3 เทคนิคการเล่น Forex ให้ได้กําไร ที่ไม่ควรพลาด
นอกจาการหาความรู้เกี่ยวกับการเทรด การมองหาเทคนิคการเล่น Forex เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการเทรดของเราด้วยนั้น อาจช่วยสร้างผลกำไรให้กับเราได้

การเทรด Forex ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวงหรือการคาดเดา แต่ต้องอาศัยทักษะ ระเบียบวินัย และเทคนิคการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ในบทความนี้ เราจะพาคุณทำความรู้จักกับ 3 เทคนิคหลักที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้ในการป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างกำไรอย่างต่อเนื่องในตลาด Forex
สรุปสาระสำคัญ
- Stop Loss คือเครื่องมือปกป้องเงินทุนจากความผันผวนของตลาด Forex ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ 100%
- Take Profit ช่วยล็อคกำไรและป้องกันการกลับตัวของราคาที่อาจทำให้พอร์ตขาดทุนทันที
- ระเบียบวินัยในการเทรดคือปัจจัยสำคัญที่แยกนักเทรดมืออาชีพออกจากนักพนัน
ทำไมเทคนิคการบริหารความเสี่ยงถึงสำคัญกว่าการหาจังหวะเทรด
ตลาด Forex มีปริมาณการซื้อขายมากกว่า 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน ทำให้เกิดความผันผวนสูงและมีการเคลื่อนไหวของราคาอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เทรดเดอร์มืออาชีพจึงไม่ได้มุ่งเน้นแค่การหาจุด Entry ที่ดีเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก
สถิติแสดงให้เห็นว่าเทรดเดอร์มากกว่า 70% ขาดทุนในตลาด Forex ไม่ใช่เพราะไม่มีความรู้ แต่เพราะขาดระเบียบวินัยในการบริหารความเสี่ยง การมีเทคนิคที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณอยู่ในตลาดได้ยาวนานพอที่จะเรียนรู้และปรับปรุงทักษะ
1. Stop Loss — ตัดขาดทุนก่อนที่จะสายเกินไป
Stop Loss คือคำสั่งปิดออร์เดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนไปในทิศทางตรงข้ามจากที่คุณคาดการณ์ไว้ถึงระดับที่กำหนด นี่คือเครื่องมือพื้นฐานที่สุดแต่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันความเสียหายจากการเทรดที่ผิดพลาด

การตั้ง Stop Loss อย่างมีประสิทธิภาพ
การวาง Stop Loss ที่ดีไม่ใช่แค่การกำหนดระยะห่างจากจุด Entry แบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ต้องพิจารณาจากโครงสร้างราคาและความผันผวนของคู่สกุลเงินนั้นๆ
ตัวอย่างการคำนวณ Stop Loss
สมมติคุณเทรด EUR/USD ที่ราคา 1.0850 โดยคาดหวังว่าราคาจะขึ้นไปถึง 1.0950 (Take Profit 100 pips)
- หากใช้ Risk:Reward ratio 1:2 คุณควรตั้ง Stop Loss ที่ 1.0800 (ห่าง 50 pips)
- ด้วยขนาด lot 0.10 การขาดทุนสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 50.00 USD
- หากพอร์ตมีเงินทุน 1,000.00 USD คุณเสี่ยงแค่ 5% ต่อออร์เดอร์
ห้ามเลื่อน Stop Loss ออกไปไกลขึ้นเมื่อราคาเคลื่อนไปในทิศทางตรงข้าม พฤติกรรมนี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้เทรดเดอร์ขาดทุนหนักและเสียบัญชีทั้งหมดในที่สุด
ทำไมเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ใช้ Stop Loss
ข้อมูลจากหลายโบรกเกอร์แสดงว่าเทรดเดอร์มือใหม่มากกว่า 60% ไม่ตั้ง Stop Loss หรือเลื่อน Stop Loss เมื่อราคาใกล้จะถูก เหตุผลหลักมาจากจิตวิทยาที่ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองคาดการณ์ผิด
อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงของตลาด Forex คือไม่มีใครสามารถคาดการณ์ทิศทางราคาได้ถูกต้อง 100% แม้แต่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ก็ยังขาดทุนบ้างในบางเดือน การตั้ง Stop Loss จึงเป็นการยอมรับว่าการเทรดแต่ละครั้งมีความเสี่ยง และเราต้องควบคุมความเสี่ยงนั้นให้อยู่ในระดับที่รับได้
2. Take Profit — ล็อคกำไรก่อนที่ตลาดจะกลับตัว
Take Profit คือคำสั่งปิดออร์เดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนไปถึงเป้าหมายกำไรที่คุณกำหนดไว้ แม้จะดูง่าย แต่การตั้ง Take Profit อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยการวางแผนและความเข้าใจเรื่อง Risk:Reward ratio
ปัญหาของ "ความโลภ" ในการเทรด
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือ: เทรดเดอร์เปิดออร์เดอร์ซื้อ EUR/USD ที่ 1.0800 เมื่อราคาขึ้นมาถึง 1.0900 (กำไร 100 pips) คิดว่าราคาจะขึ้นต่อไปถึง 1.1000 จึงไม่ปิดออร์เดอร์ แต่แล้วราคากลับลงมาที่ 1.0850 ทำให้กำไรที่เคยมีหายไปเกือบหมด ในบางกรณีราคาอาจลงต่อจนถึง Stop Loss ทำให้เทรดที่ควรได้กำไร 100 pips กลายเป็นขาดทุนไป 50 pips
การกำหนด Take Profit ตาม Risk:Reward Ratio
เทรดเดอร์มืออาชีพมักใช้ Risk:Reward ratio อย่างน้อย 1:2 หมายความว่า:
- หากคุณยอมเสี่ยงขาดทุน 50.00 USD ต่อออร์เดอร์
- คุณควรตั้งเป้ากำไรไว้อย่างน้อย 100.00 USD
ตัวอย่างการคำนวณ Take Profit
เปิดออร์เดอร์ Buy GBP/USD ที่ 1.2500 ด้วยขนาด 0.10 lot
- Stop Loss: 1.2450 (ห่าง 50 pips = ขาดทุนสูงสุด 50.00 USD)
- Take Profit: 1.2600 (ห่าง 100 pips = กำไรเป้าหมาย 100.00 USD)
- Risk:Reward ratio = 1:2
ใช้เทคนิค "Partial Profit Taking" โดยปิด 50% ของออร์เดอร์เมื่อราคาถึงเป้าหมายแรก จากนั้นเลื่อน Stop Loss ของ 50% ที่เหลือมาที่จุด Break Even เพื่อให้กำไรวิ่งต่อโดยไม่มีความเสี่ยง
ข้อควรระวังในการตั้ง Take Profit
อย่าตั้ง Take Profit ไว้ใกล้ระดับแนวรับแนวต้านสำคัญเกินไป เพราะราคามักจะกลับตัวก่อนถึงระดับดังกล่าว ควรตั้งเป้าหมายให้ห่างจากแนวรับแนวต้านอย่างน้อย 5-10 pips เพื่อเพิ่มโอกาสที่ราคาจะทะลุและถึง Take Profit ของคุณ
3. ระเบียบวินัยในการเทรด — จุดแยกระหว่างนักเทรดกับนักพนัน
ระเบียบวินัยคือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จกับผู้ที่ล้มเหลว การมีระบบเทรดที่ดีแต่ไม่ปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอจะไม่สามารถสร้างผลกำไรในระยะยาวได้
องค์ประกอบของระเบียบวินัยในการเทรด
1. Trading Plan ที่ชัดเจน
- กำหนดคู่สกุลเงินที่จะเทรด (ไม่ควรเกิน 3-4 คู่)
- ระบุกรอบเวลาที่ใช้วิเคราะห์ (เช่น Daily chart สำหรับแนวโน้ม, H4 สำหรับจุด Entry)
- กำหนดเงื่อนไขการเข้าออร์เดอร์ที่ชัดเจน (เช่น ต้องมี signal จาก indicator อย่างน้อย 2 ตัวสอดคล้องกัน)
2. Risk Management ที่เข้มงวด
- เสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนต่อออร์เดอร์
- ขาดทุนรวมในแต่ละวันไม่เกิน 5% ของเงินทุน
- ถ้าขาดทุนถึงขอบเขต ให้หยุดเทรดในวันนั้นทันที
3. การบันทึก Trading Journal
เทรดเดอร์มืออาชีพทุกคนจะบันทึกการเทรดทุกครั้งอย่างละเอียด รวมถึง:
- จุด Entry และ Exit พร้อมเหตุผล
- ขนาดของออร์เดอร์และ Risk:Reward ratio
- ผลลัพธ์ (กำไร/ขาดทุน) เป็นจำนวนเงินและ %
- อารมณ์และความรู้สึกขณะเทรด
- บทเรียนที่ได้จากการเทรดครั้งนั้น
การบันทึก Trading Journal อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณเห็นรูปแบบพฤติกรรมของตัวเอง ทั้งที่ทำให้ได้กำไรและที่ทำให้ขาดทุน คุณจะสามารถปรับปรุงทักษะได้เร็วกว่าเทรดเดอร์ที่ไม่บันทึกถึง 3-5 เท่า
อาการของ "นักพนัน" ที่ต้องระวัง
- เทรดโดยไม่มีแผน มองหา signal จากหลายแหล่งและสับสน
- เปลี่ยนระบบเทรดบ่อยครั้งเพราะคิดว่าระบบปัจจุบันไม่ดี (ทั้งที่ยังไม่ได้ทดสอบอย่างเพียงพอ)
- เพิ่มขนาด lot เมื่อขาดทุนเพื่อ "คืนทุน" (Revenge Trading)
- เทรดตามอารมณ์ เช่น FOMO (Fear of Missing Out) กลัวพลาดโอกาส
- ไม่ตั้ง Stop Loss หรือเลื่อน Stop Loss บ่อยครั้ง
วิธีสร้างระเบียบวินัยในการเทรดอย่างเป็นระบบ
การสร้างระเบียบวินัยไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ต้อง "ฝึกฝน" เหมือนกับการสร้างนิสัยใหม่ นี่คือขั้นตอนที่แนะนำ:
สัปดาห์ที่ 1-2: ทดสอบระบบใน Demo Account
- สร้าง Trading Plan อย่างละเอียด เขียนลงในเอกสาร
- เทรดใน Demo Account ตาม Plan อย่างเคร่งครัด
- บันทึกทุกออร์เดอร์ใน Trading Journal
- เป้าหมาย: ทดสอบอย่างน้อย 20-30 เทรด
สัปดาห์ที่ 3-4: ประเมินผลและปรับปรุง
- วิเคราะห์ Trading Journal ดูว่า signal ประเภทไหนให้ผลดีที่สุด
- หาจุดอ่อนของตัวเอง (เช่น มักปิดกำไรเร็วเกินไป หรือปล่อยขาดทุนวิ่งนานเกินไป)
- ปรับ Trading Plan ให้เหมาะสมกับผลที่ได้
เดือนที่ 2 เป็นต้นไป: ย้ายเข้า Real Account ด้วยเงินทุนน้อย
- เริ่มด้วยเงินทุนที่พร้อมจะสูญเสียได้ 100% (เช่น 100-200 USD)
- ใช้ขนาด lot ที่เล็กมาก (0.01 lot)
- เป้าหมายไม่ใช่การหากำไร แต่เป็นการฝึกควบคุมอารมณ์เมื่อใช้เงินจริง
- ถ้าปฏิบัติตาม Plan ได้สม่ำเสมอเป็นเวลา 3-6 เดือนและมีผลกำไร ค่อยเพิ่มเงินทุนทีละน้อย
การผสมผสาน 3 เทคนิคให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
เทคนิคทั้ง 3 ข้อไม่ได้ทำงานแยกกัน แต่ต้องใช้ร่วมกันเป็นระบบเดียว ตัวอย่างการประยุกต์ใช้:
สถานการณ์: เทรด USD/JPY
-
วิเคราะห์และเข้าออร์เดอร์ตาม Trading Plan
- พบ signal จาก RSI oversold + แนวรับสำคัญที่ 149.50
- เปิด Buy USD/JPY ที่ 149.50 ด้วยขนาด 0.10 lot
-
ตั้ง Stop Loss ทันที
- Stop Loss: 149.00 (ห่าง 50 pips = เสี่ยงขาดทุน 50.00 USD)
- Risk = 2% ของพอร์ต 2,500.00 USD
-
ตั้ง Take Profit ตาม Risk:Reward 1:2
- Take Profit: 150.50 (ห่าง 100 pips = เป้ากำไร 100.00 USD)
- หรือใช้ Partial TP: ปิด 50% ที่ 150.00 (กำไร 25.00 USD) แล้วปล่อย 50% วิ่งต่อพร้อมเลื่อน SL มา Break Even
-
รักษาระเบียบวินัย
- ไม่เลื่อน Stop Loss แม้ราคาจะเข้ามาใกล้
- ไม่ปิดออร์เดอร์ก่อนถึง Take Profit เพราะกลัวกำไรหาย
- บันทึกผลการเทรดใน Journal ทันทีหลังปิดออร์เดอร์
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด: ตั้ง Stop Loss และ Take Profit ไว้แล้ว แต่เมื่อราคาใกล้ถึงระดับดังกล่าว กลับปิดออร์เดอร์ด้วยตัวเอง (Manual Close) ก่อนเวลา พฤติกรรมนี้ทำลายระบบ Risk Management ทั้งหมดและเป็นสัญญาณของการขาดระเบียบวินัย
เทคนิคเสริมสำหรับเทรดเดอร์ระดับกลาง-สูง
Trailing Stop Loss
เป็นการเลื่อน Stop Loss ตามราคาเมื่อกำไรเพิ่มขึ้น ช่วยปกป้องกำไรในขณะเดียวกันก็ให้โอกาสกำไรวิ่งต่อได้
ตัวอย่าง:
- เปิด Buy EUR/USD ที่ 1.0800 / Stop Loss ที่ 1.0750 / Take Profit ที่ 1.0900
- เมื่อราคาขึ้นมา 1.0850 เลื่อน Stop Loss มาที่ 1.0800 (Break Even)
- เมื่อราคาขึ้นมา 1.0880 เลื่อน Stop Loss มาที่ 1.0830 (ล็อคกำไร 30 pips)
Position Sizing ตาม Kelly Criterion
สูตรคณิตศาสตร์ที่ช่วยคำนวณขนาดออร์เดอร์ที่เหมาะสมตามอัตราชนะ-แพ้และ Risk:Reward ratio
เครื่องมือ
Lot Size Calculator
คำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมตามหลัก Risk Management — ไม่ oversize ไม่ undersize
หลัก Risk Management
สูตร: f* = (bp - q) / b
โดยที่:
- f* = % ของเงินทุนที่ควรเสี่ยงต่อเทรด
- b = Risk:Reward ratio (เช่น 2 ถ้าใช้ 1:2)
- p = ความน่าจะเป็นที่จะชนะ (เช่น 0.60 ถ้าชนะ 60%)
- q = 1 - p (ความน่าจะเป็นที่จะแพ้)
ตัวอย่างการคำนวณ:
สมมติระบบเทรดของคุณชนะ 60% (p=0.60) และใช้ Risk:Reward 1:2 (b=2)
f* = (2 × 0.60 - 0.40) / 2 = (1.20 - 0.40) / 2 = 0.40 หรือ 40%
แต่การใช้ Kelly Criterion แบบเต็มมีความเสี่ยงสูง เทรดเดอร์มืออาชีพมักใช้ "Half Kelly" หรือ "Quarter Kelly" คือเสี่ยงแค่ 20% หรือ 10% ของค่าที่คำนวณได้
Correlation Analysis
การเทรดหลายคู่สกุลเงินพร้อมกันโดยไม่สังเกต Correlation อาจทำให้คุณเสี่ยงมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว
ตัวอย่าง Positive Correlation:
- EUR/USD และ GBP/USD มี correlation สูง (มักเคลื่อนไหวไปทิศทางเดียวกัน)
- ถ้าคุณเปิด Buy EUR/USD และ Buy GBP/USD พร้อมกัน แท้จริงแล้วคุณกำลังเสี่ยงเกือบ 2 เท่า
ตัวอย่าง Negative Correlation:
- EUR/USD และ USD/CHF มี correlation ติดลบ (มักเคลื่อนไหวตรงข้ามกัน)
- ถ้าคุณเปิด Buy EUR/USD และ Buy USD/CHF พร้อมกัน ความเสี่ยงจะหักล้างกันบางส่วน
ตรวจสอบ Correlation ระหว่างคู่สกุลเงินที่คุณเทรดเป็นประจำ ถ้า correlation > 0.80 หรือ < -0.80 ควรเทรดเพียงคู่ใดคู่หนึ่งเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงซ้ำซ้อน
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
1. เปลี่ยนระบบเทรดบ่อยเกินไป
เทรดเดอร์มือใหม่มักเปลี่ยนระบบเทรดทุก 1-2 สัปดาห์เมื่อพบว่าผลไม่ดีตามคาด แต่ความจริงคือไม่มีระบบใดที่ชนะ 100% และต้องใช้เวลาอย่างน้อย 50-100 เทรดเพื่อประเมินประสิทธิภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
คำแนะนำ: ทดสอบระบบเทรดใหม่อย่างน้อย 3 เดือนหรือ 100 เทรดก่อนตัดสินใจเปลี่ยน
2. Over-Leverage หรือใช้ Leverage สูงเกินไป
โบรกเกอร์หลายแห่งเสนอ leverage สูงถึง 1:500 หรือ 1:1000 แต่การใช้ leverage สูงจะทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนเดียวกัน

ตัวอย่าง:
พอร์ต 1,000.00 USD
- Leverage 1:100 = สามารถเปิดออร์เดอร์ได้มูลค่า 100,000.00 USD (1.00 lot EUR/USD)
- Leverage 1:500 = สามารถเปิดออร์เดอร์ได้มูลค่า 500,000.00 USD (5.00 lot EUR/USD)
ถ้าเทรดผิด 100 pips:
- ด้วย 1.00 lot จะขาดทุน 1,000.00 USD (100%)
- ด้วย 5.00 lot จะขาดทุน 5,000.00 USD (500% - เกินพอร์ต จะถูก margin call)
คำแนะนำ: ใช้ leverage ไม่เกิน 1:100 และคำนวณขนาด lot จาก Risk Management ไม่ใช่จาก leverage สูงสุด
3. Revenge Trading หรือการเทรดเพื่อคืนทุน
เมื่อขาดทุน อารมณ์มักบอกให้เพิ่มขนาด lot เพื่อคืนทุนเร็ว แต่พฤติกรรมนี้เป็นสาเหตุหลักของการขาดทุนหนักและเสียบัญชี
สถิติ: เทรดเดอร์ที่เพิ่มขนาด lot หลังขาดทุนมีโอกาสขาดทุน
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →