U
UHAS
XAU/USD0.00%

Call Option และ Put Option คืออะไร

ในโลกการลงทุน คำว่า "ออปชัน" (Options) มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งเดียวกับ Binary Option หรือแม้กระทั่ง Forex

P
Patiphan Uhas
25 มกราคม 2564·4 นาทีอ่าน
แชร์
Call Option และ Put Option คืออะไร

ในโลกการลงทุน คำว่า "ออปชัน" (Options) มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งเดียวกับ Binary Option หรือแม้กระทั่ง Forex แต่ความจริงแล้วออปชันเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีโครงสร้างแตกต่างอย่างสิ้นเชิง บทความนี้จะอธิบายให้คุณเข้าใจว่า Call Option และ Put Option คืออะไร ทำงานอย่างไร และแตกต่างจากตลาด Forex หรือ Binary Option อย่างไร

สรุปสาระสำคัญ

  • ออปชัน (Options) คือสัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ในอนาคต ไม่ใช่การซื้อขายโดยตรงเหมือน Forex
  • Call Option ให้สิทธิในการซื้อ ส่วน Put Option ให้สิทธิในการขาย โดยผู้ซื้อออปชันจ่าย Premium เพื่อแลกกับสิทธินี้
  • ค่า Premium ประกอบด้วยมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) และมูลค่าตามเวลา (Time Value)
  • ผู้ซื้อออปชันมีสิทธิเลือกว่าจะใช้สิทธิหรือไม่ แต่ผู้ขายต้องปฏิบัติตามสัญญาเมื่อผู้ซื้อใช้สิทธิ

ออปชัน (Options) คืออะไร

ออปชัน (Options) คือสัญญาทางการเงินที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ในอนาคต ตามราคา (Strike Price) และจำนวนที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า ความแตกต่างสำคัญจากการซื้อขายทั่วไปคือผู้ซื้อออปชันมี "สิทธิ" แต่ไม่มี "หน้าที่" ที่จะต้องใช้สิทธินั้น

โดยหากผู้ซื้อตัดสินใจใช้สิทธิ ผู้ขายออปชันต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญา และเพื่อแลกกับสิทธินี้ ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ขายในวันทำสัญญา เรียกว่า "ค่าพรีเมี่ยม" (Premium)

ความแตกต่างระหว่าง Options กับ Forex และ Binary Options

ตลาด Forex เป็นการซื้อขายคู่เงินโดยตรง เมื่อคุณเปิดออร์เดอร์ Buy EUR/USD คุณกำลังซื้อยูโรและขายดอลลาร์จริงๆ ส่วน Binary Options เป็นการเดิมพันว่าราคาจะสูงกว่าหรือต่ำกว่าจุดที่กำหนดภายในเวลาที่กำหนด โดยใช้กราฟราคาจากตลาดจริงเป็นเพียงตัวอ้างอิง

ในขณะที่ Options เป็นสัญญาที่ซื้อขายในตลาดที่มีการควบคุม เช่น TFEX (Thailand Futures Exchange) มีโครงสร้างทางกฎหมายชัดเจน และผู้ซื้อสามารถเลือกที่จะใช้สิทธิหรือให้ออปชันหมดอายุไปได้

Call Option คืออะไร

คอลออปชัน (Call Option) คือสัญญาที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการ ซื้อ สินทรัพย์อ้างอิงในจำนวน ราคา และเวลาที่กำหนดไว้

วิธีทำงานของ Call Option

ผู้ซื้อ Call Option จ่ายค่า Premium เพื่อซื้อสิทธิในการซื้อสินทรัพย์ในอนาคต ตัวอย่างเช่น:

  • คุณซื้อ Call Option หุ้น ABC ที่ Strike Price 100.00 บาท หมดอายุในอีก 30 วัน
  • จ่ายค่า Premium 5.00 บาทต่อหุ้น (สัญญา 1 ฉบับมักครอบคลุม 100 หุ้น)
  • ต้นทุนรวม = 5.00 × 100 = 500.00 บาท

หากราคาหุ้น ABC ในวันหมดอายุเป็น 120.00 บาท คุณสามารถใช้สิทธิซื้อที่ 100.00 บาท แล้วขายในตลาดที่ 120.00 บาท กำไรสุทธิ = (120.00 - 100.00) × 100 - 500.00 = 1,500.00 บาท

แต่หากราคาหุ้น ABC ลงเหลือ 90.00 บาท คุณจะเลือกไม่ใช้สิทธิ (เพราะซื้อในตลาดถูกกว่า) และขาดทุนเพียงค่า Premium 500.00 บาทเท่านั้น

TIP

ข้อได้เปรียบของผู้ซื้อ Call Option: ความเสี่ยงจำกัดแค่ค่า Premium แต่ผลกำไรที่อาจได้รับไม่จำกัด

Put Option คืออะไร

พุทออปชัน (Put Option) คือสัญญาที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการ ขาย สินทรัพย์อ้างอิงในจำนวน ราคา และเวลาที่กำหนดไว้

วิธีทำงานของ Put Option

ผู้ซื้อ Put Option จ่ายค่า Premium เพื่อซื้อสิทธิในการขายสินทรัพย์ในอนาคต ตัวอย่างเช่น:

  • คุณซื้อ Put Option หุ้น XYZ ที่ Strike Price 80.00 บาท หมดอายุในอีก 30 วัน
  • จ่ายค่า Premium 3.00 บาทต่อหุ้น
  • ต้นทุนรวม = 3.00 × 100 = 300.00 บาท

หากราคาหุ้น XYZ ในวันหมดอายุลงเหลือ 60.00 บาท คุณสามารถซื้อหุ้นในตลาดที่ 60.00 บาท แล้วใช้สิทธิขายที่ 80.00 บาท กำไรสุทธิ = (80.00 - 60.00) × 100 - 300.00 = 1,700.00 บาท

แต่หากราคาหุ้น XYZ ขึ้นเป็น 100.00 บาท คุณจะเลือกไม่ใช้สิทธิ (เพราะขายในตลาดได้ราคาสูงกว่า) และขาดทุนเพียงค่า Premium 300.00 บาทเท่านั้น

INFO

Put Option มักใช้เป็นประกันความเสี่ยง (Hedging): นักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่สามารถซื้อ Put Option เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาตก

ค่าพรีเมี่ยม (Premium) คืออะไร

ค่าพรีเมี่ยม (Premium) คือจำนวนเงินที่ผู้ซื้อออปชันจ่ายให้ผู้ขายออปชันเพื่อแลกกับสิทธิตามสัญญา เงินจำนวนนี้เป็นต้นทุนของผู้ซื้อและเป็นรายได้ของผู้ขาย โดยผู้ขายจะได้รับ Premium ไม่ว่าผู้ซื้อจะใช้สิทธิหรือไม่ก็ตาม

องค์ประกอบของค่า Premium

ค่า Premium ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก:

1. มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value)

มูลค่าที่แท้จริงคือผลตอบแทนที่ได้หากใช้สิทธิทันทีในตอนนี้ (สำหรับออปชันแบบอเมริกัน)

สำหรับ Call Option:

  • Intrinsic Value = ราคาตลาดปัจจุบัน - Strike Price (ถ้าเป็นบวก)
  • ตัวอย่าง: หุ้น ABC ราคา 120.00 บาท, Strike Price 100.00 บาท → Intrinsic Value = 20.00 บาท

สำหรับ Put Option:

  • Intrinsic Value = Strike Price - ราคาตลาดปัจจุบัน (ถ้าเป็นบวก)
  • ตัวอย่าง: หุ้น XYZ ราคา 60.00 บาท, Strike Price 80.00 บาท → Intrinsic Value = 20.00 บาท

ออปชันที่มีมูลค่าที่แท้จริงเรียกว่า In-the-Money (ITM) ส่วนออปชันที่ Strike Price เท่ากับราคาตลาด (At-the-Money, ATM) และออปชันที่ไม่คุ้มค่าที่จะใช้สิทธิ (Out-of-the-Money, OTM) จะมี Intrinsic Value เป็นศูนย์

2. มูลค่าตามเวลา (Time Value)

มูลค่าตามเวลาคือส่วนต่างระหว่างค่า Premium กับมูลค่าที่แท้จริง คำนวณจาก:

Time Value = Premium - Intrinsic Value

มูลค่าตามเวลาสะท้อนถึง "ความหวัง" หรือความน่าจะเป็นที่ราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ก่อนหมดอายุ

ปัจจัยที่มีผลต่อ Time Value:

  • ระยะเวลาจนหมดอายุ: ยิ่งมีเวลาเหลือมาก Time Value ยิ่งสูง
  • ความผันผวนของราคา (Volatility): ยิ่งผันผวนมาก Time Value ยิ่งสูง
  • อัตราดอกเบี้ย: มีผลต่อต้นทุนในการถือครองสินทรัพย์
NOTE

Time Decay (การสลายตัวของเวลา): มูลค่าตามเวลาจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อใกล้วันหมดอายุ และจะเท่ากับศูนย์ในวันหมดอายุ นี่คือความเสี่ยงสำคัญของผู้ซื้อออปชัน

ตัวอย่างการคำนวณ Premium

สมมติ Call Option หุ้น ABC มี:

  • Strike Price: 100.00 บาท
  • ราคาตลาดปัจจุบัน: 115.00 บาท
  • Premium: 18.00 บาท

การคำนวณ:

  • Intrinsic Value = 115.00 - 100.00 = 15.00 บาท
  • Time Value = 18.00 - 15.00 = 3.00 บาท

นี่หมายความว่าผู้ซื้อยินดีจ่ายเพิ่มอีก 3.00 บาท เพื่อ "ซื้อเวลา" ลุ้นว่าราคาจะขึ้นต่อไปก่อนหมดอายุ

กลยุทธ์พื้นฐานในการเทรด Options

การซื้อ Call Option (Long Call)

เหมาะสำหรับ: นักลงทุนที่คาดว่าราคาสินทรัพย์จะขึ้นแรง

  • ความเสี่ยงสูงสุด: จำกัดที่ค่า Premium ที่จ่ายไป
  • ผลตอบแทนที่อาจได้: ไม่จำกัด
  • จุดคุ้มทุน (Break-even): Strike Price + Premium ที่จ่าย

การซื้อ Put Option (Long Put)

เหมาะสำหรับ: นักลงทุนที่คาดว่าราคาสินทรัพย์จะลดลง หรือต้องการป้องกันพอร์ตการลงทุน

  • ความเสี่ยงสูงสุด: จำกัดที่ค่า Premium ที่จ่ายไป
  • ผลตอบแทนที่อาจได้: สูงมาก (จนกว่าราคาจะเป็นศูนย์)
  • จุดคุ้มทุน: Strike Price - Premium ที่จ่าย

การขาย Covered Call

เหมาะสำหรับ: นักลงทุนที่ถือสินทรัพย์อยู่แล้วและต้องการสร้างรายได้เพิ่มเติม

  • ขายสิทธิให้ผู้อื่นซื้อสินทรัพย์ที่คุณถืออยู่
  • ได้รับ Premium ทันทีเป็นรายได้
  • ความเสี่ยง: จำกัดผลกำไรหากราคาพุ่งสูงเกิน Strike Price
TIP

สำหรับผู้เริ่มต้น: แนะนำให้เริ่มจากการซื้อ Options (Long Call/Put) ก่อนเพราะความเสี่ยงจำกัด อย่าเริ่มต้นด้วยการขาย Options โดยไม่มีความรู้เพียงพอ

ความเสี่ยงในการเทรด Options

สำหรับผู้ซื้อออปชัน

  1. Time Decay: มูลค่าตามเวลาลดลงอย่างรวดเร็วใกล้วันหมดอายุ
  2. ความผันผวนลดลง: หาก Volatility ลดลง ค่า Premium จะลดตาม
  3. เสี่ยงสูญเสีย Premium ทั้งหมด: หากราคาไม่เคลื่อนไหวตามที่คาด

สำหรับผู้ขายออปชัน

  1. ความเสี่ยงไม่จำกัด: โดยเฉพาะการขาย Naked Options (ขายโดยไม่ถือสินทรัพย์อ้างอิง)
  2. ภาระผูกพันในการปฏิบัติตามสัญญา: ต้องพร้อมส่งมอบสินทรัพย์หากผู้ซื้อใช้สิทธิ
  3. ต้องมี Margin เพียงพอ: โบรกเกอร์จะกันเงินไว้เป็น Margin
NOTE

คำเตือนสำคัญ: การขาย Naked Options มีความเสี่ยงสูงมาก ไม่แนะนำสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ควรเริ่มต้นจากการซื้อออปชันหรือใช้กลยุทธ์ Covered Call เท่านั้น

ข้อแตกต่างระหว่าง Options ตลาดไทยกับต่างประเทศ

ในประเทศไทย การซื้อขาย Options ทำได้ผ่าน TFEX (Thailand Futures Exchange) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. (SEC) มีความโปร่งใสและมาตรฐานสูง ไม่ใช่การพนันหรือตลาดสีเทา

สินทรัพย์อ้างอิงที่ซื้อขายได้ใน TFEX ได้แก่:

  • หุ้นเดี่ยว (Single Stock Options)
  • SET50 Index
  • สินค้าเกษตร (เช่น ข้าว ยางพารา)
  • ทองคำ

ส่วนตลาด Options ในต่างประเทศ เช่น CBOE (Chicago Board Options Exchange) จะมีสินทรัพย์อ้างอิงหลากหลายกว่า รวมถึงหุ้นต่างประเทศ ETFs และ Indices ต่างๆ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Options กับ Binary Options ต่างกันอย่างไร?

Options เป็นสัญญาที่มีการควบคุมโดยหน่วยงานราชการ ซื้อขายในตลาดที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีโครงสร้างราคาที่ซับซ้อน ส่วน Binary Options เป็นการเดิมพันแบบ "ได้หรือเสียทั้งหมด" ซึ่งในหลายประเทศถูกจัดเป็นการพนันและผิดกฎหมาย

ทำไมต้องจ่าย Premium ให้ผู้ขายออปชัน?

Premium คือค่าตอบแทนสำหรับความเสี่ยงที่ผู้ขายรับไว้ เมื่อคุณซื้อออปชัน คุณได้สิทธิแต่ไม่มีหน้าที่ ในขณะที่ผู้ขายมีหน้าที่แต่ไม่มีสิทธิ ผู้ขายจึงต้องได้รับค่าตอบแทนเป็น Premium

ควรซื้อ Call Option หรือ Put Option ในสถานการณ์ไหน?

ซื้อ Call Option เมื่อคุณคาดว่าราคาจะขึ้น และต้องการจำกัดความเสี่ยงไว้ที่ค่า Premium เท่านั้น ซื้อ Put Option เมื่อคุณคาดว่าราคาจะลง หรือต้องการป้องกันพอร์ตการลงทุนที่มีอยู่จากความเสี่ยงจากราคาตก

มูลค่าตามเวลา (Time Value) สลายตัวเร็วแค่ไหน?

Time Value ไม่ได้สลายตัวเป็นเส้นตรง แต่จะเร่งตัวในช่วง 30-45 วันสุดท้ายก่อนหมดอายุ ในสัปดาห์สุดท้ายจะสลายตัวเร็วที่สุด นี่เรียกว่า "Theta Decay" ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ขายออปชันแต่เป็นความเสี่ยงต่อผู้ซื้อ

ต้องมีเงินลงทุนเท่าไหร่ถึงจะเริ่มเทรด Options ได้?

ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์และสินทรัพย์อ้างอิง ในตลาด TFEX สัญญาออปชันแต่ละฉบับมีขนาดที่กำหนด (Contract Size) เช่น 100 หุ้น หากค่า Premium 5.00 บาทต่อหุ้น คุณต้องใช้เงิน 500.00 บาทสำหรับการซื้อ 1 สัญญา อย่างไรก็ตาม ควรมีเงินสำรองเพื่อบริหารความเสี่ยง

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง