U
UHAS
XAU/USD—0.00%

Ray Dalio โลกกำลังจะเปลี่ยนไป อย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน..

Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates กองทุนป้องกันความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลก เคยกล่าวว่า 'โลกกำลังเปลี่ยนไปในรูปแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตนี้'

P
Patiphan Uhas
30 มิถุนายน 2565·3 นาทีอ่าน
แชร์
Ray Dalio โลกกำลังจะเปลี่ยนไป อย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่

Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates กองทุนป้องกันความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลก เคยกล่าวว่า "โลกกำลังเปลี่ยนไปในรูปแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตนี้" แต่เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วในประวัติศาสตร์ บทความนี้สรุปแนวคิดจากหนังสือ "Principles for Dealing with the Changing World Order" ที่เขาใช้เวลากว่า 50 ปีในการลงทุนทั่วโลกและศึกษาประวัติศาสตร์ 500 ปี เพื่อทำความเข้าใจกลไกการเปลี่ยนแปลงของโลกและวิธีรับมือกับมัน

สรุปสาระสำคัญ

  • การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกเกิดขึ้นเป็นวัฏจักร 'เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป' ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  • ประเทศมหาอำนาจที่รอดพ้นวิกฤตมักมีเงินทุนสำรองสูง หนี้ต่ำ และสกุลเงินแข็งแกร่ง
  • การปริ้นท์เงินมากเกินไปเป็นสัญญาณเตือนภัยของการล่มสลายทางเศรษฐกิจ
  • Dalio แนะนำให้ลงทุนในหุ้น ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์เมื่อธนาคารกลางปริ้นท์เงินมากขึ้น
  • ความขัดแย้งภายในประเทศและช่องว่างรายได้เป็นปัจจัยเร่งให้มหาอำนาจเสื่อมสลาย

ใคร คือ Ray Dalio และทำไมเราต้องฟังเขา

Ray Dalio

Ray Dalio ก่อตั้ง Bridgewater Associates ซึ่งเป็นกองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Fund) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก บริหารเงินมากกว่า 160,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับลูกค้าที่หลากหลาย ตั้งแต่สถาบันการเงิน รัฐบาล ธนาคารกลาง กองทุนบำเหน็จบำนาญ มหาวิทยาลัย จนถึงองค์กรการกุศล

ณ ปัจจุบัน Dalio มีทรัพย์สินประมาณ 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจาก Forbes) และจัดอยู่ในอันดับมหาเศรษฐีโลก นอกจากบทบาทนักลงทุนแล้ว เขายังเป็นนักเขียนที่มีผลงานขายดีหลายเล่ม โดยเฉพาะ "Principles" และ "Principles for Dealing with the Changing World Order" ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนนับล้านทั่วโลก

Ray Dalio

หนังสือเล่มล่าสุดของเขาเน้นไปที่การทำความเข้าใจความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ การแย่งชิงความเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี และการจัดระเบียบโลก (World Order) รูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

INFO

หนังสือ "Principles for Dealing with the Changing World Order" เป็นผลงานจากการวิจัย 500 ปีของประวัติศาสตร์การเงินโลก ผนวกกับประสบการณ์ลงทุนจริงมากกว่า 50 ปีของ Dalio

วิธีคาดการณ์อนาคตจากการเรียนรู้อดีต

จุดเริ่มต้น: เหตุการณ์ Nixon Shock ปี 1971

เมื่อปี 1971 Dalio ยังเป็นเพียงวัยรุ่นที่ทำงานเป็นเสมียนที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก มีหน้าที่จดบันทึกราคาหุ้นเมื่อตลาดปิด ในวันที่ 15 สิงหาคม 1971 ประธานาธิบดี Richard Nixon ประกาศ "งดรับแลกเงินดอลลาร์เป็นทองคำ" ซึ่งเป็นการล่มสลายของระบบเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods System)

" width="588

Dalio คิดว่าตลาดหุ้นจะต้องตกหนักแน่นอน แต่ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นหุ้นกลับพุ่งขึ้นเกือบ 25% ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน เมื่อเขาย้อนไปศึกษาประวัติศาสตร์ ก็พบว่าเหตุการณ์คล้ายกันเคยเกิดขึ้นในปี 1933 เมื่อสหรัฐอเมริกาลดค่าเงินครั้งใหญ่ในยุค Great Depression

ระบบเบรตตันวูดส์: จุดกำเนิดดอลลาร์สกุลเงินหลักโลก

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (1939-1945) ประเทศมหาอำนาจ 44 ชาติประชุมกันที่เมืองเบรตตันวูดส์ รัฐนิวแฮมเชียร์ สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 1-22 กรกฎาคม 1944 เพื่อหาแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก

นำโดยนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ:

  • John Maynard Keynes จากสหราชอาณาจักร
  • Harry D. White และ Henry Morgenthau จากสหรัฐอเมริกา

ที่ประชุมตกลงจัดระเบียบการเงินโลกใหม่ดังนี้:

  • ยกให้ทองคำและดอลลาร์สหรัฐเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ
  • ผูกดอลลาร์สหรัฐกับทองคำเพียงสกุลเดียว ที่อัตรา $35.00 ต่อ 1 ออนซ์ทอง
  • สกุลเงินอื่นๆ ผูกกับดอลลาร์สหรัฐในอัตราคงที่
  • ประเทศต่างๆ สามารถนำดอลลาร์มาแลกเป็นทองคำได้ตามต้องการ

การจัดระเบียบนี้ทำให้ดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นสกุลเงินหลักของโลก เนื่องจากสหรัฐมีทองคำสำรองมากที่สุดหลังสงคราม

สัญญาณล่มสลายของระบบ

" width="646

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อประเทศต่างๆ นำดอลลาร์มาแลกเป็นทองคำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทองคำสำรองของสหรัฐลดลงอย่างรวดเร็ว ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป สหรัฐจะหมดทองคำสำรอง

" width="616

ดังนั้นในวันที่ 15 สิงหาคม 1971 ประธานาธิบดี Nixon จึงประกาศยกเลิกการรับแลกดอลลาร์เป็นทองคำ เหตุการณ์นี้เรียกว่า "Nixon Shock" และเป็นจุดสิ้นสุดของระบบเบรตตันวูดส์อย่างเป็นทางการ

NOTE

เหตุการณ์ Nixon Shock สอนเราว่า แม้ระบบการเงินโลกจะดูมั่นคงแค่ไหน ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืนเมื่อสภาพเศรษฐกิจบังคับ

บทเรียนสำคัญจาก Dalio

Ray Dalio

จากประสบการณ์นี้ Dalio สรุปหลักการสำคัญ 2 ข้อ:

  1. "When central banks print a lot of money, buy stocks, gold, and commodities"
    เมื่อธนาคารกลางปริ้นท์เงินมากขึ้น ให้ซื้อหุ้น ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์

  2. "To understand what is coming, you need to understand what happened before"
    เพื่อทำนายอนาคต คุณต้องเข้าใจอดีตเสียก่อน

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Dalio ตัดสินใจศึกษาประวัติศาสตร์การเงินโลกอย่างจริงจัง เพื่อหาแพทเทิร์นที่ซ้ำรอยกันในทุกยุคทุกสมัย

วัฏจักรการเปลี่ยนขั้วมหาอำนาจโลก

3 แรงขับเคลื่อนที่ทำให้ Dalio ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

หลังจาก Nixon Shock ปี 1971 Dalio สังเกตเห็นแพทเทิร์นที่น่ากังวลในเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตใหญ่ในอดีต:

  1. หนี้ท่วมท้นและอัตราดอกเบี้ยติดศูนย์
    ประเทศต่างๆ มีหนี้มากเกินกว่าจะชำระได้ แม้จะลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0% แล้วก็ตาม วิธีแก้ปัญหาคือการปริ้นท์เงินออกมาเป็นจำนวนมาก

  2. ความขัดแย้งภายในประเทศ
    ช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวยและคนจนกว้างขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกภายในประเทศ สังคมขาดความสามัคคี

  3. ความตึงเครียดระหว่างประเทศ
    มหาอำนาจเก่า (สหรัฐอเมริกา) กับมหาอำนาจใหม่ที่กำลังเติบโต (จีน) มีการแข่งขันกันในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี เศรษฐกิจ การศึกษา และอิทธิพลทางการเมือง

การค้นพบวัฏจักรประวัติศาสตร์

Dalio และทีมงานใช้เวลาหลายปีศึกษาประวัติศาสตร์ 500 ปี ของประเทศมหาอำนาจโลก ตั้งแต่อาณาจักรสเปน โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ จนถึงสหรัฐอเมริกา และค้นพบว่า:

  • การเปลี่ยนแปลงของมหาอำนาจเกิดขึ้นเป็นวัฏจักร "เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป"
  • วัฏจักรนี้ซ้ำรอยกันในทุกยุคทุกสมัย
  • สาเหตุหลักคือธรรมชาติของมนุษย์ไม่เปลี่ยนแปลง (ความกลัว ความโลภ ความหึงหวง)
Ray Dalio

การเปลี่ยนขั้วของมหาอำนาจครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่ออังกฤษอ่อนแอลง และสหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลก

2 ตัวเร่งของการเปลี่ยนแปลง

Dalio พบว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มักเกิดจาก:

  1. สงครามภายในประเทศ (Civil War)
    ความขัดแย้งภายในที่สะสมจนระเบิดออกมาเป็นการปฏิวัติหรือสงครามกลางเมือง

  2. สงครามระหว่างประเทศ (International War)
    การแย่งชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจเก่ากับใหม่

ตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญ:

  • การปฏิวัติฝรั่งเศส (1789) — จุดเปลี่ยนของยุโรป
  • การปฏิวัติรัสเซีย (1917) — สิ้นสุดของจักรวรรดิรัสเซียและกำเนิดของสหภาพโซเวียต
  • การปฏิวัติจีน (1949) — เหมา เจ๋อตง ประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน
INFO

เมื่อมีการปฏิวัติหรือสงคราม ฝ่ายที่ชนะจะมีอำนาจกำหนดรัฐธรรมนูญและกฎเกณฑ์ใหม่ของประเทศ ซึ่งส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินโดยตรง

3 ช่วงเวลาของวัฏจักรมหาอำนาจ

ช่วงที่ 1: การเติบโต (The Rise)

ประเทศที่กำลังจะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจมักมีลักษณะดังนี้:

  • การศึกษาที่แข็งแกร่ง — ลงทุนในทุนมนุษย์และนวัตกรรม
  • ความสามารถในการแข่งขัน — มีความได้เปรียบด้านการผลิตและเทคโนโลยี
  • การปกครองที่มีประสิทธิภาพ — ระบบที่โปร่งใส ทุจริตน้อย
  • หนี้ต่ำ เงินสำรองสูง — มีกำลังทางการเงินรับมือวิกฤต
  • สกุลเงินแข็งแกร่ง — ได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติ

ในช่วงนี้ประเทศมักเน้น:

  • การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
  • การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
  • การลงทุนในการวิจัยและพัฒนา

ช่วงที่ 2: จุดสูงสุด (The Top)

เมื่อประเทศกลายเป็นมหาอำนาจแล้ว มักมีลักษณะ:

  • อำนาจทางทหารที่เหนือกว่า — กองทัพที่ทรงพลังที่สุดในภูมิภาคหรือโลก
  • ศูนย์กลางการเงินโลก — ตลาดทุนใหญ่ที่สุดและมีสภาพคล่องสูง
  • สกุลเงินสำรองโลก — สกุลเงินที่ทุกประเทศต้องการถือไว้
  • อิทธิพลทางวัฒนธรรม — ส่งออกภาษา วัฒนธรรม ค่านิยม

อย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้มักเริ่มมี "เมล็ดพันธุ์" ของความเสื่อมแฝงอยู่:

  • การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น
  • ประชากรเริ่มผ่อนคลายและเสพสุข
  • ระบบราชการเริ่มมีคอร์รัปชัน
  • ช่องว่างรายได้เริ่มกว้างขึ้น

ช่วงที่ 3: การเสื่อมสลาย (The Decline)

สัญญาณของการเสื่อมถอยมักเริ่มจาก:

ด้านการเงิน:

  • หนี้สาธารณะพุ่งสูงเกินควบคุม
  • การขาดดุลการค้าเรื้อรัง
  • ธนาคารกลางปริ้นท์เงินมากเกินไป
  • สกุลเงินอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง

ด้านสังคม:

  • ช่องว่างรายได้กว้างที่สุด
  • การศึกษาถอยหลัง
  • ความขัดแย้งภายในรุนแรง
  • คุณภาพชีวิตลดลง

ด้านเศรษฐกิจ:

  • การแข่งขันลดลง
  • ผลิตภาพต่อหัวลดลง
  • ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น
  • อุตสาหกรรมสำคัญย้ายฐานออกไป

ในช่วงนี้มหาอำนาจเก่ามักพยายามรักษาสถานะด้วยการ:

  • ใช้กำลังทหารบ่อยขึ้น
  • สร้างพันธมิตรเพื่อต่อต้านคู่แข่งใหม่
  • ใช้มาตรการคุ้มกันทางการค้า (ภาษีนำเข้า โควต้า)
NOTE

ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ประเทศที่มีหนี้สูง เงินสำรองต่ำ และสกุลเงินอ่อนแอ มักเป็นฝ่ายแพ้ในวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่

การประยุกต์ใช้กับการลงทุนและเทรด

กลยุทธ์ของ Dalio เมื่อธนาคารกลางปริ้นท์เงิน

เมื่อธนาคารกลางเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินและปริ้นท์เงินมากขึ้น (Quantitative Easing) Dalio แนะนำให้ปรับพอร์ตการลงทุนดังนี้:

เพิ่มน้ำหนัก:

  • หุ้น (Stocks) — มูลค่าสินทรัพย์จริงปรับตัวตามอัตราเงินเฟ้อ
  • ทองคำ (Gold) — สินทรัพย์ปลอดภัยที่รักษามูลค่าได้ดีในยุคเงินเฟ้อ
  • สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) — ราคาปรับตัวขึ้นตามการลดค่าของเงิน

ลดน้ำหนัก:

  • พันธบัตรรัฐบาล (โดยเฉพาะระยะยาว)
  • เงินสดที่ไม่ได้ดอกเบี้ย
  • สินทรัพย์ที่มีรายได้คงที่ (Fixed Income)

สัญญาณเตือนที่เทรดเดอร์ต้องระวัง

จากการศึกษาของ Dalio สัญญาณเหล่านี้บ่งบอกถึงความผันผวนที่จะเกิดขึ้น:

  1. อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว — ราคาสินค้าพื้นฐานและพลังงานพุ่ง
  2. ธนาคารกลางปรับอัตราดอกเบี้ยอย่างก้าวกระโดด — อาจทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย
  3. ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ — สงครามภาษี มาตรการคว่ำบาตร
  4. การประท้วงและความไม่สงบภายในประเทศ — บ่งบอกถึงความขัดแย้งที่สะสม
  5. สกุลเงินหลักของโลกผันผวนรุนแรง — การไหลของเงินทุนเปลี่ยนทิศทาง

การจัดการความเสี่ยงแบบ Dalio

Dalio เน้นการกระจายความเสี่ยง (Diversification) แบบสมดุล:

  • 15-20% ในทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัย
  • 30-40% ในหุ้นที่มีปันผลสูงและคุณภาพดี
  • 20-30% ในพันธบัตรระยะสั้น
  • 10-15% ในสินค้าโภคภัณฑ์และสินทรัพย์ทางเลือก
  • กระจายภูมิศาสตร์ — ไม่ลงทุนในประเทศเด

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →