Supply & Demand Zones คือ อะไร โซนวิเคราะห์เห็นกำไร
Demand Zone คือโซนแรงซื้อหนาแน่นที่ราคามักดีดขึ้น Supply Zone คือโซนแรงขายหนาแน่นที่ราคามักร่วงลง สอนวิธีวาดโซน รูปแบบ DBR RBD RBR DBD และกลยุทธ์เทรดร่วมกับเส้นค่าเฉลี่ย

Demand Zone คือช่วงราคาที่มีแรงซื้อหนาแน่นจนราคาดีดตัวขึ้นแรง ส่วน Supply Zone คือช่วงราคาที่มีแรงขายหนาแน่นจนราคาร่วงลงแรง — สองโซนนี้คือรอยเท้าของสถาบันขนาดใหญ่บนกราฟ และเป็นหัวใจของกลยุทธ์ Price Action ที่ทรงพลังที่สุดแบบหนึ่ง เพราะช่วยให้เราเห็น "โซน" ที่เงินก้อนใหญ่เข้าซื้อขายจริง แทนที่จะเดาเส้นแนวรับ-แนวต้านแบบเดิม บทความนี้จะพาเจาะลึกตั้งแต่ทฤษฎี Wyckoff วิธีวาดโซนคุณภาพสูง รูปแบบ DBR/RBD/RBR/DBD ไปจนถึงกลยุทธ์เทรดร่วมกับเส้นค่าเฉลี่ยที่ใช้ได้จริง

สรุปสาระสำคัญ
- Supply Zone คือโซนที่สถาบันขายจนราคาร่วง, Demand Zone คือโซนที่สถาบันซื้อจนราคาพุ่ง
- โซนที่แข็งแกร่งต้องมีแท่งเทียน 1-10 แท่ง, แท่ง Breakout ยาวกว่า 80% และไม่ถูกทดสอบบ่อย
- รูปแบบ DBR และ RBD ใช้จับกลับตัว, RBR และ DBD ใช้ซื้อขายตามเทรนด์
- ควรใช้ร่วมกับ Moving Average หรือ Price Action อื่นเพื่อเพิ่มความแม่นยำ
Supply & Demand Zones คืออะไร
Supply & Demand Zones คือช่วงราคาที่เกิดการซื้อขายอย่างรุนแรงจากผู้เล่นสถาบัน (Institutional traders) จนทำให้ราคาเคลื่อนไหวแบบระเบิด แตกต่างจากแนวรับ-ต้านทั่วไปที่เป็นเพียง "เส้น" Supply & Demand เป็น "โซน" ที่กว้างขึ้น สะท้อนพฤติกรรมการสะสม (Accumulation) หรือการแจกจ่าย (Distribution) จริงของตลาด
กลยุทธ์นี้ใช้ได้กับทุกตลาด ไม่ว่าจะเป็น Forex, สินค้าโภคภัณฑ์, ดัชนี หรือ CFDs หลักการเดียวกัน: รอราคากลับมาทดสอบโซนเหล่านี้ แล้วเข้าเทรดตามทิศทางที่ตลาดเคยแสดงพลัง แนวคิดนี้เป็นรากฐานเดียวกับ Smart Money Concept (SMC) ที่ติดตามรอยเท้าของเงินทุนสถาบันผ่าน Order Block และโครงสร้างตลาดเช่นกัน
Demand Zone — โซนที่มีแรงซื้อล้นเหลือ
Demand Zone คือช่วงราคาที่ผู้ซื้อเข้ามาอย่างแข็งขันจนราคาพุ่งขึ้นไปทันที คล้ายกับแนวรับ แต่มีความหมายเชิงลึกกว่า: มันคือโซนที่สถาบันสะสมคำสั่งซื้อจำนวนมากไว้
เมื่อราคากลับมาสัมผัส Demand Zone อีกครั้ง โอกาสที่ราคาจะดีดตัวขึ้นสูงมาก เพราะผู้เล่นรายใหญ่ยังต้องการเข้าซื้อเพิ่มที่ราคาเดิม หรือผู้ที่พลาดครั้งแรกจะเข้ามาซื้อเพิ่ม
ตัวอย่างจริง: ถ้า EUR/USD ร่วงจาก 1.1000 ลงมาพักตัวที่ 1.0950-1.0970 แล้วพุ่งกลับไป 1.1100 ภายใน 2 ชั่วโมง โซน 1.0950-1.0970 นั้นคือ Demand Zone คุณภาพสูง
Supply Zone — โซนที่มีแรงขายท่วมท้น
Supply Zone คือช่วงราคาที่ผู้ขายเข้ามาอย่างหนักจนราคาร่วงลงทันที คล้ายกับแนวต้าน แต่สะท้อนการกระจายขาย (Distribution) ของสถาบันที่ต้องการออกจากตำแหน่งให้ได้กำไรสูงสุด
เมื่อราคากลับมาสัมผัส Supply Zone อีกครั้ง โอกาสที่ราคาจะถูกต้านและร่วงลงสูงมาก เพราะผู้ขายรายใหญ่ยังมีออเดอร์ค้างอยู่ หรือผู้ที่พลาดการขายครั้งแรกจะรอขายเพิ่มที่ราคาดีกว่า
ทฤษฎี Wyckoff และวัฏจักรตลาด 4 ระยะ
Richard Wyckoff นักลงทุนชาวอเมริกันในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นผู้บุกเบิกการวิเคราะห์โครงสร้างตลาดจากอุปสงค์-อุปทาน เขาค้นพบว่าราคาเคลื่อนไหวเป็นวัฏจักร 4 ระยะซ้ำๆ:
- Accumulation (ระยะสะสม): สถาบันซื้อสะสมตำแหน่งอย่างช้าๆ ราคาวิ่งไปมาในช่วงแคบ ปริมาณการซื้อขายสูง
- Markup (ระยะขาขึ้น): ราคาพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าสถาบันเก็บพอแล้วและผลักดันให้ขึ้น
- Distribution (ระยะแจกจ่าย): สถาบันขายคืนให้นักลงทุนรายย่อย ราคาวิ่งไปมาที่ราคาสูง
- Markdown (ระยะขาลง): ราคาร่วงลงอย่างต่อเนื่อง สถาบันขายหมดแล้วและตลาดเข้าสู่เทรนด์ขาลง
ทำไม Wyckoff สำคัญกับ Supply & Demand
โซนอุปสงค์เกิดขึ้นในช่วง Accumulation ส่วนโซนอุปทานเกิดขึ้นในช่วง Distribution การเข้าใจว่าตลาดอยู่ในระยะไหนช่วยให้คุณ:
- หลีกเลี่ยงการเทรดย้อนกระแส เช่น ซื้อในช่วง Distribution
- เลือกโซนคุณภาพสูง จากการสังเกตพฤติกรรมราคาก่อนหน้า
- ตั้ง Stop Loss และ Take Profit ได้แม่นยำ ตามโครงสร้างตลาดจริง
เทคนิคมืออาชีพ: ถ้าคุณเห็นราคาวิ่งไซด์เวย์นานที่โซนใดโซนหนึ่ง แล้วมีปริมาณการซื้อขายสูงผิดปกติ นั่นคือสัญญาณ Accumulation หรือ Distribution — จดโซนนี้ไว้เลย
การวาด Supply & Demand Base อย่างถูกต้อง
Base ในบริบทนี้ไม่ใช่แค่จุดต่ำสุด แต่หมายถึงกลุ่มแท่งเทียน 1-10 แท่งที่แคบตัวแน่นๆ ก่อนที่ราคาจะระเบิดออกไป วิธีวาดที่ถูกต้อง:
- หาแท่งเทียนที่พักตัว ดูช่วงที่ราคาวิ่งไปมาในช่วงแคบ (Narrow range)
- วาดกรอบครอบคลุม High-Low ของกลุ่มแท่งเทียนนั้น
- ต้องมีแท่ง Breakout ชัดเจน หลังออกจากโซน — แท่งเทียนยาว ไส้น้อย เนื้อมากกว่า 80%
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: อย่าวาดโซนกว้างเกินไป ถ้าครอบคลุมมากกว่า 50-100 pips (ใน Forex) หรือมีแท่งเทียนมากกว่า 10 แท่ง โซนนั้นไม่แข็งแรงพอ
รูปแบบ Supply & Demand — กลับตัว vs. ต่อเนื่อง
รูปแบบการกลับตัว (Reversal Patterns)
ใช้จับจังหวะกลับเทรนด์ เมื่อตลาดอ่อนแรงและใกล้จะเปลี่ยนทิศ:
1. Drop-Base-Rally (DBR)
- ราคาร่วงลง (Drop) → พักตัวแคบๆ (Base) → พุ่งขึ้นแรง (Rally)
- Base คือ Demand Zone — ราคากลับมาสัมผัสอีกครั้ง เข้า Buy
2. Rally-Base-Drop (RBD)
- ราคาพุ่งขึ้น (Rally) → พักตัวแคบๆ (Base) → ร่วงลงแรง (Drop)
- Base คือ Supply Zone — ราคากลับมาสัมผัสอีกครั้ง เข้า Sell
รูปแบบความต่อเนื่อง (Continuation Patterns)
ใช้ซื้อขายตามเทรนด์ เมื่อตลาดแข็งแกร่งและมีโมเมนตัม:
1. Rally-Base-Rally (RBR)
- ราคาพุ่งขึ้น (Rally) → พักตัว (Base) → พุ่งขึ้นต่อ (Rally)
- Base คือ Demand Zone ในเทรนด์ขาขึ้น — เข้า Buy ตามเทรนด์
2. Drop-Base-Drop (DBD)
- ราคาร่วงลง (Drop) → พักตัว (Base) → ร่วงลงต่อ (Drop)
- Base คือ Supply Zone ในเทรนด์ขาลง — เข้า Sell ตามเทรนด์
กฎง่ายๆ:
- Old Trend (เทรนด์อ่อนแรง) → หารูปแบบกลับตัว (DBR, RBD)
- New Trend (เทรนด์แข็งแกร่ง) → หารูปแบบต่อเนื่อง (RBR, DBD)
ตารางสรุป 4 รูปแบบ Supply & Demand
| รูปแบบ | โครงสร้างราคา | ประเภทโซน | เหมาะกับ | คำสั่งที่รอเข้า |
|---|---|---|---|---|
| DBR (Drop-Base-Rally) | ร่วงลง → พักตัว → พุ่งขึ้น | Demand Zone | จับการกลับตัวเป็นขาขึ้น | Buy เมื่อราคากลับมาทดสอบ Base |
| RBD (Rally-Base-Drop) | พุ่งขึ้น → พักตัว → ร่วงลง | Supply Zone | จับการกลับตัวเป็นขาลง | Sell เมื่อราคากลับมาทดสอบ Base |
| RBR (Rally-Base-Rally) | พุ่งขึ้น → พักตัว → พุ่งขึ้นต่อ | Demand Zone | เทรดตามเทรนด์ขาขึ้น | Buy เมื่อราคากลับมาทดสอบ Base |
| DBD (Drop-Base-Drop) | ร่วงลง → พักตัว → ร่วงลงต่อ | Supply Zone | เทรดตามเทรนด์ขาลง | Sell เมื่อราคากลับมาทดสอบ Base |
กลยุทธ์การเทรดด้วย 20-Day Moving Average
นี่คือวิธีรวม Supply & Demand เข้ากับ Technical Indicator เพื่อเพิ่มความแม่นยำ:
ขั้นตอนการเทรด:
- เพิ่ม 20-DMA (20-period Simple Moving Average) ลงในกราฟ
- รอให้ราคาตัดเส้น 20-DMA — แสดงโมเมนตัมเปลี่ยนแปลง
- หาแท่งเทียนยาวที่บริเวณเส้น — แท่งนี้คือ Breakout Candle
- วาดโซน S/D ที่ Base ก่อนแท่งยาว — นี่คือจุดที่สถาบันเก็บออเดอร์
- Entry: ตั้ง Pending Order ที่ขอบโซน (ใกล้ 20-DMA)
- Stop Loss: ต่ำกว่า/สูงกว่าโซนประมาณ 5-10 pips
- Take Profit: ใช้ Risk:Reward อย่างน้อย 1:3 หรือแนวรับ-ต้านถัดไป (อ่านหลักการตั้งอย่างละเอียดในวิธีการตั้ง SL และ TP ก่อนเทรด Forex)
ทำไมใช้ 20-DMA: เพราะเป็น Moving Average ระยะสั้นที่ตอบสนองเร็ว แต่ไม่เร็วเกินไปจนเทรดผิด — พอดีสำหรับ Swing Trading และ Day Trading
EMA คืออะไร ใช้แทน SMA ในกลยุทธ์นี้ได้ไหม
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ที่ใช้คู่กับ Supply & Demand มี 2 แบบหลัก และใช้ได้ทั้งคู่:
- SMA (Simple Moving Average) — เฉลี่ยราคาปิดย้อนหลังโดยให้น้ำหนักเท่ากันทุกแท่ง เส้นจึงเรียบและช้ากว่า เหมาะกับการดูแนวโน้มใหญ่และกรองสัญญาณรบกวน
- EMA (Exponential Moving Average) — ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่าราคาเก่า เส้นจึงตอบสนองการเปลี่ยนทิศเร็วกว่า SMA เหมาะกับคนที่ต้องการจับโมเมนตัมไว
ถ้าคุณเทรด Timeframe เล็ก (H1 ลงมา) และต้องการสัญญาณไว EMA 20 จะตัดเส้นเร็วกว่า แลกกับสัญญาณหลอกที่มากขึ้น ส่วนคนที่เทรด H4-Daily มักใช้ SMA เพราะกรองความผันผวนระยะสั้นได้ดีกว่า หัวใจสำคัญคือเลือกเส้นเดียวแล้วใช้อย่างสม่ำเสมอ อย่าสลับไปมาระหว่างเทรด เพราะจะทำให้เกณฑ์เข้า-ออกของระบบไม่นิ่ง
5 เกณฑ์วัดความแข็งแกร่งของโซน
ไม่ใช่ทุกโซนที่คุณวาดจะมีพลังเท่ากัน ใช้เกณฑ์นี้ในการคัดเลือก:
1. ไส้เทียนสั้น เนื้อเทียนมาก
โซนคุณภาพสูงต้องมี แท่งเทียนที่ไส้สั้น (ไม่เกิน 20% ของความยาวแท่ง) แสดงว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายมีความมั่นใจสูง ไม่มีการลังเลตอนปิดราคา
ถ้าเห็นไส้ยาว (Upper/Lower Shadow มาก) แสดงความไม่แน่นอน — โซนนี้อาจล้มเหลวได้ง่าย
2. จำนวนแท่งเทียน 1-10 แท่ง
Base ที่แข็งแกร่งจะมี แท่งเทียน 1-10 แท่ง เท่านั้น ถ้ามากกว่า 10 แท่ง แสดงว่าราคาพักตัวนานเกินไป ไม่ใช่การสะสม/แจกจ่ายที่รวดเร็ว — น่าจะเป็น Consolidation ธรรมดา
3. Extended Range Candle (ERC)
แท่งเทียน Breakout ที่ดีต้องเป็น ERC = แท่งเทียนยาวที่มีเนื้อเทียนมากกว่า 80% ของความยาวทั้งหมด
ตัวอย่าง: ถ้าแท่งเทียนยาว 100 pips (วัดจาก Low ถึง High) เนื้อเทียนต้องยาวกว่า 80 pips — แสดงพลังการเคลื่อนไหวที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ Spike แล้วกลับ
4. โซนยังสด (Fresh) — ไม่ถูกทดสอบบ่อย
โซนที่ดีที่สุดคือโซนที่ราคาไม่เคยกลับมาสัมผัสหลัง Breakout ยิ่งถูกทดสอบบ่อย โอกาสทะลุยิ่งสูง — เหมือนแนวรับ-ต้านทั่วไป
ถ้าโซนถูกทดสอบไปแล้ว 2-3 ครั้ง ให้ลดระดับความสำคัญลง หรือมองหาโซนใหม่
5. ไม่ใช่ Fakeout หรือ Spring
Fakeout (Spring) คือการ Breakout แนวรับ-ต้านแบบหลอก ราคาทะลุไปแล้วกลับมาทันที สถาบันใช้วิธีนี้ล่า Stop Loss ของคนทั่วไปเพื่อเก็บสภาพคล่องเพิ่ม
ถ้าคุณเห็นราคาทะลุโซนแล้วกลับมาใน 1-2 แท่งเทียน — โซนนั้นอาจไม่ใช่ Supply/Demand จริง แต่เป็นกับดักของสถาบัน
ระวัง: Fakeout มักเกิดบริเวณ Round Number (เช่น 1.2000, 100.00) หรือ Psychological Level ให้ระวังเป็นพิเศษ
ตัวอย่างการใช้งานจริง: EUR/USD
สมมติคุณเห็น EUR/USD เคลื่อนไหวดังนี้:
- ราคาร่วงจาก 1.1000 มาพักตัวที่ 1.0950-1.0970 (5 แท่งเทียนแคบๆ)
- แท่งต่อมาพุ่งขึ้น 120 pips ใน 4 ชั่วโมง (ERC สมบูรณ์)
- ราคาวิ่งไป 1.1100 แล้วกลับมาทดสอบโซน 1.0950-1.0970 อีกครั้ง
การเทรด:
- Entry: ตั้ง Buy Limit ที่ 1.0960 (กลางโซน)
- Stop Loss: 1.0940 (ต่ำกว่าโซน 20 pips)
- Take Profit: 1.1080 (R:R = 1:6)
ถ้าราคาดีดตามที่คาดไว้ คุณจะได้ Risk:Reward สูงมาก
เช็กลิสต์ก่อนเข้าเทรดโซนทุกครั้ง
ไล่เช็ก 5 ข้อนี้ก่อนกดเข้าออเดอร์ ถ้าข้อไหนไม่ผ่าน ให้ข้ามเทรดนั้นไปเลย — โซนใหม่มีมาเสมอ
- คุณภาพโซน: Base มีแท่งเทียน 1-10 แท่ง และแท่ง Breakout เป็น ERC (เนื้อเทียนมากกว่า 80%) ใช่หรือไม่
- ความสดของโซน: โซนยังไม่ถูกทดสอบ หรือถูกทดสอบมาแล้วไม่เกิน 1 ครั้ง
- ทิศทางสอดคล้อง: ฝั่งที่จะเทรดไปทางเดียวกับเทรนด์ของ Time Frame ที่ใหญ่กว่า ไม่ใช่การสวนเทรนด์แรง
- สัญญาณยืนยัน: มี Price Action ยืนยันที่ขอบโซน เช่น Pin Bar หรือ Engulfing ก่อนเข้า
- คุ้มความเสี่ยง: ระยะจากจุดเข้าถึงเป้าให้ Risk:Reward อย่างน้อย 1:2 ถึง 1:3 และความเสียหายถ้าโดน Stop Loss ไม่เกิน 1-2% ของทุน
ข้อผิดพลาดที่ต้องหลีกเลี่ยง
- วาดโซนกว้างเกินไป — ทำให้ Stop Loss กว้างและ R:R ห่วย
- เทรดโซนที่ถูกทดสอบมาแล้ว 3+ ครั้ง — โอกาสล้มเหลวสูง
- ไม่เช็ค Trend Context — ซื้อ Demand Zone ในเทรนด์ขาลงแรงๆ มักจะเสียเงิน
- ไม่มี Confirmation — เข้าทันทีโดยไม่รอ Price Action ยืนยัน (เช่น Pin Bar, Engulfing)
- ใช้ Leverage สูงเกินไป — แม้โซนดี แต่ถ้าใช้ Leverage 1:500 ครั้งเดียวหลุดก็จบ
กฎทอง: อย่าเทรด Supply/Demand Zone เพียงอย่างเดียว — ใช้ร่วมกับ Trend Analysis, Volume และ Price Action ยืนยันเสมอ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Supply & Demand Zone ต่างจากแนวรับ-ต้านอย่างไร?
แนวรับ-ต้านเป็น "เส้น" ที่ราคาสัมผัสหลายครั้ง ส่วน Supply/Demand เป็น "โซน" ที่สะท้อนการสะสม/แจกจ่ายของสถาบัน Supply/Demand มองโครงสร้างตลาดลึกกว่า — ไม่ใช่แค่ราคาย้อนกลับที่เส้นใดเส้นหนึ่ง
ควรใช้ Time Frame ไหนดีที่สุด?
ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรด: H4-Daily สำหรับ Swing Traders (ถือ 2-7 วัน), H1-H4 สำหรับ Day Traders (ปิดวันเดียว), M15-M30 สำหรับ Scalpers (แต่ไม่แนะนำมือใหม่) โซนใน Time Frame ใหญ่จะแข็งแกร่งกว่า
ถ้าราคาทะลุโซนไปแล้ว ยังใช้ได้ไหม?
ถ้าทะลุแบบชัดเจน (Close นอกโซน 2-3 แท่งเทียน) ให้ถือว่าโซนนั้นไม่มีผลแล้ว แต่ถ้าเป็น Fakeout (ทะลุไปแล้วกลับมาทันที) โซนอาจยังแข็งแรง — ให้ดู Volume และ Rejection Candle ประกอบ
ต้องใช้ Indicator อะไรเพิ่มไหม?
ไม่จำเป็นต้องใช้เยอะ — Moving Average (20 หรือ 50-period) และ Volume ก็เพียงพอ บางคนใช้ MACD หรือ RSI เพื่อหา Divergence แต่อย่าพึ่งพา Indicator มากเกินราคา
มือใหม่เทรด Supply & Demand ได้ไหม?
ได้ แต่ต้องฝึกวาดโซนอย่างน้อย 50-100 ครั้งใน Demo Account ก่อน เริ่มจาก Time Frame H4-Daily (เคลื่อนไหวช้า เห็นโครงสร้างชัด) และใช้ Risk ไม่เกิน 1-2% ต่อออเดอร์ อย่าเพิ่งใช้เงินจริงจนกว่าจะชนะใน Demo มากกว่า 60%
EMA คืออะไร ต่างจาก SMA อย่างไร?
EMA (Exponential Moving Average) คือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่าราคาเก่า เส้นจึงตอบสนองการกลับทิศได้ไวกว่า ส่วน SMA (Simple Moving Average) เฉลี่ยทุกแท่งเท่ากัน เส้นเรียบและช้ากว่า ใช้กับกลยุทธ์ Supply & Demand ได้ทั้งคู่ — EMA เหมาะกับ Timeframe เล็กที่ต้องการความไว ส่วน SMA เหมาะกับ H4-Daily ที่เน้นกรองสัญญาณรบกวน
Supply & Demand ใช้เทรดทองคำ (XAU/USD) ได้ไหม?
ได้ และเป็นที่นิยมมาก เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่สถาบันซื้อขายหนาแน่น โซนจึงเห็นชัดเจน แต่ทองคำผันผวนแรงกว่าคู่เงินหลัก ควรเผื่อระยะ Stop Loss ให้กว้างขึ้นและลดขนาด Lot ลงตามส่วนเพื่อคุมความเสี่ยงต่อไม้ให้เท่าเดิม อ่านพื้นฐานการเทรดทองต่อได้ที่คู่มือเทรดทอง XAU/USD ฉบับมือใหม่
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
https://www.flowbank.com/en/research/price-action-trading-strategy-supply-demand-zones/
เริ่มฝึกกับบัญชีจริงที่ต้นทุนต่ำ
คัดจากโบรกเกอร์ที่ทีมงานเปิดบัญชีจริงและวัดสเปรดทองจาก tick จริง
| โบรกเกอร์ | คะแนน | ฝากขั้นต่ำ | เลเวอเรจ | สเปรดทอง | |
|---|---|---|---|---|---|
Exness FSA เซเชลส์ SD025 | 96 | $100 | 1:2 – 1:ไม่จำกัด (ลดตามทุน) | Zero ต่ำสุด 0 ปิ๊ป + คอม (ตัวเลขที่ Exness ประกาศเอง) | เปิดบัญชี |
XM Global FSC เบลีซ 8557558 | 92 | $5 | สูงสุด 1:1000 (ลดตามทุน) | Ultra Low เฉลี่ย 3.0 / ต่ำสุด 2.4 ปิ๊ป (ตัวเลขที่ XM ประกาศเอง) | เปิดบัญชี |
FSA เซเชลส์ SD025
- ฝากขั้นต่ำ
- $100
- เลเวอเรจ
- 1:2 – 1:ไม่จำกัด (ลดตามทุน)
- สเปรดทอง
- Zero ต่ำสุด 0 ปิ๊ป + คอม (ตัวเลขที่ Exness ประกาศเอง)
FSC เบลีซ 8557558
- ฝากขั้นต่ำ
- $5
- เลเวอเรจ
- สูงสุด 1:1000 (ลดตามทุน)
- สเปรดทอง
- Ultra Low เฉลี่ย 3.0 / ต่ำสุด 2.4 ปิ๊ป (ตัวเลขที่ XM ประกาศเอง)
ที่มาของตัวเลข: เว็บไซต์ทางการของแต่ละโบรกเกอร์ (xm.com/th · exness.com) ·สเปรดทองวัดจาก tick จริงในบัญชีของทีมงาน · ตรวจสอบเมื่อ 23 ส.ค. 2026
เว็บนี้มีรายได้จากโฆษณาผู้สนับสนุน คุณไม่จ่ายเพิ่ม · เทรดมีความเสี่ยง เสียเงินทั้งหมดได้
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →

