนใหญ่มาจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางและศูนย์กลางการเงินระดับโลก

ขอบอกไว้ก่อน เพราะผมเจอคำถามนี้บ่อยมาก — ค่าเงินแพงไม่ได้แปลว่าประเทศรวยกว่า และไม่ได้แปลว่าน่าลงทุนกว่า มันแปลแค่ว่าเขาตั้งหน่วยเงินไว้ใหญ่กว่า

สรุปสาระสำคัญ

  • ดีนาร์คูเวต (KWD) คือค่าเงินที่แพงที่สุดในโลก มีมูลค่า 3.29 USD ต่อ 1 KWD
  • การผูกค่าเงินกับดอลลาร์สหรัฐและการมีสำรองน้ำมันขนาดใหญ่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สกุลเงินในตะวันออกกลางมีค่าสูง
  • ดอลลาร์สหรัฐแม้จะไม่ใช่สกุลเงินที่แพงที่สุด แต่กลับเป็นสกุลเงินที่มีการใช้งานและการยอมรับมากที่สุดในโลก
  • ในภูมิภาคอาเซียน ดอลลาร์บรูไน (BND) คือสกุลเงินที่มีมูลค่าสูงที่สุด

10 อันดับค่าเงินที่แพงที่สุดในโลกปี 2024

เรียงตามอัตราแลกเปลี่ยนเทียบดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่อัปเดตล่าสุด จากมากไปน้อย

1. ดีนาร์คูเวต (KWD) — 1 KWD = 3.29 USD

ดีนาร์คูเวต

ดีนาร์คูเวตครองตำแหน่งสกุลเงินที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกมาอย่างต่อเนื่องนับทศวรรษ ปัจจัยหลักที่ทำให้ KWD แข็งแกร่งมาจากอุตสาหกรรมน้ำมันที่มีส่วนแบ่งผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) กว่า 50% ของคูเวต

ตัวที่ทำให้คูเวตต่างจากประเทศน้ำมันอื่นคือ Kuwait Investment Authority (KIA) กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ถือสินทรัพย์เกิน 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปีไหนน้ำมันตก กองทุนนี้รับแรงแทน เศรษฐกิจจึงไม่สะเทือน

อีกปัจจัยสำคัญคือคูเวตไม่ได้ผูกค่าเงินกับดอลลาร์สหรัฐตายตัว แต่ใช้ระบบ "currency basket" ที่ผูกกับตะกร้าสกุลเงินหลายสกุล ทำให้มีความยืดหยุ่นและสามารถรักษามูลค่าได้ดีกว่าการผูกกับดอลลาร์เพียงสกุลเดียว

2. ดีนาร์บาห์เรน (BHD) — 1 BHD = 2.65 USD

ดีนาร์บาห์เรน

ดีนาร์บาห์เรนเป็นอีกหนึ่งสกุลเงินจากอ่าวเปอร์เซียที่มีมูลค่าสูงมาก โดยถูกผูกค่ากับดอลลาร์สหรัฐที่อัตรา 1 BHD = 2.6596 USD ตั้งแต่ปี 1980

บาห์เรนคือศูนย์กลางการเงินของตะวันออกกลาง ธนาคารระหว่างประเทศและบริษัทประกันภัยตั้งสำนักงานกันที่นี่

ระบบภาษีที่เป็นมิตรกับธุรกิจดึงเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาต่อเนื่อง ความต้องการดีนาร์บาห์เรนจึงไม่เคยขาด

อัตราเงินเฟ้อของบาห์เรนอยู่ในระดับต่ำและคงที่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยไม่เกิน 2-3% ต่อปี ซึ่งช่วยรักษาอำนาจซื้อของสกุลเงินได้เป็นอย่างดี

3. เรียลโอมาน (OMR) — 1 OMR = 2.60 USD

เรียลโอมาน

เรียลโอมานถูกผูกค่ากับดอลลาร์สหรัฐที่อัตราคงที่ 1 OMR = 2.6008 USD มาตั้งแต่ปี 1986 การผูกค่าเงินนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติและลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

โอมานมีรายได้หลักจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่รัฐบาลได้มีการกระจายความเสี่ยงด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และการผลิต ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว

ธนาคารกลางโอมาน (Central Bank of Oman) มีนโยบายการเงินที่เข้มงวด โดยจำกัดการปล่อยสินเชื่อและควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ นโยบายเหล่านี้ช่วยรักษาเสถียรภาพของเรียลโอมานในระยะยาว

4. ดีนาร์จอร์แดน (JOD) — 1 JOD = 1.41 USD

ดีนาร์จอร์แดน

ดีนาร์จอร์แดนถูกผูกค่ากับดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ปี 1995 ที่อัตรา 1 JOD = 1.41 USD แม้ว่าจอร์แดนจะไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ แต่การผูกค่าเงินที่สูงกว่าดอลลาร์ช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและดึงดูดเงินลงทุนจากสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก

ธนาคารกลางจอร์แดนถือทุนสำรองต่างประเทศไว้หนา และยังมีเงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ กับ IMF เข้ามาต่อเนื่อง การผูกค่าเงินจึงยืนอยู่ได้

การผูกค่าเงินนี้ถือว่าประสบความสำเร็จมาก โดยดีนาร์จอร์แดนสามารถรักษาเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือได้ตลอดกว่า 25 ปี แม้จะต้องเผชิญกับความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

5. ปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) — 1 GBP = 1.25 USD

ปอนด์สเตอร์ลิง

ปอนด์สเตอร์ลิงเป็นสกุลเงินที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงใช้งานอยู่ มีอายุกว่า 1,200 ปี และเป็นสกุลเงินสำรองอันดับ 4 ของโลก รองจากดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และเยนญี่ปุ่น

ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) มีอิสระในการกำหนดนโยบายการเงินอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องรับคำสั่งจากรัฐบาล ความเป็นอิสระนี้ช่วยให้ BoE สามารถรักษาเสถียรภาพของปอนด์ได้แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน

ลอนดอนเป็นศูนย์กลางการเงินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมากกว่า 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน ความต้องการปอนด์สเตอร์ลิงจากนักลงทุนทั่วโลกจึงมีอยู่สูงตลอดเวลา

INFO

หลังเหตุการณ์ Brexit ในปี 2016 ปอนด์สเตอร์ลิงมีความผันผวนสูง แต่ก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาในช่วงปี 2023-2024 เนื่องจากเศรษฐกิจอังกฤษปรับตัวได้ดีและความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง

6. ดอลลาร์หมู่เกาะเคย์แมน (KYD) — 1 KYD = 1.22 USD

ดอลลาร์เคย์แมน

ดอลลาร์หมู่เกาะเคย์แมนถูกผูกค่ากับดอลลาร์สหรัฐที่อัตรา 1 KYD = 1.20 USD ตั้งแต่ปี 1972 การผูกค่าเงินนี้ช่วยให้ดอลลาร์เคย์แมนมีเสถียรภาพสูงและเป็นที่ยอมรับในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ

หมู่เกาะเคย์แมนเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเงินนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีบริษัทและกองทุนมากกว่า 100,000 แห่งจดทะเบียนที่นี่ โดยได้รับประโยชน์จากระบบภาษีที่เป็นศูนย์และกฎหมายที่เป็นความลับทางการเงิน

เพราะเป็นดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร ระบบกฎหมายจึงอิงอังกฤษ นั่นคือสิ่งที่คนรวยทั่วโลกยอมจ่ายเพื่อเข้ามา

7. ฟรังก์สวิส (CHF) — 1 CHF = 1.11 USD

ฟรังก์สวิส

ฟรังก์สวิสได้รับฉายาว่า "สกุลเงินที่ปลอดภัยที่สุด" (safe-haven currency) เนื่องจากสวิตเซอร์แลนด์มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง มีความเป็นกลางในสงคราม และมีระบบธนาคารที่เข้มแข็งและเป็นความลับ

ธนาคารกลางสวิส (Swiss National Bank) มีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากกว่า 800,000 ล้านฟรังก์สวิส ซึ่งมากกว่า GDP ของประเทศถึง 1 เท่า การมีทุนสำรองขนาดนี้ทำให้ SNB สามารถรักษาเสถียรภาพของฟรังก์สวิสได้แม้เผชิญวิกฤตทางการเงินครั้งใหญ่

ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก สงคราม หรือความไม่แน่นอนทางการเมือง นักลงทุนมักจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและซื้อฟรังก์สวิสเก็บไว้ ทำให้ค่าเงินมักจะแข็งค่าขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

TIP

สำหรับนักเทรด Forex คู่เงิน USD/CHF และ EUR/CHF เป็นคู่เงินที่มีสภาพคล่องสูงและเหมาะสำหรับการเทรดในช่วงที่ตลาดผันผวน เพราะฟรังก์สวิสมักจะเคลื่อนไหวสวนทางกับสกุลเงินเสี่ยง

8. ยูโร (EUR) — 1 EUR = 1.08 USD

ยูโร

ยูโรเป็นสกุลเงินอย่างเป็นทางการของ 20 ประเทศในสหภาพยุโรป (Eurozone) ครอบคลุมประชากรกว่า 340 ล้านคน และเป็นสกุลเงินสำรองอันดับ 2 ของโลก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั่วโลก

ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank) มีความเป็นอิสระสูงจากรัฐบาลของประเทศสมาชิก มีเป้าหมายหลักคือรักษาเสถียรภาพด้านราคาโดยควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้ใกล้เคียง 2% ต่อปี ความเป็นอิสระนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อยูโรในระยะยาว

คู่เงิน EUR/USD เป็นคู่เงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 24% ของปริมาณการซื้อขายในตลาด Forex ทั่วโลก ความต้องการยูโรจากนักเทรดและนักลงทุนจึงมีอยู่สูงมาก

อย่างไรก็ตาม ยูโรเผชิญความท้าทายจากความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก ปัญหาหนี้สาธารณะในบางประเทศ และผลกระทบจากสงครามในยูเครน ปัจจัยเหล่านี้สร้างความผันผวนให้กับค่าเงินยูโร

9. ดอลลาร์สหรัฐ (USD)

ดอลลาร์สหรัฐ USD

แม้ดอลลาร์สหรัฐจะไม่ใช่สกุลเงินที่มีมูลค่าสูงที่สุด แต่กลับเป็นสกุลเงินที่สำคัญที่สุดในระบบการเงินโลก คิดเป็นสัดส่วนกว่า 58% ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั่วโลกและใช้ในการชำระหนี้ระหว่างประเทศกว่า 88% ของธุรกรรมทั้งหมด

สหรัฐฯ มี GDP เกิน 27 ล้านล้านดอลลาร์ และตลาดการเงินที่ลึกที่สุดในโลก แต่สิ่งที่คนมองข้ามคือศาลที่นักลงทุนต่างชาติกล้าใช้จริง

ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายการเงินโลก การปรับอัตราดอกเบี้ยของ Fed มักส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกทันที และเป็นปัจจัยหลักที่นักเทรด Forex ติดตามอย่างใกล้ชิด

NOTE

ดอลลาร์สหรัฐแข็งแกร่งไม่ได้หมายความว่า "แพง" เสมอไป ในทางเทคนิค ดอลลาร์แข็งค่าหมายความว่าสามารถซื้อสกุลเงินอื่นได้มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่ามีมูลค่าสูงกว่าสกุลเงินอื่นเมื่อเทียบ 1:1

10. ดอลลาร์แคนาดา (CAD) — 1 CAD = 0.79 USD

ดอลลาร์แคนาดาเป็นสกุลเงินสำรองอันดับ 6 ของโลก แคนาดามีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน แร่ธาตุ และสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก

Bank of Canada สื่อสารนโยบายล่วงหน้าชัดจนตลาดเดาทางได้ นั่นคือเหตุผลที่ CAD ไม่ค่อยมีเซอร์ไพรส์

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ ทำให้ดอลลาร์แคนาดามีความสัมพันธ์สูงกับดอลลาร์สหรัฐและราคาน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันขึ้น ดอลลาร์แคนาดามักจะแข็งค่าตาม และในทางกลับกัน

คู่เงิน USD/CAD เป็นหนึ่งในคู่เงินหลัก (Major Pairs) ที่นักเทรด Forex ให้ความสนใจ มีสเปรดต่ำและสภาพคล่องสูง เหมาะสำหรับทั้งนักเทรดระยะสั้นและระยะยาว

ทำไมดีนาร์คูเวตถึงมีค่าสูงที่สุด

คำตอบสั้น ๆ คือคูเวตตั้งอัตราไว้สูงตั้งแต่แรก แล้วมีของหนุนมากพอที่จะรักษาระดับนั้นไว้ได้จริง

สำรองน้ำมันขนาดมหาศาล — คูเวตมีสำรองน้ำมันพิสูจน์แล้วมากกว่า 101,000 ล้านบาร์เรล คิดเป็นอันดับ 6 ของโลก น้ำมันคิดเป็นกว่า 90% ของรายได้จากการส่งออกของประเทศ รายได้ก้อนโตจากน้ำมันนี้สร้างอุปสงค์ต่อดีนาร์คูเวตอย่างต่อเนื่อง

กองทุน Kuwait Investment Authority (KIA) — กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ถือสินทรัพย์มากกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำหน้าที่รับแรงกระแทกแทนค่าเงินในปีที่ราคาน้ำมันตก

สองอย่างนี้ต้องมาคู่กัน ถอดออกข้อใดข้อหนึ่ง อัตรา 1 KWD = 3.29 USD ก็อยู่ไม่ได้

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →