bitcoin

Bitcoin ความฝัน หรือ ความตาย

Bitcoin ร่วงไป 25%  แสดงให้เห็นว่าทำไม Bitcoin ยังไม่ถูกใช้เป็นสกุลเงินจริงๆซักที

เมื่อวันที่ 22, ปี 2010 นักพัฒนา Bitcoin คนหนึ่งชื่อว่า Laszlo Hanyecz ได้ซื้ออาหารที่อาจจะแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะเขาได้จ่ายเงิน เป็นจำนวน 10,000 Bitcoin เผื่อที่จะจ้างให้คนรับและมาส่งพิซซ่าให้เขา 2 ถาด จากร้าน Papa John. ซึ่งการจ่ายด้วยบิทคอยในครั้งนั้น  1 บิทคอย มีมูลค่าถึง 30,000 ดอลล่าสหรัฐ นั่นหมายถึงว่า พิซซ่าสองถาดนั้น ได้มีมูลค่าการจ่ายค่าพิซซ่าไปถึง 300 ล้านดอลล่าสหรัฐ.

Bitcoin ความฝัน หรือ ความตาย

แน่นอนว่าทุกวันนี้คงไม่มีใครที่จะยอมจ่าย ด้วยบิทคอยน์เล่นๆ โดยไม่ได้คิดก่อนว่า บิทคอยน์ที่พวกเขาจ่ายไปจะกลายเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ในอนาคต ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Hanyecz ได้ทำให้บิทคอยเป็นการทดลองที่น่าสนใจในด้านการเงินแบบกระจายอำนาจไปสู่การเป็นสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดแห่งทศวรรษ  โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า สิบล้านเปอเซนต์ ตั้งแต่ปี2010 และเพิ่มขึ้นอีก 220% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเริ่มจะมีสัญลักษณ์บิทคอยเพิ่มขึ้น บนเว็บไซต์การเงินทุกแห่ง

นักลงทุนในตำนานอย่างเช่น Paul Todor-Jones, Stanley Druckenmiller และ Bill Miller ได้พูดถึงความคาดหวังและบริษัทต่างๆ อย่างเช่น สแควร์ และ ไมโครเสตรจจี้ นั้นได้ลงทุนเงินสดขององค์กรในบิทคอยน์เช่นกัน แม้จะมีความเสี่ยงและผันผวนมากเป็นพิเศษ – จากที่เห็นได้จากการลดลง 25% ในช่วงระหว่างวันศุกร์จนถึงบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา บิทคอยได้รับการยอมรับจากกลุ่มต่างๆซึ่งตอนนี้หลายคนมองว่า บิทคอยเป็นอีกหนึ่งคู่แข่งในการลงทุน ทางด้านสินทรัพย์อย่างเช่น ทองคำ ในระหว่างทางก็มีบางอย่างแปลกๆเกิดขึ้นที่จะทำให้บิทคอยสูญเสียเหตุผลที่แท้จริงของการคิดค้นขึ้นมา เนื่องจากจริงๆแล้ว บิทคอยไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นสินทรัพย์การลงทุนเพื่อใช้ในการเก็งกำไร แต่เป็นการออกแบบให้เป็นสกุลเงิน ใช้เป็นสื่อกลางใหม่ในการแลกเปลี่ยนที่ผู้คนจะสามารถใช้ทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนทางธุรกิจต่อกัน (นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงเรียกมันว่า สกุลเงินดิจิทัล)

เมื่อบิทคอยน์ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในโลกปรากฎเป็นเอกสารเมื่อปี 2008 ได้มีผู้สร้างลึกลับคนหนึ่ง ที่ขนานนามตัวเองว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ ได้ให้คำจำกัดความว่า บิทคอยน์เป็นเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ แบบมือถึงมือ ที่จะชำระเงินออนไลน์ได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านสถาบันการเงิน เขาเรียกบิทคอยน์ว่า“เป็นการชำระเงินระบบอิเล็กทรอนิกส์’โดยใช้ cryptographic แสดงเป็นหลักฐานสร้างความเชื่อใจ ทำให้ทั้งสองฝ่ายเต็มใจที่จะทำธุรกรรมระหว่างกันโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องมีบุคคลที่สามที่เชื่อถือได้ เช่นธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิต

และนั่นคือสิ่งที่ Hanyecz ได้ทำในวันนั้นเมื่อปี 2010 นั่นคือการส่งการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์จากตัวเขาเองไปยังบุคคลอื่นโดยไม่ต้องมีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งตอนนั้นเขาอาจจะตัดสินใจผิดพลาดในการลงทุนโดยไม่รู้ตัว แต่ในที่สุดเขาก็ได้ใช้บิทคอยน์ตรงตามที่ได้รับการออกแบบมาได้ใช้ เป็นเรื่องง่ายที่จะลืมมันไปในตอนนี้ แต่คำมั่นสัญญาของบิทคอยน์ตั้งแต่แรกนั้นคือการเป็นสกุลเงินใหม่ ซึ่งเป็นการท้าทายเจ้าโลกสกุลเงิน fiat ที่เรียกว่าเงินดอลลาร์ (ซึ่งออกโดยรัฐบาล) บิทคอยน์เป็นเงินที่ไม่ต้องจับต้องหรือถือเงินจริง และช่วยให้ผู้คนดำเนินธุรกิจในราคาถูกลงและไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และเนื่องจากบิทคอยน์ถูกออกแบบให้มีจำนวนเหรียญคงที่ – ซึ่งจะมีจำนวน21ล้านเหรียญ ในปี 2140 และหลังจากนั้นจะไม่มีอีก ผู้คนจะสามารถใช้มันโดยไม่ต้องกังวลว่าเงินเฟ้อจะทำให้มูลค่ามันลดลง มันเป็นความแปลกใหม่ที่จะทำให้หลายคนหลงใหล ในปี 2018ที่ผ่านมา แจค ดอเซ่ ซีอีโอของทวิตเตอร์และผู้ก่อตั้ง สแควร์ กล่าวว่า “ในที่สุด โลกจะมีสกุลเงินเดียว โดยส่วนตัวผมเชื่อว่ามันจะเป็นบิทคอย” แม้ขณะปัจจุบันคนที่ออกมาต่อต้านและจับตาบิทคอยน์ ก็ยังชี้เล็งไปที่ แอพเพลพอล ที่มีแผนที่จะให้ผู้คน ทำธุรกรรมในสกุลเงินดิจิทัลในปี 2021 เพื่อเป็นหลักฐานว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้น

Bitcoin แทบยังไม่เคยทำหน้าที่เป็น สกุลเงิน

ยิ่งมีคนสะสม Bitcoin มากขึ้น ทำให้เป็นเหมือนการสะสมสินทรัพย์มากขึ้น เลยทำให้บิทคอยน์ทำหน้าที่ดูเป็นสกุลเงินน้อยลง

ในความจริงก็คือบิทคอยน์ยังไม่เคยทำหน้าที่เหมือนสกุลเงินจริงๆเลยสักครั้ง จากเริ่มแรกมีเพียงแค่ส่วนน้อยจริงๆ ที่ใช้บิทคอยน์ในสินค้าหรือบริการ และในจำนวนนั้นส่วนใหญ่เป็นสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายเช่นยาเสพติด การพนันออนไลน์ ธุรกรรมบิทคอยน์ส่วนใหญ่ ผู้คนเพียงแค่ซื้อมาและขายไป ตัวอย่างเช่นบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน เชนอะนายละสิส พบว่าในช่วงสี่เดือนแรกของปี 2019 มีเพียง 1.3% ของธุรกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับพ่อค้าและแนวโน้มดังกล่าวได้เร่งตัวขึ้นเมื่อมูลค่าของบิทคอยน์เพิ่มสูงขึ้น

แม้จะมีความดุเดือดในการเก็งกำไรบิทคอยน์เรื่อยมาแต่จำนวนการทำธุรกรรมก็เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในช่วงสองปีที่ผ่านมา และจำนวนดังกล่าวยังมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนธุรกรรมธนาคารอิเล็กทรอนิกส์และบัตรเครดิตทั้งหมดที่แทบไม่ต้องพูดถึง โดยเฉลี่ยแล้วมีธุรกรรมบิทคอยน์ประมาณ 325,000 รายการ รวมถึงการซื้อขายต่อวัน ซึ่งบัตรเครดิตมีการทำธุรกรรมถึงประมาณพันล้านรายการต่อวัน จุดล้มเหลวบางอย่างที่บิทคอยน์ยังเป็นสกุลเงินไม่ได้นั้น เกี่ยวข้องกับปัญหาในการดำเนินการ และที่ชัดเจนที่สุดคือการออกแบบบิทคอยทำให้การประมวลผลทางธุรกรรมช้ามาก ยกตัวอย่างเช่น วีซ่า ประมวลผลธุรกรรมประมาณ 6,000 รายการต่อวินาทีและสามารถดำเนินการได้หลายครั้ง แต่บิทคอยสามารถทำได้เพียง7 ครั้ง ดังนั้นการทำธุรกรรมบิทคอย มักใช้เวลานานในการดำเนินการ ซึ่งบิทคอยยังใช้ไม่ได้ผลดีนักกับการใช้บิทคอยที่ร้านสะดวกซื้อหรือซื้อของออนไลน์ ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมของบิทคอยก็สูงมากเช่นกัน ในช่วงการเติบโตของบิทคอยครั้งล่าสุดในปี 2017 ค่าธรรมเนียมสูงขึ้นถึง 55 ดอลลาห์สหรัฐต่อหนึ่งธุรกรรม และหลังจากนั้นราคาก็ได้ล่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็ว  เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 6ดอลลาห์สหรัฐ ในการซื้อของบางอย่างด้วยบิทคอย ซึ่งมันไม่ใช่ปัญหาหากเป็นการซื้อเพื่อการลงทุน แต่จะเป็นปัญหาใหญ่หากคุณต้องการซื้อเพียงแค่พิซซ่าหนึ่งถาด

ปัญหาที่พบมากที่สุดในบิทคอยน์ในเรื่องของสกุลเงินนั้นเกี่ยวข้องกับอุปทานของบิทคอยนั้นถูกควบคุมและจำกัด เนื่องจากอุปทานมีจำกัด ความต้องการของบิทคอยน์กลับเพิ่มสูงขึ้น (เพราะผู้คนเชื่อว่าพวกเขาสามารถรวยได้อย่างรวดเร็วด้วยการซื้อบิทคอยน์) มูลค่าของบิทคอยก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้น หากคุณเชื่อว่าบิทคอยจะกลายมาเป็นที่นิยม อย่างนั้นก็คงเป็นเรื่องโง่มากหากจะใช้บิทคอยน์จ่ายแค่ค่าพิซซ่า ดังนั้นคุณควรสะสมมันแล้วขายเมื่อราคาสูงขึ้น และเมื่อคุณทำความเข้าใจกับมัน คงไม่มีเหตุผลที่ผู้คนจะหยุดสะสมมันได้  ยิ่งมีคนสะสมบิทคอยมากขึ้นโดยถือว่ามันเป็นการลงทุนสินทรัพย์อย่างหนึ่งเพื่อเก็งกำไร ทำให้บทบาทที่มันจะเป็นสกุลเงินน้อยลง  ยิ่งไปกว่านั้นความผันผวนที่ไม่ธรรมดาของราคาบิทคอยน์ อย่างที่เราได้เห็นเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ราคาล่วงไป 10% และถึง 20% ในชั่วข้ามคืน ทำให้บุคคลและธุรกิจไม่ยอมรับบิทคอยน์ในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการจริง มีผู้คนที่ต้องรายรับต่อวันด้วยสิ่งที่ซึ่งราคาอาจมีค่าน้อยลง 10% ในวันพรุ่งนี้ (ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะมีค่าเพิ่มขึ้น 10% เช่นกัน ซึ่งมันคล้ายๆกับการพนัน ซึ่งสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ปัจจัยที่น่าสนใจในการทำธุรกิจ)

“เช่นเดียวกับทองคำ บิทคอยน์นั้นมีค่ามากถึงขนาดที่ผู้คนคิดว่ามันมีค่า นั่นคือคุณซื้อเพราะคิดว่าจะมีคนซื้อและต้องการมันมากขึ้นในอนาคต”

การเปลี่ยนแปลงของบิทคอยน์จากสกุลเงินเชิงสมมุติมาเป็นสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไรนั้น ถูกสร้างขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพในระบบตั้งแต่เริ่มต้น และนั่นคือเป้าหมายที่บิทคอยน์มุ่งหน้า มาโดยตลอด (คริปโตเคอเรนซี่ ได้เกิดขึ้นจากการออกแบบบิทคอยน์ให้ทำงานเป็นระบบสกุลเงิน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีระบบตัวไหนทำได้ใกล้เคียงและได้รับความสนใจเท่าบิทคอยน์) ถึงแม้ว่ามันได้ถูกออกแบบมาให้เป็นระบบการชำระเงินหรือเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แต่สิ่งที่ดึงดูดใจที่แท้จริงของบิทคอยน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “คลังแห่งคุณค่า” อะนาล้อกดิจิทัลชนิดหนึ่งที่มีค่าพอๆกับทองคำ บิทคอยน์นั้นมีค่ามากถึงขนาดที่ผู้คนคิดว่ามันมีค่า นั่นคือคุณซื้อเพราะคิดว่าจะมีคนซื้อและต้องการมันเพิ่มมากขึ้นในอนาคต แต่ในส่วนของทองคำนั้นมูลค่าของมันจะสูงเกินจริงไม่ได้เนื่องจากมีธนาคารกลางเป็นตัวกำหนด

สาเหตุที่บิทคอยน์ยังไม่มีมูลค่าที่แท้จริง เหมือนหุ้นและพันธบัตรนั้น ก็ไม่ได้หมายถึงว่านี่คือจุดจบ  แต่มันเพียงแค่แสดงให้เห็นว่าบิทคอยน์ ไม่ได้ถูกยึดติดกับแค่จุดประสงค์ดั้งเดิม แต่อาจจะเป็นวิธีการที่จะทำให้ผู้คนร่ำรวยอย่างรวดเร็ว (หรืออาจจะหมดตัวได้ในทางกลับกัน) หรืออีกนัยยะนึงคือการที่ผู้คนสามารถรักษาความมั่งคั่งของตัวเอง และปกป้องความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ เมื่อบิทคอยน์เริ่มเป็นระบบสกุลเงินดิจิทัล มันก็จะจบลงด้วยการเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล เช่นกัน

ที่มาบทความ https://marker.medium.com/the-bitcoin-dream-is-dead-8b621d2d7dbd

แปลและเรียบเรียงโดยทีมงาน Uhas.com

 

บทความนี้เกี่ยวกับโบรกเกอร์