U
UHAS
XAU/USD0.00%

เปิด 7 รายชื่อคนที่รวยที่สุดเป็นเจ้าของหุ้นอะไร

มาตามเส้นทางของคนที่รวยที่สุดในโลกนี้กัน ว่าแต่ละคนนั้นเป็นเจ้าของหุ้นอะไรบ้าง และถ้าอยากร่วมเทรดหุ้นด้วยจะดีหรือไม่ดีมาวิเคราะห์ด้วยกัน

P
Patiphan Uhas
10 ตุลาคม 2566·4 นาทีอ่าน
แชร์
เปิด 7 รายชื่อคนที่รวยที่สุดเป็นเจ้าของหุ้นอะไรบ้าง

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณสามารถแอบดูพอร์ตหุ้นของคนที่รวยที่สุดในโลกได้ คุณจะเห็นอะไร? บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ 7 มหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในโลก ว่าแต่ละคนลงทุนในธุรกิจอะไร และบทเรียนจากพอร์ตโฟลิโอของพวกเขาจะช่วยให้คุณคิดเกี่ยวกับการลงทุนของตัวเองได้อย่างไร

สรุปสาระสำคัญ

  • มหาเศรษฐี 7 อันดับแรกของโลกมีมูลค่าทรัพย์สินรวมกันหลายล้านล้านเหรียญ — ส่วนใหญ่มาจากการถือหุ้นในบริษัทที่พวกเขาก่อตั้งหรือควบคุม
  • เทคโนโลยีและแฟชั่นลักชัวรีเป็น 2 อุตสาหกรรมหลักที่สร้างมหาเศรษฐี โดย Tesla, Amazon, Microsoft และ LVMH ครองตลาดในแต่ละสาขา
  • Warren Buffett เป็นตัวอย่างของนักลงทุนมืออาชีพ — สร้างความมั่งคั่งจากการเลือกซื้อหุ้นบริษัทอื่นอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่แค่บริษัทของตัวเอง
  • การถือหุ้นระยะยาว (long-term holding) เป็นกลยุทธ์หลักของมหาเศรษฐีเหล่านี้ — พวกเขาไม่ได้เทรดขาดทุนบ่อย ๆ แต่เลือกลงทุนในธุรกิจที่เชื่อมั่น
7 รายชื่อคนที่รวยที่สุดเป็นเจ้าของหุ้นอะไรบ้าง

7 มหาเศรษฐีโลกและพอร์ตหุ้นของพวกเขา

รายชื่อคนรวยที่สุดในโลกเปลี่ยนแปลงไปตามราคาหุ้นของบริษัทที่พวกเขาถืออยู่ — บางวันขึ้นอันดับ 1 บางวันตกลงมา แต่ 7 คนนี้คงอยู่ในกลุ่มท็อปมาอย่างต่อเนื่อง มาดูกันว่าแต่ละคนสร้างความมั่งคั่งจากธุรกิจอะไร และมีบทเรียนอะไรให้เราได้เรียนรู้

1. Elon Musk — จากรถไฟฟ้าสู่อวกาศ

Elon Musk ขึ้นแท่นคนรวยที่สุดในโลกด้วยการถือหุ้นใน Tesla (TSLA) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีมูลค่าตลาด (market cap) มากกว่า 800 พันล้านดอลลาร์ สหรัฐ ณ เวลาที่เขียนบทความนี้

นอกจาก Tesla แล้ว Musk ยังเป็นเจ้าของ SpaceX (บริษัทเอกชนที่ยังไม่เข้าตลาดหุ้น) ซึ่งทำธุรกิจขนส่งทางอวกาศและดาวเทียม รวมถึงการเข้าซื้อ Twitter (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น X) ในปี 2022

INFO

ทรัพย์สินของ Musk มาจากหุ้นที่ยังไม่ได้ขาย (unrealized gains) — เขาไม่ได้ถือเงินสดหลายหมื่นพันล้านดอลลาร์ แต่ถือหุ้นที่มีมูลค่าเท่านั้น ถ้าราคาหุ้น Tesla ลงมาก ความมั่งคั่งของเขาก็จะลดลงตาม

2. Bernard Arnault — จักรพรรดิแฟชั่นลักชัวรี

ชาวฝรั่งเศส Bernard Arnault คือผู้อยู่เบื้องหลัง LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton (EPA: MC) บริษัทที่ครอบคลุมแบรนด์หรูมากกว่า 75 แบรนด์ทั่วโลก

LVMH มีมูลค่าตลาดประมาณ 456 พันล้านดอลลาร์ และแบรนด์ในเครือที่คุณรู้จัก ได้แก่:

  • Louis Vuitton (กระเป๋าและแฟชั่น)
  • Christian Dior (แฟชั่นและเครื่องสำอาง)
  • Bulgari (เครื่องประดับ)
  • TAG Heuer (นาฬิกา)
  • Moët & Chandon (แชมเปญ)

กลยุทธ์ของ Arnault คือการซื้อแบรนด์หรูที่มีชื่อเสียงแล้วรวมศูนย์การจัดการ — ทำให้ LVMH เป็นกลุ่มแฟชั่นลักชัวรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

3. Jeff Bezos — ผู้สร้างอาณาจักร E-commerce

Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon (NASDAQ: AMZN) เริ่มต้นจากร้านขายหนังสือออนไลน์เล็ก ๆ ในโรงรถ กลายเป็นเว็บไซต์ e-commerce ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีมูลค่าตลาดเกิน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์

Amazon ไม่ได้ทำแค่ขายของออนไลน์ — ธุรกิจของพวกเขาครอบคลุม:

  • Amazon Web Services (AWS) — บริการ cloud computing ที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1
  • Kindle — เครื่องอ่านอีบุ๊ค
  • Whole Foods Market — ซูเปอร์มาร์เก็ตอาหารออร์แกนิก
  • Amazon Prime — บริการสมาชิกที่มีลูกค้ามากกว่า 200 ล้านคน

Bezos ลาออกจากตำแหน่ง CEO ของ Amazon ในปี 2021 แต่ยังคงถือหุ้นประมาณ 10% ของบริษัท และลงทุนในธุรกิจอวกาศผ่าน Blue Origin

TIP

แม้ Bezos จะถือหุ้น Amazon เพียง 10% แต่นั่นก็มีมูลค่ามากกว่า 130 พันล้านดอลลาร์ — แสดงให้เห็นว่าการถือหุ้นบริษัทที่เติบโตแบบทวีคูณ (compound growth) สามารถสร้างความมั่งคั่งมหาศาลได้

4. Bill Gates — จากซอฟต์แวร์สู่การกุศล

Bill Gates ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft (NASDAQ: MSFT) ซึ่งมีมูลค่าตลาดประมาณ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ — เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก

ผลิตภัณฑ์ของ Microsoft ที่คุณใช้ทุกวัน:

  • Windows — ระบบปฏิบัติการที่ครองตลาดมากกว่า 70%
  • Microsoft Office (Word, Excel, PowerPoint)
  • Office 365 / Microsoft 365 — บริการคลาวด์สำหรับองค์กร
  • Azure — แพลตฟอร์ม cloud computing อันดับ 2 รองจาก AWS
  • Xbox — คอนโซลเกมที่แข่งกับ PlayStation

ปัจจุบัน Gates ถือหุ้น Microsoft เพียงประมาณ 1% เพราะขายหุ้นไปบริจาคผ่าน Bill & Melinda Gates Foundation มูลนิธิการกุศลที่ใหญ่ที่สุดในโลก — แต่พอร์ตลงทุนของเขายังมีมูลค่าหลักแสนล้านดอลลาร์จากหุ้นบริษัทอื่น ๆ

5. Larry Ellison — เจ้าพ่อซอฟต์แวร์องค์กร

Larry Ellison ผู้ก่อตั้ง Oracle Corporation (NYSE: ORCL) อาจจะไม่ค่อยมีคนรู้จักเท่า Bill Gates แต่บริษัทของเขามีมูลค่าตลาดมากกว่า 320 พันล้านดอลลาร์

Oracle ทำอะไร? พัฒนาซอฟต์แวร์และระบบจัดการฐานข้อมูลสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ — ธนาคาร, โรงพยาบาล, บริษัทข้ามชาติ ต่างใช้ระบบ Oracle เก็บและจัดการข้อมูลลูกค้า ข้อมูลการเงิน และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ

ผลิตภัณฑ์หลักของ Oracle:

  • Oracle Database — ระบบฐานข้อมูลที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในองค์กร
  • Oracle Cloud Infrastructure (OCI) — บริการ cloud computing
  • Oracle ERP — ระบบจัดการทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning)

Ellison ยังลงทุนใน Tesla และถือหุ้นเป็นจำนวนมาก — เป็นตัวอย่างที่ดีของการกระจายพอร์ตไปยังบริษัทอื่นที่เติบโตแรง

6. Warren Buffett — ปรมาจารย์นักลงทุน

Warren Buffett แตกต่างจากคนอื่นในรายชื่อนี้ — เขาไม่ได้สร้างความมั่งคั่งจากการก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีหรือแฟชั่น แต่สร้างจากการ เป็นนักลงทุนมืออาชีพ

Buffett คือ CEO ของ Berkshire Hathaway (NYSE: BRK.A, BRK.B) บริษัทโฮลดิ้งที่มีมูลค่าตลาดประมาณ 737 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือหุ้นในบริษัทใหญ่ ๆ มากมาย

พอร์ตหุ้นหลักของ Berkshire Hathaway (ข้อมูล Q1 2024):

  • Apple (AAPL) — 46.4% ของพอร์ต มูลค่าประมาณ 180 พันล้านดอลลาร์
  • Bank of America (BAC) — ประมาณ 12%
  • Coca-Cola (KO) — ถือมานานกว่า 30 ปี
  • American Express (AXP)
  • Chevron (CVX)

กลยุทธ์ของ Buffett คือ การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) — ซื้อหุ้นบริษัทที่มีพื้นฐานดีในราคาที่เหมาะสม แล้วถือระยะยาวหลายสิบปี

NOTE

Buffett ไม่ได้เทรดหุ้นบ่อย ๆ — พอร์ตของเขามีอัตราการหมุนเวียน (turnover rate) ต่ำมาก บางครั้งถือหุ้นเดิมนานเกิน 30 ปี นี่คือความแตกต่างระหว่างการลงทุนกับการเก็งกำไรระยะสั้น

7. Larry Page และ Sergey Brin — ผู้ก่อตั้ง Google (กรณีพิเศษ)

แม้ว่า Larry Page และ Sergey Brin (ผู้ร่วมก่อตั้ง Google ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Alphabet Inc. — NASDAQ: GOOGL) จะไม่ได้อยู่ในอันดับ 1-6 ตามที่กล่าวมา แต่พวกเขาก็อยู่ในกลุ่มท็อป 10 ของโลกเสมอ

Alphabet มีมูลค่าตลาดมากกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ และครอบคลุมธุรกิจ:

  • Google Search — เสิร์ชเอนจินที่ครองตลาดมากกว่า 90%
  • YouTube — แพลตฟอร์มวิดีโอที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • Google Cloud — บริการคลาวด์อันดับ 3
  • Android — ระบบปฏิบัติการมือถือที่ใช้กันมากที่สุด

Page และ Brin ลาออกจากตำแหน่ง CEO ในปี 2019 แต่ยังคงถือหุ้น Alphabet เป็นจำนวนมาก

บทเรียนจากพอร์ตมหาเศรษฐี

ถ้าคุณดูพอร์ตของคนรวยที่สุด 7 คนนี้ คุณจะพบรูปแบบที่น่าสนใจ:

1. พวกเขาถือหุ้นบริษัทตัวเองเป็นหลัก
Musk, Bezos, Gates, Ellison ล้วนสร้างความมั่งคั่งจากการถือหุ้นบริษัทที่พวกเขาก่อตั้งและควบคุม — ไม่ใช่จากการเทรดหุ้นไปมา นี่แสดงให้เห็นว่า การสร้างธุรกิจที่ดี มีโอกาสสร้างความมั่งคั่งมากกว่าการเก็งกำไรในตลาด

2. การถือระยะยาวคือกุญแจ
Buffett ถือหุ้น Coca-Cola มากกว่า 30 ปี Musk ไม่ได้ขายหุ้น Tesla ทิ้งตอนราคาลง — พวกเขาเชื่อมั่นในธุรกิจที่ลงทุนและให้เวลาบริษัทเติบโต

3. กระจายความเสี่ยง แต่เลือกกระจายอย่างชาญฉลาด
Buffett กระจายพอร์ตไปหลายอุตสาหกรรม (เทคโนโลยี, ธนาคาร, สินค้าอุปโภคบริโภค) แต่ไม่กระจายมากเกินไป — เขามีหุ้นหลัก 5-10 ตัวที่คิดเป็นมูลค่าส่วนใหญ่ของพอร์ต

4. หุ้นเติบโต (Growth Stocks) vs. หุ้นมูลค่า (Value Stocks)

  • Musk, Bezos, Page, Brin ลงทุนในหุ้นเติบโต — บริษัทที่เติบโตเร็ว มีกำไรน้อยในช่วงแรก แต่มีศักยภาพสูง
  • Buffett ลงทุนในหุ้นมูลค่า — บริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ราคาไม่แพงเกินไป

ทั้งสองแนวทางต่างก็ทำให้รวยได้ — แต่ต้องเลือกให้เหมาะกับ risk tolerance ของตัวเอง

INFO

ถ้าคุณอยากลงทุนในหุ้นของมหาเศรษฟี 7 คนนี้ คุณสามารถซื้อหุ้น Tesla (TSLA), LVMH (MC.PA), Amazon (AMZN), Microsoft (MSFT), Oracle (ORCL), Berkshire Hathaway (BRK.B), Alphabet (GOOGL) ผ่านโบรกเกอร์หุ้นต่างประเทศที่รองรับตลาดสหรัฐและยุโรป

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

การลงทุนตามพอร์ตมหาเศรษฐีไม่ได้รับประกันว่าคุณจะรวยแน่นอน — มีความเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึง:

1. Concentration Risk
Musk มีทรัพย์สินส่วนใหญ่ผูกอยู่กับหุ้น Tesla — ถ้าหุ้น Tesla ตกหนัก ความมั่งคั่งของเขาก็จะลดลงตาม (เคยเกิดขึ้นในปี 2022) การกระจุกตัวในหุ้นตัวเดียวมากเกินไปมีความเสี่ยงสูง

2. Timing Risk
การซื้อหุ้นเหล่านี้ในจังหวะที่ราคาแพงเกินไป (overvalued) อาจทำให้คุณขาดทุนในระยะสั้น ต้องดู valuation metrics เช่น P/E ratio, P/B ratio ก่อนตัดสินใจ

3. Currency Risk (สำหรับคนไทย)
ถ้าคุณลงทุนในหุ้นสหรัฐหรือยุโรปด้วยเงินบาท การขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยนจะส่งผลต่อผลตอบแทน — ถ้าดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อคุณขาย คุณอาจได้กำไรเป็นดอลลาร์แต่ขาดทุนเป็นบาท

4. ภาษีและค่าธรรมเนียม
การลงทุนในหุ้นต่างประเทศมีค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (commission), ค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน, และภาษีเงินได้จากหุ้นต่างประเทศ ต้องคิดให้ชัด

หุ้นไทย vs. หุ้นต่างประเทศ — เลือกลงทุนอย่างไร?

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนไทยที่อยากเริ่มต้นลงทุนในหุ้น มี 2 ทางเลือกหลัก:

โครงการ์ดชั่งน้ำหนักจุดแข็งกับข้อจำกัด: ฝั่งจุดแข็งจากข้อมูลที่วัดได้จริง ฝั่งข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ พร้อมกติกาว่าทุกบรรทัดต้องมีแหล่งที่มา
โครงการ์ดชั่งน้ำหนักจุดแข็งกับข้อจำกัด: ฝั่งจุดแข็งจากข้อมูลที่วัดได้จริง ฝั่งข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ พร้อมกติกาว่าทุกบรรทัดต้องมีแหล่งที่มา

ลงทุนในหุ้นไทย (SET)

  • เข้าถึงง่าย เปิดบัญชีได้ที่โบรกเกอร์ไทยทั่วไป
  • ไม่มี currency risk
  • มีภาษีเงินปันผลต่ำ (10%)
  • แต่ตลาดหุ้นไทยมีขนาดเล็กกว่า มีตัวเลือกน้อยกว่า

ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ (US, EU)

  • เข้าถึงบริษัทระดับโลก (Tesla, Apple, Amazon)
  • มีโอกาสเติบโตสูงกว่า
  • แต่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และค่าธรรมเนียมสูงกว่า

สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ แนะนำให้เริ่มต้นจาก ETF (Exchange-Traded Fund) ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่ม เช่น:

  • SPY หรือ VOO — ETF ที่ติดตาม S&P 500 (500 บริษัทใหญ่ที่สุดในสหรัฐ)
  • QQQ — ETF ที่ติดตาม Nasdaq 100 (บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ)

การลงทุนใน ETF ช่วยกระจายความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ — คุณไม่ต้องเลือกหุ้นทีละตัว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถ้าอยากลงทุนตามพอร์ต Warren Buffett ต้องทำอย่างไร?

คุณมี 2 วิธี: (1) ซื้อหุ้น Berkshire Hathaway (BRK.B) โดยตรง — คุณจะได้พอร์ตที่ Buffett บริหารเอง หรือ (2) ดูรายงานการถือหุ้นของ Berkshire (13F filing) แล้วซื้อหุ้นเดียวกับที่เขาถือ เช่น Apple, Bank of America, Coca-Cola แต่ต้องระวังว่า Buffett อาจซื้อในราคาที่ถูกกว่าปัจจุบันมาก

หุ้น Tesla (TSLA) มี P/E ratio สูงมาก ควรลงทุนหรือไม่?

หุ้น Tesla มี P/E ratio สูงกว่า 50-60 (ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของตลาดอยู่ที่ 15-20) หมายความว่าราคาหุ้นสูงเมื่อเทียบกับกำไรต่อหุ้น นักลงทุนซื้อหุ้น Tesla เพราะเชื่อว่าบริษัทจะเติบโตเร็วในอนาคต — แต่ถ้าการเติบโตไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ราคาหุ้นอาจปรับตัวลงได้มาก การลงทุนในหุ้น growth ต้องยอมรับ volatility ที่สูง

แผนภาพพื้นฐานหุ้น: การถือหุ้นคือการถือส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของบริษัท ผลตอบแทนมาจากเงินปันผลและการเติบโตของราคา พร้อมวิธีอ่านค่า P/E
แผนภาพพื้นฐานหุ้น: การถือหุ้นคือการถือส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของบริษัท ผลตอบแทนมาจากเงินปันผลและการเติบโตของราคา พร้อมวิธีอ่านค่า P/E

การลงทุนใน LVMH (หุ้นแฟชั่นลักชัวรี) เหมาะกับคนไทยหรือไม่?

LVMH ซื้อขายในตลาดหุ้นปารีส (Euronext) ซึ่งโบรกเกอร์ไทยส่วนใหญ่ไม่รองรับ คุณต้องใช้โบรกเกอร์ต่างประเทศที่รองรับตลาดยุโรป เช่น Interactive Brokers หรือ Saxo Bank นอกจากนี้ ธุรกิจแฟชั่นลักชัวรีมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจถดถอย — เมื่อคนมีกำลังซื้อลดลง ยอดขายสินค้าหรูก็จะลดลงตาม

ทำไมหุ้นของมหาเศรษฐีเหล่านี้ไม่จ่ายเงินปันผล?

หุ้น growth stocks เช่น Tesla, Amazon, Alphabet มักไม่จ่ายเงินปันผล เพราะบริษัทเลือกนำกำไรไปลงทุนขยายธุรกิ

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →