ประวัติ George Soros ก่อนที่จะมาเป็นนักเก็งกำไรระดับโลก
George Soros ชื่อนี้ติดหูเทรดเดอร์ทั่วโลกในฐานะ "ชายผู้ทำให้ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษล่มสลาย" — เมื่อเขาทำกำไรได้มากกว่า 1,000 ล้านปอนด์จากการเทรด short

George Soros ชื่อนี้ติดหูเทรดเดอร์ทั่วโลกในฐานะ "ชายผู้ทำให้ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษล่มสลาย" — เมื่อเขาทำกำไรได้มากกว่า 1,000 ล้านปอนด์จากการเทรด short ปอนด์สเตอร์ลิงในปี 1992 แต่หลายคนไม่รู้ว่าก่อนที่เขาจะมาเป็นผู้ก่อตั้ง Quantum Fund และกลายเป็นหนึ่งในนักเทรด Forex ที่ทำกำไรได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ เขาต้องผ่านช่วงชีวิตวัยเด็กที่หนีตายจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ต่อสู้เอาตัวรอดในลอนดอนด้วยมือเปล่า และค่อยๆ สร้างจุดยืนทางการเงินขึ้นมาทีละก้าว บทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักประวัติ George Soros ตั้งแต่วัยเยาว์จนถึงก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นเป็นตำนานในวงการเก็งกำไรระดับโลก
สรุปสาระสำคัญ
- George Soros เกิดในฮังการีในปี 1930 ในครอบครัวชาวยิวฐานะดี และต้องหลบหนีการสังหารหมู่ของนาซีด้วยการปลอมแปลงเอกสารเมื่ออายุ 14 ปี
- เขาย้ายไปลอนดอนตัวคนเดียวในปี 1947 โดยไม่มีเงินหรือเพื่อน ทำงานหลายอาชีพตั้งแต่พนักงานเสิร์ฟจนถึงคนสวน เพื่อหาเลี้ยงชีพระหว่างเรียนที่ London School of Economics
- โซรอสสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีปี 1951 และปริญญาโทปี 1954 ด้านปรัชญา โดยได้รับอิทธิพลจากแนวคิด 'Reflexivity' ของ Karl Popper ซึ่งเขานำมาประยุกต์ใช้กับการเทรดในภายหลัง
- เขาย้ายไปนิวยอร์กในปี 1956 และทำงานเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ยุโรป ซึ่งในยุคนั้นไม่มีใครในอเมริกาให้ความสนใจ ทำให้เขาสร้างความเชี่ยวชาญได้โดยไม่มีคู่แข่ง
- ในปี 1973 เขาก่อตั้ง Quantum Fund ร่วมกับ Jim Rogers ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพนักเก็งกำไรระดับโลกของเขา
ชีวิตในฮังการีและการหลบหนีนาซี (1930-1947)
George Soros เกิดวันที่ 12 สิงหาคม 1930 ที่บูดาเปสต์ เมืองหลวงของฮังการี ในชื่อเดิมว่า Gyorgy Schwartz จากครอบครัวชาวยิวฐานะดี พ่อของเขาชื่อ Tivadar Soros เป็นทนายความผู้มีประสบการณ์รอดชีวิตจากค่ายเชลยในสงครามโลกครั้งที่ 1 ส่วนแม่ชื่อ Erzsébet Szűcs มาจากครอบครัวขายผ้าไหม
เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาอย่างถาวรเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 1944 เมื่อกองทัพเยอรมันนาซีบุกยึดฮังการี ในเวลานั้น George อายุเพียง 13 ปี และได้ถูกบังคับให้ทำงานกับ Judenrat (Jewish Council) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่นาซีจัดตั้งขึ้นเพื่อควบคุมชุมชนชาวยิว
George เคยเล่าให้นักเขียนการเงิน Michael Lewis ฟังว่า "ฉันถูกสั่งให้แจกใบเนรเทศออกจากประเทศให้กับเด็กๆ และได้กระดาษแผ่นหนึ่งเขียนว่า 'รายงานตัวที่งานสัมมนารับบี เวลา 9 โมงเช้า' เมื่อฉันเอาไปให้พ่อดู พ่อรู้ทันทีว่ามันคืออะไร"
Tivadar รู้ว่าอันตรายมาถึงแล้ว เขาจึงใช้เงินติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อปลอมแปลงเอกสารทำให้ทั้งครอบครัวดูเหมือนคริสเตียน ไม่ใช่ชาวยิว George และพี่ชาย Paul Soros ได้ถูกส่งไปอาศัยกับเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรในฐานะลูกบุญธรรมในช่วงฤดูร้อนปี 1944 — ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาวยิวในฮังการีถูกส่งไปค่ายกักกันมากกว่า 500,000 คน
Tivadar Soros ไม่เพียงช่วยลูกของเขาเท่านั้น เขายังช่วยชาวยิวหลายคนรอดจากการถูกจับส่งไปค่ายกักกันด้วย ประสบการณ์ครั้งนี้สอนให้ George เข้าใจว่า "การเอาชีวิตรอด" คือทักษะที่สำคัญที่สุด — บทเรียนที่เขานำมาใช้ในการเทรดในภายหลัง
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง George พยายามหาทางสร้างอนาคตให้ตัวเอง เขาเคยลองขายทองคำและอัญมณีในช่วงปี 1945-1947 เมื่อฮังการีประสบภาวะเงินเฟ้อรุนแรง แต่เขารู้สึกว่าถ้าอยู่ในบูดาเปสต์ต่อไปจะไม่มีอนาคตที่สดใส ในปี 1947 เมื่ออายุ 17 ปี เขาจึงตัดสินใจย้ายไปลอนดอน
ปีแห่งความยากลำบากในลอนดอน (1947-1956)
George Soros มาถึงลอนดอนด้วยมือเปล่า — ไม่มีเงิน ไม่มีเพื่อน และแทบไม่มีอนาคต เขาเคยเล่าว่า "ผมต้องอดมื้อกินมื้อ ครั้งหนึ่งผมเคยอิจฉาแมวข้างถนนที่ได้กินปลาแฮร์ริ่ง" แต่เขาบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า "ผมจะต้องผ่านมันไปได้ และชีวิตของผมจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน"
ด้วยความมุ่งมั่น ในปี 1949 George สมัครเข้าเรียนที่ London School of Economics (LSE) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ระหว่างเรียนเขาทำงานหลายอาชีพเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง:
- พนักงานเสิร์ฟในบาร์
- คนงานในโรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูป
- คนสวนเก็บแอปเปิล
- เด็กยกกระเป๋าในสถานีรถไฟ
- ช่างทาสีบ้าน
ตลอด 3 ปีที่เรียนอยู่ เขาจดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างละเอียด และพยายามลดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เขาทำขณะเรียนที่ LSE คือการเข้าเรียนหลักสูตรของ Karl Popper นักปรัชญาวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรีย-อังกฤษ
การพบกับแนวคิด Reflexivity ของ Karl Popper
Karl Popper มีแนวคิดสำคัญสองประการที่มีอิทธิพลต่อ George อย่างยิ่ง:
- Falsifiability (การพิสูจน์ความเป็นเท็จ) — ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเท็จ ไม่ใช่หาหลักฐานมารองรับเพื่อยืนยันว่าถูกต้องเท่านั้น
- Open Society — สังคมที่เปิดกว้างและเสรีประชาธิปไตยดีกว่าระบบเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นฟาสซิสต์หรือคอมมิวนิสต์
แต่แนวคิดที่ George นำมาใช้กับการเทรดคือ Reflexivity (ทฤษฎีการสะท้อนกลับ) — ความเชื่อของผู้เข้าร่วมตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของตลาดได้ และตลาดก็สะท้อนกลับมาเปลี่ยนความเชื่อของผู้เข้าร่วมอีกครั้ง สร้างวงจรป้อนกลับ (feedback loop) ที่สามารถขยายผลได้อย่างมหาศาล
แนวคิด Reflexivity กลายเป็นรากฐานของปรัชญาการลงทุนของ Soros — เขาไม่เชื่อว่าตลาดสมดุลหรือมีประสิทธิภาพเสมอไป แต่เชื่อว่าตลาดมักเกิดฟองสบู่และการล่มสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะความคิดของนักลงทุนเองกลับมากระทบต่อราคา
George สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (BSc) สาขาปรัชญาในปี 1951 และปริญญาโท (MSc) ในปี 1954 ตอนนั้นเขาใฝ่ฝันอยากเป็นนักปรัชญา แต่พ่อของเขากดดันให้ศึกษาด้านการเงินอุตสาหกรรมแทน ด้วยความฉลาดทางปรัชญา ทางมหาวิทยาลัยขอให้เขาเป็นติวเตอร์แลกกับเงินสนับสนุน 40.00 ปอนด์จากกองทุน Quaker
หลังเรียนจบ เขาได้รับเชิญให้ไปทำงานกับ Singer & Friedlander ธนาคารเพื่อการลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเก็งกำไรทองคำ ซึ่งเป็นก้าวแรกของเขาในวงการการเงิน
การย้ายไปนิวยอร์กและการสร้างความเชี่ยวชาญ (1956-1969)
ในปี 1956 George Soros ตัดสินใจย้ายไปนิวยอร์ก เขาได้งานเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ยุโรปที่ F.M. Mayer ในตำแหน่งผู้ค้ากำไรและนักวิเคราะห์ดูแลหลักทรัพย์ของยุโรป — ซึ่งในยุคนั้นไม่มีใครในอเมริกาให้ความสนใจหุ้นยุโรป
ผู้ช่วยของ George ในภายหลังคือ Stanley Druckenmiller (ผู้ที่ร่วมทำงานกับเขาในการโจมตีปอนด์ปี 1992) เคยกล่าวในปี 1988 ว่า "สิ่งที่ George ทำเมื่อ 35 ปีที่แล้ว พึ่งจะมาเป็นที่นิยมกันในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 นี้เอง"
George เองกล่าวว่า "ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับหุ้นยุโรป ดังนั้นผมจึงตั้งราคาและกำไรได้ตามต้องการให้แก่บริษัทยุโรปที่ผมสนับสนุนอยู่" การขาดคู่แข่งทำให้เขาสามารถสร้างความเชี่ยวชาญในตลาดที่ไม่มีใครแตะต้องได้อย่างรวดเร็ว
ในปี 1959 เขาย้ายไปทำงานที่ Wertheim & Co. และในปี 1961 เขาได้รับสัญชาติอเมริกันอย่างเป็นทางการ
ปี 1963 เขาย้ายไปยัง Arnhold & S. Bleichroeder ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนในนิวยอร์ก ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิจัย ด้วยผลงานที่โดดเด่น ในไม่ช้าเขาได้รับตำแหน่งรองประธาน และระหว่างนั้นเขายังคงทำงานด้านปรัชญาต่อไป โดยส่งงานกลับไปให้ Karl Popper อ่านอยู่เสมอ
การก่อตั้ง Double Eagle และ Quantum Fund (1969-1973)
ในปี 1969 George Soros ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการกองทุน Double Eagle Hedge Fund ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาเริ่มประสบความสำเร็จในอาชีพนักเทรดอย่างจริงจัง
หลังจากนั้นในปี 1973 เขาตัดสินใจลาออกและก่อตั้งกองทุนของตัวเอง โดยร่วมมือกับ Jim Rogers นักลงทุนผู้โด่งดังอีกคนหนึ่ง พวกเขาจัดตั้ง Quantum Fund ขึ้นมา — กองทุนที่เชี่ยวชาญด้านการเก็งกำไรในตลาดการเงินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะค่าเงินและหุ้น
Quantum Fund ใช้กลยุทธ์ global macro — ลงทุนโดยอาศัยการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคของประเทศต่างๆ และหาจุดที่ตลาดเกิด mispricing (ราคาผิดพลาดจากมูลค่าที่แท้จริง) แล้วเข้าซื้อหรือขายในปริมาณมาก บางครั้งใช้ leverage สูงเพื่อขยายผลกำไร
การใช้ leverage สูงเป็นดาบสองคม — ถ้าวิเคราะห์ถูก กำไรจะมหาศาล แต่ถ้าวิเคราะห์ผิด ขาดทุนก็มหาศาลเช่นกัน Soros เองเคยขาดทุนหนักหลายครั้งในช่วงแรก แต่เขารักษากฎเหล็กไว้ตลอดว่า "รักษาเงินทุนไว้ให้รอด" — ตัดขาดทุนเร็วและไม่ปล่อยให้มันกลายเป็นหายนะ
กองทุน Quantum ในช่วงแรกมีทุนเพียง $4 ล้าน แต่ด้วยกลยุทธ์ที่แหลมคม การวิเคราะห์เชิงปรัชญาที่ไม่เหมือนใคร และความกล้าเสี่ยงที่มาพร้อมระบบบริหารความเสี่ยง กองทุนนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว
จากจุดนี้ George Soros เริ่มก้าวขึ้นสู่การเป็น "นักเก็งกำไรระดับโลก" — ผู้ที่สามารถสร้างผลตอบแทนมหาศาลจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินและตลาดทุนข้ามประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่เหตุการณ์ในปี 1992 ที่เขาโจมตีปอนด์สเตอร์ลิงและทำกำไรได้มากกว่า 1,000 ล้านปอนด์ในคืนเดียว
การเป็นนักการกุศลและมรดกที่เขาฝากไว้
นอกจากความสำเร็จทางการเงินแล้ว George Soros ยังเป็นนักการกุศลผู้ใจบุญอย่างแท้จริง เขาได้บริจาคทรัพย์สินส่วนตัวไปแล้วมากกว่า $32,000 ล้าน ผ่าน Open Society Foundations (opensocietyfoundations.org) ซึ่งเขาก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และสังคมเปิดทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศหลังคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกและอดีตสหภาพโซเวียต
ด้วยการใช้เงินที่ได้จากการเก็งกำไรธนาคารกลางของประเทศพัฒนาแล้วมาลงทุนในโครงการสังคมเปิด เขาจึงได้รับฉายาว่า "modern-day Robin Hood" จากหนังสือ World Beyond Reason: The Orwellian Factor โดย James C. Lewis — ชายที่เอาเงินจากคนรวย (ประเทศพัฒนาแล้ว) มาแจกจ่ายให้คนจน (ประเทศหลังคอมมิวนิสต์)
ปัจจุบันในปี 2022 George Soros มีอายุ 92 ปี และมีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่ $8.60 พันล้าน เขาดำรงตำแหน่งประธาน Soros Fund Management และยังคงมีอิทธิพลต่อตลาดการเงินและการเมืองโลก
บทเรียนจากประวัติของ George Soros สำหรับเทรดเดอร์
จากเด็กหนีนาซีที่ไม่มีอะไรเลย สู่นักเทรดที่ทำกำไรได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ประวัติของ George Soros สอนเราหลายสิ่ง:
- การเอาชีวิตรอดคือทักษะสำคัญที่สุด — ในการเทรดหรือในชีวิต สิ่งสำคัญคือต้องไม่ยอมแพ้และปรับตัวเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน
- ความรู้คือพลัง แต่ต้องรู้จุดที่คนอื่นไม่รู้ — การเป็นผู้เชี่ยวชาญในหุ้นยุโรปตอนที่ไม่มีใครสนใจทำให้ Soros สร้างความได้เปรียบ
- ใช้ปรัชญามาประยุกต์กับการเทรด — แนวคิด Reflexivity ทำให้เขาเห็นตลาดในแง่มุมที่คนอื่นมองไม่เห็น
- ตัดขาดทุนเร็วและให้กำไรวิ่งต่อ — ไม่มีใครชนะตลอด แต่คนที่รอดคือคนที่รู้จักตัดขาดทุนก่อนมันกลายเป็นหายนะ
- ความอดทนและการสะสมประสบการณ์ใช้เวลา — Soros ใช้เวลากว่า 17 ปี (1956-1973) ในการเรียนรู้และสะสมทักษะก่อนที่จะก่อตั้ง Quantum Fund
George Soros ไม่ได้เกิดมาพร้อมทองคำในมือ เขาต่อสู้มาทีละขั้น จากการอดข้าวในลอนดอน ผ่านการเป็นนักวิเคราะห์ตัวเล็กๆ ไปจนถึงการเป็นผู้จัดการกองทุนที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์การเงินโลก — การเดินทางของเขาแสดงให้เห็นว่าความมุ่งมั่น ความอดทน และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องสามารถพาคนไปถึงระดับที่ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นไปได้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
George Soros เกิดปีไหนและอายุเท่าไหร่ในปัจจุบัน?
George Soros เกิดวันที่ 12 สิงหาคม 1930 ที่บูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ปัจจุบันในปี 2022 เขามีอายุ 92 ปี และยังคงมีบทบาทในฐานะประธาน Soros Fund Management
George Soros รอดจากนาซีได้อย่างไร?
พ่อของเขา Tivadar Soros ใช้เงินติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อปลอมแปลงเอกสารให้ครอบครัวดูเหมือนคริสเตียน ไม่ใ
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


