เทรดหุ้นอเมริกาได้แล้ววันนี้! (โบรกเกอร์ exness เปิดให้เทรดหุ้นอเมริกาแล้ว เปิดให้เทรดหุ้น Facebook, Google, Netflix, Amazon, MasterCard, VISA)
exnesscom เทรดด้วยเงื่อนไขที่ดีกว่าตลาดบน MT4 และ MT5 สเปรดคงที่ ดำเนินการคำสั่งรวดเร็วและอีกมากมาย MT4 และ MT5 ไม่มีค่าธรรมเนียม

ตลาดหุ้นอเมริกากำลังเปิดประตูให้นักเทรดไทยเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ผ่านโบรกเกอร์อย่าง Exness ที่เปิดให้เทรดหุ้นยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, Google, Amazon, Netflix, Visa และ MasterCard ได้แล้ววันนี้ ไม่ต้องเปิดบัญชีหุ้นต่างประเทศแบบเดิมๆ แค่มีบัญชีเทรดก็เริ่มต้นได้ทันที
สรุปสาระสำคัญ
- Exness เปิดให้เทรดหุ้นอเมริกาผ่าน MT4 และ MT5 รวมหุ้นชั้นนำระดับโลก
- ตลาดหุ้นอเมริกามี 2 แห่งหลัก: NYSE และ NASDAQ — ใหญ่ที่สุดในโลก
- เวลาเทรด 20:30-05:00 น. ตามเวลาไทย (จันทร์-ศุกร์)
- เริ่มต้นด้วยบัญชีทดลองเพื่อฝึกกลยุทธ์ก่อนลงทุนจริง
- เลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตและเครื่องมือการเรียนรู้ครบถ้วน
ทำไมต้องเทรดหุ้นอเมริกา
ตลาดหุ้นอเมริกาดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกด้วยเหตุผลง่ายๆ — นี่คือที่รวมบริษัทระดับโลกที่สร้างรายได้หลักหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี เมื่อคุณซื้อหุ้น Google, Amazon หรือ Tesla คุณกำลังเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทเหล่านี้
ความแตกต่างที่สำคัญจากตลาดหุ้นไทย:
- สภาพคล่องสูงกว่า — มีผู้เทรดนับล้านคนทั่วโลก ซื้อ-ขายได้ง่ายทุกขนาดออเดอร์
- หลากหลายสินทรัพย์ — มีบริษัทจดทะเบียนกว่า 4,000 บริษัทใน NYSE และ 3,000+ ใน NASDAQ
- เทคโนโลยีชั้นนำ — หุ้นเทคฯ อย่าง Apple, Microsoft, NVIDIA นำตลาดโลก
- สกุลเงินดอลลาร์ — ป้องกันความเสี่ยงจากเงินบาทอ่อน
ก่อนปี 2020 คนไทยที่อยากเทรดหุ้นอเมริกาต้องเปิดบัญชีกับโบรกหุ้นต่างประเทศโดยตรง ใช้เวลานานและต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำสูง — ตอนนี้โบรกเกอร์ CFD อย่าง Exness ทำให้เข้าถึงง่ายขึ้นมาก
2 ตลาดหุ้นหลักของอเมริกา
New York Stock Exchange (NYSE)
NYSE ก่อตั้งปี 1792 เป็นตลาดหุ้นที่มี market cap รวมมากที่สุดในโลก ประมาณ 25 ล้านล้านดอลลาร์ (มีนาคม 2024) บริษัทที่จดทะเบียนที่นี่มักเป็นบริษัทใหญ่ที่มีประวัติยาวนาน เช่น:
- Visa (V) — เครือข่ายชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
- Mastercard (MA) — คู่แข่งหลักของ Visa
- Walmart (WMT) — ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่
- Coca-Cola (KO) — แบรนด์เครื่องดื่มระดับโลก
NASDAQ
NASDAQ เปิดตัวปี 1971 เป็นตลาดแรกที่ทำงานแบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เน้นบริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรรม มี market cap รวมประมาณ 20 ล้านล้านดอลลาร์ หุ้นเด่นที่นี่:
- Apple (AAPL) — บริษัทมูลค่าสูงสุดในโลกหลายปีติดต่อกัน
- Microsoft (MSFT) — ผู้นำด้าน software และ cloud computing
- Amazon (AMZN) — จาก e-commerce สู่ AWS ที่ครองตลาด cloud
- Google/Alphabet (GOOGL) — โฆษณาออนไลน์และ AI
- Facebook/Meta (META) — social media และ metaverse
- Netflix (NFLX) — streaming platform ที่เปลี่ยนวงการบันเทิง
- Tesla (TSLA) — ผู้นำรถยนต์ไฟฟ้า
เวลาเปิดเทรดและสิ่งที่ต้องรู้
เวลาซื้อขายหุ้นอเมริกา (ทั้ง NYSE และ NASDAQ):
- เวลาอเมริกา: 09:30-16:00 น. Eastern Time (จันทร์-ศุกร์)
- เวลาไทย (ฤดูร้อน): 20:30-03:00 น. (+1 วัน)
- เวลาไทย (ฤดูหนาว): 21:30-04:00 น. (+1 วัน)
อเมริกามีการปรับเวลา Daylight Saving Time (มีนาคม-พฤศจิกายน) ทำให้เวลาเปิดตลาดในไทยเปลี่ยนไป ตรวจสอบเวลาในโบรกเกอร์ของคุณทุกครั้ง
นอกจากเวลาเทรดปกติแล้ว ยังมี:
- Pre-market: 04:00-09:30 น. ET (11:00-20:30 น. เวลาไทย)
- After-hours: 16:00-20:00 น. ET (03:00-07:00 น. +1 วันเวลาไทย)
แต่ช่วงนอกเวลาซื้อขายปกตินี้มักมี spread กว้างและสภาพคล่องต่ำ — ไม่แนะนำสำหรับมือใหม่
เทรดหุ้นอเมริกาผ่าน Exness อย่างไร
ขั้นตอนการเริ่มต้น
- สมัครบัญชี Exness — กรอกข้อมูลพื้นฐานและยืนยันตัวตน (KYC) ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที
- เลือกประเภทบัญชี — Standard หรือ Pro (ขึ้นกับประสบการณ์และเงินทุน)
- ดาวน์โหลด MT4 หรือ MT5 — MetaTrader เป็นแพลตฟอร์มหลักในการเทรด Exness รองรับทั้งคู่
- ฝากเงิน — รองรับหลายช่องทาง: โอนธนาคาร, e-wallet, crypto ขั้นต่ำ $10.00
- ค้นหาหุ้นที่ต้องการ — พิมพ์ชื่อหรือ ticker symbol ใน Market Watch (เช่น AAPL, GOOGL)
- เปิดออเดอร์ — กำหนด lot size, stop loss, take profit แล้วกด Buy หรือ Sell
บัญชีทดลอง (Demo Account) — จำเป็นหรือไม่
จำเป็นมาก โดยเฉพาะถ้าคุณ:
- ไม่เคยเทรดหุ้นต่างประเทศมาก่อน
- ต้องการทดสอบกลยุทธ์ใหม่
- ยังไม่คุ้นเคยกับแพลตฟอร์ม MT4/MT5

บัญชีทดลองใช้เงินเสมือน $10,000.00 ข้อมูลราคาเป็น real-time เหมือนบัญชีจริง ฝึกฝนได้ไม่จำกัดเวลาโดยไม่เสี่ยงเงินจริง
ตั้งเป้าให้ทำกำไรได้สม่ำเสมอใน demo account อย่างน้อย 2-3 เดือนก่อนเปลี่ยนมาใช้เงินจริง — การทำกำไรใน demo ไม่รับประกันผลลัพธ์ในบัญชีจริง แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
1. ความผันผวนของตลาด
หุ้นเทคโนโลยีมักผันผวนมากกว่าหุ้นประเภทอื่น ราคา Tesla เคยขึ้น-ลงเกิน 10% ในวันเดียว ถ้าใช้ leverage สูง ความเสี่ยงเพิ่มเป็นทวีคูณ
2. Leverage และ Margin Call
Exness เปิดให้ใช้ leverage สูงสุด 1:20 สำหรับหุ้น CFD (แตกต่างจาก Forex ที่อาจให้ถึง 1:2000) ตัวอย่าง:

- เงินทุน: $1,000.00
- Leverage: 1:20
- Buying power: $20,000.00
- ซื้อหุ้น Amazon ที่ $180.00/หุ้น ได้ประมาณ 111 หุ้น
- ถ้าราคาลง 5% ($9.00/หุ้น) = ขาดทุน $999.00 (เกือบหมดบัญชี)
ห้ามใช้ leverage เต็มที่ — แม้โบรกเกอร์อนุญาตให้ใช้ 1:20 ไม่ได้แปลว่าควรใช้ เทรดเดอร์มืออาชีพมักใช้ไม่เกิน 1:5 สำหรับหุ้น ยิ่งมือใหม่ควรใช้ 1:2 หรือไม่ใช้เลยดีกว่า
3. ข่าวและ Earnings Report
หุ้นอเมริกามักเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงหลังประกาศผลประกอบการ (earnings) ทุกไตรมาส ตรวจสอบปฏิทินการประกาศผลก่อนเปิดออเดอร์ใหม่ — ถ้าไม่แน่ใจ ปิดออเดอร์ก่อนประกาศผลจะปลอดภัยกว่า
4. ค่าธรรมเนียม Overnight (Swap)
เมื่อถือออเดอร์ข้ามวัน จะมีค่า swap (ดอกเบี้ยที่เก็บหรือจ่าย) ขึ้นกับทิศทางออเดอร์และอัตราดอกเบี้ยของสินทรัพย์ ตรวจสอบอัตรา swap ในแต่ละหุ้นก่อน — บางตัวอาจเก็บสูงถึง 5-10% ต่อปี

กลยุทธ์พื้นฐานสำหรับมือใหม่
Swing Trading
ถือออเดอร์ 2-7 วัน โดยอาศัย technical analysis หาจังหวะ support/resistance เหมาะกับคนที่ทำงานประจำและไม่สามารถดูหน้าจอตลอดเวลา
ตัวอย่าง: ซื้อ Apple เมื่อราคาแตะ moving average 50-day แล้วปิดเมื่อขึ้นไป 3-5%
Trend Following
ซื้อหุ้นที่มี uptrend ชัดเจน ขายหุ้นที่ downtrend ใช้เครื่องมืออย่าง moving averages, MACD, RSI
กฎง่ายๆ:
- เมื่อ MA20 ตัด MA50 ขึ้น = สัญญาณซื้อ
- เมื่อ MA20 ตัด MA50 ลง = สัญญาณขาย
News-Based Trading
เทรดตามข่าวเศรษฐกิจหรือข่าวบริษัท เหมาะกับคนที่ติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ
ข้อควรระวัง: News trading มีความเสี่ยงสูงมาก ราคาอาจพุ่งไปกลับมาภายใน 1-2 นาที ตั้ง stop loss ให้กว้างพอและอย่าใช้ leverage สูง
ความแตกต่างระหว่างหุ้นจริงกับ CFD
เมื่อเทรดหุ้นผ่าน Exness คุณซื้อขาย CFD (Contract for Difference) ไม่ใช่หุ้นตัวจริง
| หุ้นจริง | CFD on Stocks |
|---|---|
| เป็นเจ้าของหุ้นจริง มีสิทธิ์ออกเสียง | ไม่มีความเป็นเจ้าของ เทรดแค่ผลต่างราคา |
| รับเงินปันผล (dividend) | รับ/จ่าย dividend adjustment |
| ไม่สามารถขายชอร์ต (short) ได้ง่าย | ขายชอร์ตได้สะดวก |
| ไม่มี leverage | ใช้ leverage ได้ถึง 1:20 |
| เก็บค่าคอมมิชชันสูง | ค่าคอมมิชชันต่ำหรือไม่มี |
CFD เหมาะกับคนที่ต้องการ:
- เทรดระยะสั้น (วัน-สัปดาห์)
- ใช้ leverage เพิ่ม buying power
- ขายชอร์ตเมื่อตลาดลง
ข้อควรระวังเมื่อเลือกโบรกเกอร์
ก่อนฝากเงินกับโบรกเกอร์ใดๆ ตรวจสอบ:
- ใบอนุญาต — ลูกค้าไทยเซ็นสัญญากับ Exness (SC) Ltd ใบอนุญาต FSA เซเชลส์ SD025 · ไม่ได้อยู่ใต้ FCA สหราชอาณาจักร และไม่มีการคุ้มครอง FSCS
- เงินทุนขั้นต่ำ — ยิ่งต่ำยิ่งดี เริ่มต้นที่ $10.00 ไม่ควรฝากมากกว่าที่เสียได้ในครั้งแรก
- ค่าธรรมเนียม — spread, commission, swap ต้องชัดเจน
- ระบบฝาก-ถอน — เร็วไหม มีค่าใช้จ่ายหรือไม่
- การศึกษา — มี education center, webinar, market analysis ให้ฟรีหรือไม่
ทรัพยากรเรียนรู้เพิ่มเติม
ก่อนเริ่มเทรดจริง แนะนำให้ศึกษาเพิ่มเติมจาก:
- Exness Education Center — บทความและวิดีโอเกี่ยวกับการเทรดพื้นฐาน
- TradingView — เครื่องมือ charting ฟรีพร้อม community ขนาดใหญ่
- Investopedia — พจนานุกรมและบทความการเงินแบบละเอียด
- SEC.gov — ข้อมูลบริษัทที่จดทะเบียนในอเมริกาทั้งหมด
- Yahoo Finance / Google Finance — ข้อมูลราคาและข่าวหุ้นแบบ real-time
ติดตาม earning calendar ใน Investing.com หรือ Earnings Whispers เพื่อรู้ว่าหุ้นตัวไหนจะประกาศผลเมื่อไหร่ — ช่วงนี้มักมีความผันผวนสูง
บทสรุป
การเทรดหุ้นอเมริกาผ่านโบรกเกอร์อย่าง Exness เปิดโอกาสให้นักเทรดไทยเข้าถึงตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้สะดวกและรวดเร็ว โดยไม่ต้องเปิดบัญชีหุ้นต่างประเทศแบบเดิมๆ ที่ยุ่งยากและใช้เงินทุนสูง แต่ก่อนเริ่มต้น อย่าลืมว่า:
- เริ่มจากบัญชีทดลองเสมอ
- ศึกษาพื้นฐานตลาดหุ้นและกลยุทธ์การเทรด
- ใช้ leverage อย่างระมัดระวัง — ยิ่งมือใหม่ยิ่งควรใช้น้อย
- ตั้ง stop loss ทุกออเดอร์
- อย่าลงทุนเงินที่เสียแล้วกระทบชีวิต
การเทรดหุ้นต่างประเทศต้องใช้เวลาเรียนรู้และฝึกฝน ผลตอบแทนไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ถ้าคุณสร้างระบบที่ดี มีวินัย และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โอกาสในการสร้างรายได้ระยะยาวมีอยู่จริง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะเริ่มเทรดหุ้นอเมริกาได้
Exness เปิดบัญชีขั้นต่ำที่ $10.00 แต่เราแนะนำให้เริ่มต้นอย่างน้อย $500.00-$1,000.00 เพื่อให้มี margin เพียงพอรับความผันผวนและตั้ง stop loss ได้สบาย ถ้าเงินทุนน้อยกว่านี้ ควรเทรดในบัญชีทดลองก่อน
2. CFD กับหุ้นจริงต่างกันอย่างไร — แบบไหนดีกว่า
CFD ให้คุณเทรดผลต่างราคา ไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นจริง มี leverage และขายชอร์ตได้ง่าย เหมาะกับคนที่เทรดระยะสั้น หุ้นจริง คุณเป็นเจ้าของจริง รับเงินปันผล เหมาะกับการลงทุนระยะยาว ถ้าคุณเทรดวันต่อวัน CFD สะดวกกว่า ถ้าถือยาว 5-10 ปี ซื้อหุ้นจริงดีกว่า
3. เทรดหุ้นอเมริกาในไทยถูกกฎหมายหรือไม่
ถูกกฎหมาย เมื่อคุณเทรดผ่านโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่ได้รับการยอมรับ (FCA, CySEC, ASIC ฯลฯ) แต่กำไรที่ได้จะต้องรายงานภาษีตาม พ.ร.บ. ภาษีเงินได้ของไทย — ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความชัดเจน
4. ถ้าโบรกเกอร์ล้ม เงินของเราจะหายไหม
โบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตมักแยกเงินลูกค้า (segregated account) ออกจากเงินทุนของบริษัท และมีกองทุนชดเชย (compensation fund) ตามกฎของแต่ละประเทศ เช่น FCA (UK) คุ้มครองถึง £85,000 ต่อบัญชี แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ — อย่าฝากเงินเกินความจำเป็น
5. ควรเทรดหุ้นตัวไหนดีสำหรับมือใหม่
เริ่มจากหุ้นที่คุณรู้จักและใช้งานทุกวัน เช่น Apple, Microsoft, Amazon, Google — บริษัทเหล่านี้มีสภาพคล่องสูง ข้อมูลข่าวสารเยอะ และเคลื่อนไหวค่อนข้างมีระเบียบกว่าหุ้นเทคเล็กๆ หลีกเลี่ยงหุ้น penny stocks หรือหุ้นที่ผันผวนมากเกินไป (เช่น meme stocks) จนกว่าจะมีประสบการณ์มากพอ
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Uhas Admin
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →