U
UHAS
XAU/USD0.00%

รู้จักกับ Long, Short Position คืออะไร

Long และ Short Position คำสั่งที่บ่งบอกให้รู้ถึงทิศทางการลงทุนในตลาด ณ ช่วงเวลานั้น สำคัญอย่างไรต่อการลงทุน Forex มาดูกัน

P
Patiphan Uhas
20 สิงหาคม 2567·5 นาทีอ่าน
แชร์
Long และ Short คืออะไร เหมือนหรือต่างตรงไหนบ้าง

ในตลาด Forex การตัดสินใจซื้อหรือขายคู่สกุลเงินไม่ใช่แค่กดปุ่มบนแพลตฟอร์ม — แต่คุณกำลัง "เปิดตำแหน่ง" (Position) ที่มีทิศทางชัดเจน: Long (เดิมพันราคาขึ้น) หรือ Short (เดิมพันราคาลง) ความเข้าใจพื้นฐานนี้เป็นรากฐานของทุกกลยุทธ์การเทรด และเป็นสิ่งแรกที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้วิเคราะห์ว่า "ตอนนี้ควรซื้อหรือขาย" บทความนี้จะอธิบายให้คุณเข้าใจว่า Long และ Short Position คืออะไร ทำงานอย่างไร และใช้ประโยชน์ได้อย่างไรในตลาดที่เคลื่อนไหวทั้งขาขึ้นและขาลง

สรุปสาระสำคัญ

  • Long Position = ซื้อสินทรัพย์โดยคาดหวังราคาขึ้น ทำกำไรจากส่วนต่างเมื่อขายในราคาที่สูงกว่า
  • Short Position = ขายสินทรัพย์ที่ยืมมาโดยคาดหวังราคาลง ทำกำไรจากการซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่า
  • ทั้งสองตำแหน่งมีความเสี่ยงแตกต่างกัน: Long จำกัดขาดทุนที่ราคาซื้อ / Short มีความเสี่ยงไม่จำกัดหากราคาพุ่งขึ้น
  • การเลือกใช้ตำแหน่งขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์เทคนิคและพื้นฐาน ไม่ใช่การคาดเดาหรือเดิมพัน

Long Position คืออะไร และทำงานอย่างไร

Long Position (ตำแหน่งซื้อ) คือการซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน — ไม่ว่าจะเป็นคู่สกุลเงิน หุ้น ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ — โดยคาดหวังว่าราคาจะเพิ่มขึ้นในอนาคต เมื่อราคาขึ้นตามที่คาดการณ์ คุณสามารถขายสินทรัพย์นั้นในราคาที่สูงกว่าและทำกำไรจากส่วนต่าง

กลไกการทำกำไรของ Long Position

สมมติคุณเปิด Long Position บนคู่ EUR/USD ที่ราคา 1.1000 โดยซื้อ 1 standard lot (100,000 หน่วย) หากราคาขึ้นไป 1.1100 คุณได้กำไร 100 pips หรือคิดเป็นเงิน:

  • ส่วนต่างราคา: (1.1100 - 1.1000) = 0.0100
  • กำไร: 0.0100 × 100,000 = $1,000.00

แต่หากราคาลงไป 1.0900 คุณขาดทุน 100 pips หรือ $1,000.00 ในทำนองเดียวกัน

จุดเด่นของ Long Position

  1. ความเสี่ยงจำกัด (Limited Downside) — ขาดทุนสูงสุดคือราคาที่คุณซื้อ เพราะราคาสินทรัพย์ลงต่ำสุดคือ 0 (แม้ว่าใน Forex จะไม่ลงถึง 0 จริง)
  2. เหมาะกับตลาดขาขึ้น (Bull Market) — หากเศรษฐกิจโตหรือสกุลเงินเป้าหมายแข็งค่า Long Position จะทำกำไรได้ตรงไปตรงมา
  3. ใช้เงินทุนน้อยกว่าการลงทุนจริง — ด้วยระบบ Leverage (เช่น 1:100) คุณสามารถเปิดตำแหน่ง $100,000 ด้วยเงิน margin เพียง $1,000.00
  4. รองรับกลยุทธ์ระยะยาว — เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการถือครอง (Hold) สินทรัพย์และรับผลตอบแทนจากการเติบโตของราคา
TIP

Long Position เป็นตำแหน่งพื้นฐานที่นักเทรดมือใหม่ควรเริ่มต้นเรียนรู้ เพราะทิศทางการซื้อ-ขายตรงไปตรงมา: ซื้อต่ำ ขายสูง

Short Position คืออะไร และทำงานอย่างไร

Short Position (ตำแหน่งขาย) คือการขายสินทรัพย์ที่คุณ "ยืม" มาจากโบรกเกอร์ โดยคาดหวังว่าราคาจะลดลงในอนาคต เมื่อราคาลงตามที่คาดการณ์ คุณซื้อสินทรัพย์นั้นคืนในราคาที่ต่ำกว่า และทำกำไรจากส่วนต่าง

ในตลาด Forex การเปิด Short Position ไม่ได้ "ยืม" สกุลเงินจริง ๆ — แต่เป็นการ "ขายคู่สกุลเงิน" (ขาย base currency / ซื้อ quote currency) ผ่านระบบ CFD (Contract for Difference) ที่โบรกเกอร์จัดการให้

กลไกการทำกำไรของ Short Position

สมมติคุณเปิด Short Position บน GBP/USD ที่ราคา 1.3000 โดยขาย 1 standard lot (100,000 หน่วย) หากราคาลงไป 1.2900 คุณได้กำไร 100 pips หรือคิดเป็นเงิน:

  • ส่วนต่างราคา: (1.3000 - 1.2900) = 0.0100
  • กำไร: 0.0100 × 100,000 = $1,000.00

แต่หากราคาขึ้นไป 1.3100 คุณขาดทุน 100 pips หรือ $1,000.00

จุดเด่นของ Short Position

  1. ทำกำไรในตลาดขาลง (Bear Market) — หากเศรษฐกิจถอยหรือสกุลเงินอ่อนค่า Short Position จะทำกำไรได้แม้ราคาตก
  2. ป้องกันความเสี่ยง (Hedging) — หากคุณถือ Long Position ในพอร์ตหลัก การเปิด Short Position ในคู่สกุลเงินที่มีสหสัมพันธ์สูงช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวน
  3. เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น — Short Position มักใช้ใน Scalping หรือ Day Trading เพราะตลาดขาลงมักเคลื่อนไหวเร็วกว่าตลาดขาขึ้น
  4. ต้นทุนต่ำ (บางโบรกเกอร์)โบรกเกอร์หลายรายไม่คิดค่าธรรมเนียม "ยืมสินทรัพย์" ใน CFD แต่อาจมี Swap/Rollover fee หากถือข้ามคืน
NOTE

ความเสี่ยงของ Short Position สูงกว่า Long เพราะราคาสามารถขึ้นได้ไม่จำกัด (ทฤษฎี) ในขณะที่ราคาลงต่ำสุดคือ 0 ดังนั้นการใช้ Stop Loss เป็นสิ่งจำเป็น

ความแตกต่างระหว่าง Long และ Short Position

Long และ Short ต่างกันอย่างไร

เราสรุปความแตกต่างหลักระหว่างสองตำแหน่งนี้ในตารางด้านล่าง:

หัวข้อเปรียบเทียบLong PositionShort Position
ทิศทางการคาดการณ์ราคาขึ้น (Bullish)ราคาลง (Bearish)
คำสั่งเปิดตำแหน่งBuy (ซื้อ)Sell (ขาย)
กำไรสูงสุดไม่จำกัด (ราคาขึ้นได้ไม่มีที่สิ้นสุด)จำกัดที่ราคา 0 (ใน Forex ไม่ถึง 0)
ขาดทุนสูงสุดจำกัดที่ราคาซื้อ (ลงต่ำสุดคือ 0)ไม่จำกัด (ราคาขึ้นได้ไม่มีที่สิ้นสุด)
ระยะเวลาถือครองระยะสั้น-ยาว (วัน-ปี)ส่วนใหญ่ระยะสั้น (วัน-สัปดาห์)
Swap/Rollover Feeอาจได้รับดอกเบี้ย (หากสกุลเงิน Base มีดอกเบี้ยสูง)มักจ่ายดอกเบี้ย (หากสกุลเงิน Base มีดอกเบี้ยต่ำ)
ความเหมาะสมนักลงทุนระยะยาว / มือใหม่นักเทรดระยะสั้น / มืออาชีพ

ตัวอย่างการใช้งานจริง

กรณี Long Position:
คุณวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังฟื้นตัว ดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า คุณเปิด Long Position บน USD/JPY ที่ราคา 145.50 โดยซื้อ 0.5 lot (50,000 หน่วย) หากราคาขึ้นไป 146.50 คุณได้กำไร 100 pips = (146.50 - 145.50) × 50,000 ÷ 100 = $500.00 (คำนวณจาก quote currency JPY แปลงเป็น USD)

กรณี Short Position:
คุณวิเคราะห์ว่าปอนด์อังกฤษกำลังอ่อนค่าหลังข่าวเศรษฐกิจแย่ คุณเปิด Short Position บน GBP/USD ที่ราคา 1.2700 โดยขาย 1 lot (100,000 หน่วย) หากราคาลงไป 1.2600 คุณได้กำไร 100 pips = (1.2700 - 1.2600) × 100,000 = $1,000.00

กลยุทธ์การใช้ Long และ Short Position อย่างมีประสิทธิภาพ

การเลือกเปิด Long หรือ Short ไม่ใช่การคาดเดา — แต่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ทั้งด้านเทคนิคและพื้นฐาน นี่คือแนวทางที่นักเทรดมืออาชีพใช้:

1. ใช้การวิเคราะห์เทคนิค (Technical Analysis)

  • Long Position: เปิดเมื่อราคาทะลุแนวต้าน (Resistance Breakout) หรือพบสัญญาณ Bullish (เช่น Golden Cross, Bullish Engulfing)
  • Short Position: เปิดเมื่อราคาทะลุแนวรับ (Support Breakdown) หรือพบสัญญาณ Bearish (เช่น Death Cross, Bearish Engulfing)

2. ใช้การวิเคราะห์พื้นฐาน (Fundamental Analysis)

  • Long Position: เมื่อข่าวเศรษฐกิจดี (เช่น GDP โต, ดอกเบี้ยขึ้น) หรือข่าวการเมืองเสถียร
  • Short Position: เมื่อข่าวเศรษฐกิจแย่ (เช่น GDP หด, ดอกเบี้ยลง) หรือข่าวการเมืองวุ่นวาย

3. จัดการความเสี่ยงด้วย Stop Loss และ Take Profit

ไม่ว่าจะเปิดตำแหน่งไหน ต้องกำหนด:

แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน
แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน
  • Stop Loss: ขาดทุนสูงสุดที่ยอมรับได้ (แนะนำ 1-2% ของทุน)
  • Take Profit: เป้ากำไรที่สมเหตุสมผล (อัตราส่วน Risk:Reward อย่างน้อย 1:2)
INFO

ตัวอย่าง: หากคุณเปิด Long Position บน EUR/USD ที่ 1.1000 ตั้ง Stop Loss ที่ 1.0950 (ขาดทุน 50 pips) และ Take Profit ที่ 1.1100 (กำไร 100 pips) คุณมี Risk:Reward = 1:2

4. Hedging (การป้องกันความเสี่ยง)

หากคุณถือ Long Position ในคู่สกุลเงินหลัก (เช่น EUR/USD) และกังวลเรื่องความผันผวนระยะสั้น คุณสามารถเปิด Short Position ในคู่สกุลเงินที่มีสหสัมพันธ์สูง (เช่น GBP/USD) เพื่อล็อกกำไรหรือลดความเสี่ยงชั่วคราว

แผนภาพ Hedging: เปิด Buy และ Sell ขนาดเท่ากันในคู่เงินเดียวกัน ผลกำไรขาดทุนถูกล็อกไว้ไม่ว่าราคาไปทางไหน จนกว่าจะเลือกจังหวะปลดไม้ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
แผนภาพ Hedging: เปิด Buy และ Sell ขนาดเท่ากันในคู่เงินเดียวกัน ผลกำไรขาดทุนถูกล็อกไว้ไม่ว่าราคาไปทางไหน จนกว่าจะเลือกจังหวะปลดไม้ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

ข้อควรระวังเมื่อใช้ Long และ Short Position

ความเสี่ยงของ Short Position

Short Position มีความเสี่ยงสูงกว่า Long เพราะ:

  • ขาดทุนไม่จำกัด: หากราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว (Short Squeeze) คุณอาจขาดทุนเกินเงินทุน margin
  • Margin Call: หากราคาเคลื่อนไหวผิดทาง โบรกเกอร์อาจบังคับปิดตำแหน่งอัตโนมัติ

ข้อจำกัดของ Long Position

แม้ Long Position จะมีความเสี่ยงจำกัด แต่:

  • ต้องรอช้า: ตลาดขาขึ้นใช้เวลานานกว่าตลาดขาลง (กฎทั่วไป: "Elevator up, Escalator down")
  • Opportunity Cost: เงินที่ล็อกใน Long Position อาจพลาดโอกาสลงทุนอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

Leverage และ Margin

การใช้ Leverage สูง (เช่น 1:500) ในทั้ง Long และ Short Position สามารถขยายผลตอบแทน — แต่ก็ขยายความเสี่ยงเช่นกัน ยกตัวอย่าง:

แผนภาพเลเวอเรจแบบคานผ่อนแรง: หลักประกันหนึ่งพันดอลลาร์คุมสัญญาหนึ่งแสนดอลลาร์ที่ 1:100 ราคาขยับหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่ากับหลักประกันทั้งก้อน ทั้งฝั่งกำไรและขาดทุน
แผนภาพเลเวอเรจแบบคานผ่อนแรง: หลักประกันหนึ่งพันดอลลาร์คุมสัญญาหนึ่งแสนดอลลาร์ที่ 1:100 ราคาขยับหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่ากับหลักประกันทั้งก้อน ทั้งฝั่งกำไรและขาดทุน
  • เงินทุน: $1,000.00
  • Leverage: 1:100
  • ตำแหน่งที่เปิดได้: $100,000.00
  • หากราคาเคลื่อนไหวผิดทาง 1% = ขาดทุน $1,000.00 (100% ของเงินทุน)
NOTE

เทรดเดอร์มือใหม่ควรใช้ Leverage ไม่เกิน 1:30 และจัดสรร Risk ต่อการเทรดไม่เกิน 2% ของพอร์ต

เครื่องมือช่วยตัดสินใจเปิด Long หรือ Short Position

นักเทรดมืออาชีพใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อยืนยันทิศทาง:

  1. Moving Average (MA): หากราคาอยู่เหนือ MA 200 = แนวโน้มขาขึ้น (Long) / ต่ำกว่า MA 200 = แนวโน้มขาลง (Short)
  2. Relative Strength Index (RSI): RSI > 70 = Overbought (พิจารณา Short) / RSI < 30 = Oversold (พิจารณา Long)
  3. MACD (Moving Average Convergence Divergence): MACD Cross Above Signal Line = สัญญาณ Bullish (Long) / MACD Cross Below Signal Line = สัญญาณ Bearish (Short)
  4. Support & Resistance: ราคาตีกลับจากแนวรับ = Long / ราคาตีกลับจากแนวต้าน = Short

Long Position vs. Short Position: เลือกอย่างไรให้เหมาะกับสไตล์การเทรด

สไตล์การเทรดตำแหน่งที่เหมาะสมเหตุผล
Scalping (เทรดหลายครั้งต่อวัน)Long + Shortใช้ทั้งสองตำแหน่งเพื่อหาผลตอบแทนจากความผันผวนระยะสั้น
Day Trading (เปิด-ปิดในวันเดียว)Long + Shortวิเคราะห์ทิศทางรายวันและเลือกตามแนวโน้ม
Swing Trading (ถือ 2-7 วัน)Long (หลัก)เหมาะกับการจับ Swing ในตลาดขาขึ้น
Position Trading (ถือหลายสัปดาห์-เดือน)Longเหมาะกับนักลงทุนระยะยาวที่มองหาเทรนด์ใหญ่

สถานการณ์จริงที่ควรใช้ Long หรือ Short

Long Position เหมาะกับสถานการณ์:

  • ธนาคารกลางประกาศขึ้นดอกเบี้ย → สกุลเงินน่าจะแข็งค่า
  • GDP โตเกินคาด → เศรษฐกิจดี สกุลเงินน่าจะแข็งค่า
  • ราคาทะลุแนวต้านสำคัญ → แนวโน้มขาขึ้นยืนยัน

Short Position เหมาะกับสถานการณ์:

  • ธนาคารกลางประกาศลดดอกเบี้ย → สกุลเงินน่าจะอ่อนค่า
  • ข่าวเศรษฐกิจแย่กว่าคาด → เศรษฐกิจชะลอ สกุลเงินน่าจะอ่อนค่า
  • ราคาทะลุแนวรับสำคัญ → แนวโน้มขาลงยืนยัน

สรุป: Long และ Short Position เป็นมากกว่าแค่ซื้อ-ขาย

การเข้าใจ Long และ Short Position อย่างลึกซึ้งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเทรด Forex ทุกรูปแบบ — ไม่ว่าคุณจะเป็น Scalper, Day Trader หรือ Swing Trader การเลือกตำแหน่งที่ถูกต้องตามสถานการณ์ตลาด พร้อมการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม จะเพิ่มโอกาสในการทำกำไรและลดโอกาสในการขาดทุนลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น คุณควรศึกษา forex คืออะไร เข้าใจง่าย เพื่อเสริมพื้นฐาน และดูว่าควร เทรด forex โบรกไหนดี จึงจะเหมาะสมกับสไตล์การลงทุนของคุณและได้ประโยชน์คุ้มค่าต่อการลงทุนมากยิ่งขึ้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. Long Position และ Short Position ใช้ได้กับทุกคู่สกุลเงินใน Forex หรือไม่?

ใช่ คุณสามารถเปิด Long หรือ Short Position ได้กับทุกคู่สกุลเงินที่โบรกเกอร์รองรับ — ไม่ว่าจะเป็น Major Pairs (เช่น EUR/USD, GBP/USD), Minor Pairs (เช่น EUR/GBP, AUD/NZD) หรือ Exotic Pairs (เช่น USD/THB, EUR/TRY) อย่างไรก็ตาม Exotic Pairs มักมี Spread สูงและสภาพคล่องต่ำ ทำให้เสี่ยงกว่า

2. หาก Long และ Short พร้อมกันในคู่สกุลเงินเดียวกัน จะเกิดอะไรขึ้น?

เรียกว่า "Hedging" บางโบรกเกอร์อนุญาตให้ทำได้ (Hedging Account) ซึ่งจะล็อกกำไร/ขาดทุนไว้ชั่วคราว แต่บางโบรกเกอร์ใช้ระบบ "Netting" ที่จะรวมตำแหน่งตรงข้ามเป็น Net Position (เช่น Long 1 lot + Short 1 lot = ตำแหน่งปิด) ควรเช็คกับโบรกเกอร์ก่อนใช้กลยุทธ์นี้

3. Short Position มีความเสี่ยงสูงกว่า Long Position จริงหรือไม่?

ใช่ เพราะราคาสามารถขึ้นได้ไม่จำกัด (ทฤษฎี) ในขณะที่ราคาลงต่ำสุดคือ 0 ดังนั้นการใช้ Stop Loss และจำกัด Leverage เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ Short Position เพื่อป้องกันความเสี่ยงจาก Short Squeeze (ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว)

4. ควรใช้ Long Position หรือ Short Position สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่?

เทรดเดอร์มือใหม่ควรเริ่มต้นด้วย Long Position เพราะ:

  • ทิศทางการทำกำไรตรงไปตรงมา (ซื้อต่ำ ขายสูง)
  • ความเสี่ยงจำกัด
  • เหมาะกับการฝึกฝนการวิเคราะห์เทคนิคพื้นฐาน

หลังจากเชี่ยวชาญแล้วค่อยเรียนรู้ Short Position เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรในตลาดขาลง

5. การเปิด Long หรือ Short Position มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมหรือไม่?

โบรกเกอร์ Forex ส่วนใหญ่ไม่คิดค่าธรรมเนียมเปิดตำแหน่ง แต่มี Spread (ส่วนต่างระหว่างราคา Bid-Ask) และ Swap/Rollover Fee หากคุณถือตำแหน่งข้ามคืน

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง