ทำกำไร Forex วันละ 5% ทำได้จริงหรอ?
ทำกำไร Forex วันละ 5% ทำได้จริงหรอ? การเที่เราทุกคนเข้ามาเทรดในตลาด Forex เราต่างก็หวังอยากจทั้งนั้น เราจึงมุ่งหวังที่จะทำกำไรในตลาด Forex

การทำกำไรในตลาด Forex วันละ 5% ฟังดูน่าสนใจและเป็นเป้าหมายที่หลายคนตั้งไว้ แต่ความจริงแล้วเป้าหมายแบบนี้สามารถทำได้จริงหรือไม่? และที่สำคัญคือมันเป็นวิธีคิดที่เหมาะสมกับการเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพหรือเปล่า บทความนี้จะพาคุณไปวิเคราะห์ด้วยตัวเลขจริงและเหตุผลเชิงจิตวิทยา เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าทำไมการตั้งเป้าแบบรายวันจึงอาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีที่สุด
สรุปสาระสำคัญ
- การทำกำไร 5% ในวันเดียวเป็นไปได้ แต่การทำได้ต่อเนื่องทุกวันเป็นไปไม่ได้เพราะความผันผวนของตลาด
- การตั้งเป้ารายวันสร้างความกดดันทางจิตใจ ทำให้ตัดสินใจผิดพลาดและเข้าออเดอร์ในจังหวะที่ไม่เหมาะสม
- หากทำกำไร 5% ได้จริงทุกวัน เงิน 100 USD จะกลายเป็น 204,800 USD ภายใน 1 ปี — ซึ่งไม่สมจริงในโลกแห่งความเป็นจริง
- เทรดเดอร์มืออาชีพวัดความสำเร็จจากการบริหารความเสี่ยงและผลตอบแทนระยะยาว ไม่ใช่กำไรรายวัน
- การตั้งเป้าหมายแบบรายเดือนหรือรายไตรมาสช่วยลดอารมณ์ในการเทรด และทำให้มีวินัยมากขึ้น
ทำไมเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ถึงตั้งเป้ากำไรรายวัน
เมื่อเราเริ่มต้นเทรด Forex เป้าหมายหลักของทุกคนคือการทำกำไร และเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีความก้าวหน้า หลายคนจึงเลือกที่จะตั้งเป้าหมายแบบรายวัน เช่น "วันนี้ต้องได้กำไร 5%" หรือ "ต้องได้ 100 USD ต่อวัน" วิธีคิดแบบนี้ดูเหมือนจะสมเหตุสมผลในช่วงแรก เพราะทำให้เรารู้สึกว่ามีทิศทางชัด
แต่ความจริงแล้ว การตั้งเป้าหมายแบบนี้มักเกิดจาก:
- ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับธรรมชาติของตลาด — คิดว่าตลาดจะมีโอกาสทำกำไรให้เราทุกวัน
- การเปรียบเทียบกับรายได้ประจำ — อยากให้ Forex เป็นเหมือนเงินเดือนที่มั่นคง
- ความเชื่อจากโฆษณาหรือคอร์สขายหลักสูตร — ที่อวดว่า "ทำวันละ 5% ได้จริง" โดยไม่เปิดเผยความเสี่ยงที่แท้จริง
การตั้งเป้าหมายแบบนี้ไม่เพียงไม่สมจริง แต่ยังสร้างความเครียดและกดดันทางจิตใจที่ส่งผลเสียต่อการตัดสินใจในการเทรด
การทำกำไร 5% ต่อวันเป็นไปได้หรือไม่
คำตอบสั้นๆ คือ: ทำได้ในบางวัน แต่ไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน
ตลาด Forex มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากการลงทุนอื่นๆ คือ มีความผันผวนสูงมาก ราคาขึ้นลงตามปัจจัยมากมาย เช่น:
- ข่าวเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ (GDP, อัตราดอกเบี้ย, ตัวเลขการจ้างงาน)
- เหตุการณ์ทางการเมือง (การเลือกตั้ง, ความขัดแย้ง, นโยบายใหม่)
- สภาพคล่องในช่วงเวลาต่างๆ (เช่น ตลาดเอเชียกับตลาดยุโรปมีลักษณะต่างกัน)
บางวันกราฟมีแนวโน้มชัดเจน มี momentum ที่ดี เราอาจทำกำไรได้ง่ายกว่า 5% แต่บางวัน:
- ตลาดเคลื่อนไหวแบบ sideways ราคาไม่ไปไหน ไม่มีโอกาสเทรด
- ตลาดผันผวนรุนแรง ราคากระโดดไปมาจนคาดการณ์ไม่ได้
- วันที่มีข่าวใหญ่ ความเสี่ยงสูง Spread กว้าง อาจทำให้ขาดทุนรุนแรง
ในวันที่ไม่เหมาะสม การบังคับตัวเองให้เทรดเพื่อให้ได้กำไร 5% คือการเอาชีวิตเข้าเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
ตัวอย่างการคำนวณความเสี่ยงจริง
สมมติว่าเรามีทุน 100 USD และตั้งเป้ากำไรวันละ 5%
กรณีที่ 1: วันที่ราบรื่น
- เริ่มต้นด้วย 100 USD
- กำไร 5% = 5 USD
- ปิดวันที่ 105 USD
กรณีที่ 2: วันที่ขาดทุนก่อน แล้วพยายามไล่ตาม
- เริ่มต้นด้วย 100 USD
- ออเดอร์แรกขาดทุน 10% = -10 USD
- เหลือ 90 USD
- เพื่อให้ได้เป้า 105 USD เราต้องทำกำไร: (105 - 90) / 90 = 16.67% จากเงินที่เหลือ
เห็นไหมว่า จากเป้า 5% กลายเป็นต้องทำ 16.67% ในวันเดียวกัน — นี่คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
การคำนวณกำไรแบบทบต้น: ตัวเลขที่ดูดีเกินจริง
หลายคนอาจคิดว่า "ถ้าทำได้ 5% ทุกวันจริงๆ เราจะรวยเร็วมาก" — มาดูตัวเลขกันจริงๆ

ภายใน 1 ปี (250 วันเทรด)
- ทุนเริ่มต้น: 100 USD
- กำไร 5% ต่อวัน แบบทบต้น: 100 × (1.05)^250
- ผลลัพธ์: 204,842 USD
ใช่แล้ว จากเงิน 100 USD จะกลายเป็นมากกว่า 200,000 USD ภายในหนึ่งปี
ภายใน 2.5 ปี (625 วันเทรด)
- ทุนเริ่มต้น: 100 USD
- กำไร 5% ต่อวัน แบบทบต้น: 100 × (1.05)^625
- ผลลัพธ์: มากกว่า 53,000,000,000 USD (53 พันล้านดอลลาร์)
หากเป็นไปได้จริง คุณจะร่ำรวยกว่า Warren Buffett ภายในไม่กี่ปี — แต่ความจริงคือไม่มีใครทำได้แบบนี้
ในความเป็นจริง นักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett ทำผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 20% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมากแล้ว การคาดหวังว่าจะได้ผลตอบแทนถึง 5% ต่อวันจึงไม่สมจริงอย่างยิ่ง
ทำไมเป้าหมายแบบรายวันจึงเป็นอันตราย
1. สร้างความกดดันทางจิตใจ
เมื่อเราตั้งเป้าหมายรายวันไว้ จิตใจจะถูกผูกมัดกับตัวเลขนั้น หากวันใดทำไม่ได้ เราจะรู้สึก:
- ผิดหวัง เครียด หมดกำลังใจ
- อยากเอาคืน (Revenge Trading) — พยายามเทรดเพิ่มเพื่อชดเชยความล้มเหลว
- ใช้อารมณ์ตัดสินใจ แทนที่จะใช้ระบบเทรด
การเทรดที่ดีต้องมาจากจิตใจที่สงบและวินัยที่ดี ไม่ใช่จากความกดดัน
2. ทำให้เทรดในจังหวะที่ไม่ดี
เพื่อให้ได้กำไรตามเป้า เทรดเดอร์อาจบังคับตัวเองให้เข้าออเดอร์ในจังหวะที่ไม่มี setup ที่ดี เช่น:
- เทรดในช่วงที่ไม่มี volatility
- เทรดตามความรู้สึกว่า "ต้องได้สักออเดอร์"
- ละเลยการตั้ง stop loss เพื่อหวังว่าราคาจะกลับมา
การเทรดในสภาวะเหล่านี้มักจบลงด้วยการขาดทุน
3. ละเลยการบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
เทรดเดอร์มือใหม่มักคิดว่า "ถ้าใช้ leverage สูงๆ ก็ได้กำไรเร็ว" แต่ความจริงคือ:

- Leverage สูง = ความเสี่ยงสูง
- การขาดทุน 10% ในวันเดียวต้องใช้กำไร 11.11% เพื่อกลับมาที่เดิม
- การขาดทุน 50% ต้องใช้กำไร 100% เพื่อกลับมาที่เดิม
นักลงทุนมืออาชีพจะตั้งกฎว่า ห้ามเสี่ยงเกิน 1-2% ของพอร์ตในแต่ละออเดอร์ เพื่อให้แม้เราจะผิด 10 ครั้งติดกัน พอร์ตก็ยังเหลือมากกว่า 80%
เทรดเดอร์มืออาชีพคิดอย่างไร
เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวไม่ได้วัดความสำเร็จจากกำไรรายวัน แต่วัดจาก:
1. การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
- วันที่ขาดทุน เราจะควบคุมความเสียหายได้ดีแค่ไหน
- เราสามารถหยุดเทรดเมื่อถึงขีดจำกัดขาดทุนต่อวันได้หรือไม่
- เราใช้ position size ที่เหมาะสมกับทุนหรือไม่
2. ความสม่ำเสมอของระบบเทรด (Consistency)
- เรามี setup หรือ strategy ที่ชัดเจนหรือไม่
- เรายึดติดกับ trading plan ได้หรือเปล่า
- Win rate และ risk-to-reward ratio ของเราเป็นอย่างไร
ตัวอย่าง: เทรดเดอร์ที่มี win rate 40% แต่มี risk:reward เป็น 1:3 สามารถทำกำไรได้ในระยะยาว
3. ผลตอบแทนระยะยาว
- เป้าหมายแบบรายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี
- ดูจาก equity curve ว่ามีแนวโน้มขึ้นอย่างสม่ำเสมอหรือไม่
- การเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มั่นคงและยั่งยืน
วิธีตั้งเป้าหมายที่สมจริงและยั่งยืน
1. ตั้งเป้าหมายแบบเปอร์เซ็นต์ต่อเดือน
แทนที่จะตั้งเป้ารายวัน ให้ตั้งเป้าแบบรายเดือน เช่น:
- กำไร 10-20% ต่อเดือน — ซึ่งหากทำได้จริงต่อเนื่อง ถือว่าดีเลิศแล้ว
- ผลตอบแทน 100-150% ต่อปี — ซึ่งดีกว่ากองทุนส่วนใหญ่มาก
การตั้งเป้าแบบนี้ทำให้เรามีความยืดหยุ่น:
- บางวันไม่ต้องเทรด ถ้าไม่มีจังหวะที่ดี
- บางสัปดาห์อาจทำกำไรเยอะ บางสัปดาห์อาจขาดทุนเล็กน้อย
- สิ่งสำคัญคือ ผลรวมในแต่ละเดือนเป็นบวก
2. โฟกัสที่จำนวนครั้งที่เทรดคุณภาพ
แทนที่จะนับเป็นกำไรต่อวัน ให้นับว่า:
- เราเทรดตาม setup ที่วางแผนไว้กี่ครั้ง
- เรายึดติดกับ stop loss และ take profit หรือไม่
- เราปล่อยให้กำไรวิ่งได้หรือเปล่า
หากเราเทรดอย่างมีคุณภาพ กำไรจะตามมาเอง
3. ติดตามผลแบบ drawdown
Maximum Drawdown คือ การลดลงสูงสุดของพอร์ตจากจุดสูงสุด เช่น:
- พอร์ตสูงสุดที่ 10,000 USD
- ขาดทุนลงมาต่ำสุดที่ 8,500 USD
- Drawdown = 15%
เทรดเดอร์มืออาชีพจะพยายามให้ maximum drawdown ไม่เกิน 20% เพื่อให้สามารถฟื้นตัวได้ง่าย
กฎง่ายๆ สำหรับมือใหม่: ถ้าขาดทุนถึง 10% ของทุนในวันนั้น ให้หยุดเทรดทันที พักผ่อน review ระบบ แล้วค่อยกลับมาเทรดในวันใหม่
ข้อควรระวังเรื่อง "คำโฆษณา" ในวงการ Forex
การเห็นโฆษณาหรือคอร์สที่อ้างว่า "ทำกำไร Forex วันละ 5%" มักเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อ:
- ดึงดูดคนที่อยากรวยเร็ว โดยไม่เปิดเผยความเสี่ยง
- ขายคอร์สหรือ EA (Expert Advisor) ที่อ้างว่าทำกำไรได้แน่นอน
- สร้างภาพลักษณ์ความสำเร็จปลอม ด้วยภาพหน้าจอที่อาจถูกตัดต่อหรือเป็น demo account
ในความเป็นจริง:
- ไม่มีใครสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน
- กฎหมายหลายประเทศห้ามรับประกันผลตอบแทนในการเทรด เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
- เทรดเดอร์จริงๆ จะไม่อวดตัวเลขแบบรายวัน แต่จะแสดง equity curve หรือผลตอบแทนระยะยาวแทน
หากคุณเห็นใครอวดว่า "ทำกำไร Forex ได้แน่นอนทุกวัน" ควรสงสัยทันที และถามตัวเองว่า "ถ้าเขาทำกำไรได้จริง ทำไมต้องมาขายคอร์ส?"
เทคนิคการจัดการอารมณ์ในการเทรด
การเทรดโดยไม่มีเป้ากำไรรายวัน ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องมีเป้าหมาย แต่หมายถึงเราต้องจัดการอารมณ์ให้ดีขึ้น
1. ยอมรับว่าการขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของการเทรด
- ไม่มีเทรดเดอร์คนไหนชนะทุกครั้ง — แม้แต่ George Soros หรือ Paul Tudor Jones
- สิ่งสำคัญคือ win rate × risk:reward ไม่ใช่ชนะทุกออเดอร์
- ยอมรับขาดทุนเล็กๆ ได้ เพื่อรอโอกาสทำกำไรใหญ่
2. เขียน Trading Journal
บันทึกทุกการเทรดว่า:
- ทำไมเข้าออเดอร์นี้ (setup อะไร)
- อารมณ์ขณะนั้นเป็นอย่างไร (กลัว, โลภ, มั่นใจ)
- ผลลัพธ์เป็นอย่างไร (ได้กำไรหรือขาดทุน)
- บทเรียนที่ได้คืออะไร
การทำ journal จะช่วยให้เรารู้ว่า เราทำผิดพลาดซ้ำๆ ตรงไหน และควรปรับปรุงอย่างไร
3. มี Routine ก่อนและหลังเทรด
ก่อนเทรด:
- เช็คข่าวเศรษฐกิจสำคัญของวัน
- ดูกราฟ timeframe ใหญ่ (Daily, H4) เพื่อดู trend
- ตั้ง stop loss และ take profit ก่อนเข้าออเดอร์
หลังเทรด:
- บันทึก journal
- ไม่ดูกราฟบ่อยจนเกินไปหลังปิดออเดอร์ (เพื่อไม่ให้เกิด FOMO)
- Review สัปดาห์ละครั้งว่าเทรดไปตามแผนหรือไม่
กรณีศึกษา: เทรดเดอร์สองคนกับเป้าหมายต่างกัน
เทรดเดอร์ A: ตั้งเป้ากำไรวันละ 5%
- ทุน: 1,000 USD
- เป้าหมาย: 50 USD ต่อวัน
- พฤติกรรม: บังคับตัวเองเทรดทุกวัน แม้ว่าจะไม่มี setup ที่ดี
- ผลลัพธ์: ในช่วง 2 สัปดาห์แรกอาจได้กำไรบ้าง แต่เมื่อเจอวันที่ขาดทุน เขาพยายามไล่ตาม ใช้ leverage สูง และท้ายที่สุดพอร์ตแตกภายใน 1 เดือน
เทรดเดอร์ B: ตั้งเป้ากำไรเดือนละ 15%
- ทุน: 1,000 USD
- เป้าหมาย: 150 USD ต่อเดือน
- พฤติกรรม: รอ setup ที่ดี บางวันไม่เทรดเลย บางวันเทรดได้ 2-3 ออเดอร์คุณภาพ
- ผลลัพธ์: ในบางเดือนได้กำไร 20% บางเดือนได้แค่ 10% แต่ในระยะเวลา 1 ปี พอร์ตเติบโตอย่างสม่ำเสมอและยั่งยืน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถ้าผมเทรดได้กำไร 5% จริงในบางวัน ผมควรทำอย่างไร?
นั่นเป็นเรื่องดี แต่อย่าหลงคิดว่าจะทำได้ทุกวัน ให้มองว่าวันนั้นเป็นโบนัส และยังคงยึดติดกับเป้าหมายระยะยาว (เดือน/ไตรมาส) อย่าปรับเพิ่ม risk เพียงเพราะวันนั้นได้กำไรดี
กำไรเท่าไหร่ต่อเดือนถึงจะถือว่าดี?
สำหรับเทรดเดอร์ทั่วไป กำไร 10-20% ต่อเดือน ถือว่าดีมาก หากทำได้อย่างสม่ำเสมอ นั่นหมายถึงผลตอบแทน 100-200% ต่อปี ซึ่งดีกว่ากองทุนส่วนใหญ่
ผมควรใช้ leverage เท่าไหร่ถึงจะปลอดภัย?
สำหรับมือใหม่ ควรใช้ leverage ไม่เกิน 1:30 ถึง 1:50 และตั้ง position size ให้เสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของทุนต่อออเดอร์ การใช้ leverage สูงเกิน 1

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


