U
UHAS
XAU/USD0.00%

ตราสารหนี้ คืออะไร ทำไมเป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ

การลงทุนที่ถือว่าปลอดภัยเป็นอันดับต้น ๆ ก็ต้องยกให้ตราสารหนี้ ซึ่งตราสารหนี้ คืออะไร อยากลงทุนต้องทำความเข้าใจตราสารหนี้จริงไหม คุณสามารถหาคำตอบได้ที่นี่

P
Patiphan Uhas
2 ตุลาคม 2567·2 นาทีอ่าน
แชร์
ตราสารหนี้ คืออะไร ทำไมถึงควรศึกษาให้เข้าใจก่อนเริ่มต้นลงทุน

ในโลกของการลงทุนที่เต็มไปด้วยความผันผวน ตราสารหนี้คือเครื่องมือที่นักลงทุนหลายคนเลือกใช้เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุน บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานของตราสารหนี้ ประเภทต่างๆ ไปจนถึงความเสี่ยงที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของคุณ

สรุปสาระสำคัญ

  • ตราสารหนี้คือสัญญาการกู้ยืมที่ผู้ออกสัญญาจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นตามกำหนด มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นแต่ผลตอบแทนก็ต่ำกว่าเช่นกัน
  • ตราสารหนี้แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก: พันธบัตรรัฐบาล (ความเสี่ยงต่ำ) และหุ้นกู้เอกชน (ความเสี่ยงสูงกว่าแต่ให้ผลตอบแทนมากกว่า)
  • ตราสารหนี้ระยะยาวมักให้ผลตอบแทนสูงกว่าระยะสั้น แต่มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมากกว่า
  • ความเสี่ยงหลักของตราสารหนี้ ได้แก่ ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงจากเครดิต และความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ
  • การเลือกตราสารหนี้ต้องพิจารณาอายุการลงทุน อัตราดอกเบี้ย และความน่าเชื่อถือของผู้ออกให้สอดคล้องกับเป้าหมายของคุณ

ตราสารหนี้คืออะไร

ตราสารหนี้ (Debt Securities) คือเครื่องมือทางการเงินที่ทำหน้าที่เสมือนสัญญาการกู้ยืมระหว่างผู้ลงทุน (ผู้ให้กู้) กับผู้ออกตราสารหนี้ (ผู้กู้) ซึ่งอาจเป็นรัฐบาล หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทเอกชน เมื่อคุณซื้อตราสารหนี้ คุณกำลังให้เงินกู้แก่ผู้ออกตราสารนั้น และผู้ออกจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้คุณเป็นระยะๆ ตามที่กำหนดในสัญญา พร้อมทั้งคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดอายุ

ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 100,000.00 บาท อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี คุณจะได้รับดอกเบี้ย 3,000.00 บาทต่อปี และเมื่อครบ 5 ปี รัฐบาลจะคืนเงินต้น 100,000.00 บาทให้คุณเต็มจำนวน

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างตราสารหนี้กับหุ้นคือ เมื่อคุณถือหุ้น คุณคือเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทและมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผล (ซึ่งไม่รับประกัน) แต่เมื่อคุณถือตราสารหนี้ คุณเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออก และมีสิทธิ์ได้รับดอกเบี้ยและเงินต้นตามที่ระบุในสัญญา ทำให้ตราสารหนี้มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นโดยทั่วไป

พันธบัตรรัฐบาล — ตราสารหนี้ที่มีความปลอดภัยสูงสุด

พันธบัตรรัฐบาล (Government Bonds) คือตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล เพื่อระดมทุนไปใช้ในโครงการต่างๆ ของประเทศ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ตัวอย่างพันธบัตรรัฐบาลที่นิยมในประเทศไทย ได้แก่ พันธบัตรออมทรัพย์ (Savings Bonds) และพันธบัตรรัฐบาลไทย (Thai Government Bonds)

ข้อดีของพันธบัตรรัฐบาล:

  • ความเสี่ยงต่ำมาก เนื่องจากรัฐบาลมีอำนาจในการจัดเก็บภาษีและออกเงินเพื่อชำระหนี้
  • ผลตอบแทนที่แน่นอน คุณจะรู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับดอกเบี้ยเท่าไร และเมื่อไหร่
  • สภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายในตลาดรองได้ง่าย
  • ได้รับการยกเว้นภาษี พันธบัตรรัฐบาลบางประเภทได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้

ข้อเสีย:

  • ผลตอบแทนต่ำกว่า เมื่อเทียบกับตราสารหนี้ประเภทอื่นที่มีความเสี่ยงสูงกว่า
  • ราคาผันผวนตามอัตราดอกเบี้ย หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง

พันธบัตรรัฐบาลเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความปลอดภัยเป็นหลัก ยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำกว่า และต้องการเก็บเงินออมระยะยาว โดยทั่วไปพันธบัตรรัฐบาลมีอายุตั้งแต่ 1 ปีไปจนถึง 30 ปี และยิ่งอายุยาวนาน อัตราดอกเบี้ยก็มักจะสูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากระยะเวลา

หุ้นกู้เอกชน — ผลตอบแทนสูงกว่าแต่มีความเสี่ยงมากขึ้น

หุ้นกู้เอกชน (Corporate Bonds) คือตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชนเพื่อระดมทุนไปใช้ในการขยายกิจการ ปรับปรุงโครงสร้างทุน หรือชำระหนี้เก่า เมื่อคุณซื้อหุ้นกู้เอกชน คุณกำลังให้เงินกู้แก่บริษัทนั้นๆ และบริษัทจะจ่ายดอกเบี้ยให้คุณตามงวดที่กำหนด พร้อมคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนด

แผนภาพพื้นฐานหุ้น: การถือหุ้นคือการถือส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของบริษัท ผลตอบแทนมาจากเงินปันผลและการเติบโตของราคา พร้อมวิธีอ่านค่า P/E
แผนภาพพื้นฐานหุ้น: การถือหุ้นคือการถือส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของบริษัท ผลตอบแทนมาจากเงินปันผลและการเติบโตของราคา พร้อมวิธีอ่านค่า P/E

ข้อดีของหุ้นกู้เอกชน:

  • อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า พันธบัตรรัฐบาล โดยทั่วไปสูงกว่า 1.00-3.00% ขึ้นไปแล้วแต่ความเสี่ยงของบริษัท
  • ความหลากหลาย มีหุ้นกู้จากบริษัทหลายขนาดและหลายอุตสาหกรรมให้เลือก
  • สามารถซื้อขายได้ ในตลาดรองเพื่อสร้างผลกำไรจากการเปลี่ยนแปลงราคา

ข้อเสีย:

  • ความเสี่ยงจากเครดิตสูงกว่า บริษัทอาจล้มละลายหรือผิดนัดชำระหนี้ได้
  • ราคาผันผวนมากกว่า ขึ้นอยู่กับผลประกอบการและสถานะทางการเงินของบริษัท
  • สภาพคล่องอาจต่ำ หุ้นกู้บางตัวมีผู้ซื้อขายน้อย ทำให้ขายยากหากต้องการเงินด่วน
NOTE

ก่อนซื้อหุ้นกู้เอกชน ควรตรวจสอบอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) จากสถาบันจัดอันดับเครดิต เช่น TRIS Rating หรือ Fitch Ratings หุ้นกู้ที่มีอันดับ AAA หรือ AA มีความเสี่ยงต่ำ ในขณะที่อันดับ BBB ลงมามีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง และหากต่ำกว่า BBB ถือเป็น "Junk Bonds" หรือตราสารหนี้คุณภาพต่ำที่มีความเสี่ยงสูงมาก

หุ้นกู้เอกชนเหมาะสำหรับนักลงทุนที่เข้าใจความเสี่ยงดี ต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล และสามารถยอมรับความผันผวนของราคาได้ ควรกระจายการลงทุนไปหลายบริษัทและหลายอุตสาหกรรมเพื่อลดความเสี่ยง

ตราสารหนี้ระยะสั้นกับระยะยาว — ต่างกันอย่างไรและเหมาะกับใคร

ตราสารหนี้ระยะสั้น กับ ตราสารหนี้ระยะยาว ต่างกันอย่างไร

การเลือกระหว่างตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะยาวเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญสำหรับนักลงทุน เพราะแต่ละประเภทมีลักษณะและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้คุณเลือกตราสารหนี้ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนและระยะเวลาที่คุณต้องการได้ดีขึ้น

โครงตารางเปรียบเทียบโบรกเกอร์สองค่ายแบบบรรทัดต่อบรรทัด: ใบอนุญาต สเปรด เงินฝากขั้นต่ำ ช่องทางฝากถอนไทย และค่าคอมมิชชัน โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งทางการเท่านั้น
โครงตารางเปรียบเทียบโบรกเกอร์สองค่ายแบบบรรทัดต่อบรรทัด: ใบอนุญาต สเปรด เงินฝากขั้นต่ำ ช่องทางฝากถอนไทย และค่าคอมมิชชัน โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งทางการเท่านั้น

ตราสารหนี้ระยะสั้น — เหมาะกับเงินลงทุนระยะไม่เกิน 1 ปี

ตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-term Debt Securities) คือตราสารหนี้ที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่างเช่น ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bills หรือ T-Bills) ที่ออกโดยรัฐบาล หรือตั๋วแลกเงินของบริษัท (Commercial Paper)

จุดเด่นของตราสารหนี้ระยะสั้น:

  • ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ เนื่องจากระยะเวลาสั้น การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดจึงกระทบราคาน้อย
  • สภาพคล่องสูง สามารถขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายและรวดเร็ว
  • ความผันผวนต่ำ ราคามีความเสถียรกว่าตราสารหนี้ระยะยาว
  • เหมาะกับการจัดการกระแสเงินสด สำหรับเงินที่ต้องการใช้ในระยะใกล้

ข้อจำกัด:

  • ผลตอบแทนต่ำกว่า ตราสารหนี้ระยะยาว โดยทั่วไปให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 1.50-2.50% ต่อปี
  • ต้องลงทุนซ้ำบ่อย เมื่อครบกำหนดต้องหาที่ลงทุนใหม่ อาจเจออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง

ตราสารหนี้ระยะสั้นเหมาะสำหรับนักลงทุนที่:

  • ต้องการความปลอดภัยและสภาพคล่องสูง
  • อาจต้องการใช้เงินในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า
  • ต้องการเก็บเงินสดส่วนเกินระยะสั้น
  • กำลังรอจังหวะลงทุนในสินทรัพย์อื่น

ตราสารหนี้ระยะยาว — สร้างผลตอบแทนมั่นคงในระยะเวลา 5-30 ปี

ตราสารหนี้ระยะยาว (Long-term Debt Securities) คือตราสารหนี้ที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โดยบางตัวมีอายุถึง 30 ปี ตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและหุ้นกู้บริษัทระยะยาว

จุดเด่นของตราสารหนี้ระยะยาว:

  • อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อชดเชยความเสี่ยงจากระยะเวลา โดยทั่วไปสูงกว่าตราสารหนี้ระยะสั้นอยู่ 1.00-2.00%
  • ผลตอบแทนที่แน่นอนระยะยาว ช่วยวางแผนการเงินได้ชัดเจน
  • ได้รับดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน ไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยตกลงหากคุณถือจนครบกำหนด
  • เหมาะกับการเก็บออมระยะยาว เช่น เพื่อการเกษียณหรือการศึกษาของลูก

ความเสี่ยง:

  • ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยสูง หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดขึ้น ราคาตราสารหนี้ระยะยาวจะลดลงมากกว่าระยะสั้น
  • สภาพคล่องอาจต่ำกว่า หากต้องการขายก่อนครบกำหนด อาจต้องขายขาดทุนถ้าราคาตลาดต่ำกว่าราคาที่ซื้อ
  • ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ หากอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย ผลตอบแทนจริงที่ได้อาจเป็นลบ
  • ความเสี่ยงจากเครดิต หากเป็นหุ้นกู้บริษัท มีความเสี่ยงที่บริษัทอาจมีปัญหาทางการเงินในอนาคต

ตราสารหนี้ระยะยาวเหมาะสำหรับนักลงทุนที่:

  • มีเป้าหมายการลงทุนระยะยาวชัดเจน (5-30 ปี)
  • ไม่ต้องการใช้เงินนี้ในระยะใกล้
  • ต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าและสม่ำเสมอ
  • สามารถรับความผันผวนของราคาในระยะสั้นได้
INFO

กลยุทธ์ Barbell Strategy: นักลงทุนบางคนใช้กลยุทธ์ผสมระหว่างตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะยาว โดยไม่ถือตราสารหนี้ระยะกลาง วิธีนี้ช่วยให้ได้ทั้งสภาพคล่องจากตราสารหนี้ระยะสั้นและผลตอบแทนสูงจากตราสารหนี้ระยะยาว ในขณะที่ยังสามารถปรับพอร์ตได้ยืดหยุ่น

ความเสี่ยงในการลงทุนตราสารหนี้ — สิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

ความเสี่ยงในการลงทุนตราสารหนี้

แม้ว่าตราสารหนี้จะถือว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย 100% การทำความเข้าใจกับความเสี่ยงต่างๆ จะช่วยให้คุณตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีข้อมูลและรอบคอบมากขึ้น นี่คือ 5 ความเสี่ยงหลักที่นักลงทุนตราสารหนี้ต้องระวัง

1. ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย — ปัจจัยที่กระทบมากที่สุด

ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) คือความเสี่ยงที่ราคาของตราสารหนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาด

ความสัมพันธ์ผกผันระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับราคาตราสารหนี้:

  • เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น → ราคาตราสารหนี้ที่คุณถืออยู่จะลดลง เพราะนักลงทุนหันไปซื้อตราสารหนี้ใหม่ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า
  • เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง → ราคาตราสารหนี้ที่คุณถืออยู่จะเพิ่มขึ้น เพราะตราสารหนี้ของคุณให้ดอกเบี้ยสูงกว่าตราสารหนี้ใหม่

ตัวอย่าง: สมมติคุณซื้อพันธบัตร 10 ปี ดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี หลังจากนั้น 1 ปี อัตราดอกเบี้ยในตลาดขึ้นเป็น 4.00% หากคุณต้องการขายพันธบัตรของคุณก่อนครบกำหนด คุณจะต้องขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ซื้อมา เพราะผู้ซื้อจะเปรียบเทียบกับพันธบัตรใหม่ที่ให้ดอกเบี้ย 4.00%

วิธีจัดการความเสี่ยงนี้:

  • ถือตราสารหนี้จนครบกำหนดเพื่อรับเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวน
  • เลือกตราสารหนี้ระยะสั้นหากคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้น
  • ใช้กลยุทธ์ Ladder โดยกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ที่ครบกำหนดในปีต่างๆ

2. ความเสี่ยงจากเครดิต — โอกาสที่ผู้ออกจะผิดนัดชำระหนี้

ความเสี่ยงจากเครดิต (Credit Risk หรือ Default Risk) คือความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารหนี้จะไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นได้ตามกำหนด ความเสี่ยงนี้จะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับความมั่นคงทางการเงินของผู้ออก

ระดับความเสี่ยงจากเครดิตตามประเภทผู้ออก:

  • พันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว (เช่น ไทย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น): ความเสี่ยงใกล้ศูนย์
  • พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ: ความเสี่ยงต่ำ เพราะมีรัฐบาลหนุนหลัง
  • หุ้นกู้บริษัทใหญ่ที่มีอันดับ AAA-AA: ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง
  • หุ้นกู้บริษัทขนาดกลางที่มีอันดับ BBB: ความเสี่ยงปานกลาง
  • หุ้นกู้บริษัทที่มีอันดับต่ำกว่า BBB: ความเสี่ยงสูงมาก (Junk Bonds)

วิธีจัดการความเสี่ยงนี้:

  • ตรวจสอบอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันจัดอันดับเครดิต
  • กระจายการลงทุนในตราสารหนี้หลายบริษัทและหลายอุตสาหกรรม
  • ติดตามข่าวสารและงบการเงินของผู้ออกอย่างสม่ำเสมอ
  • เลือกตราสารหนี

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง