รวมคำศัพท์ Forex คำศัพท์หุ้น และคริปโตฯ

การเทรดในตลาดการเงินสมัยใหม่ต้องอาศัยความเข้าใจคำศัพท์เฉพาะทางที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็น Forex, หุ้น, หรือคริปโตเคอร์เรนซี การรู้จักและเข้าใจคำศัพท์เหล่านี้จะช่วยให้คุณสื่อสารกับเทรดเดอร์คนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์และตัดสินใจเทรดได้อย่างแม่นยำ
สรุปสาระสำคัญ
- คำศัพท์พื้นฐาน เช่น Pip, Spread, Leverage เป็นรากฐานสำคัญที่ทุกเทรดเดอร์ต้องเข้าใจก่อนเริ่มเทรด
- อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค เช่น RSI, MACD, Fibonacci ช่วยวิเคราะห์แนวโน้มราคาและจุดเข้า-ออกที่เหมาะสม
- จิตวิทยาการเทรด เช่น FOMO และ Panic Selling มีผลต่อการตัดสินใจและต้องเรียนรู้การควบคุม
- การเข้าใจคำศัพท์ช่วยลดความเสี่ยงจากการตีความผิดและเพิ่มความมั่นใจในการเทรด
คำศัพท์พื้นฐาน Forex ที่เทรดเดอร์ต้องรู้
ตลาด Forex และการเทรด
Forex (Foreign Exchange) คือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยวันละมากกว่า 6.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ การเทรด Forex หมายถึงการซื้อขายคู่สกุลเงิน เช่น EUR/USD หรือ GBP/JPY โดยเทรดเดอร์พยายามทำกำไรจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
เทรดเดอร์ (Trader) คือบุคคลที่ทำการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นคู่เงิน, หุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์, หรือคริปโตเคอร์เรนซี เทรดเดอร์แบ่งเป็นหลายประเภทตามสไตล์การเทรด เช่น Day Trader (เทรดภายในวัน), Swing Trader (ถือออเดอร์ข้ามคืน), และ Position Trader (ถือระยะยาว)
แนวโน้ม (Trend) คือทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง แบ่งเป็น:
- Uptrend (แนวโน้มขาขึ้น): ราคาสร้างจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
- Downtrend (แนวโน้มขาลง): ราคาสร้างจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดที่ต่ำลงเรื่อยๆ
- Sideway (แนวโน้มเดินข้าง): ราคาเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ ไม่มีทิศทางชัดเจน
Bid, Ask, และ Spread
Bid คือราคาที่โบรกเกอร์พร้อมซื้อสินทรัพย์จากคุณ หรือราคาที่คุณสามารถขายได้ในขณะนั้น
Ask คือราคาที่โบรกเกอร์พร้อมขายสินทรัพย์ให้คุณ หรือราคาที่คุณต้องจ่ายเพื่อซื้อในขณะนั้น
Spread คือผลต่างระหว่างราคา Ask และ Bid ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักในการเทรด คิดเป็น Pips ตัวอย่างเช่น ถ้า EUR/USD มี Bid = 1.1000 และ Ask = 1.1003 แสดงว่า Spread = 3 pips
โบรกเกอร์ที่ดีควรมี Spread แคบ โดยเฉพาะคู่เงินหลักอย่าง EUR/USD ควรมี Spread ไม่เกิน 1-2 pips ในช่วงตลาดเคลื่อนไหวปกติ
Pip และ Point
Pip (Percentage in Point) คือหน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงราคาที่เล็กที่สุดในตลาด Forex สำหรับคู่เงินส่วนใหญ่ 1 pip = 0.0001 (ทศนิยม 4 ตำแหน่ง) ยกเว้นคู่เงินที่มี JPY เช่น USD/JPY ซึ่ง 1 pip = 0.01 (ทศนิยม 2 ตำแหน่ง)
Point หรือที่เรียกว่า Pipette คือ 1/10 ของ Pip หรือ 0.00001 (ทศนิยม 5 ตำแหน่ง) โบรกเกอร์บางรายใช้ระบบ 5 ทศนิยมเพื่อความแม่นยำมากขึ้น
ตัวอย่าง: ถ้า EUR/USD เคลื่อนไหวจาก 1.10000 ไปเป็น 1.10025 หมายความว่าราคาเคลื่อนไหวขึ้น 2.5 pips หรือ 25 points
Lot ขนาดการเทรด
Lot คือหน่วยวัดปริมาณการเทรดใน Forex แบ่งเป็น:
- Standard Lot = 100,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน
- Mini Lot = 10,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน
- Micro Lot = 1,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน
- Nano Lot = 100 หน่วยของสกุลเงินฐาน
การคำนวณมูลค่า Pip: ถ้าคุณเทรด EUR/USD 1 Standard Lot (100,000 หน่วย) การเคลื่อนไหว 1 pip = $10.00 หาก 1 Mini Lot = $1.00 และ 1 Micro Lot = $0.10
Leverage (เลเวอเรจ)
Leverage คือการใช้เงินทุนของโบรกเกอร์มาเพิ่มกำลังซื้อในการเทรด ทำให้คุณสามารถเปิดออเดอร์ที่มีมูลค่ามากกว่าเงินทุนที่มี ตัวอย่างเช่น Leverage 1:100 หมายความว่าคุณสามารถเทรดมูลค่า $100,000 ด้วยเงินหลักประกันเพียง $1,000
ข้อดี: เพิ่มโอกาสทำกำไรจากเงินทุนน้อย ข้อเสี่ย: เพิ่มความเสี่ยงขาดทุนเป็นทวีคณ หากราคาเคลื่อนไหวผิดทิศ
เทรดเดอร์มือใหม่ไม่ควรใช้ Leverage สูงเกิน 1:30 และต้องมีระบบ Risk Management ที่แข็งแกร่ง การใช้ Leverage 1:500 หรือสูงกว่านั้นมีความเสี่ยงสูงมากและอาจทำให้พอร์ตแตกได้ภายในไม่กี่วินาที
แนวรับ และ แนวต้าน
แนวรับ (Support) คือระดับราคาที่แรงซื้อมักจะเข้ามาพอที่จะหยุดแนวโน้มขาลง ทำให้ราคากลับตัวขึ้น ราคามักจะ "รีบาวนด์" จากแนวรับนี้
แนวต้าน (Resistance) คือระดับราคาที่แรงขายมักจะเข้ามาพอที่จะหยุดแนวโน้มขาขึ้น ทำให้ราคากลับตัวลง ราคามักจะ "ถูกปัด" ลงมาที่แนวต้านนี้
หลักการใช้งาน:
- ถ้าราคาทะลุแนวต้าน แนวต้านนั้นจะกลายเป็นแนวรับใหม่
- ถ้าราคาทะลุแนวรับ แนวรับนั้นจะกลายเป็นแนวต้านใหม่
- ยิ่งราคาแตะแนวรับ/แนวต้านบ่อยครั้ง ความสำคัญของระดับนั้นยิ่งสูงขึ้น
กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart)
Candlestick คือรูปแบบการแสดงราคาที่นิยมใช้มากที่สุดในการวิเคราะห์ทางเทคนิค ประกอบด้วย:
- ตัวเทียน (Body): พื้นที่ระหว่างราคาเปิดและราคาปิด
- เงา (Shadow/Wick): เส้นบนและล่างแสดงราคาสูงสุดและต่ำสุดในช่วงเวลานั้น
- สีเขียว/ขาว: ราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด (ขาขึ้น)
- สีแดง/ดำ: ราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด (ขาลง)
Pin Bar คือรูปแบบแท่งเทียนที่มีเงาด้านหนึ่งยาวมาก และตัวเทียนเล็ก บ่งบอกถึงการปฏิเสธราคา (Price Rejection) และมักนำไปสู่การกลับตัวของแนวโน้ม
โบรกเกอร์และ IB
โบรกเกอร์ Forex (Forex Broker) คือสถาบันการเงินหรือบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างเทรดเดอร์กับตลาด Forex โบรกเกอร์แบ่งเป็น:
- Market Maker: สร้างราคาเองและรับความเสี่ยงฝั่งตรงข้ามลูกค้า
- ECN/STP: ส่งออเดอร์ไปยังผู้ให้สภาพคล่อง (Liquidity Provider) จริง
IB (Introducing Broker) คือตัวแทนแนะนำโบรกเกอร์ที่ได้รับค่าคอมมิชชั่นจากการแนะนำลูกค้าใหม่ IB ไม่ได้ถือเงินของลูกค้าเอง แต่ทำหน้าที่เป็นช่องทางการตลาดเท่านั้น
การเลือกโบรกเกอร์ควรพิจารณา: (1) การได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น FCA, ASIC, CySEC (2) Spread และค่าคอมมิชชั่นที่สมเหตุสมผล (3) ความเร็วในการดำเนินการ (Execution Speed) และ (4) ความปลอดภัยของเงินฝาก
MetaTrader 4 และ MetaTrader 5
MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) คือแพลตฟอร์มการเทรดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก พัฒนาโดย MetaQuotes Software Corp.
ความแตกต่างหลัก:
- MT4: เหมาะสำหรับเทรด Forex โดยเฉพาะ มี Expert Advisor (EA) และอินดิเคเตอร์มากมาย
- MT5: รองรับหลายตลาด (หุ้น, ฟิวเจอร์ส, สินค้าโภคภัณฑ์) มี Timeframe มากกว่า และเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูงกว่า
ทั้งสองแพลตฟอร์มให้บริการ:
- อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคมากกว่า 50 ตัว
- การสร้าง EA (Expert Advisor) สำหรับเทรดอัตโนมัติ
- Backtesting สำหรับทดสอบกลยุทธ์
EA (Expert Advisor)
Expert Advisor (EA) คือโปรแกรมเทรดอัตโนมัติที่เขียนด้วยภาษา MQL4 (สำหรับ MT4) หรือ MQL5 (สำหรับ MT5) EA สามารถวิเคราะห์ตลาด เปิด-ปิดออเดอร์ และจัดการความเสี่ยงได้โดยอัตโนมัติตามกลยุทธ์ที่ตั้งไว้
ข้อดี:
- เทรดได้ 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องดูตลาดตลอดเวลา
- ปราศจากอารมณ์ เทรดตามกฎที่ตั้งไว้อย่างเคร่งครัด
- สามารถ Backtest ดูผลย้อนหลังได้
ข้อเสีย:
- ไม่สามารถปรับตัวกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปได้เอง
- ต้องมีการปรับแต่งและตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
- EA ในตลาดส่วนใหญ่ไม่ได้ดีจริง ต้องระวังการหลอกลวง
เวลาเปิด-ปิดตลาด Forex
ตลาด Forex เปิดทำการ 24 ชั่วโมง 5 วัน แบ่งเป็น 4 เซสชันหลัก:
- เซสชันซิดนีย์: 05:00-14:00 น. (เวลาไทย)
- เซสชันโตเกียว: 07:00-16:00 น. (เวลาไทย)
- เซสชันลอนดอน: 15:00-00:00 น. (เวลาไทย)
- เซสชันนิวยอร์ก: 20:00-05:00 น. (เวลาไทย)
ช่วงเวลาที่มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุดคือเมื่อเซสชันลอนดอนและนิวยอร์กเปิดทับซ้อนกัน (20:00-00:00 น. เวลาไทย) ซึ่งมี Spread แคบและมีโอกาสทำกำไรสูง
อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคที่ใช้บ่อย
RSI (Relative Strength Index)
RSI คือออสซิลเลเตอร์วัดความแรงของแนวโน้มและจุด Overbought/Oversold มีค่าระหว่าง 0-100
การอ่าน:
- RSI > 70: ภาวะ Overbought (ซื้อมากเกินไป) อาจมีการปรับฐานลง
- RSI < 30: ภาวะ Oversold (ขายมากเกินไป) อาจมีการรีบาวนด์
- RSI ≈ 50: แนวโน้มไม่ชัดเจน
เทคนิคขั้นสูง:
- RSI Divergence: เมื่อราคาสร้างจุดสูงใหม่แต่ RSI สร้างจุดสูงที่ต่ำลง บ่งบอกถึงแนวโน้มอ่อนแอและอาจกลับตัว
- Hidden Divergence: บ่งบอกถึงการ Continuation ของแนวโน้ม
MACD (Moving Average Convergence Divergence)
MACD คืออินดิเคเตอร์ที่ใช้วัดโมเมนตัมและทิศทางแนวโน้ม ประกอบด้วย:
- เส้น MACD: ผลต่างระหว่าง EMA 12 และ EMA 26
- เส้น Signal: EMA 9 ของเส้น MACD
- Histogram: ผลต่างระหว่างเส้น MACD และเส้น Signal
สัญญาณการเทรด:
- เส้น MACD ตัดขึ้นเส้น Signal = สัญญาณซื้อ
- เส้น MACD ตัดลงเส้น Signal = สัญญาณขาย
- Histogram เปลี่ยนจากบวกเป็นลบหรือกลับกัน = การเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม
Stochastic Oscillator
Stochastic คืออินดิเคเตอร์วัดโมเมนตัมที่เปรียบเทียบราคาปิดกับช่วงราคาในช่วงเวลาหนึ่ง มีค่าระหว่าง 0-100
ประกอบด้วย:
- %K Line: เส้นหลัก คำนวณจากสูตร (ราคาปิดปัจจุบัน - ต่ำสุดในรอบ) / (สูงสุด - ต่ำสุดในรอบ) × 100
- %D Line: Moving Average ของ %K
การอ่าน:
- > 80: Overbought
- < 20: Oversold
- %K ตัด %D: สัญญาณเปลี่ยนแนวโน้ม
Fibonacci Retracement
Fibonacci คือเครื่องมือวัดระดับ Retracement และ Extension โดยใช้อัตราส่วนทางคณิตศาสตร์จากลำดับฟีโบนักชี (0.236, 0.382, 0.500, 0.618, 0.786)
การใช้งาน:
- ลากจากจุดต่ำสุดไปจุดสูงสุด (ในแนวโน้มขาขึ้น) หรือกลับกัน
- ระดับ Fibonacci สำคัญคือ 38.2%, 50.0%, และ 61.8%
- ราคามักจะหยุด Retracement ที่ระดับเหล่านี้ก่อนกลับไปตามแนวโน้ม
Fibonacci ใช้ร่วมกับแนวรับ-แนวต้านจะให้ผลลัพธ์แม่นยำที่สุด ถ้าระดับ Fibonacci ตรงกับแนวรับ/แนวต้านสำคัญ ความน่าเชื่อถือสูงมาก
Bollinger Bands
Bollinger Bands คืออินดิเคเตอร์วัดความผันผวนและระบุจุด Overbought/Oversold ประกอบด้วย:
- เส้นกลาง: Simple Moving Average 20 ช่วง
- เส้นบน: SMA 20 + (2 × Standard Deviation)
- เส้นล่าง: SMA 20 - (2 × Standard Deviation)
การใช้งาน:
- ราคาแตะเส้นบน = อาจมีการปรับฐาน
- ราคาแตะเส้นล่าง = อาจมีการรีบาวนด์
- แถบแคบ (Squeeze) = ความผันผวนต่ำ อาจมีการเคลื่อนไหวรุนแรงตามมา
- แถบกว้าง (Expansion) = ความผันผวนสูง แนวโน้มแข็งแกร่ง
Ichimoku Kinko Hyo (อิชิโมกุ)
Ichimoku คือระบบอินดิเคเตอร์แบบครบวงจรจากญี่ปุ่น ประกอบด้วย 5 เส้น:
- Tenkan-sen (เส้นแปลง): (สูงสุด 9 + ต่ำสุด 9) ÷ 2
- Kijun-sen (เส้นฐาน): (สูงสุด 26 + ต่ำสุด 26) ÷ 2
- Senkou Span A: (Tenkan + Kijun) ÷ 2 เลื่อนไปข้างหน้า 26 ช่วง
- Senkou Span B: (สูงสุด 52 + ต่ำสุด 52) ÷ 2 เลื่อนไปข้างหน้า 26 ช่วง
- Chikou Span: ราคาปิดเลื่อนย้อนหลัง 26 ช่วง
Kumo (Cloud): พื้นที่ระหว่าง Senkou Span A และ B ทำหน้าที่เป็นแนวรับ-แนวต้านแบบไดนามิก
สัญญาณซื้อ:
- ราคาอยู่เหนือ Kumo
- Tenkan ตัดขึ้น Kijun
- Chikou Span อยู่เหนือราคา
Divergence และ Convergence
Divergence คือปรากฏการณ์ที่ราคาและอินดิเคเตอร์เคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม สัญญาณการกลับตัวของแนวโน้ม แบ่งเป็น:
- Regular Bullish Divergence: ราคาสร้างจุดต่ำใหม่ที่ต่ำกว่า แต่อินดิเคเตอร์สร้างจุดต่ำที่สูงกว่า → สัญญาณราคาจะกลับขึ้น
- Regular Bearish Divergence: ราคาสร้างจุดสูงใหม่ที่สูงกว่า แต่อินดิเคเตอร์สร้างจุดสูงที่ต่ำกว่า → สัญญาณราคาจะกลับลง
Convergence คือปรากฏการณ์ที่เส้นเคลื่อนไหวเข้าหากัน มักใช้ใน MACD เมื่อเส้น MACD และ Signal เข้าใกล้กัน บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patihan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →