U
UHAS
XAU/USD0.00%

Supply & Demand Zones คือ อะไร โซนวิเคราะห์เห็นกำไร

Demand Zone คือโซนแรงซื้อหนาแน่นที่ราคามักดีดขึ้น Supply Zone คือโซนแรงขายหนาแน่นที่ราคามักร่วงลง สอนวิธีวาดโซน รูปแบบ DBR RBD RBR DBD และกลยุทธ์เทรดร่วมกับเส้นค่าเฉลี่ย

P
Patiphan Uhas
18 มกราคม 2566·7 นาทีอ่าน
แชร์
Supply & Demand Zones คือ อะไร โซนวิเคราะห์เห็นกำไร

Demand Zone คือช่วงราคาที่มีแรงซื้อหนาแน่นจนราคาดีดตัวขึ้นแรง ส่วน Supply Zone คือช่วงราคาที่มีแรงขายหนาแน่นจนราคาร่วงลงแรง — สองโซนนี้คือรอยเท้าของสถาบันขนาดใหญ่บนกราฟ และเป็นหัวใจของกลยุทธ์ Price Action ที่ทรงพลังที่สุดแบบหนึ่ง เพราะช่วยให้เราเห็น "โซน" ที่เงินก้อนใหญ่เข้าซื้อขายจริง แทนที่จะเดาเส้นแนวรับ-แนวต้านแบบเดิม บทความนี้จะพาเจาะลึกตั้งแต่ทฤษฎี Wyckoff วิธีวาดโซนคุณภาพสูง รูปแบบ DBR/RBD/RBR/DBD ไปจนถึงกลยุทธ์เทรดร่วมกับเส้นค่าเฉลี่ยที่ใช้ได้จริง

แผนภาพโซน Supply และ Demand: โซน Demand คือฐานสะสมก่อนราคาวิ่งขึ้นแรง โซน Supply คือยอดก่อนราคาร่วงแรง การกลับเข้าโซนครั้งแรกมีโอกาสทำงานสูงสุด
แผนภาพโซน Supply และ Demand: โซน Demand คือฐานสะสมก่อนราคาวิ่งขึ้นแรง โซน Supply คือยอดก่อนราคาร่วงแรง การกลับเข้าโซนครั้งแรกมีโอกาสทำงานสูงสุด

สรุปสาระสำคัญ

  • Supply Zone คือโซนที่สถาบันขายจนราคาร่วง, Demand Zone คือโซนที่สถาบันซื้อจนราคาพุ่ง
  • โซนที่แข็งแกร่งต้องมีแท่งเทียน 1-10 แท่ง, แท่ง Breakout ยาวกว่า 80% และไม่ถูกทดสอบบ่อย
  • รูปแบบ DBR และ RBD ใช้จับกลับตัว, RBR และ DBD ใช้ซื้อขายตามเทรนด์
  • ควรใช้ร่วมกับ Moving Average หรือ Price Action อื่นเพื่อเพิ่มความแม่นยำ

Supply & Demand Zones คืออะไร

Supply & Demand Zones คือช่วงราคาที่เกิดการซื้อขายอย่างรุนแรงจากผู้เล่นสถาบัน (Institutional traders) จนทำให้ราคาเคลื่อนไหวแบบระเบิด แตกต่างจากแนวรับ-ต้านทั่วไปที่เป็นเพียง "เส้น" Supply & Demand เป็น "โซน" ที่กว้างขึ้น สะท้อนพฤติกรรมการสะสม (Accumulation) หรือการแจกจ่าย (Distribution) จริงของตลาด

กลยุทธ์นี้ใช้ได้กับทุกตลาด ไม่ว่าจะเป็น Forex, สินค้าโภคภัณฑ์, ดัชนี หรือ CFDs หลักการเดียวกัน: รอราคากลับมาทดสอบโซนเหล่านี้ แล้วเข้าเทรดตามทิศทางที่ตลาดเคยแสดงพลัง แนวคิดนี้เป็นรากฐานเดียวกับ Smart Money Concept (SMC) ที่ติดตามรอยเท้าของเงินทุนสถาบันผ่าน Order Block และโครงสร้างตลาดเช่นกัน

https://youtu.be/JxWYTCbY51Q

ตัวอย่าง Supply และ Demand Zone บนกราฟราคา

Demand Zone — โซนที่มีแรงซื้อล้นเหลือ

Demand Zone คือช่วงราคาที่ผู้ซื้อเข้ามาอย่างแข็งขันจนราคาพุ่งขึ้นไปทันที คล้ายกับแนวรับ แต่มีความหมายเชิงลึกกว่า: มันคือโซนที่สถาบันสะสมคำสั่งซื้อจำนวนมากไว้

เมื่อราคากลับมาสัมผัส Demand Zone อีกครั้ง โอกาสที่ราคาจะดีดตัวขึ้นสูงมาก เพราะผู้เล่นรายใหญ่ยังต้องการเข้าซื้อเพิ่มที่ราคาเดิม หรือผู้ที่พลาดครั้งแรกจะเข้ามาซื้อเพิ่ม

INFO

ตัวอย่างจริง: ถ้า EUR/USD ร่วงจาก 1.1000 ลงมาพักตัวที่ 1.0950-1.0970 แล้วพุ่งกลับไป 1.1100 ภายใน 2 ชั่วโมง โซน 1.0950-1.0970 นั้นคือ Demand Zone คุณภาพสูง

Supply Zone — โซนที่มีแรงขายท่วมท้น

Supply Zone คือช่วงราคาที่ผู้ขายเข้ามาอย่างหนักจนราคาร่วงลงทันที คล้ายกับแนวต้าน แต่สะท้อนการกระจายขาย (Distribution) ของสถาบันที่ต้องการออกจากตำแหน่งให้ได้กำไรสูงสุด

เมื่อราคากลับมาสัมผัส Supply Zone อีกครั้ง โอกาสที่ราคาจะถูกต้านและร่วงลงสูงมาก เพราะผู้ขายรายใหญ่ยังมีออเดอร์ค้างอยู่ หรือผู้ที่พลาดการขายครั้งแรกจะรอขายเพิ่มที่ราคาดีกว่า

ทฤษฎี Wyckoff และวัฏจักรตลาด 4 ระยะ

Richard Wyckoff นักลงทุนชาวอเมริกันในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นผู้บุกเบิกการวิเคราะห์โครงสร้างตลาดจากอุปสงค์-อุปทาน เขาค้นพบว่าราคาเคลื่อนไหวเป็นวัฏจักร 4 ระยะซ้ำๆ:

  1. Accumulation (ระยะสะสม): สถาบันซื้อสะสมตำแหน่งอย่างช้าๆ ราคาวิ่งไปมาในช่วงแคบ ปริมาณการซื้อขายสูง
  2. Markup (ระยะขาขึ้น): ราคาพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าสถาบันเก็บพอแล้วและผลักดันให้ขึ้น
  3. Distribution (ระยะแจกจ่าย): สถาบันขายคืนให้นักลงทุนรายย่อย ราคาวิ่งไปมาที่ราคาสูง
  4. Markdown (ระยะขาลง): ราคาร่วงลงอย่างต่อเนื่อง สถาบันขายหมดแล้วและตลาดเข้าสู่เทรนด์ขาลง
วัฏจักร Wyckoff แสดง 4 ระยะของตลาด

ทำไม Wyckoff สำคัญกับ Supply & Demand

โซนอุปสงค์เกิดขึ้นในช่วง Accumulation ส่วนโซนอุปทานเกิดขึ้นในช่วง Distribution การเข้าใจว่าตลาดอยู่ในระยะไหนช่วยให้คุณ:

  • หลีกเลี่ยงการเทรดย้อนกระแส เช่น ซื้อในช่วง Distribution
  • เลือกโซนคุณภาพสูง จากการสังเกตพฤติกรรมราคาก่อนหน้า
  • ตั้ง Stop Loss และ Take Profit ได้แม่นยำ ตามโครงสร้างตลาดจริง
TIP

เทคนิคมืออาชีพ: ถ้าคุณเห็นราคาวิ่งไซด์เวย์นานที่โซนใดโซนหนึ่ง แล้วมีปริมาณการซื้อขายสูงผิดปกติ นั่นคือสัญญาณ Accumulation หรือ Distribution — จดโซนนี้ไว้เลย

การวาด Supply & Demand Base อย่างถูกต้อง

Base ในบริบทนี้ไม่ใช่แค่จุดต่ำสุด แต่หมายถึงกลุ่มแท่งเทียน 1-10 แท่งที่แคบตัวแน่นๆ ก่อนที่ราคาจะระเบิดออกไป วิธีวาดที่ถูกต้อง:

  1. หาแท่งเทียนที่พักตัว ดูช่วงที่ราคาวิ่งไปมาในช่วงแคบ (Narrow range)
  2. วาดกรอบครอบคลุม High-Low ของกลุ่มแท่งเทียนนั้น
  3. ต้องมีแท่ง Breakout ชัดเจน หลังออกจากโซน — แท่งเทียนยาว ไส้น้อย เนื้อมากกว่า 80%
วิธีวาด Supply Zone และ Demand Zone
NOTE

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: อย่าวาดโซนกว้างเกินไป ถ้าครอบคลุมมากกว่า 50-100 pips (ใน Forex) หรือมีแท่งเทียนมากกว่า 10 แท่ง โซนนั้นไม่แข็งแรงพอ

รูปแบบ Supply & Demand — กลับตัว vs. ต่อเนื่อง

รูปแบบการกลับตัว (Reversal Patterns)

ใช้จับจังหวะกลับเทรนด์ เมื่อตลาดอ่อนแรงและใกล้จะเปลี่ยนทิศ:

1. Drop-Base-Rally (DBR)

  • ราคาร่วงลง (Drop) → พักตัวแคบๆ (Base) → พุ่งขึ้นแรง (Rally)
  • Base คือ Demand Zone — ราคากลับมาสัมผัสอีกครั้ง เข้า Buy

2. Rally-Base-Drop (RBD)

  • ราคาพุ่งขึ้น (Rally) → พักตัวแคบๆ (Base) → ร่วงลงแรง (Drop)
  • Base คือ Supply Zone — ราคากลับมาสัมผัสอีกครั้ง เข้า Sell
รูปแบบการกลับตัว DBR และ RBD

รูปแบบความต่อเนื่อง (Continuation Patterns)

ใช้ซื้อขายตามเทรนด์ เมื่อตลาดแข็งแกร่งและมีโมเมนตัม:

1. Rally-Base-Rally (RBR)

  • ราคาพุ่งขึ้น (Rally) → พักตัว (Base) → พุ่งขึ้นต่อ (Rally)
  • Base คือ Demand Zone ในเทรนด์ขาขึ้น — เข้า Buy ตามเทรนด์

2. Drop-Base-Drop (DBD)

  • ราคาร่วงลง (Drop) → พักตัว (Base) → ร่วงลงต่อ (Drop)
  • Base คือ Supply Zone ในเทรนด์ขาลง — เข้า Sell ตามเทรนด์
รูปแบบความต่อเนื่อง RBR และ DBD

กฎง่ายๆ:

  • Old Trend (เทรนด์อ่อนแรง) → หารูปแบบกลับตัว (DBR, RBD)
  • New Trend (เทรนด์แข็งแกร่ง) → หารูปแบบต่อเนื่อง (RBR, DBD)

ตารางสรุป 4 รูปแบบ Supply & Demand

รูปแบบโครงสร้างราคาประเภทโซนเหมาะกับคำสั่งที่รอเข้า
DBR (Drop-Base-Rally)ร่วงลง → พักตัว → พุ่งขึ้นDemand Zoneจับการกลับตัวเป็นขาขึ้นBuy เมื่อราคากลับมาทดสอบ Base
RBD (Rally-Base-Drop)พุ่งขึ้น → พักตัว → ร่วงลงSupply Zoneจับการกลับตัวเป็นขาลงSell เมื่อราคากลับมาทดสอบ Base
RBR (Rally-Base-Rally)พุ่งขึ้น → พักตัว → พุ่งขึ้นต่อDemand Zoneเทรดตามเทรนด์ขาขึ้นBuy เมื่อราคากลับมาทดสอบ Base
DBD (Drop-Base-Drop)ร่วงลง → พักตัว → ร่วงลงต่อSupply Zoneเทรดตามเทรนด์ขาลงSell เมื่อราคากลับมาทดสอบ Base

กลยุทธ์การเทรดด้วย 20-Day Moving Average

นี่คือวิธีรวม Supply & Demand เข้ากับ Technical Indicator เพื่อเพิ่มความแม่นยำ:

กลยุทธ์ใช้ 20 DMA กับ Supply Demand

ขั้นตอนการเทรด:

  1. เพิ่ม 20-DMA (20-period Simple Moving Average) ลงในกราฟ
  2. รอให้ราคาตัดเส้น 20-DMA — แสดงโมเมนตัมเปลี่ยนแปลง
  3. หาแท่งเทียนยาวที่บริเวณเส้น — แท่งนี้คือ Breakout Candle
  4. วาดโซน S/D ที่ Base ก่อนแท่งยาว — นี่คือจุดที่สถาบันเก็บออเดอร์
  5. Entry: ตั้ง Pending Order ที่ขอบโซน (ใกล้ 20-DMA)
  6. Stop Loss: ต่ำกว่า/สูงกว่าโซนประมาณ 5-10 pips
  7. Take Profit: ใช้ Risk:Reward อย่างน้อย 1:3 หรือแนวรับ-ต้านถัดไป (อ่านหลักการตั้งอย่างละเอียดในวิธีการตั้ง SL และ TP ก่อนเทรด Forex)
INFO

ทำไมใช้ 20-DMA: เพราะเป็น Moving Average ระยะสั้นที่ตอบสนองเร็ว แต่ไม่เร็วเกินไปจนเทรดผิด — พอดีสำหรับ Swing Trading และ Day Trading

EMA คืออะไร ใช้แทน SMA ในกลยุทธ์นี้ได้ไหม

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ที่ใช้คู่กับ Supply & Demand มี 2 แบบหลัก และใช้ได้ทั้งคู่:

  • SMA (Simple Moving Average) — เฉลี่ยราคาปิดย้อนหลังโดยให้น้ำหนักเท่ากันทุกแท่ง เส้นจึงเรียบและช้ากว่า เหมาะกับการดูแนวโน้มใหญ่และกรองสัญญาณรบกวน
  • EMA (Exponential Moving Average) — ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่าราคาเก่า เส้นจึงตอบสนองการเปลี่ยนทิศเร็วกว่า SMA เหมาะกับคนที่ต้องการจับโมเมนตัมไว

ถ้าคุณเทรด Timeframe เล็ก (H1 ลงมา) และต้องการสัญญาณไว EMA 20 จะตัดเส้นเร็วกว่า แลกกับสัญญาณหลอกที่มากขึ้น ส่วนคนที่เทรด H4-Daily มักใช้ SMA เพราะกรองความผันผวนระยะสั้นได้ดีกว่า หัวใจสำคัญคือเลือกเส้นเดียวแล้วใช้อย่างสม่ำเสมอ อย่าสลับไปมาระหว่างเทรด เพราะจะทำให้เกณฑ์เข้า-ออกของระบบไม่นิ่ง

5 เกณฑ์วัดความแข็งแกร่งของโซน

ไม่ใช่ทุกโซนที่คุณวาดจะมีพลังเท่ากัน ใช้เกณฑ์นี้ในการคัดเลือก:

1. ไส้เทียนสั้น เนื้อเทียนมาก

โซนคุณภาพสูงต้องมี แท่งเทียนที่ไส้สั้น (ไม่เกิน 20% ของความยาวแท่ง) แสดงว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายมีความมั่นใจสูง ไม่มีการลังเลตอนปิดราคา

ถ้าเห็นไส้ยาว (Upper/Lower Shadow มาก) แสดงความไม่แน่นอน — โซนนี้อาจล้มเหลวได้ง่าย

2. จำนวนแท่งเทียน 1-10 แท่ง

Base ที่แข็งแกร่งจะมี แท่งเทียน 1-10 แท่ง เท่านั้น ถ้ามากกว่า 10 แท่ง แสดงว่าราคาพักตัวนานเกินไป ไม่ใช่การสะสม/แจกจ่ายที่รวดเร็ว — น่าจะเป็น Consolidation ธรรมดา

3. Extended Range Candle (ERC)

แท่งเทียน Breakout ที่ดีต้องเป็น ERC = แท่งเทียนยาวที่มีเนื้อเทียนมากกว่า 80% ของความยาวทั้งหมด

ตัวอย่าง: ถ้าแท่งเทียนยาว 100 pips (วัดจาก Low ถึง High) เนื้อเทียนต้องยาวกว่า 80 pips — แสดงพลังการเคลื่อนไหวที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ Spike แล้วกลับ

4. โซนยังสด (Fresh) — ไม่ถูกทดสอบบ่อย

โซนที่ดีที่สุดคือโซนที่ราคาไม่เคยกลับมาสัมผัสหลัง Breakout ยิ่งถูกทดสอบบ่อย โอกาสทะลุยิ่งสูง — เหมือนแนวรับ-ต้านทั่วไป

ถ้าโซนถูกทดสอบไปแล้ว 2-3 ครั้ง ให้ลดระดับความสำคัญลง หรือมองหาโซนใหม่

5. ไม่ใช่ Fakeout หรือ Spring

Fakeout (Spring) คือการ Breakout แนวรับ-ต้านแบบหลอก ราคาทะลุไปแล้วกลับมาทันที สถาบันใช้วิธีนี้ล่า Stop Loss ของคนทั่วไปเพื่อเก็บสภาพคล่องเพิ่ม

ถ้าคุณเห็นราคาทะลุโซนแล้วกลับมาใน 1-2 แท่งเทียน — โซนนั้นอาจไม่ใช่ Supply/Demand จริง แต่เป็นกับดักของสถาบัน

NOTE

ระวัง: Fakeout มักเกิดบริเวณ Round Number (เช่น 1.2000, 100.00) หรือ Psychological Level ให้ระวังเป็นพิเศษ

ตัวอย่างการใช้งานจริง: EUR/USD

สมมติคุณเห็น EUR/USD เคลื่อนไหวดังนี้:

  1. ราคาร่วงจาก 1.1000 มาพักตัวที่ 1.0950-1.0970 (5 แท่งเทียนแคบๆ)
  2. แท่งต่อมาพุ่งขึ้น 120 pips ใน 4 ชั่วโมง (ERC สมบูรณ์)
  3. ราคาวิ่งไป 1.1100 แล้วกลับมาทดสอบโซน 1.0950-1.0970 อีกครั้ง

การเทรด:

  • Entry: ตั้ง Buy Limit ที่ 1.0960 (กลางโซน)
  • Stop Loss: 1.0940 (ต่ำกว่าโซน 20 pips)
  • Take Profit: 1.1080 (R:R = 1:6)

ถ้าราคาดีดตามที่คาดไว้ คุณจะได้ Risk:Reward สูงมาก

เช็กลิสต์ก่อนเข้าเทรดโซนทุกครั้ง

ไล่เช็ก 5 ข้อนี้ก่อนกดเข้าออเดอร์ ถ้าข้อไหนไม่ผ่าน ให้ข้ามเทรดนั้นไปเลย — โซนใหม่มีมาเสมอ

  1. คุณภาพโซน: Base มีแท่งเทียน 1-10 แท่ง และแท่ง Breakout เป็น ERC (เนื้อเทียนมากกว่า 80%) ใช่หรือไม่
  2. ความสดของโซน: โซนยังไม่ถูกทดสอบ หรือถูกทดสอบมาแล้วไม่เกิน 1 ครั้ง
  3. ทิศทางสอดคล้อง: ฝั่งที่จะเทรดไปทางเดียวกับเทรนด์ของ Time Frame ที่ใหญ่กว่า ไม่ใช่การสวนเทรนด์แรง
  4. สัญญาณยืนยัน: มี Price Action ยืนยันที่ขอบโซน เช่น Pin Bar หรือ Engulfing ก่อนเข้า
  5. คุ้มความเสี่ยง: ระยะจากจุดเข้าถึงเป้าให้ Risk:Reward อย่างน้อย 1:2 ถึง 1:3 และความเสียหายถ้าโดน Stop Loss ไม่เกิน 1-2% ของทุน

ข้อผิดพลาดที่ต้องหลีกเลี่ยง

  1. วาดโซนกว้างเกินไป — ทำให้ Stop Loss กว้างและ R:R ห่วย
  2. เทรดโซนที่ถูกทดสอบมาแล้ว 3+ ครั้ง — โอกาสล้มเหลวสูง
  3. ไม่เช็ค Trend Context — ซื้อ Demand Zone ในเทรนด์ขาลงแรงๆ มักจะเสียเงิน
  4. ไม่มี Confirmation — เข้าทันทีโดยไม่รอ Price Action ยืนยัน (เช่น Pin Bar, Engulfing)
  5. ใช้ Leverage สูงเกินไป — แม้โซนดี แต่ถ้าใช้ Leverage 1:500 ครั้งเดียวหลุดก็จบ
TIP

กฎทอง: อย่าเทรด Supply/Demand Zone เพียงอย่างเดียว — ใช้ร่วมกับ Trend Analysis, Volume และ Price Action ยืนยันเสมอ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Supply & Demand Zone ต่างจากแนวรับ-ต้านอย่างไร?

แนวรับ-ต้านเป็น "เส้น" ที่ราคาสัมผัสหลายครั้ง ส่วน Supply/Demand เป็น "โซน" ที่สะท้อนการสะสม/แจกจ่ายของสถาบัน Supply/Demand มองโครงสร้างตลาดลึกกว่า — ไม่ใช่แค่ราคาย้อนกลับที่เส้นใดเส้นหนึ่ง

ควรใช้ Time Frame ไหนดีที่สุด?

ขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรด: H4-Daily สำหรับ Swing Traders (ถือ 2-7 วัน), H1-H4 สำหรับ Day Traders (ปิดวันเดียว), M15-M30 สำหรับ Scalpers (แต่ไม่แนะนำมือใหม่) โซนใน Time Frame ใหญ่จะแข็งแกร่งกว่า

ถ้าราคาทะลุโซนไปแล้ว ยังใช้ได้ไหม?

ถ้าทะลุแบบชัดเจน (Close นอกโซน 2-3 แท่งเทียน) ให้ถือว่าโซนนั้นไม่มีผลแล้ว แต่ถ้าเป็น Fakeout (ทะลุไปแล้วกลับมาทันที) โซนอาจยังแข็งแรง — ให้ดู Volume และ Rejection Candle ประกอบ

ต้องใช้ Indicator อะไรเพิ่มไหม?

ไม่จำเป็นต้องใช้เยอะ — Moving Average (20 หรือ 50-period) และ Volume ก็เพียงพอ บางคนใช้ MACD หรือ RSI เพื่อหา Divergence แต่อย่าพึ่งพา Indicator มากเกินราคา

มือใหม่เทรด Supply & Demand ได้ไหม?

ได้ แต่ต้องฝึกวาดโซนอย่างน้อย 50-100 ครั้งใน Demo Account ก่อน เริ่มจาก Time Frame H4-Daily (เคลื่อนไหวช้า เห็นโครงสร้างชัด) และใช้ Risk ไม่เกิน 1-2% ต่อออเดอร์ อย่าเพิ่งใช้เงินจริงจนกว่าจะชนะใน Demo มากกว่า 60%

EMA คืออะไร ต่างจาก SMA อย่างไร?

EMA (Exponential Moving Average) คือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่าราคาเก่า เส้นจึงตอบสนองการกลับทิศได้ไวกว่า ส่วน SMA (Simple Moving Average) เฉลี่ยทุกแท่งเท่ากัน เส้นเรียบและช้ากว่า ใช้กับกลยุทธ์ Supply & Demand ได้ทั้งคู่ — EMA เหมาะกับ Timeframe เล็กที่ต้องการความไว ส่วน SMA เหมาะกับ H4-Daily ที่เน้นกรองสัญญาณรบกวน

Supply & Demand ใช้เทรดทองคำ (XAU/USD) ได้ไหม?

ได้ และเป็นที่นิยมมาก เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่สถาบันซื้อขายหนาแน่น โซนจึงเห็นชัดเจน แต่ทองคำผันผวนแรงกว่าคู่เงินหลัก ควรเผื่อระยะ Stop Loss ให้กว้างขึ้นและลดขนาด Lot ลงตามส่วนเพื่อคุมความเสี่ยงต่อไม้ให้เท่าเดิม อ่านพื้นฐานการเทรดทองต่อได้ที่คู่มือเทรดทอง XAU/USD ฉบับมือใหม่


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

https://www.flowbank.com/en/research/price-action-trading-strategy-supply-demand-zones/

เริ่มฝึกกับบัญชีจริงที่ต้นทุนต่ำ

คัดจากโบรกเกอร์ที่ทีมงานเปิดบัญชีจริงและวัดสเปรดทองจาก tick จริง

Exness

FSA เซเชลส์ SD025

ฝากขั้นต่ำ
$100
เลเวอเรจ
1:2 – 1:ไม่จำกัด (ลดตามทุน)
สเปรดทอง
Zero ต่ำสุด 0 ปิ๊ป + คอม (ตัวเลขที่ Exness ประกาศเอง)
XM Global

FSC เบลีซ 8557558

ฝากขั้นต่ำ
$5
เลเวอเรจ
สูงสุด 1:1000 (ลดตามทุน)
สเปรดทอง
Ultra Low เฉลี่ย 3.0 / ต่ำสุด 2.4 ปิ๊ป (ตัวเลขที่ XM ประกาศเอง)

ที่มาของตัวเลข: เว็บไซต์ทางการของแต่ละโบรกเกอร์ (xm.com/th · exness.com) ·สเปรดทองวัดจาก tick จริงในบัญชีของทีมงาน · ตรวจสอบเมื่อ 23 ส.ค. 2026

เว็บนี้มีรายได้จากโฆษณาผู้สนับสนุน คุณไม่จ่ายเพิ่ม · เทรดมีความเสี่ยง เสียเงินทั้งหมดได้

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง