วิธีการตั้ง SL และ TP ก่อนเทรด Forex
SL (Stop Loss) คือคำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเพื่อจำกัดขาดทุน ส่วน TP (Take Profit) คือคำสั่งล็อกกำไรอัตโนมัติ สอนวิธีตั้งทีละขั้นตาม Risk-Reward พร้อมตารางเปรียบเทียบและคำถามที่พบบ่อย

SL (Stop Loss) คือคำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาวิ่งสวนทางถึงจุดที่เรากำหนด เพื่อจำกัดการขาดทุนไว้เท่าที่ยอมรับได้ ส่วน TP (Take Profit) คือคำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาวิ่งไปถึงเป้ากำไร เพื่อล็อกผลตอบแทนไว้ก่อนที่ราคาจะกลับตัว — สองคำสั่งนี้คือเครื่องมือบริหารความเสี่ยงพื้นฐานที่เทรดเดอร์มืออาชีพตั้งทุกครั้งก่อนเข้าออเดอร์ บทความนี้จะอธิบายความหมาย วิธีคำนวณระยะที่เหมาะสมตาม Risk:Reward ตารางเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย และคำตอบของคำถามที่มือใหม่ถามบ่อยที่สุด

สรุปสาระสำคัญ
- SL (Stop Loss) คือคำสั่งขายอัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนไปในทางที่ไม่ต้องการ เพื่อจำกัดการขาดทุน
- TP (Take Profit) คือคำสั่งขายอัตโนมัติเมื่อราคาถึงเป้ากำไร เพื่อล็อกผลตอบแทนก่อนที่ราคาจะกลับตัว
- การตั้ง SL และ TP ควรอิงตาม Risk:Reward Ratio ที่กำหนดไว้ก่อนเข้าเทรด ไม่ใช่ตั้งตามอารมณ์
- ข้อดีคือลดความเสี่ยงและทำให้วินัยในการเทรด ข้อเสียคืออาจพลาดโอกาสกำไรเพิ่มถ้าราคาเคลื่อนต่อ
SL (Stop Loss) คืออะไร
Stop Loss (SL) คือคำสั่งขายอัตโนมัติที่คุณตั้งไว้ล่วงหน้า เพื่อปิดออเดอร์เมื่อราคาเคลื่อนไปถึงระดับที่คุณยอมรับได้สูงสุดสำหรับการขาดทุน ตัวอย่างเช่น คุณซื้อ EUR/USD ที่ 1.1000 และตั้ง SL ที่ 1.0950 หมายความว่าหากราคาตกลงไปแตะ 1.0950 ระบบจะปิดออเดอร์ทันที ทำให้คุณขาดทุน 50 pips แทนที่จะปล่อยให้ขาดทุนลุกลามไปเป็น 100 หรือ 200 pips
การใช้ Stop Loss ช่วยให้คุณ:
- จำกัดความเสี่ยงต่อออเดอร์ — รู้ล่วงหน้าว่าจะขาดทุนสูงสุดเท่าไหร่
- รักษาวินัยในการเทรด — ไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอตลอด 24 ชั่วโมง หรือตัดสินใจขายด้วยอารมณ์ตอนราคาลงเร็ว
- ป้องกันบัญชีแตก — ในตลาดที่ผันผวนสูง (เช่นช่วงข่าว NFP) SL ช่วยไม่ให้ออเดอร์เดียวทำลายเงินทุนทั้งหมด
ระวังการตั้ง SL ใกล้ราคาเข้ามากเกินไป — ราคาอาจ "sweep" ไปแตะ SL เพียงชั่วคราวแล้วกลับเข้าเทรนด์เดิม ทำให้คุณโดน SL แล้วต้องมองราคาวิ่งไปทำกำไรโดยไม่มีตัวคุณในออเดอร์
TP (Take Profit) คืออะไร
Take Profit (TP) คือคำสั่งขายอัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนไปถึงเป้าหมายกำไรที่คุณกำหนด ตัวอย่างเช่น คุณซื้อ GBP/USD ที่ 1.2500 และตั้ง TP ที่ 1.2600 หมายความว่าเมื่อราคาขึ้นไปแตะ 1.2600 ระบบจะปิดออเดอร์ทันทีและบันทึกกำไร 100 pips โดยไม่ต้องให้คุณนั่งเฝ้า
เทรดเดอร์มือใหม่มักถามว่า "ทำไมต้องตั้ง TP ด้วย? ทำไมไม่รอให้ราคาวิ่งต่อไปแล้วขายทีเดียว?" คำตอบคือ:
- ไม่มีราคาไหนขึ้นได้เรื่อย ๆ — แม้แกว่งขาขึ้นแรง (uptrend) ราคาก็จะมี pullback (ปรับฐาน) เป็นระยะ ๆ
- ความโลภทำลายผลตอบแทน — เทรดเดอร์หลายคนเห็นกำไร +8% แล้วคิดจะรอ +12% แต่สุดท้ายราคากลับมาทำให้ขาดทุนแทน
- การล็อกกำไรคือความสำเร็จที่วัดผลได้ — เมื่อตั้ง TP ไว้ที่ 1:2 Risk:Reward คุณสามารถคำนวณ win rate ที่ต้องการเพื่อกำไรระยะยาวได้
ตัวอย่างการคำนวณ TP: ถ้า SL = 50 pips และต้องการ Risk:Reward = 1:2 ให้ตั้ง TP = 100 pips จากราคาเข้า
ทำไมการตั้ง SL และ TP จึงสำคัญ
ตลาด Forex ผันผวนสูง — ไม่ตั้ง SL/TP = เสี่ยงทุนทั้งหมด
คู่เงินหลักอย่าง EUR/USD อาจเคลื่อน 80-150 pips ภายในวันเดียว และในวันข่าวใหญ่ (เช่น FOMC, GDP, ข่าวเฟด) อาจผันผวนเกิน 200 pips ภายใน 15 นาที ความผันผวนยังต่างกันตามช่วงเวลาของวันด้วย — สูงสุดในช่วงที่ตลาดลอนดอนซ้อนกับนิวยอร์ก ดูตารางเวลาเปิด-ปิดตลาด Forexประกอบการวางแผนตั้ง SL ให้เผื่อระยะถูกจังหวะ หากคุณไม่ตั้ง SL และราคากระแทกไปด้านตรงข้าม 200 pips ด้วย leverage 1:100 เงินทุน $1,000 อาจลดลงเหลือ $400 ภายในชั่วพริบตา
การตั้ง SL และ TP ช่วยให้:
- ควบคุม Risk per Trade — เช่นตั้ง SL ให้ขาดทุนไม่เกิน 2% ต่อออเดอร์ หมายความว่าต้องแพ้ติดกัน 50 ครั้งกว่าบัญชีจะเหลือศูนย์ (ในทางทฤษฎี)
- ทำงานแบบ "Set and Forget" — คุณไม่ต้องนั่งเฝ้าจอ 24 ชั่วโมง ระบบจัดการออเดอร์ให้เอง
- หลีกเลี่ยง Emotional Trading — เมื่อเห็นออเดอร์ขาดทุน หลายคนหวังว่าราคาจะกลับ แต่ไม่ยอมตัด จนขาดทุนลุกลามเป็น 10-20% SL ช่วยตัดปัญหานี้
ตัวอย่างจริง: ไม่ตั้ง SL vs. ตั้ง SL
| สถานการณ์ | ไม่ตั้ง SL | ตั้ง SL ที่ 2% |
|---|---|---|
| เข้า Buy EURUSD ที่ 1.1000 | ราคาตกไป 1.0800 → ขาดทุน 200 pips = -20% | ราคาตก → โดน SL ที่ 1.0980 → ขาดทุน 20 pips = -2% |
| ผลลัพธ์ | เงินทุนเหลือ $800 ต้องทำกำไร 25% ถึงจะคืนทุน | เงินทุนเหลือ $980 ต้องทำกำไร 2.04% ถึงจะคืนทุน |
กฎ 2% Rule: อย่าเสี่ยงเงินทุนเกิน 2% ต่อออเดอร์ ถ้าบัญชี $1,000 หมายความว่า SL ต้องไม่ให้ขาดทุนเกิน $20 ต่อเทรด
ข้อดีและข้อเสียของการตั้ง SL และ TP
ข้อดีของ SL (Stop Loss)
ข้อดี:
- จำกัดการขาดทุนที่คาดการณ์ได้ — รู้ล่วงหน้าว่าออเดอร์เดียวจะขาดทุนสูงสุดเท่าไหร่
- ป้องกันบัญชีแตกจาก Black Swan Events — เช่นเหตุการณ์ Brexit, COVID-19 crash ที่ราคาพุ่งหลายร้อย pips ภายในนาที
- เพิ่มวินัย — ไม่ให้คุณต้องตัดสินใจด้วยอารมณ์ว่า "รออีกหน่อย ราคาอาจกลับ"
ข้อเสีย:
- อาจโดน Stop Hunt — ราคาอาจ "sweep" ไปแตะ SL แล้วกลับเข้าทิศเดิม ทำให้คุณถูก SL ทั้ง ๆ ที่ทิศทางถูก
- เสียโอกาสถ้าราคากลับตัวทันที — เช่นราคาตก -50 pips โดน SL แล้วขึ้นกลับมา +100 pips คุณก็พลาดกำไรไป
วิธีลด Stop Hunt: ตั้ง SL ห่างจาก Support/Resistance ที่เห็นได้ชัด ประมาณ 5-10 pips เพื่อหลีกเลี่ยงการ sweep ชั่วคราว
ข้อดีของ TP (Take Profit)
ข้อดี:
- ล็อกกำไรอย่างมีระเบียบ — เมื่อราคาถึง TP กำไรจะถูกบันทึกไม่ว่าตลาดจะกลับตัวแรงแค่ไหนภายหลัง
- ลดความโลภ — ป้องกันไม่ให้คุณรอกำไร +10% แล้วปล่อยให้กลายเป็นขาดทุน -5%
- ทำให้คำนวณ Risk:Reward ได้ — การตั้ง SL 50 pips, TP 100 pips = R:R 1:2 ช่วยให้วางแผนการเทรดระยะยาว
ข้อเสีย:
- พลาดกำไรเพิ่มถ้าเทรนด์แรง — ราคาอาจวิ่งผ่าน TP ไปอีก 50-100 pips คุณก็ได้แค่ TP ที่ตั้งไว้
- ต้องประเมินเป้า TP ให้ถูก — ถ้าตั้ง TP ใกล้เกินไป อาจได้กำไรน้อย ถ้าไกลเกินไป อาจไม่ถึง TP เลย
สรุปข้อดี-ข้อเสียอย่างรวดเร็ว
| เครื่องมือ | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|
| SL | จำกัดขาดทุน, เพิ่มวินัย | อาจโดน stop hunt, พลาดโอกาสถ้าราคากลับทันที |
| TP | ล็อกกำไร, ลดความโลภ | พลาดกำไรเพิ่มถ้าเทรนด์แรง, ต้องประเมินเป้าให้ถูก |
วิธีการกำหนด SL และ TP
การตั้ง SL และ TP ไม่ใช่การสุ่มเลขหรือใช้ "สัญชาตญาณ" แต่ควรอิงตาม:
- Risk per Trade ที่กำหนด (เช่น 2% Rule)
- Technical Analysis (Support, Resistance, แนวโน้ม)
- Risk:Reward Ratio เป้าหมาย (เช่น 1:2 หรือ 1:3)
ขั้นตอนที่ 1: กำหนดความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (% ของเงินทุน)
ตัวอย่างเช่น บัญชี $1,000 และคุณกำหนดความเสี่ยงไม่เกิน 2% ต่อเทรด = $20 ต่อเทรด
ขั้นตอนที่ 2: หาระดับ Support/Resistance สำคัญ
- SL สำหรับ Buy Order: ตั้งต่ำกว่า Support ใกล้ที่สุด 5-10 pips
- SL สำหรับ Sell Order: ตั้งสูงกว่า Resistance ใกล้ที่สุด 5-10 pips
ตัวอย่าง:
- คุณซื้อ EURUSD ที่ 1.1000
- Support ล่าสุดอยู่ที่ 1.0980
- ตั้ง SL ที่ 1.0975 (ห่างจาก support 5 pips) = 25 pips
ขั้นตอนที่ 3: คำนวณ TP ตาม Risk:Reward
หากต้องการ Risk:Reward = 1:2 และ SL = 25 pips ให้ตั้ง TP = 50 pips จากราคาเข้า
- Entry: 1.1000
- SL: 1.0975 (-25 pips)
- TP: 1.1050 (+50 pips)
ขั้นตอนที่ 4: เช็ค Position Size ให้ตรงตาม Risk %
ใช้สูตร:
Position Size (Lots) = (Risk $ / SL pips) / (Value per Pip)
ตัวอย่าง:
- Risk = $20
- SL = 25 pips
- Value per Pip (Standard Lot EURUSD) = $10
- Position Size = (20 / 25) / 10 = 0.08 lots = 8 micro lots
เครื่องมือ: ใช้เครื่องคำนวณ Lot Size ของเราเพื่อหาขนาดไม้ที่พอดีกับความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ หรือจะใช้ Position Size Calculator ของโบรกเกอร์ก็ได้เช่นกัน
แนวทางเพิ่มเติม: ใช้ ATR (Average True Range) กำหนด SL
ATR วัดความผันผวนเฉลี่ยของคู่เงินในช่วงเวลาที่กำหนด (เช่น 14 วัน) หลายเทรดเดอร์ใช้กฎ:
- SL = 1.5 × ATR จากราคาเข้า

ตัวอย่าง: EURUSD มี ATR(14) = 60 pips
- ตั้ง SL = 1.5 × 60 = 90 pips จากราคาเข้า
- ตั้ง TP = 2 × 90 = 180 pips (R:R 1:2)
วิธีนี้ช่วยให้ SL ปรับตามความผันผวนของตลาด — คู่เงินที่ผันผวนมาก (เช่น GBPJPY) จะมี SL กว้างกว่าคู่เงินที่ผันผวนน้อย (เช่น EURUSD)
กรณีพิเศษ: ใช้ Trailing Stop
Trailing Stop คือ SL แบบเคลื่อนที่ — เมื่อราคาเคลื่อนไปในทิศที่ถูกต้อง SL จะปรับตามมาเพื่อล็อกกำไรมากขึ้น
ตัวอย่าง:
- เข้า Buy EURUSD ที่ 1.1000, ตั้ง Trailing Stop = 50 pips
- ราคาขึ้นไป 1.1050 → SL ปรับเป็น 1.1000 (breakeven)
- ราคาขึ้นไป 1.1100 → SL ปรับเป็น 1.1050 (ล็อกกำไร +50 pips)
ข้อดี: ล็อกกำไรได้มากขึ้นถ้าเทรนด์แรง
ข้อเสีย: อาจโดน SL เร็วเกินไปในตลาดที่ขึ้นลง (choppy)
Trailing Stop เหมาะกับเทรนด์แรง (Strong Trend) แต่อย่าใช้ในตลาด sideways เพราะจะโดน stop ทุกครั้งที่ราคา pullback ปกติ
Pip, จุด และคำสั่ง Pending Order ที่มักสับสนกับ SL/TP
ก่อนตั้ง SL และ TP ให้แม่น ต้องเข้าใจหน่วยวัดระยะบนกราฟให้ตรงกันก่อน
- 1 pip ของคู่เงินส่วนใหญ่ (เช่น EUR/USD) คือทศนิยมตำแหน่งที่ 4 = 0.0001 ส่วนคู่เงินที่มีเยน (เช่น USD/JPY) คือทศนิยมตำแหน่งที่ 2 = 0.01
- 1 จุด (point) บนโบรกเกอร์ระบบ 5 ทศนิยม คือทศนิยมตำแหน่งที่ 5 = 0.00001 หรือ 1 ใน 10 ของ pip ดังนั้น SL ที่ตั้งไว้ 50 pips จะเท่ากับ 500 จุดบนแพลตฟอร์มแบบ 5 ทศนิยม
- อ่านเรื่องหน่วยและมูลค่าต่อ pip แบบละเอียดได้ในมูลค่า Lots และมูลค่า Pips คืออะไร
อีกกลุ่มคำสั่งที่มือใหม่มักสับสนกับ SL คือ Pending Order — คำสั่งรอ "เข้า" ออเดอร์ล่วงหน้า ซึ่งทำหน้าที่คนละอย่างกับ SL/TP ที่ใช้ "ออก" จากออเดอร์
| คำสั่ง | ความหมาย | ใช้เมื่อ |
|---|---|---|
| Buy Stop | ตั้งซื้อที่ราคาสูงกว่าราคาปัจจุบัน | คาดว่าถ้าราคาทะลุขึ้นถึงจุดนั้น จะวิ่งขึ้นต่อ (เทรดตามแรง Breakout) |
| Sell Stop | ตั้งขายที่ราคาต่ำกว่าราคาปัจจุบัน | คาดว่าถ้าราคาหลุดลงถึงจุดนั้น จะวิ่งลงต่อ |
| Buy Limit | ตั้งซื้อที่ราคาต่ำกว่าราคาปัจจุบัน | รอซื้อเมื่อราคาย่อลงมาถึงแนวรับที่วางแผนไว้ |
| Sell Limit | ตั้งขายที่ราคาสูงกว่าราคาปัจจุบัน | รอขายเมื่อราคาดีดขึ้นไปถึงแนวต้านที่วางแผนไว้ |
จำง่าย ๆ ว่า Stop = เทรดตามแรงทะลุ, Limit = รอราคาย้อนมาหาเรา และไม่ว่าจะเข้าออเดอร์ด้วยคำสั่งไหน ก็ควรผูก SL และ TP ไว้กับออเดอร์ทุกครั้งตั้งแต่ตอนตั้งคำสั่ง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ควรตั้ง SL และ TP ทุกครั้งที่เทรดหรือไม่?
ใช่ ทุกครั้ง — ไม่มีข้อยกเว้น การไม่ตั้ง SL คือการเปิดโอกาสให้ออเดอร์เดียวทำลายบัญชีได้ทั้งหมด แม้เป็นเทรดเดอร์มืออาชีพก็ไม่สามารถคาดการณ์ราคาได้ 100% การตั้ง SL คือการยอมรับว่าเราอาจคาดการณ์ผิดและต้องจำกัดความเสียหาย
SL และ TP ควรห่างจากราคาเข้าเท่าไหร่?
ไม่มีคำตอบตายตัว แต่แนวทางคือ:
- SL: อิงตาม Support/Resistance + ATR (โดยทั่วไป 20-100 pips ขึ้นกับคู่เงินและไทม์เฟรม)
- TP: อิงตาม Risk:Reward ที่ต้องการ (เช่น ถ้า SL 50 pips และต้องการ R:R 1:2 ให้ตั้ง TP 100 pips)
ถ้าราคาไปถึง TP แล้วยังมีแนวโน้มวิ่งต่อ ควรทำอย่างไร?
มีสองแนวทาง:
- ปิดเต็มจำนวน — ยอมรับกำไรที่ได้ ไม่โลภ (แนะนำสำหรับมือใหม่)
- ปิดบางส่วน + ปรับ SL เป็น breakeven — เช่นปิด 50% ที่ TP แรก ปล่อย 50% วิ่งต่อด้วย Trailing Stop (สำหรับมืออาชีพ)
หากโดน SL บ่อยเกินไป แสดงว่าผิดพลาดตรงไหน?
มีสาเหตุได้หลายอย่าง:
- SL แคบเกินไป — ราคา normal pullback ก็โดน SL แล้ว ลอง ATR วิธีให้ SL กว้างขึ้น
- เข้าเทรดในตลาด sideways — ควรรอให้เห็นเทรนด์ชัดก่อนเข้า
- Stop Hunt — ตั้ง SL ใกล้ Support/Resistance ที่คนส่วนใหญ่มองเห็น ลองตั้งห่างออกไป 10-15 pips
Risk:Reward อัตราไหนดีที่สุด?
สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ แนะนำ 1:2 หรือ 1:3 หมายความว่า:
- 1:2 → ต้อง win rate 33.33% ขึ้นไปถึงจะคุ้มทุน
- 1:3 → ต้อง win rate 25% ขึ้นไปถึงจะคุ้มทุน
ยิ่ง R:R สูง ยิ่งทำให้คุณทำกำไรได้แม้ win rate ต่ำ แต่อย่าตั้ง R:R สูงเกิน 1:5 เพราะโอกาสที่ราคาจะวิ่งไปถึง TP ก็จะลดลงมาก
1 จุดใน Forex คือเท่าไหร่ ต่างจาก 1 pip อย่างไร?
บนโบรกเกอร์ระบบ 5 ทศนิยม 1 จุด (point) = 0.00001 ของราคา ส่วน 1 pip = 0.0001 ดังนั้น 1 pip = 10 จุด เวลาตั้ง SL ในแพลตฟอร์มที่ให้กรอกเป็น "จุด" ให้คูณ 10 จากจำนวน pips ที่วางแผนไว้ เช่น แผน SL 25 pips ต้องกรอก 250 จุด กรอกผิดหน่วยเมื่อไหร่ ระยะ SL จะแคบหรือกว้างผิดจากแผนถึง 10 เท่า
Buy Stop คืออะไร เกี่ยวข้องกับ Stop Loss ไหม?
Buy Stop คือคำสั่งรอ "เข้า" ออเดอร์ฝั่งซื้อที่ราคาสูงกว่าราคาปัจจุบัน ใช้เทรดตามแรงทะลุแนวต้าน ส่วน Stop Loss คือคำสั่ง "ออก" จากออเดอร์เพื่อจำกัดขาดทุน — ชื่อคล้ายกันแต่หน้าที่ตรงข้ามกันคนละขั้นตอน และออเดอร์ที่เข้าด้วย Buy Stop ก็ควรตั้ง Stop Loss ควบคู่ไว้เสมอเช่นเดียวกับออเดอร์ปกติ
หากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การเทรด Forex แบบเป็นระบบ สามารถเข้ามาศึกษาได้ที่ คอร์สเรียนเทรด Forex ของเรา — ครอบคลุมทั้งพื้นฐาน Technical Analysis และการใช้ SL/TP ในสถานการณ์จริง หรือไล่เรียนตามลำดับบทเรียนทั้งหมดได้ในสารบัญบทเรียน Forex
เริ่มฝึกกับบัญชีจริงที่ต้นทุนต่ำ
คัดจากโบรกเกอร์ที่ทีมงานเปิดบัญชีจริงและวัดสเปรดทองจาก tick จริง
| โบรกเกอร์ | คะแนน | ฝากขั้นต่ำ | เลเวอเรจ | สเปรดทอง | |
|---|---|---|---|---|---|
Exness กำกับดูแลระดับสากล · ดูที่เว็บ Exness | 96 | $100 | 1:2 – 1:ไม่จำกัด (ลดตามทุน) | Zero ต่ำสุด 0 ปิ๊ป + คอม (ตัวเลขที่ Exness ประกาศเอง) | เปิดบัญชี |
XM Global ถือใบอนุญาตกำกับดูแล · ดูที่เว็บ XM | 92 | $5 | สูงสุด 1:1000 (ลดตามทุน) | Ultra Low เฉลี่ย 3.0 / ต่ำสุด 2.4 ปิ๊ป (ตัวเลขที่ XM ประกาศเอง) | เปิดบัญชี |
กำกับดูแลระดับสากล · ดูที่เว็บ Exness
- ฝากขั้นต่ำ
- $100
- เลเวอเรจ
- 1:2 – 1:ไม่จำกัด (ลดตามทุน)
- สเปรดทอง
- Zero ต่ำสุด 0 ปิ๊ป + คอม (ตัวเลขที่ Exness ประกาศเอง)
ถือใบอนุญาตกำกับดูแล · ดูที่เว็บ XM
- ฝากขั้นต่ำ
- $5
- เลเวอเรจ
- สูงสุด 1:1000 (ลดตามทุน)
- สเปรดทอง
- Ultra Low เฉลี่ย 3.0 / ต่ำสุด 2.4 ปิ๊ป (ตัวเลขที่ XM ประกาศเอง)
ที่มาของตัวเลข: เว็บไซต์ทางการของแต่ละโบรกเกอร์ (xm.com/th · exness.com) ·สเปรดทองวัดจาก tick จริงในบัญชีของทีมงาน · ตรวจสอบเมื่อ 23 ส.ค. 2026 · เว็บนี้มีรายได้จากโฆษณาผู้สนับสนุน คุณไม่จ่ายเพิ่ม · เทรดมีความเสี่ยง เสียเงินทั้งหมดได้ · ระยะเวลาในการดำเนินการอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับช่องทางการชำระเงินที่เลือกใช้ · Uhas เป็นเว็บไซต์ของ IB (Introducing Broker) ผู้แนะนำลูกค้าให้โบรกเกอร์ ไม่ใช่เว็บไซต์ของโบรกเกอร์รายใด และไม่ได้เป็นของหรือดำเนินการโดยโบรกเกอร์ที่กล่าวถึงบนเว็บไซต์นี้You are on the website of the IBs of Exness company. This site is not owned or operated by Exness.You are on the website of the IBs of XM Global company. This site is not owned or operated by XM Global.
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


