U
UHAS
XAU/USD0.00%

แนะนำคู่เงินหลัก Forex ที่คุณควรเทรดมากที่สุดในปีนี้

พาเจาะลึก 7 คู่เงิน Forex ที่น่าจับตามองในปี 2024 พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว เพื่อช่วยคุณตัดสินใจลงทุนได้อย่างชาญฉลาด

P
Patiphan Uhas
3 ตุลาคม 2567·4 นาทีอ่าน
แชร์
แนะนำ 7 คู่เงิน Forex ที่นักเทรดนิยมเทรดมากที่สุดในปี 2024

การเลือกคู่เงินที่เหมาะสมคือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้คุณสามารถสร้างผลตอบแทนจากตลาด Forex ได้อย่างต่อเนื่อง ในบทความนี้ เราจะพาคุณเจาะลึกถึง 7 คู่เงินหลักที่มีสภาพคล่องสูง มีข้อมูลวิเคราะห์มากพอสำหรับการตัดสินใจ และเหมาะกับทั้งเทรดเดอร์มือใหม่และมืออาชีพในปี 2024

สรุปสาระสำคัญ

  • EUR/USD และ USD/JPY เป็นคู่เงินที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด เหมาะกับเทรดเดอร์ทุกระดับ
  • คู่เงินที่เชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น AUD/USD และ USD/CAD ต้องติดตามราคาทองคำและน้ำมัน
  • GBP/USD มีความผันผวนสูง สร้างโอกาสทำกำไรได้มาก แต่ต้องบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด
  • ควรทดลองเทรดด้วยบัญชี Demo ก่อนลงเงินจริง เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของแต่ละคู่เงิน

EUR/USD — คู่เงินที่มีสภาพคล่องสูงสุดในโลก

คู่เงิน EUR/USD ครองตำแหน่งคู่เงินที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดในตลาด Forex โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 24% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดในตลาด ข้อได้เปรียบหลักของคู่เงินนี้คือ spread ที่แคบมาก มักอยู่ที่ 0.1-0.2 pips ในช่วงเวลาที่มีสภาพคล่องสูง

การเคลื่อนไหวของ EUR/USD มักได้รับอิทธิพลจาก:

  • นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)
  • ข้อมูลเศรษฐกิจจากยูโรโซนและสหรัฐอเมริกา เช่น GDP, Inflation, Employment
  • เหตุการณ์ทางการเมืองในยุโรปและสหรัฐฯ

คู่เงินนี้เหมาะกับเทรดเดอร์ทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการใช้กลยุทธ์ Technical Analysis หรือ Price Action เพราะมีข้อมูลประวัติศาสตร์มากพอสำหรับการวิเคราะห์รูปแบบราคา

TIP

EUR/USD มีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนในช่วง London Session (15:00-00:00 น. เวลาไทย) และ New York Session (20:00-05:00 น. เวลาไทย) เป็นช่วงเวลาที่มีโอกาสทำกำไรสูงสุด

USD/JPY — คู่เงินที่เหมาะกับกลยุทธ์ Carry Trade

USD_JPY

คู่เงิน USD/JPY เป็นคู่เงินอันดับสองที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด คิดเป็นประมาณ 13.5% ของตลาด Forex ทั้งหมด สกุลเงินเยนญี่ปุ่นมีลักษณะพิเศษคือถูกใช้เป็น "สกุลเงินปลอดภัย" (Safe Haven Currency) ในช่วงที่ตลาดการเงินโลกผันผวน

ปัจจัยที่ส่งผลต่อ USD/JPY:

  • นโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งมักรักษาอัตราดอกเบี้ยต่ำ
  • ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่น (Interest Rate Differential)
  • ความเสี่ยงในตลาดการเงินโลก — เมื่อตลาดมีความเสี่ยงสูง เงินเยนมักแข็งค่าขึ้น

นักเทรดที่ใช้กลยุทธ์ Carry Trade มักชื่นชอบคู่เงินนี้ เพราะสามารถรับ Swap (Interest) จากการถือ Long Position ในสกุลเงินที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ควรระวังเหตุการณ์ที่ทำให้เงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็ว (Yen Appreciation) ซึ่งอาจส่งผลให้ขาดทุนได้

GBP/USD — คู่เงินที่มีความผันผวนสูง

คู่เงิน GBP/USD หรือที่เรียกว่า "Cable" มีชื่อเสียงในเรื่องความผันผวนสูง โดยมี Average Daily Range ประมาณ 100-150 pips ซึ่งสูงกว่าคู่เงินหลักอื่นๆ ความผันผวนนี้สร้างโอกาสทำกำไรได้มาก แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย

แผนภาพความผันผวนกับระยะ Stop Loss: ตลาดนิ่งแท่งเทียนสั้นใช้ระยะหยุดขาดทุนแคบได้ ตลาดเหวี่ยงแท่งยาวต้องเผื่อระยะกว้างขึ้น
แผนภาพความผันผวนกับระยะ Stop Loss: ตลาดนิ่งแท่งเทียนสั้นใช้ระยะหยุดขาดทุนแคบได้ ตลาดเหวี่ยงแท่งยาวต้องเผื่อระยะกว้างขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อ GBP/USD:

  • นโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England)
  • ข้อมูลเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะ GDP, Inflation, และ Employment
  • ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป (Post-Brexit)
  • เหตุการณ์ทางการเมืองในสหราชอาณาจักร
NOTE

GBP/USD มีความเสี่ยงสูง ไม่แนะนำให้ใช้ leverage เกิน 1:30 สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ และควรตั้ง Stop Loss ทุกครั้งที่เข้า Position

คู่เงินนี้เหมาะกับเทรดเดอร์ที่:

  • มีประสบการณ์ในการบริหารความเสี่ยง
  • สามารถติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองได้อย่างใกล้ชิด
  • ต้องการทำกำไรจาก Price Swing ขนาดใหญ่

AUD/USD — คู่เงินที่เชื่อมโยงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์

คู่เงิน AUD/USD หรือที่เรียกว่า "Aussie" มีลักษณะพิเศษคือเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำ แร่เหล็ก และถ่านหิน ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของออสเตรเลีย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อ AUD/USD:

  • ราคาทองคำในตลาดโลก — มีความสัมพันธ์เชิงบวกประมาณ 0.70-0.80
  • การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของออสเตรเลีย
  • นโยบายการเงินของธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA)
  • ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก

นักเทรดที่สนใจตลาดสินค้าโภคภัณฑ์สามารถใช้ความรู้นี้ในการวิเคราะห์ AUD/USD ได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาทองคำขึ้น และเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มดี โอกาสที่เงินดอลลาร์ออสเตรเลียจะแข็งค่าก็สูงขึ้นตามไปด้วย

USD/CAD — คู่เงินที่ต้องติดตามราคาน้ำมัน

คู่เงิน USD/CAD หรือ "Loonie" มีความสัมพันธ์แบบ inverse กับราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate) เนื่องจากแคนาดาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ เมื่อราคาน้ำมันขึ้น เงินดอลลาร์แคนาดามักแข็งค่า ทำให้ USD/CAD ลดลง

ปัจจัยสำคัญ:

  • ราคาน้ำมันดิบ WTI — มีความสัมพันธ์เชิงลบประมาณ -0.85
  • นโยบายการเงินของธนาคารกลางแคนาดา (Bank of Canada)
  • ข้อมูลเศรษฐกิจของแคนาดาและสหรัฐอเมริกา
  • ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ (USMCA Agreement)

เทรดเดอร์ที่เข้าใจตลาดพลังงานสามารถใช้ความรู้นี้ในการคาดการณ์การเคลื่อนไหวของ USD/CAD ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น หากคาดว่าราคาน้ำมันจะขึ้นเนื่องจากการลดกำลังการผลิตของ OPEC+ คุณอาจพิจารณา Short USD/CAD

INFO

USD/CAD มักมีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนในวันที่มีการประกาศข้อมูลสต็อกน้ำมันของสหรัฐ (EIA Crude Oil Inventories) ทุกวันพุธเวลา 22:30 น. (เวลาไทย)

USD/CHF — คู่เงินปลอดภัยสำหรับช่วงตลาดผันผวน

USD_CHF

คู่เงิน USD/CHF หรือ "Swissie" เป็นคู่เงินที่มีเสถียรภาพสูง เนื่องจากฟรังก์สวิสเป็น Safe Haven Currency เช่นเดียวกับเงินเยน ในช่วงที่ตลาดการเงินโลกมีความไม่แน่นอน นักลงทุนมักย้ายเงินเข้ามาถือครองฟรังก์สวิส

ลักษณะเด่นของ USD/CHF:

  • ความผันผวนต่ำกว่าคู่เงินหลักอื่นๆ มี Average Daily Range ประมาณ 60-90 pips
  • มักเคลื่อนไหวใน Correlation เชิงลบกับ EUR/USD (Negative Correlation ประมาณ -0.90)
  • เหมาะกับการใช้กลยุทธ์ Technical Analysis เพราะเคลื่อนไหวตาม Trend ที่ชัดเจน

ปัจจัยที่ส่งผลต่อ USD/CHF:

  • นโยบายการเงินของธนาคารกลางสวิส (SNB) ซึ่งมักเข้ามาแทรกแซงตลาดเพื่อป้องกันฟรังก์สวิสแข็งค่าเกินไป
  • ความเสี่ยงในตลาดการเงินโลก (Risk Sentiment)
  • ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐและสวิตเซอร์แลนด์

เทรดเดอร์ที่ชื่นชอบการใช้กลยุทธ์ Technical มักเลือกคู่เงินนี้ เพราะมีความชัดเจนของ Support/Resistance และเคารพ Trendline มากกว่าคู่เงินอื่น

NZD/USD — โอกาสสำหรับเทรดเดอร์ที่ชอบความท้าทาย

คู่เงิน NZD/USD หรือ "Kiwi" เป็นคู่เงินที่มีปริมาณการซื้อขายน้อยกว่าคู่เงินหลักอื่นๆ แต่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะในช่วง Asian Session ซึ่งเป็นเวลาทำการหลักของนิวซีแลนด์

ปัจจัยที่ส่งผลต่อ NZD/USD:

  • ภาคการเกษตร โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นม ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของนิวซีแลนด์
  • การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและออสเตรเลีย ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ
  • นโยบายการเงินของธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ)
  • ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก

คู่เงินนี้มักมี spread ที่กว้างกว่าคู่เงินหลักอื่นๆ ประมาณ 1.5-2.5 pips ทำให้ไม่เหมาะกับ Scalping แต่เหมาะกับ Swing Trading หรือ Position Trading ที่ถือ Position ระยะยาว

TIP

NZD/USD มักมีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนหลังจากการประกาศนโยบายการเงินของ RBNZ ซึ่งจัดทุก 7 สัปดาห์ เป็นโอกาสทำกำไรที่ดี

วิธีเลือกคู่เงินที่เหมาะกับคุณ

การเลือกคู่เงินไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง:

1. ระดับประสบการณ์

  • มือใหม่: เริ่มต้นกับ EUR/USD และ USD/JPY ที่มี spread แคบและข้อมูลวิเคราะห์มาก
  • มือกลาง: ทดลอง GBP/USD, AUD/USD, USD/CAD เพื่อหาโอกาสที่หลากหลาย
  • มืออาชีพ: สามารถเทรดทุกคู่เงิน รวมถึง Exotic Pairs

2. สไตล์การเทรด

  • Scalping: เลือก EUR/USD, USD/JPY ที่มี spread แคบและสภาพคล่องสูง
  • Day Trading: GBP/USD, EUR/USD เหมาะสมเพราะมีการเคลื่อนไหวมากในหนึ่งวัน
  • Swing Trading: AUD/USD, NZD/USD ที่เคลื่อนไหวตาม Trend ยาว

3. ช่วงเวลาที่เทรด

  • Asian Session (06:00-15:00 น. เวลาไทย): AUD/USD, NZD/USD, USD/JPY
  • London Session (15:00-00:00 น. เวลาไทย): EUR/USD, GBP/USD, USD/CHF
  • New York Session (20:00-05:00 น. เวลาไทย): ทุกคู่เงินหลัก โดยเฉพาะ USD/CAD

4. ความรู้พิเศษ

  • ถ้าเข้าใจตลาดน้ำมัน: USD/CAD
  • ถ้าเข้าใจตลาดทองคำ: AUD/USD
  • ถ้าติดตามการเมืองสหราชอาณาจักร: GBP/USD

ขั้นตอนเริ่มต้นเทรดคู่เงินที่เลือก

เมื่อคุณเลือกคู่เงินที่สนใจได้แล้ว ควรทำตามขั้นตอนเหล่านี้:

1. ศึกษาพื้นฐาน เรียนรู้ปัจจัยที่ส่งผลต่อคู่เงินนั้น ติดตามปฏิทินเศรษฐกิจ (Economic Calendar) เพื่อรู้ว่ามีข่าวสำคัญอะไรบ้าง

2. เปิดบัญชี Demo ทดลองเทรดด้วยบัญชี Demo อย่างน้อย 2-3 เดือน เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของคู่เงินและทดสอบกลยุทธ์

3. วิเคราะห์ทั้ง Technical และ Fundamental ใช้ Technical Analysis เพื่อหาจุดเข้า-ออก และใช้ Fundamental Analysis เพื่อเข้าใจแนวโน้มระยะยาว

4. เริ่มต้นด้วยเงินทุนเล็ก เมื่อเปลี่ยนมาเทรดบัญชีจริง เริ่มต้นด้วยเงินทุนเล็กและ Position Size ที่เหมาะสม ไม่ควรเสี่ยงเกิน 1-2% ของเงินทุนต่อ Trade

5. เลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสม โบรกเกอร์ที่ดีควรมี:

  • ใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เชื่อถือได้ (เช่น FCA, ASIC, CySEC)
  • Spread แคบและไม่มีค่า Commission ที่แพงเกินไป
  • Platform ที่ใช้งานสะดวก เช่น MetaTrader 4/5
  • ฝาก-ถอนเงินสะดวกและรวดเร็ว
INFO

หากคุณกำลังมองหาโบรกเกอร์ที่เหมาะสม แนะนำให้อ่านบทความ เทรด forex โบรกไหนดี เพื่อเปรียบเทียบโบรกเกอร์ชั้นนำและเลือกที่เหมาะกับคุณที่สุด

สรุป

ทั้ง 7 คู่เงินที่เราแนะนำมีลักษณะเฉพาะและโอกาสทางการลงทุนที่แตกต่างกัน:

  • EUR/USD และ USD/JPY เหมาะกับเทรดเดอร์ทุกระดับ
  • GBP/USD เหมาะกับผู้ที่ต้องการทำกำไรสูงและรับความเสี่ยงได้
  • AUD/USD และ USD/CAD เหมาะกับผู้ที่เข้าใจตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
  • USD/CHF เหมาะกับการใช้กลยุทธ์เทคนิคอล
  • NZD/USD เหมาะกับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์และชอบความท้าทาย

ความสำเร็จในการเทรด Forex ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกคู่เงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการบริหารความเสี่ยง การวิเคราะห์อย่างรอบคอบ และการเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสม หากคุณต้องการเรียนรู้เทคนิคและกลยุทธ์การเทรดเพิ่มเติม สามารถศึกษาจาก คอร์สเรียนเทรด Forex ที่ Uhas ซึ่งรวบรวมความรู้ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงขั้นสูงไว้อย่างครบถ้วน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คู่เงินไหนเหมาะกับมือใหม่ที่สุด?

EUR/USD เหมาะกับมือใหม่ที่สุด เพราะมี spread แคบที่สุด (0.1-0.2 pips), สภาพคล่องสูง, และมีข้อมูลวิเคราะห์มากที่สุด คุณสามารถหาข่าวสารและบทวิเคราะห์ได้ง่าย และการเคลื่อนไหวมักเป็นไปตาม Technical Analysis

ควรเทรดกี่คู่เงินพร้อมกัน?

สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เทรดไม่เกิน 2-3 คู่เงิน เพื่อให้สามารถติดตามและวิเคราะห์ได้อย่างละเอียด เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น สามารถเพิ่มได้ตามความสามารถในการบริหารจัดการ แต่ไม่ควรเกิน 5-7 คู่เงินเพื่อไม่ให้สับสน

คู่เงินไหนมีความเสี่ยงสูงสุด?

GBP/USD และ NZD/USD มีความเสี่ยงสูงสุดเนื่องจากมีความผันผวนมาก GBP/USD มี Average Daily Range ประมาณ 100-150 pips ซึ่งสูงกว่าคู่เงินอื่น นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจากข่าวการเมืองและเศรษฐกิจ

ควรใช้ leverage เท่าไหร่สำหรับแต่ละคู่เงิน?

สำหรับคู่เงินที่มีความผันผวนต่ำ (EUR/USD, USD/JPY, USD/CHF) สามารถใช้ leverage ได้สูงสุด 1:30-1:50 สำหรับคู่เงินที่ผันผวนสูง (GBP/USD, NZD/USD) ควรใช้ leverage ไม่เกิน 1:20-1:30 และควรบริหาร Position Size ให้เสี่ยงไม่เกิน 1-2% ต่อ Trade

เวลาไหนเหมาะกับการเทรดแต่ละคู่เงิน?

EUR/USD และ GBP/USD เหมาะกับ London Session (15:00-00:00 น.) และ New York Session (20:00-05:00 น.) USD/JPY, AUD/USD, NZD/USD เหมาะกับ Asian Session (06:00-15:00 น.) USD/CAD เหมาะกับ New York Session เพราะทั้งสองประเทศอยู่ในโซนเวลาใ

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง