Pending Order คืออะไร ใช้งานคำสั่งอย่างไร
Pending Order คืออะไร? Buy stop, Buy limit, Sell stop, Sell limit มีความหมายว่าอะไร? สามารถเรียนรู้วิธีใช้ Pending Order บน MT4 และ MT5 อย่างละเอียด...

การเทรด Forex ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องนั่งจ้องหน้าจออยู่ตลอดเวลา — Pending Order คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณตั้งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้าแบบอัตโนมัติ เมื่อราคาเคลื่อนที่ไปถึงจุดที่คุณกำหนดไว้ โปรแกรมจะเปิดออเดอร์ให้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้คุณคลิกเอง ทำให้คุณไม่พลาดโอกาสเทรดแม้ไม่ว่างดูกราฟ
สรุปสาระสำคัญ
- Pending Order ช่วยให้คุณตั้งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้าบน MT4 และ MT5 แบบอัตโนมัติ
- มี 4 ประเภทหลัก: Buy Stop, Buy Limit, Sell Stop และ Sell Limit — แต่ละแบบใช้ในสถานการณ์ตลาดที่ต่างกัน
- Buy Stop/Sell Stop เหมาะกับการเทรดตามเทรนด์ (Breakout) ขณะที่ Buy Limit/Sell Limit เหมาะกับการเทรดแบบ Pullback
- ต้องใช้ควบคู่กับการวิเคราะห์ทางเทคนิคและการตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสม
Pending Order คืออะไร
Pending Order คือคำสั่งซื้อขายล่วงหน้าที่คุณสามารถตั้งไว้บนแพลตฟอร์ม MT4 และ MT5 เพื่อให้ระบบเปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาตรงตามเงื่อนไขที่คุณกำหนด แทนที่จะใช้ Market Execution ที่ต้องคลิกซื้อขายทันทีตามราคาปัจจุบัน Pending Order ช่วยให้คุณวางแผนการเข้าเทรดล่วงหน้าได้

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณคาดการณ์ว่า EUR/USD จะทะลุแนวต้าน 1.1000 และขึ้นต่อไปได้ คุณสามารถตั้ง Buy Stop ไว้ที่ 1.1005 — เมื่อราคาขึ้นไปถึงระดับนี้ ระบบจะเปิดออเดอร์ Buy ให้อัตโนมัติ โดยไม่ต้องรอให้คุณอยู่หน้าจอ
การใช้ Pending Order มีประโยชน์อย่างมากสำหรับเทรดเดอร์ที่:
- ไม่สามารถนั่งดูตลาดได้ตลอดเวลา
- ต้องการเข้าเทรดในช่วงเวลาที่ตนเองไม่ว่าง (เช่น ตลาด London เปิดตอน 14:00-15:00 ตามเวลาไทย)
- ต้องการหลีกเลี่ยงการตัดสินใจแบบ FOMO หรือตกใจเมื่อเห็นกราฟวิ่งเร็ว
- ต้องการยืนยันทิศทางตลาดก่อนเข้าเทรด (เช่น รอให้ราคาทะลุแนวต้านจริงๆ ก่อนเปิด Buy)
วิธีเปิดใช้ Pending Order บน MT4/MT5
การตั้ง Pending Order ทำได้ง่ายผ่านหน้าต่าง Order — เหมือนกับการเปิดออเดอร์ปกติ แต่ปรับประเภทคำสั่งเป็น Pending แทน Market Execution
ขั้นตอนการตั้ง Pending Order:
- เปิดหน้าต่าง Order — ดับเบิลคลิกที่คู่เงินที่ต้องการเทรด (เช่น EUR/USD) บนหน้าต่าง Market Watch หรือคลิกขวาบนชาร์ต > Trading > New Order
- เปลี่ยน Type จาก Market Execution เป็น Pending Order — คลิกเมนู Type ด้านบน แล้วเลือก "Pending Order"
- เลือกประเภท Pending Order — เมนู Type ใหม่จะปรากฏขึ้นด้านล่าง ให้เลือกระหว่าง Buy Stop, Buy Limit, Sell Stop หรือ Sell Limit ตามกลยุทธ์ของคุณ
- ตั้งราคา (Price) ที่ต้องการ — ระบุราคาที่คุณต้องการให้ออเดอร์เปิดขึ้นมา
- ตั้ง Stop Loss และ Take Profit (ถ้ามี) — แนะนำให้ตั้งเสมอเพื่อจำกัดความเสี่ยง
- ตั้ง Expiry (ถ้าต้องการ) — คุณสามารถกำหนดวันหมดอายุของคำสั่ง Pending ได้
- กด Place — คำสั่ง Pending จะถูกส่งไปยัง Broker และปรากฏในแท็บ Trade
หลังจากตั้ง Pending Order แล้ว คุณสามารถดู แก้ไข หรือยกเลิกคำสั่งได้ผ่านแท็บ Trade ในหน้าต่าง Terminal (แท็บ Toolbox) ด้านล่างของ MT4/MT5
ประเภทของ Pending Order ทั้ง 4 แบบ
Pending Order แบ่งเป็น 4 ประเภทหลัก โดยแต่ละแบบใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกัน คุณต้องเข้าใจความแตกต่างเพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับกลยุทธ์
Buy Stop คืออะไร
Buy Stop คือการตั้งคำสั่งซื้อล่วงหน้าโดยราคาปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าราคาที่คุณตั้งไว้ — เมื่อราคาขึ้นไปถึงหรือสูงกว่าราคาที่ตั้ง ระบบจะเปิดออเดอร์ Buy ทันที
เหมาะกับสถานการณ์: ตลาดกำลังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น (Uptrend) และคุณคาดการณ์ว่าราคาจะทะลุแนวต้านแล้ววิ่งต่อไปข้างบน (Breakout)
ตัวอย่าง: EUR/USD ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.0950 คุณเห็นว่ามีแนวต้านที่ 1.1000 และถ้าทะลุแนวนี้ น่าจะวิ่งขึ้นต่อไปได้ — คุณตั้ง Buy Stop ไว้ที่ 1.1005 เมื่อราคาวิ่งขึ้นไปแตะ 1.1005 ระบบจะเปิด Buy อัตโนมัติ
Buy Stop เหมาะกับการเทรดตามเทรนด์ (Trend Following) หรือกลยุทธ์ Breakout Trading
Buy Limit คืออะไร
Buy Limit คือการตั้งคำสั่งซื้อล่วงหน้าโดยราคาปัจจุบันอยู่สูงกว่าราคาที่คุณตั้งไว้ — คุณรอให้ราคาลงมาถึงจุดที่ต้องการก่อน แล้วค่อยเปิด Buy เมื่อราคากลับตัวขึ้น
เหมาะกับสถานการณ์: ตลาดอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น แต่ราคากำลัง Pullback (ย่อตัว) ลงมา คุณต้องการซื้อที่ราคาถูกกว่า โดยคาดหวังว่าหลังจากราคาลงมาแตะแนวรับแล้ว จะกลับตัวขึ้นไปอีก
ตัวอย่าง: EUR/USD ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.1000 คุณเห็นว่ามีแนวรับที่ 1.0950 และเชื่อว่าถ้าราคาลงมาแตะแนวนี้ น่าจะเด้งขึ้นกลับมา — คุณตั้ง Buy Limit ไว้ที่ 1.0950 เมื่อราคาลงมาแตะ 1.0950 แล้วกลับตัวขึ้น ระบบจะเปิด Buy อัตโนมัติ
Buy Limit ต้องใช้ร่วมกับการวิเคราะห์แนวรับ (Support) อย่างถูกต้อง — ถ้าแนวรับถูกทะลุ ราคาอาจลงต่อไปแทนที่จะเด้งกลับ
Sell Stop คืออะไร
Sell Stop คือการตั้งคำสั่งขายล่วงหน้าโดยราคาปัจจุบันอยู่สูงกว่าราคาที่คุณตั้งไว้ — เมื่อราคาลงไปถึงหรือต่ำกว่าราคาที่ตั้ง ระบบจะเปิดออเดอร์ Sell ทันที
เหมาะกับสถานการณ์: ตลาดกำลังอยู่ในเทรนด์ขาลง (Downtrend) และคุณคาดการณ์ว่าราคาจะทะลุแนวรับแล้ววิ่งต่อไปข้างล่าง (Breakdown)
ตัวอย่าง: EUR/USD ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.1000 คุณเห็นว่ามีแนวรับที่ 1.0950 และถ้าทะลุแนวนี้ น่าจะวิ่งลงต่อไปได้ — คุณตั้ง Sell Stop ไว้ที่ 1.0945 เมื่อราคาวิ่งลงไปแตะ 1.0945 ระบบจะเปิด Sell อัตโนมัติ
Sell Limit คืออะไร
Sell Limit คือการตั้งคำสั่งขายล่วงหน้าโดยราคาปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าราคาที่คุณตั้งไว้ — คุณรอให้ราคาขึ้นไปถึงจุดที่ต้องการก่อน แล้วค่อยเปิด Sell เมื่อราคากลับตัวลง
เหมาะกับสถานการณ์: ตลาดอยู่ในเทรนด์ขาลง แต่ราคากำลัง Pullback (ดีดขึ้น) คุณต้องการขายที่ราคาสูงกว่า โดยคาดหวังว่าหลังจากราคาขึ้นไปแตะแนวต้านแล้ว จะกลับตัวลงมาอีก
ตัวอย่าง: EUR/USD ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.0950 คุณเห็นว่ามีแนวต้านที่ 1.1000 และเชื่อว่าถ้าราคาขึ้นไปแตะแนวนี้ น่าจะดีดกลับลงมา — คุณตั้ง Sell Limit ไว้ที่ 1.1000 เมื่อราคาขึ้นไปแตะ 1.1000 แล้วกลับตัวลง ระบบจะเปิด Sell อัตโนมัติ
ประโยชน์ของการใช้ Pending Order
การใช้ Pending Order อย่างถูกวิธีสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเทรดและลดความเสี่ยงได้หลายด้าน:
1. ลดความเสี่ยงจากการพลาดจังหวะเข้าเทรด
คุณไม่ต้องกังวลว่าจะไม่อยู่หน้าจอตอนที่ตลาดเคลื่อนไหว — โปรแกรมจะเปิดออเดอร์ให้อัตโนมัติเมื่อราคาตรงตามเงื่อนไข ทำให้ไม่พลาดโอกาสเทรดที่ดี
2. ยืนยันทิศทางตลาดก่อนเข้าเทรด
แทนที่จะเปิดออเดอร์ทันทีตามความรู้สึก คุณสามารถตั้ง Pending Order เพื่อรอให้ราคาทะลุแนวรับ/แนวต้านจริงๆ ก่อน (Breakout Confirmation) — ช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าเทรดก่อนเวลาหรือเข้าผิดทิศทาง
3. ลดอารมณ์ในการตัดสินใจ
การตั้งคำสั่งล่วงหน้าช่วยให้คุณวางแผนเข้าเทรดอย่างมีระเบียบ ไม่ตกใจหรือตัดสินใจแบบ FOMO เมื่อเห็นกราฟวิ่งเร็ว
4. คำนวณความเสี่ยงและผลตอบแทนล่วงหน้า
เมื่อคุณตั้ง Pending Order พร้อมกับ Stop Loss และ Take Profit คุณสามารถคำนวณ Risk:Reward Ratio ได้แม่นยำก่อนเข้าเทรด ทำให้คุณเทรดอย่างมีแผนและควบคุมความเสี่ยงได้ดีขึ้น
5. เทรดได้หลายคู่เงินพร้อมกัน
คุณสามารถตั้ง Pending Order ไว้หลายคู่เงินพร้อมกันได้ โดยไม่ต้องนั่งดูกราฟทุกคู่ตลอดเวลา — โปรแกรมจะจัดการให้เมื่อมีคู่ใดตรงเงื่อนไข
ข้อควรระวังและข้อจำกัดของ Pending Order
แม้ Pending Order จะมีประโยชน์ แต่ก็มีข้อจำกัดที่คุณต้องเข้าใจและระมัดระวัง:
1. ตลาด Forex มีความผันผวนสูง — ราคาอาจไม่เคลื่อนไหวตามที่คาด
แม้คุณจะตั้ง Pending Order ไว้อย่างดี แต่ถ้าการวิเคราะห์ผิด (เช่น แนวต้านถูกทะลุแต่ราคากลับตัวลงทันที หรือแนวรับถูกทะลุโดยไม่เด้งกลับ) ออเดอร์ของคุณอาจขาดทุนได้ — คุณต้องใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคและตั้ง Stop Loss เสมอ
2. Slippage (ราคาลื่นไถล)
ในช่วงข่าวสำคัญหรือตลาดผันผวนมาก (เช่น Non-Farm Payroll, อัตราดอกเบี้ย) ราคาอาจกระโดดข้ามระดับที่คุณตั้ง Pending ไว้ — ทำให้ออเดอร์เปิดที่ราคาที่แย่กว่าที่คาดหวัง (Negative Slippage)
3. ระยะห่างขั้นต่ำจาก Broker (Minimum Distance)
Broker บางราย (โดยเฉพาะ Market Maker) กำหนดระยะห่างขั้นต่ำระหว่างราคาปัจจุบันกับราคาที่ตั้ง Pending Order — เช่น ต้องห่างกันอย่างน้อย 5-10 pips คุณอาจตั้ง Pending Order ใกล้ราคาปัจจุบันเกินไปและถูกปฏิเสธ
4. คำสั่ง Pending อาจหมดอายุ (Expiry)
ถ้าคุณตั้ง Expiry Date และราคาไม่ไปถึงระดับที่ตั้งภายในเวลานั้น คำสั่งจะถูกยกเลิกอัตโนมัติ — คุณต้องกลับมาตรวจสอบและตั้งใหม่หากยังต้องการเข้าเทรด
5. ไม่ใช่การันตีกำไร
Pending Order เป็นเพียงเครื่องมือช่วยเข้าเทรดอัตโนมัติ — ไม่ได้การันตีว่าคุณจะกำไรเสมอ คุณยังต้องมีกลยุทธ์การเทรดที่ชัดเจน การจัดการความเสี่ยง และการวิเคราะห์ตลาดที่ถูกต้อง
ห้ามตั้ง Pending Order โดยไม่มี Stop Loss — ถ้าตลาดวิ่งผิดทิศทาง คุณอาจขาดทุนหนักก่อนจะมีโอกาสปิดออเดอร์ทัน
เทคนิคการใช้ Pending Order อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อให้การใช้ Pending Order เกิดประโยชน์สูงสุด คุณควรใช้ร่วมกับกลยุทธ์การเทรดและหลักการบริหารความเสี่ยงดังนี้:
1. ใช้ร่วมกับแนวรับ/แนวต้านที่ชัดเจน
ตั้ง Pending Order ที่ระดับราคาที่มีนัยสำคัญ (เช่น Support/Resistance, Fibonacci Retracement, Moving Average) — อย่าตั้งแบบสุ่มหรือตามความรู้สึก
2. ใช้ Time Frame ที่สูงขึ้นในการวางแผน
ถ้าคุณเทรด H1 ให้ดู H4 หรือ Daily เพื่อหา Key Level ที่สำคัญก่อนตั้ง Pending Order — ช่วยลดโอกาสถูก Noise (ความผันผวนระยะสั้น) หลอก
3. ตั้ง Stop Loss และ Take Profit พร้อมกัน
อย่าตั้งเฉพาะ Pending Order เดียว — ตั้ง Stop Loss เพื่อจำกัดความเสี่ยงและ Take Profit เพื่อล็อกกำไรอัตโนมัติ
4. ใช้ Risk Management 1-2% ต่อออเดอร์
คำนวณ Lot Size ให้เหมาะสมกับระยะ Stop Loss ของคุณ เพื่อให้เสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนต่อออเดอร์
5. ติดตามข่าวเศรษฐกิจ
หลีกเลี่ยงการตั้ง Pending Order ใกล้เวลาประกาศข่าวสำคัญ (เช่น Non-Farm Payroll, ดอกเบี้ย Fed, CPI) — ความผันผวนสูงอาจทำให้ออเดอร์เปิดที่ราคาที่ไม่คาดคิด
ตัวอย่างการใช้ Pending Order จริง
สมมติคุณวิเคราะห์ EUR/USD บน Daily Chart และพบว่า:
- ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.0950
- มีแนวต้านสำคัญที่ 1.1000 (Resistance)
- ถ้าทะลุ 1.1000 ไปได้ คาดว่าจะวิ่งขึ้นไปถึง 1.1100
วิธีการตั้ง Pending Order:
- ตั้ง Buy Stop ที่ 1.1005 (สูงกว่าแนวต้านเล็กน้อยเพื่อยืนยันการทะลุ)
- ตั้ง Stop Loss ที่ 1.0950 (ห่าง 55 pips = $55 ถ้าเทรด 0.10 lot)
- ตั้ง Take Profit ที่ 1.1100 (ห่าง 95 pips = $95 ถ้าเทรด 0.10 lot)
- Risk:Reward Ratio = 1:1.73 (ยอมเสี่ยง $55 เพื่อได้ $95)
เมื่อราคาขึ้นไปแตะ 1.1005 ออเดอร์ Buy จะถูกเปิดอัตโนมัติ — คุณไม่ต้องนั่งจ้องหน้าจอรอ และถ้าราคาไม่ขึ้นไปถึง 1.1005 เลย ออเดอร์ก็จะไม่เปิด คุณไม่เสี่ยงอะไรเลย
ลองฝึกตั้ง Pending Order บน Demo Account ก่อนใช้จริง — เพื่อให้คุ้นเคยกับขั้นตอนและทดสอบกลยุทธ์ก่อนเสี่ยงเงินจริง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Pending Order แตกต่างจาก Market Order อย่างไร?
Market Order คือคำสั่งซื้อขายทันทีตามราคาปัจจุบัน ขณะที่ Pending Order คือคำสั่งซื้อขายล่วงหน้าที่จะเปิดอัตโนมัติเมื่อราคาถึงระดับที่คุณตั้งไว้ — Market Order เหมาะกับการเข้าเทรดทันที ส่วน Pending Order เหมาะกับการรอจังหวะที่เหมาะสม
**ถ้าราคาข้ามผ่าน Pending Order ไปเลย ออเดอร์จะเปิ
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


