U
UHAS
XAU/USD—0.00%

เทคนิคการเทรด Forex แบบมือโปร 2023

สำหรับเทคนิคในการเทรด Forex ต้องบอกเลยว่ามีมากมายหลายแบบเป็นอย่างมาก ถ้านับในปี 2023 ต้องบอกว่ามีถึง 5 เทคนิคที่การันตีกับมือโปรที่เชี่ยวชาญในการเทรด

P
Patiphan Uhas
30 ตุลาคม 2566·3 นาทีอ่าน
แชร์
อัปเดต 5 เทคนิคการเทรด Forex แบบมือโปร 2023

การเทรด Forex ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดจากโชคหรือการคาดเดาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยเทคนิคและกลยุทธ์ที่มีหลักการชัดเจน เหมาะสมกับสไตล์และเป้าหมายของคุณ ในบทความนี้ เราจะพาคุณทำความรู้จักกับ 5 วิธีการเทรดหลักที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้กัน พร้อมเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของแต่ละแบบ เพื่อให้คุณเลือกใช้ได้อย่างมั่นใจ

สรุปสาระสำคัญ

  • เทคนิคการเทรดแต่ละแบบเหมาะกับกรอบเวลาและระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
  • Day Trading เหมาะกับผู้ที่ติดตามตลาดได้เต็มเวลาและต้องการผลตอบแทนรวดเร็ว
  • Position Trading และ Long-Term Trading เน้นแนวโน้มระยะยาว ใช้เวลาวิเคราะห์น้อยกว่า
  • Swing Trading เป็นจุดสมดุลระหว่างเวลาที่ใช้และโอกาสในการทำกำไร
  • การเลือกเทคนิคควรสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ เวลาว่าง และเป้าหมายทางการเงินของคุณ

ทำความรู้จัก 5 เทคนิคการเทรด Forex ที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้

การเทรด Forex มีหลากหลายรูปแบบ แต่ละแบบมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การเลือกเทคนิคที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรและลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวม 5 เทคนิคการเทรด Forex แบบมือโปร

1. Day Trading — เทรดภายในวันเดียว ไม่ค้างคืน

Day Trading คือการเปิดและปิดออร์เดอร์ทั้งหมดภายในวันเดียวกัน โดยเทรดเดอร์จะไม่ถือสถานะข้ามคืน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจาก gap หรือข่าวสำคัญที่อาจเกิดขึ้นนอกเวลาเปิดตลาด

กรอบเวลาที่ใช้: M5, M15, H1 (5 นาที, 15 นาที, 1 ชั่วโมง)

ข้อดี:

  • ไม่มีความเสี่ยงจากการข้ามคืน
  • สามารถทำกำไรได้หลายครั้งต่อวัน
  • ไม่ต้องกังวลเรื่อง swap หรือค่าดอกเบี้ย overnight

ข้อควรระวัง:

  • ต้องใช้เวลาติดตามตลาดตลอดทั้งวัน
  • ค่าธรรมเนียม spread สะสมได้มากจากการเทรดบ่อย
  • ต้องการสมาธิและการตัดสินใจที่รวดเร็ว
TIP

Day Trading เหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาว่างในช่วงเปิดตลาดหลัก (เซสชั่นลอนดอน 14:00-22:00 น. หรือนิวยอร์ก 19:00-02:00 น. เวลาไทย) และสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว

2. Position Trading — การเทรดระยะยาวตามแนวโน้มใหญ่

Position Trading เป็นการถือสถานะในระยะยาว ตั้งแต่หลายสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน โดยเน้นการจับแนวโน้มหลักของตลาด (major trend) มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น

แผนภาพโครงสร้างแนวโน้ม: ขาขึ้นราคาทำยอดใหม่สูงกว่าเดิมและฐานยกสูงขึ้น พร้อมเส้นแนวโน้มลากใต้ฐานแตะสามจุด ส่วนขาลงคือภาพกลับด้าน
แผนภาพโครงสร้างแนวโน้ม: ขาขึ้นราคาทำยอดใหม่สูงกว่าเดิมและฐานยกสูงขึ้น พร้อมเส้นแนวโน้มลากใต้ฐานแตะสามจุด ส่วนขาลงคือภาพกลับด้าน

กรอบเวลาที่ใช้: D1, W1, MN (รายวัน, รายสัปดาห์, รายเดือน)

ข้อดี:

  • ใช้เวลาวิเคราะห์น้อย ไม่ต้องติดหน้าจอตลอดเวลา
  • ค่าธรรมเนียมการเทรดต่ำ (เทรดไม่บ่อย)
  • โอกาสทำกำไรสูงจากการจับแนวโน้มใหญ่

ข้อควรระวัง:

  • ต้องทนกับความผันผวนระหว่างทาง (unrealized loss)
  • ต้องมีเงินทุนเพียงพอรองรับการดึง drawdown
  • อาจเสียค่า swap หากถือสถานะนานหลายเดือน

ตัวอย่างการใช้งาน: เปิด Long EUR/USD ตั้งแต่ 1.0500 เมื่อเห็นสัญญาณเศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัว ตั้งเป้า 1.1200 ภายใน 3-6 เดือน

3. Swing Trading — จับจังหวะสวิงระยะกลาง

Swing Trading คือการเทรดที่ถือสถานะระหว่าง 2-10 วัน เพื่อจับกำไรจากการเคลื่อนไหวแบบ "สวิง" (swing) ขึ้นลงของราคา ซึ่งเกิดขึ้นภายในแนวโน้มใหญ่

กรอบเวลาที่ใช้: H4, D1 (4 ชั่วโมง, รายวัน)

ข้อดี:

  • ไม่ต้องติดตามตลาดตลอดเวลา
  • เหมาะกับคนทำงานประจำที่มีเวลาจำกัด
  • โอกาสทำกำไรดีกว่า Day Trading (เป้า 100-300 pips ต่อออร์เดอร์)

ข้อควรระวัง:

  • ต้องมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี (Stop Loss ห่างกว่า Day Trading)
  • อาจมีค่า swap บ้างจากการถือข้ามคืน
  • ต้องศึกษา pattern และ support/resistance อย่างละเอียด
INFO

Swing Trading เป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับเทรดเดอร์ไทยที่ทำงานประจำ เพราะสามารถวิเคราะห์ตลาดตอนเช้าหรือเย็น แล้ววางคำสั่งทิ้งไว้ได้

4. Long-Term Trading — การลงทุนระยะยาวแบบ Buy and Hold

Long-Term Trading คล้ายกับการลงทุนในหุ้น โดยเน้นถือสถานะระยะยาวมาก (6 เดือนขึ้นไป) ตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราดอกเบี้ย GDP หรือนโยบายการเงิน

กรอบเวลาที่ใช้: W1, MN (รายสัปดาห์, รายเดือน)

ข้อดี:

  • ไม่ต้องติดตามตลาดบ่อย
  • เน้นวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (fundamental analysis)
  • เหมาะกับผู้ที่มีเงินทุนมากและต้องการกระจายพอร์ต

ข้อควรระวัง:

  • ต้องมีเงินทุนสูง (แนะนำอย่างน้อย $10,000 ขึ้นไป)
  • ค่า swap สะสมได้มากในระยะยาว
  • ผลตอบแทนอาจไม่เห็นผลเร็วเท่าเทคนิคอื่น

ตัวอย่าง: เปิด Short USD/JPY เมื่อคาดว่า Fed จะหยุดขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ BoJ เริ่มปรับนโยบาย ถือไว้ 12-18 เดือน

5. Seasonal Trading — เทรดตามฤดูกาลและรูปแบบประจำปี

Seasonal Trading เป็นการเทรดโดยอาศัยรูปแบบที่ซ้ำรอยในช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี เช่น "Santa Rally" ในช่วงธันวาคม หรือความผันผวนสูงในช่วงเปิดเทอมหลังวันหยุดยาว

กรอบเวลาที่ใช้: W1, MN หรือดูจากข้อมูลย้อนหลัง 5-10 ปี

ปัจจัยที่มีผล:

  • ฤดูกาลเศรษฐกิจ (เช่น ช่วงเก็บเกี่ยว ราคาสินค้าเกษตรผันผวน)
  • ปฏิทินการเงิน (เช่น ช่วงรายงานผล Q4 ของบริษัทใหญ่)
  • เทศกาลและวันหยุด (เช่น Black Friday, Chinese New Year)

ข้อดี:

  • มีข้อมูลสถิติย้อนหลังรองรับ
  • สามารถวางแผนล่วงหน้าได้
  • เหมาะกับการใช้ร่วมกับเทคนิคอื่น

ข้อควรระวัง:

  • อดีตไม่ได้รับประกันอนาคต (past performance ≠ future results)
  • ต้องศึกษาบริบททางเศรษฐกิจประกอบ
  • ไม่ควรใช้เป็นเทคนิคเดียว
NOTE

การใช้ Seasonal Trading ต้องระมัดระวัง เพราะเหตุการณ์พิเศษ (เช่น COVID-19, สงคราม) อาจทำให้รูปแบบประจำปีเปลี่ยนไปได้

เปรียบเทียบเทคนิคทั้ง 5 แบบ — เลือกอย่างไรให้เหมาะกับคุณ

เทคนิคระยะเวลาถือสถานะเวลาที่ใช้ต่อวันระดับความเสี่ยงเหมาะกับ
Day Tradingไม่เกิน 1 วัน4-8 ชั่วโมงสูงคนว่างเต็มเวลา, ตัดสินใจเร็ว
Swing Trading2-10 วัน30-60 นาทีปานกลางคนทำงานประจำ
Position Tradingหลายสัปดาห์-เดือน10-30 นาทีต่ำ-ปานกลางนักลงทุนระยะยาว
Long-Term Trading6 เดือนขึ้นไป5-15 นาทีต่ำผู้มีเงินทุนสูง
Seasonal Tradingตามฤดูกาลไม่แน่นอนปานกลางเสริมกับเทคนิคอื่น

เริ่มต้นฝึกฝนเทคนิคการเทรดอย่างไร

การเลือกใช้เทคนิคการเทรดควรพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้:

  1. เวลาที่มี — ถ้ามีเวลาจำกัด เลือก Swing หรือ Position Trading
  2. เงินทุน — เงินทุนน้อยกว่า $1,000 ควรเริ่มที่ Day หรือ Swing Trading
  3. ความอดทน — ถ้าทนรอได้ เลือก Position หรือ Long-Term
  4. บุคลิกภาพ — คนชอบแอ็คชั่น เหมาะกับ Day Trading / คนชอบวิเคราะห์เชิงลึก เหมาะกับ Position Trading
TIP

เริ่มต้นด้วยการฝึกฝนในบัญชี Demo อย่างน้อย 2-3 เดือน เพื่อทดสอบเทคนิคที่เลือกโดยไม่เสี่ยงเงินจริง จดบันทึกผลการเทรดทุกครั้ง แล้ววิเคราะห์ว่าเทคนิคไหนให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีแผนการจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ไม่ว่าจะใช้เทคนิคใด ควรตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง และไม่ควรเสี่ยงเกิน 2% ของเงินทุนต่อหนึ่งออร์เดอร์

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เทคนิคไหนเหมาะกับมือใหม่ที่สุด?

Swing Trading เหมาะกับมือใหม่มากที่สุด เพราะไม่ต้องติดหน้าจอตลอดเวลา มีเวลาคิดและวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจ และความผิดพลาดจากอารมณ์จะน้อยกว่า Day Trading นอกจากนี้ยังสามารถเรียนรู้ได้ทีละน้อยโดยไม่ต้องรีบร้อน

ต้องใช้เงินทุนเท่าไหร่ในแต่ละเทคนิค?

  • Day Trading: $500-1,000 (แต่แนะนำ $2,000 ขึ้นไป)
  • Swing Trading: $1,000-3,000
  • Position Trading: $5,000 ขึ้นไป
  • Long-Term Trading: $10,000 ขึ้นไป

เงินทุนที่มากขึ้นช่วยให้คุณรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่า และไม่ถูก margin call ง่าย

สามารถผสมหลายเทคนิคได้ไหม?

ได้ แต่ควรแยกพอร์ตชัดเจน เช่น ใช้ 70% เงินทุนทำ Swing Trading และ 30% ทำ Day Trading หรือใช้บัญชีคนละบัญชี อย่าผสมเทคนิคในออร์เดอร์เดียวกัน (เช่น เปิดด้วยแผน Day Trading แต่กลายเป็น Swing Trading เพราะไม่ยอมตัด loss)

Leverage เท่าไหร่เหมาะกับเทคนิคไหน?

  • Day Trading: 1:30 - 1:50
  • Swing Trading: 1:20 - 1:30
  • Position/Long-Term Trading: 1:5 - 1:20

ยิ่งถือสถานะนาน ควรใช้ leverage ต่ำลง เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนระยะยาว

ใช้ indicator อะไรดีสำหรับแต่ละเทคนิค?

  • Day Trading: Moving Average (MA), RSI, Bollinger Bands
  • Swing Trading: MACD, Fibonacci Retracement, Support/Resistance
  • Position Trading: Moving Average ระยะยาว (50, 100, 200), Economic Calendar
  • Seasonal Trading: Historical Data, Volume Profile

ไม่ว่าจะเลือกเทคนิคใด สิ่งสำคัญคือความมีวินัยในการปฏิบัติตามแผน การจดบันทึก และการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง การเทรดที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มาจากการหาเทคนิคที่ "ดีที่สุด" แต่มาจากการใช้เทคนิคที่เหมาะกับตัวคุณอย่างสม่ำเสมอและมีระเบียบวินัย

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง