ประวัติ Leonardo Pisano Fibonacci “Bigollo” ผู้คิดค้นตัวเลข Fibonacci
ในโลกของการวิเคราะห์ทางเทคนิค ตัวเลข Fibonacci ถือเป็นเครื่องมือที่เทรดเดอร์ทั่วโลกใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักชีวิตและผลงานของ Leonardo

ในโลกของการวิเคราะห์ทางเทคนิค ตัวเลข Fibonacci ถือเป็นเครื่องมือที่เทรดเดอร์ทั่วโลกใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักชีวิตและผลงานของ Leonardo Pisano Fibonacci นักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่เพียงแค่ค้นพบลำดับตัวเลขมหัศจรรย์ แต่ยังเป็นผู้นำระบบตัวเลขที่เราใช้กันทุกวันนี้มาสู่โลกตะวันตก บทความนี้จะพาคุณย้อนกลับไปยุคศตวรรษที่ 13 เพื่อทำความรู้จักกับชายผู้เปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณของมนุษยชาติไปตลอดกาล
สรุปสาระสำคัญ
- Leonardo Pisano Fibonacci เกิดปี 1170-1175 ที่เมืองปิซา อิตาลี และเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคกลาง
- เขาเป็นผู้นำระบบตัวเลขฮินดู-อารบิก (0-9) มาแทนที่ตัวเลขโรมัน (I, V, X, L, C, D, M) ในยุโรป
- หนังสือ 'Liber Abaci' ที่ตีพิมพ์ปี 1202 เป็นผลงานสำคัญที่เผยแพร่ระบบตัวเลขสมัยใหม่และวิธีการคำนวณต่างๆ
- ลำดับ Fibonacci ที่เทรดเดอร์ใช้วิเคราะห์กราฟราคาเกิดจากปัญหากระต่ายในหนังสือเล่มนี้
- ชื่อ 'Bigollo' ที่เพื่อนล้อว่าเป็นคนเพ้อฝัน กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหลงใหลในคณิตศาสตร์
ประวัติชีวิตของ Leonardo Pisano Fibonacci
Leonardo Pisano เกิดในช่วงปี 1170-1175 ที่เมืองปิซา ประเทศอิตาลี ในยุคที่ประวัติศาสตร์เรียกว่า "ศตวรรษที่ 13" หรือยุคกลาง เขาได้รับการยกย่องในเวลาต่อมาว่าเป็น "นักคณิตศาสตร์ชาวตะวันตกที่มีพรสวรรค์ที่สุดในยุคกลาง" แม้ว่าในสมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่ ผู้คนจะมองเขาเป็นเพียงชายหนุ่มที่เพ้อฝันและไม่ค่อยมีประโยชน์
พ่อของเขาชื่อ Guglielmo (William) Bonacci ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ศุลกากรและพ่อค้าวาณิชชาวอิตาลีที่มั่งคั่ง อาศัยอยู่ที่เมืองบูเกีย (Bugia) เมืองท่าทางตะวันออกของแอลเจียร์ในแอลจีเรีย ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าสำคัญในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แม่ของเขาชื่อ Alessandra Bonacci เสียชีวิตเมื่อ Leonardo อายุได้เพียง 9 ขวบ ทำให้เขาถูกเลี้ยงดูโดยพ่อเพียงลำพัง
ในปี 1240 สาธารณรัฐปิซายกย่อง Leonardo เป็นบุคคลสำคัญของราชสำนัก เพื่อเป็นการตอบแทนคำปรึกษาด้านการบัญชีและคณิตศาสตร์ที่เขามีให้แก่รัฐ นอกจากนี้ จักรพรรดิฟรีดริชที่ 2 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ก็โปรดปรานเขาอย่างมาก เนื่องจากจักรพรรดิองค์นี้เป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะและวิทยาศาสตร์ รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเนเปิลส์ในปี 1224
Leonardo Pisano Fibonacci เสียชีวิตระหว่างปี 1240-1250 ที่เมืองปิซา ทิ้งมรดกทางปัญญาที่ยังคงส่งผลกระทบต่อโลกจนถึงทุกวันนี้
ที่มาของชื่อ Fibonacci และ Bigollo
ชื่อที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า "Fibonacci" นั้นไม่ใช่ชื่อที่เขาใช้สมัยมีชีวิตอยู่ ชื่อนี้เป็นที่นิยมหลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว โดย Fibonacci ย่อมาจาก "filius Bonacci" ซึ่งแปลว่า "บุตรชายของตระกูล Bonacci" หรืออีกความหมายหนึ่งคือ "ลูกชายจากครอบครัวที่มีนิสัยดี" เพราะรากศัพท์ของ Bonacci มีความหมายว่า "นิสัยดี"
แต่ในวัยเด็ก เพื่อนๆและคนในเมืองกลับเรียกเขาด้วยชื่อที่ไม่น่าฟัง นั่นคือ "Bigollo" ซึ่งในภาษาทัสคานี (Tuscany) ของชาวอิตาลีโบราณหมายถึง "คนเหม่อลอย, เพ้อฝัน, คนขี้เกียจ" หรือ "คนไม่เอาถ่าน" สาเหตุที่ได้รับฉายาแบบนี้เพราะเขาใช้เวลาทั้งวันจ้องมองนก นับจำนวนกลีบดอกไม้ และคิดเรื่องคณิตศาสตร์ที่คนทั่วไปมองว่าไม่มีประโยชน์
ในยุคศตวรรษที่ 13 การศึกษาคณิตศาสตร์เชิงทฤษฎีถือเป็นเรื่องของคนที่ "ไม่ทำงานจริง" สังคมให้ความสำคัญกับทักษะการค้าขายและงานฝีมือมากกว่า ดังนั้นคนอย่าง Leonardo ที่หมกมุ่นกับตัวเลขจึงถูกมองว่าเป็นคนแปลก
วัยเด็กและการเดินทางสู่แอฟริกา
เรื่องราวของ Fibonacci เริ่มต้นด้วยความผิดหวังของพ่อ ในโรงเรียนของเมืองปิซา เด็กชายคนนี้แทบไม่สนใจเรียนเลย แม้ว่าเขาจะแก้โจทย์คณิตศาสตร์ได้เร็วกว่าเพื่อนๆ ในเวลาเพียง 2 นาทีจากที่ครูให้เวลา 10 นาทีก็ตาม แต่หลังจากนั้นเขาก็จะเหม่อมองนกนอกหน้าต่าง ไม่สนใจบทเรียนเรื่องอื่นเลย
ระบบการสอนในสมัยนั้นใช้ตัวเลขโรมัน (I, V, X, L, C, D, M) และลูกคิดในการคำนวณ วิธีการนี้ช้าและซับซ้อน ต้องใช้ความจำและทักษะมือมากกว่าตรรกะทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กชายที่หลงใหลในรูปแบบของธรรมชาติ วิธีการเรียนแบบนี้น่าเบื่อมาก
เมื่อแม่เสียชีวิต พ่อจึงตัดสินใจพา Leonardo ติดตามไปทำงานที่บูเกีย แอลจีเรีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าขายในแอฟริกาเหนือ ที่นี่เองชีวิตของเขาเริ่มเปลี่ยนไป เขาได้พบกับระบบตัวเลขที่แตกต่างจากที่เคยเห็น นั่นคือ ระบบเลขฮินดู-อารบิก (0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9) ที่พ่อค้าชาวอาหรับใช้กัน
Leonardo สังเกตเห็นว่าตัวเลข 18 อ่านและเข้าใจง่ายกว่า XVIII มาก การคำนวณก็รวดเร็วกว่าการใช้ลูกคิดหลายเท่า ความค้นพบนี้ทำให้เขาหลงใหลและเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง
การเดินทางเรียนรู้รอบโลกเมดิเตอร์เรเนียน
เมื่อ Leonardo เติบโตเป็นหนุ่ม พ่อมอบหมายให้เขาเดินทางไปทำการค้าในเมืองต่างๆ รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่สิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่การค้าขาย แต่เป็นการแสวงหาความรู้ทางคณิตศาสตร์จากนักปราชญ์ในแต่ละเมือง
เส้นทางการเรียนรู้ของเขาครอบคลุม:
- อียิปต์ — ศึกษาภาษาฟาโรห์โบราญและระบบเศษส่วนของชาวอียิปต์โบราณ ซึ่งมีวิธีการคิดที่แตกต่างจากยุโรป
- ตุรกี (อิสตันบูล) และ ซีเรีย (ดามัสกัส) — เรียนรู้เทคนิคการวัดและการคำนวณค่าต่างๆ ที่ใช้ในการก่อสร้างและดาราศาสตร์
- กรีซ — ศึกษาเรขาคณิตจากหนังสือคณิตศาสตร์โบราญของนักปราชญ์กรีก เช่น Euclid และ Pythagoras
- ซิซิลี — เรียนรู้ทักษะการหาร การคูณ และการลบในระบบใหม่
- ฝรั่งเศส (โพรวองซ์) — แลกเปลี่ยนความรู้กับนักคณิตศาสตร์ชาวยุโรป
ตลอดการเดินทาง Leonardo ได้พูดคุยกับพ่อค้า นักวิชาการ และชาวธรรมดาจากหลากหลายวัฒนธรรม เขาเห็นว่าระบบตัวเลขฮินดู-อารบิกไม่เพียงแต่ง่ายกว่า แต่ยังทรงพลังกว่าระบบใดๆ ที่เคยมีมา ด้วยการมีเลข 0 (ศูนย์) ทำให้สามารถแสดงค่าตำแหน่งได้ และคำนวณได้รวดเร็วกว่าตัวเลขโรมันหลายร้อยเท่า
สำหรับเทรดเดอร์สมัยใหม่ การที่เราคำนวณ lot size, risk-reward ratio หรือ position sizing ได้ภายในไม่กี่วินาที ล้วนเป็นผลมาจากระบบตัวเลขที่ Fibonacci นำมาเผยแพร่
หนังสือ Liber Abaci: ผลงานที่เปลี่ยนโลก
เมื่อ Leonardo อายุ 32 ปี (ประมาณปี 1202) เขาเดินทางกลับสู่อิตาลีพร้อมกับความรู้มหาศาลที่สะสมมา เขาเขียนหนังสือชื่อ "Liber Abaci" (Book of Calculation หรือ Book of the Abacus) เพื่อแนะนำระบบตัวเลขฮินดู-อารบิกและวิธีการคำนวณต่างๆ ให้กับชาวยุโรป
เนื้อหาหลักในหนังสือประกอบด้วย:
- การแนะนำตัวเลข 0-9 และระบบค่าตำแหน่ง — อธิบายว่าทำไมเลข 123 ถึงต่างจาก 321
- วิธีการบวก ลบ คูณ หาร — โดยไม่ต้องใช้ลูกคิด
- การคำนวณเศษส่วน — ที่จำเป็นสำหรับการค้าขาย การวัดที่ดิน
- ปัญหาการค้าและการเงิน — อัตราแลกเปลี่ยน การคำนวณกำไร การแบ่งทรัพย์สมบัติ
- ลำดับ Fibonacci — เกิดจากปัญหากระต่ายที่มีชื่อเสียง: "ถ้ากระต่ายคู่หนึ่งให้กำเนิดลูกได้ทุกเดือน และลูกแต่ละคู่เริ่มให้กำเนิดได้เมื่ออายุ 1 เดือน จะมีกระต่ายทั้งหมดกี่คู่ในสิ้นปี?" คำตอบคือ 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89, 144...
หนังสือเล่มนี้กลายเป็นผลงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์ยุโรป แม้ว่าในตอนแรกจะมีเพียงวงการคณิตศาสตร์และพ่อค้าระดับสูงเท่านั้นที่ให้ความสนใจ แต่ในศตวรรษที่ 15-16 ระบบตัวเลขนี้เริ่มแพร่หลายไปทั่วยุโรป และกลายเป็นระบบสากลของโลกในที่สุด
การเปลี่ยนจากตัวเลขโรมันมาเป็นเลขอารบิกไม่ใช่เรื่องง่าย มีการต่อต้านจากผู้ที่เคยชินกับระบบเก่า โดยเฉพาะธนาคารและราชสำนักที่กลัวการปลอมแปลง เพราะตัวเลขอารบิกเขียนเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่า (เช่น 0 เป็น 6 หรือ 9)
มรดกของ Fibonacci ในโลกการเทรด
แม้ว่า Leonardo Pisano จะไม่เคยคิดว่าลำดับตัวเลขของเขาจะถูกนำมาใช้ในตลาดการเงิน แต่ในปัจจุบันเครื่องมือ Fibonacci Retracement, Fibonacci Extension, Fibonacci Fan และ Fibonacci Time Zones กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่เทรดเดอร์ Forex และทองคำใช้กันอย่างแพร่หลาย
อัตราส่วนสำคัญที่มาจากลำดับ Fibonacci:
- 0.236 (23.60%) — อัตราส่วนระหว่างตัวเลขที่ห่างกัน 2 ช่อง
- 0.382 (38.20%) — อัตราส่วนระหว่างตัวเลขที่ห่างกัน 1 ช่อง กับ 3 ช่อง
- 0.500 (50.00%) — ไม่ได้มาจาก Fibonacci โดยตรง แต่เทรดเดอร์นิยมใช้
- 0.618 (61.80%) — อัตราส่วนทอง (Golden Ratio) ที่พบได้ในธรรมชาติ
- 1.000 (100.00%) — ระดับเดิม
- 1.618 (161.80%) — อัตราส่วนทองย้อนกลับ ใช้วัด extension
เทรดเดอร์ใช้ระดับเหล่านี้เพื่อคาดการณ์จุด support, resistance และเป้าหมายการทำกำไร ตัวอย่างเช่น หากราคาทองคำพุ่งขึ้นจาก 1,800.00 ดอลลาร์ไป 2,000.00 ดอลลาร์ แล้วเริ่มปรับตัวลง เทรดเดอร์จะดูว่าระดับ 61.80% (ประมาณ 1,876.40 ดอลลาร์) อาจเป็นจุดกลับตัวที่น่าสนใจ
ตัวเลขโรมัน vs. ตัวเลขฮินดู-อารบิก
ก่อนยุคของ Fibonacci ชาวยุโรปใช้ตัวเลขโรมันที่ประกอบด้วยสัญลักษณ์ 7 ตัว:
- I = 1
- V = 5
- X = 10
- L = 50
- C = 100
- D = 500
- M = 1,000
ปัญหาของระบบนี้คือ:
- ไม่มีเลข 0 — ทำให้ไม่สามารถแสดงค่าตำแหน่งได้อย่างชัดเจน
- การคำนวณช้า — การบวก MCMXCIV + DCCLXVI ต้องใช้เวลาและทักษะสูง
- ไม่เหมาะกับการคำนวณซับซ้อน — การหาร คูณ หรือคำนวณดอกเบี้ยทำได้ยากมาก
- ใช้พื้นที่เยอะ — เขียนเลข 1,999 เป็น MCMXCIX ยาวกว่า 1999 มาก
ตัวเลขฮินดู-อารบิกแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ได้ ด้วยการมีเพียง 10 สัญลักษณ์ (0-9) และใช้ค่าตำแหน่ง ทำให้คำนวณได้เร็วและแม่นยำกว่าหลายร้อยเท่า
ปัจจุบันตัวเลขโรมันยังคงใช้ในบางกรณี เช่น นาฬิกา ปีที่บรรทัดฐาน (Super Bowl LIX) หรือชื่อกษัตริย์ (King Charles III) แต่ไม่มีใครใช้คำนวณด้วยระบบนี้อีกแล้ว
เรื่องราวจาก Blockhead: The Life of Fibonacci
หนังสือภาพประกอบชื่อ "Blockhead: The Life of Fibonacci" นำเสนอเรื่องราวของเขาในแบบที่เข้าถึงง่าย โดยเน้นที่ช่วงวัยเด็กที่เขาถูกเพื่อนล้อว่าเป็น "ไอ้หัวทึบ" ตอนหนึ่งที่น่าสนใจคือ:
ในคืนหนึ่งบนเรือที่แล่นไปแอฟริกา เด็กชาย Leonardo นอนไม่หลับ เขาจึงไปคุยกับอัลเฟรโด ผู้ช่วยของพ่อ
"อะไรที่ทำให้เจ้ามีความสุข?" อัลเฟรโดถาม
"ตัวเลข" เด็กชายตอบทันที "ตัวเลขทำให้ข้ามีความสุขได้ตลอดชีวิต"
คำพูดนี้กลายเป็นความจริง แม้ว่าชีวิตของเขาจะถูกคนทั่วไปมองว่าไร้ประโยชน์ แต่ในที่สุด ความหลงใหลในตัวเลขของเขากลับเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล
ผลกระทบต่อโลกสมัยใหม่
มรดกของ Leonardo Pisano Fibonacci ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คณิตศาสตร์ แต่แผ่ขยายไปทุกมิติของชีวิตสมัยใหม่:
- การเงินและการค้าขาย — การคำนวณดอกเบี้ย กำไร ขาดทุน อัตราแลกเปลี่ยน
- วิศวกรรมและสถาปัตยกรรม — การออกแบบโครงสร้าง การวัดระยะทาง
- วิทยาศาสตร์ — ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ทั้งหมดใช้ระบบตัวเลขเดียวกัน
- เทคโนโลยีดิจิทัล — คอมพิวเตอร์ใช้ระบบเลขฐานสอง (binary) ที่พัฒนามาจากแนวคิดเดียวกัน
- การเทรด Forex และทองคำ — เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้อัตราส่วน Fibonacci
ถ้าไม่มี Fibonacci โลกของเราอาจยังคงใช้ตัวเลขโรมันอยู่ และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


