ตราสารหนี้ คืออะไร ทำไมเป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ
การลงทุนที่ถือว่าปลอดภัยเป็นอันดับต้น ๆ ก็ต้องยกให้ตราสารหนี้ ซึ่งตราสารหนี้ คืออะไร อยากลงทุนต้องทำความเข้าใจตราสารหนี้จริงไหม คุณสามารถหาคำตอบได้ที่นี่

ในโลกของการลงทุนที่เต็มไปด้วยความผันผวน ตราสารหนี้คือเครื่องมือที่นักลงทุนหลายคนเลือกใช้เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุน บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานของตราสารหนี้ ประเภทต่างๆ ไปจนถึงความเสี่ยงที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของคุณ
สรุปสาระสำคัญ
- ตราสารหนี้คือสัญญาการกู้ยืมที่ผู้ออกสัญญาจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นตามกำหนด มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นแต่ผลตอบแทนก็ต่ำกว่าเช่นกัน
- ตราสารหนี้แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก: พันธบัตรรัฐบาล (ความเสี่ยงต่ำ) และหุ้นกู้เอกชน (ความเสี่ยงสูงกว่าแต่ให้ผลตอบแทนมากกว่า)
- ตราสารหนี้ระยะยาวมักให้ผลตอบแทนสูงกว่าระยะสั้น แต่มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมากกว่า
- ความเสี่ยงหลักของตราสารหนี้ ได้แก่ ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงจากเครดิต และความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ
- การเลือกตราสารหนี้ต้องพิจารณาอายุการลงทุน อัตราดอกเบี้ย และความน่าเชื่อถือของผู้ออกให้สอดคล้องกับเป้าหมายของคุณ
ตราสารหนี้คืออะไร
ตราสารหนี้ (Debt Securities) คือเครื่องมือทางการเงินที่ทำหน้าที่เสมือนสัญญาการกู้ยืมระหว่างผู้ลงทุน (ผู้ให้กู้) กับผู้ออกตราสารหนี้ (ผู้กู้) ซึ่งอาจเป็นรัฐบาล หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทเอกชน เมื่อคุณซื้อตราสารหนี้ คุณกำลังให้เงินกู้แก่ผู้ออกตราสารนั้น และผู้ออกจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้คุณเป็นระยะๆ ตามที่กำหนดในสัญญา พร้อมทั้งคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดอายุ
ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 100,000.00 บาท อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี คุณจะได้รับดอกเบี้ย 3,000.00 บาทต่อปี และเมื่อครบ 5 ปี รัฐบาลจะคืนเงินต้น 100,000.00 บาทให้คุณเต็มจำนวน
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างตราสารหนี้กับหุ้นคือ เมื่อคุณถือหุ้น คุณคือเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทและมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผล (ซึ่งไม่รับประกัน) แต่เมื่อคุณถือตราสารหนี้ คุณเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออก และมีสิทธิ์ได้รับดอกเบี้ยและเงินต้นตามที่ระบุในสัญญา ทำให้ตราสารหนี้มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นโดยทั่วไป
พันธบัตรรัฐบาล — ตราสารหนี้ที่มีความปลอดภัยสูงสุด
พันธบัตรรัฐบาล (Government Bonds) คือตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล เพื่อระดมทุนไปใช้ในโครงการต่างๆ ของประเทศ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ตัวอย่างพันธบัตรรัฐบาลที่นิยมในประเทศไทย ได้แก่ พันธบัตรออมทรัพย์ (Savings Bonds) และพันธบัตรรัฐบาลไทย (Thai Government Bonds)
ข้อดีของพันธบัตรรัฐบาล:
- ความเสี่ยงต่ำมาก เนื่องจากรัฐบาลมีอำนาจในการจัดเก็บภาษีและออกเงินเพื่อชำระหนี้
- ผลตอบแทนที่แน่นอน คุณจะรู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับดอกเบี้ยเท่าไร และเมื่อไหร่
- สภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายในตลาดรองได้ง่าย
- ได้รับการยกเว้นภาษี พันธบัตรรัฐบาลบางประเภทได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้
ข้อเสีย:
- ผลตอบแทนต่ำกว่า เมื่อเทียบกับตราสารหนี้ประเภทอื่นที่มีความเสี่ยงสูงกว่า
- ราคาผันผวนตามอัตราดอกเบี้ย หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง
พันธบัตรรัฐบาลเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความปลอดภัยเป็นหลัก ยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำกว่า และต้องการเก็บเงินออมระยะยาว โดยทั่วไปพันธบัตรรัฐบาลมีอายุตั้งแต่ 1 ปีไปจนถึง 30 ปี และยิ่งอายุยาวนาน อัตราดอกเบี้ยก็มักจะสูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากระยะเวลา
หุ้นกู้เอกชน — ผลตอบแทนสูงกว่าแต่มีความเสี่ยงมากขึ้น
หุ้นกู้เอกชน (Corporate Bonds) คือตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชนเพื่อระดมทุนไปใช้ในการขยายกิจการ ปรับปรุงโครงสร้างทุน หรือชำระหนี้เก่า เมื่อคุณซื้อหุ้นกู้เอกชน คุณกำลังให้เงินกู้แก่บริษัทนั้นๆ และบริษัทจะจ่ายดอกเบี้ยให้คุณตามงวดที่กำหนด พร้อมคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนด

ข้อดีของหุ้นกู้เอกชน:
- อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า พันธบัตรรัฐบาล โดยทั่วไปสูงกว่า 1.00-3.00% ขึ้นไปแล้วแต่ความเสี่ยงของบริษัท
- ความหลากหลาย มีหุ้นกู้จากบริษัทหลายขนาดและหลายอุตสาหกรรมให้เลือก
- สามารถซื้อขายได้ ในตลาดรองเพื่อสร้างผลกำไรจากการเปลี่ยนแปลงราคา
ข้อเสีย:
- ความเสี่ยงจากเครดิตสูงกว่า บริษัทอาจล้มละลายหรือผิดนัดชำระหนี้ได้
- ราคาผันผวนมากกว่า ขึ้นอยู่กับผลประกอบการและสถานะทางการเงินของบริษัท
- สภาพคล่องอาจต่ำ หุ้นกู้บางตัวมีผู้ซื้อขายน้อย ทำให้ขายยากหากต้องการเงินด่วน
ก่อนซื้อหุ้นกู้เอกชน ควรตรวจสอบอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จากสถาบันจัดอันดับเครดิต เช่น TRIS Rating หรือ Fitch Ratings หุ้นกู้ที่มีอันดับ AAA หรือ AA มีความเสี่ยงต่ำ ในขณะที่อันดับ BBB ลงมามีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง และหากต่ำกว่า BBB ถือเป็น "Junk Bonds" หรือตราสารหนี้คุณภาพต่ำที่มีความเสี่ยงสูงมาก
หุ้นกู้เอกชนเหมาะสำหรับนักลงทุนที่เข้าใจความเสี่ยงดี ต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล และสามารถยอมรับความผันผวนของราคาได้ ควรกระจายการลงทุนไปหลายบริษัทและหลายอุตสาหกรรมเพื่อลดความเสี่ยง
ตราสารหนี้ระยะสั้นกับระยะยาว — ต่างกันอย่างไรและเหมาะกับใคร
การเลือกระหว่างตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะยาวเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญสำหรับนักลงทุน เพราะแต่ละประเภทมีลักษณะและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้คุณเลือกตราสารหนี้ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนและระยะเวลาที่คุณต้องการได้ดีขึ้น

ตราสารหนี้ระยะสั้น — เหมาะกับเงินลงทุนระยะไม่เกิน 1 ปี
ตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-term Debt Securities) คือตราสารหนี้ที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่างเช่น ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bills หรือ T-Bills) ที่ออกโดยรัฐบาล หรือตั๋วแลกเงินของบริษัท (Commercial Paper)
จุดเด่นของตราสารหนี้ระยะสั้น:
- ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ เนื่องจากระยะเวลาสั้น การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดจึงกระทบราคาน้อย
- สภาพคล่องสูง สามารถขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายและรวดเร็ว
- ความผันผวนต่ำ ราคามีความเสถียรกว่าตราสารหนี้ระยะยาว
- เหมาะกับการจัดการกระแสเงินสด สำหรับเงินที่ต้องการใช้ในระยะใกล้
ข้อจำกัด:
- ผลตอบแทนต่ำกว่า ตราสารหนี้ระยะยาว โดยทั่วไปให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 1.50-2.50% ต่อปี
- ต้องลงทุนซ้ำบ่อย เมื่อครบกำหนดต้องหาที่ลงทุนใหม่ อาจเจออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง
ตราสารหนี้ระยะสั้นเหมาะสำหรับนักลงทุนที่:
- ต้องการความปลอดภัยและสภาพคล่องสูง
- อาจต้องการใช้เงินในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า
- ต้องการเก็บเงินสดส่วนเกินระยะสั้น
- กำลังรอจังหวะลงทุนในสินทรัพย์อื่น
ตราสารหนี้ระยะยาว — สร้างผลตอบแทนมั่นคงในระยะเวลา 5-30 ปี
ตราสารหนี้ระยะยาว (Long-term Debt Securities) คือตราสารหนี้ที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โดยบางตัวมีอายุถึง 30 ปี ตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและหุ้นกู้บริษัทระยะยาว
จุดเด่นของตราสารหนี้ระยะยาว:
- อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อชดเชยความเสี่ยงจากระยะเวลา โดยทั่วไปสูงกว่าตราสารหนี้ระยะสั้นอยู่ 1.00-2.00%
- ผลตอบแทนที่แน่นอนระยะยาว ช่วยวางแผนการเงินได้ชัดเจน
- ได้รับดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน ไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยตกลงหากคุณถือจนครบกำหนด
- เหมาะกับการเก็บออมระยะยาว เช่น เพื่อการเกษียณหรือการศึกษาของลูก
ความเสี่ยง:
- ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยสูง หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดขึ้น ราคาตราสารหนี้ระยะยาวจะลดลงมากกว่าระยะสั้น
- สภาพคล่องอาจต่ำกว่า หากต้องการขายก่อนครบกำหนด อาจต้องขายขาดทุนถ้าราคาตลาดต่ำกว่าราคาที่ซื้อ
- ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ หากอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย ผลตอบแทนจริงที่ได้อาจเป็นลบ
- ความเสี่ยงจากเครดิต หากเป็นหุ้นกู้บริษัท มีความเสี่ยงที่บริษัทอาจมีปัญหาทางการเงินในอนาคต
ตราสารหนี้ระยะยาวเหมาะสำหรับนักลงทุนที่:
- มีเป้าหมายการลงทุนระยะยาวชัดเจน (5-30 ปี)
- ไม่ต้องการใช้เงินนี้ในระยะใกล้
- ต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าและสม่ำเสมอ
- สามารถรับความผันผวนของราคาในระยะสั้นได้
กลยุทธ์ Barbell Strategy: นักลงทุนบางคนใช้กลยุทธ์ผสมระหว่างตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะยาว โดยไม่ถือตราสารหนี้ระยะกลาง วิธีนี้ช่วยให้ได้ทั้งสภาพคล่องจากตราสารหนี้ระยะสั้นและผลตอบแทนสูงจากตราสารหนี้ระยะยาว ในขณะที่ยังสามารถปรับพอร์ตได้ยืดหยุ่น
ความเสี่ยงในการลงทุนตราสารหนี้ — สิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจ
แม้ว่าตราสารหนี้จะถือว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย 100% การทำความเข้าใจกับความเสี่ยงต่างๆ จะช่วยให้คุณตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีข้อมูลและรอบคอบมากขึ้น นี่คือ 5 ความเสี่ยงหลักที่นักลงทุนตราสารหนี้ต้องระวัง
1. ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย — ปัจจัยที่กระทบมากที่สุด
ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) คือความเสี่ยงที่ราคาของตราสารหนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาด
ความสัมพันธ์ผกผันระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับราคาตราสารหนี้:
- เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น → ราคาตราสารหนี้ที่คุณถืออยู่จะลดลง เพราะนักลงทุนหันไปซื้อตราสารหนี้ใหม่ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า
- เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง → ราคาตราสารหนี้ที่คุณถืออยู่จะเพิ่มขึ้น เพราะตราสารหนี้ของคุณให้ดอกเบี้ยสูงกว่าตราสารหนี้ใหม่
ตัวอย่าง: สมมติคุณซื้อพันธบัตร 10 ปี ดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี หลังจากนั้น 1 ปี อัตราดอกเบี้ยในตลาดขึ้นเป็น 4.00% หากคุณต้องการขายพันธบัตรของคุณก่อนครบกำหนด คุณจะต้องขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ซื้อมา เพราะผู้ซื้อจะเปรียบเทียบกับพันธบัตรใหม่ที่ให้ดอกเบี้ย 4.00%
วิธีจัดการความเสี่ยงนี้:
- ถือตราสารหนี้จนครบกำหนดเพื่อรับเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวน
- เลือกตราสารหนี้ระยะสั้นหากคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้น
- ใช้กลยุทธ์ Ladder โดยกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ที่ครบกำหนดในปีต่างๆ
2. ความเสี่ยงจากเครดิต — โอกาสที่ผู้ออกจะผิดนัดชำระหนี้
ความเสี่ยงจากเครดิต (Credit Risk หรือ Default Risk) คือความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นได้ตามกำหนด ความเสี่ยงนี้จะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับความมั่นคงทางการเงินของผู้ออก
ระดับความเสี่ยงจากเครดิตตามประเภทผู้ออก:
- พันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว (เช่น ไทย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น): ความเสี่ยงใกล้ศูนย์
- พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ: ความเสี่ยงต่ำ เพราะมีรัฐบาลหนุนหลัง
- หุ้นกู้บริษัทใหญ่ที่มีอันดับ AAA-AA: ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง
- หุ้นกู้บริษัทขนาดกลางที่มีอันดับ BBB: ความเสี่ยงปานกลาง
- หุ้นกู้บริษัทที่มีอันดับต่ำกว่า BBB: ความเสี่ยงสูงมาก (Junk Bonds)
วิธีจัดการความเสี่ยงนี้:
- ตรวจสอบอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันจัดอันดับเครดิต
- กระจายการลงทุนในตราสารหนี้หลายบริษัทและหลายอุตสาหกรรม
- ติดตามข่าวสารและงบการเงินของผู้ออกอย่างสม่ำเสมอ
- เลือกตราสารหนี
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


