U
UHAS
XAU/USD0.00%

ปั้นพอร์ตให้โตไว ด้วยเทคนิคการเทรด Forex ระยะสั้น

เทคนิคการเทรด Forex ระยะสั้น สามารถสร้างกำไรให้กับการเทรดของคุณมากกว่าที่คิด ด้วย 10 เทคนิคที่พร้อมช่วยให้พอร์ตของคุณโตไวและแข็งแรง

P
Patiphan Uhas
6 มิถุนายน 2565·5 นาทีอ่าน
แชร์
รวม 10 เทคนิคการเทรด Forex ระยะสั้น ปั้นพอร์ตให้โตไว

การเทรด Forex ระยะสั้นเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่เทรดเดอร์ที่ต้องการสร้างผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว ด้วยความผันผวนสูงของตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน เทรดเดอร์สามารถใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อสะสมกำไรเข้าพอร์ตได้อย่างต่อเนื่อง บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจกับเทคนิคการเทรดระยะสั้นแบบครบวงจร ตั้งแต่หลักการพื้นฐานไปจนถึงกลยุทธ์ขั้นสูงที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้จริง

สรุปสาระสำคัญ

  • การเทรด Forex ระยะสั้นครอบคลุม Day Trading, Scalping และ Swing Trading ที่เปิด-ปิดออเดอร์ภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน
  • ข้อดีคือสามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดขึ้นและลง ไม่ต้องรอนาน แต่ต้องเฝ้าหน้าจอบ่อยและมีความเครียดสูง
  • กลยุทธ์ยอดนิยม 5 แบบ ได้แก่ Day Trading, Algorithmic Trading, Carry Trading, Seasonal Trading และ Momentum Trading
  • การเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการเทรดบ่อยทำให้ค่าธรรมเนียมสะสมได้เยอะ
  • การบันทึกการเทรด วางแผนชัดเจน และปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัดคือกุญแจสู่ความสำเร็จในระยะยาว

ทำความรู้จักกับการเทรด Forex ระยะสั้นและระยะยาว

ก่อนจะลงลึกถึงเทคนิค เราต้องเข้าใจความแตกต่างพื้นฐานระหว่างการเทรดระยะสั้นและระยะยาวก่อน เพราะแต่ละแบบมีลักษณะการบริหารจัดการและความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การเทรด Forex ระยะสั้นคืออะไร

การเทรด Forex ระยะสั้น (Short-term Trading) คือกลยุทธ์ที่เทรดเดอร์เปิดและปิดสถานะภายในช่วงเวลาสั้น ตั้งแต่ไม่กี่นาทีจนถึงไม่กี่วัน เป้าหมายหลักคือการเกร็งกำไรจากความผันผวนของราคาในระยะสั้น โดยไม่ถือสถานะค้างคืนหรือถือเพียงชั่วคราว

รูปแบบการเทรดระยะสั้นที่พบบ่อย ได้แก่:

  • Scalping — เปิด-ปิดภายในไม่กี่นาทีหรือไม่กี่วินาที เป้าหมายกำไร 5-10 pips ต่อออเดอร์
  • Day Trading — เปิด-ปิดภายในวันเดียว ไม่ถือสถานะข้ามคืน ใช้กราฟ 5M, 15M, 1H
  • Swing Trading — ถือสถานะ 2-5 วัน เป้าหมายกำไร 50-200 pips ต่อออเดอร์

การเทรดระยะสั้นเหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่:

  • มีเวลาติดตามตลาดได้สม่ำเสมอ
  • ตัดสินใจเร็วและควบคุมอารมณ์ได้ดี
  • ต้องการสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ
  • มีทุนเริ่มต้นไม่มากแต่ต้องการเพิ่มทุนเร็ว

การเทรด Forex ระยะยาวคืออะไร

การเทรด Forex ระยะยาว (Position Trading หรือ Long-term Trading) คือการถือสถานะตั้งแต่หลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน หรือแม้กระทั่งหลายปี เทรดเดอร์ใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) เป็นหลัก โดยดูจากนโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ย GDP และปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค

ข้อดีของการเทรดระยะยาว:

  • ไม่ต้องเฝ้าหน้าจออยู่ตลอดเวลา
  • ค่าธรรมเนียมและ Spread ต่ำกว่า (เพราะเทรดน้อยครั้ง)
  • ไม่ถูกรบกวนจาก noise ในตลาดระยะสั้น
  • เหมาะกับคนที่มีงานประจำหรือมีเวลาจำกัด

ข้อเสีย:

  • ต้องอดทนรอผลตอบแทนนาน
  • เสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด (Black Swan Events)
  • ต้องใช้ทุนสูงกว่าเพื่อรองรับการ drawdown ระหว่างทาง

ข้อดีและข้อเสียของการเทรด Forex ระยะสั้น

ข้อดีของการเทรดระยะสั้น

1. โอกาสทำกำไรบ่อยครั้ง ตลาด Forex เปิดซื้อขาย 24 ชั่วโมงตลอด 5 วันทำการ ทำให้มีโอกาสเข้าเทรดได้หลายรอบต่อวัน คุณไม่ต้องรอให้ราคาเคลื่อนไหวเป็นสัปดาห์ แต่สามารถใช้ประโยชน์จากทุกการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ

2. ทำกำไรได้ทั้งตลาดขึ้นและลง Forex รองรับทั้ง Long (ซื้อ) และ Short (ขาย) คุณไม่ต้องรอให้ตลาดขึ้นเท่านั้น แม้ตลาดจะเทรนด์ลง คุณก็เปิด Sell ได้เลย

3. ไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงข้ามคืน เมื่อปิดออเดอร์ภายในวัน คุณจะไม่ต้องกังวลเรื่องข่าวสำคัญที่ออกตอนตลาดปิด หรือ gap ราคาตอนเปิดตลาดในวันถัดไป

4. ใช้เลเวอเรจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การถือสถานะสั้นหมายความว่าคุณสามารถใช้เลเวอเรจสูงขึ้นได้ (แต่ต้องระมัดระวัง) เพราะระยะเวลาที่เสี่ยงต่ำกว่า

TIP

การเทรดระยะสั้นเหมาะกับเทรดเดอร์ที่ชอบการควบคุมและตัดสินใจเร็ว แต่จำเป็นต้องมีระบบการจัดการความเสี่ยงที่เข้มงวด

ข้อเสียของการเทรดระยะสั้น

1. ต้องเฝ้าหน้าจอบ่อยครั้ง การเทรดระยะสั้นต้องการการติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ Scalping ที่ต้องจ้องหน้าจอตลอดเวลา ซึ่งอาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าและเครียด

2. ค่าธรรมเนียมสะสม เมื่อเทรดบ่อย ค่า Spread และ Commission จะสะสมเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น หากคุณเทรด 10 รอบต่อวัน ด้วยค่า Spread 2 pips ต่อครั้ง ในเดือนหนึ่ง (20 วันทำการ) คุณจะเสียค่าธรรมเนียมไป 400 pips

3. ความเครียดสูง การเทรดบ่อยครั้งหมายถึงการตัดสินใจบ่อยครั้ง ความผิดพลาดเล็กน้อยอาจสะสมเป็นความเสียหายใหญ่ได้ การควบคุมอารมณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

4. สัญญาณหลอกมาก ในไทม์เฟรมเล็ก noise หรือความผันผวนแบบสุ่มมีมากกว่าเทรนด์ที่แท้จริง ทำให้มีโอกาสตีความผิดและเข้าออเดอร์ผิดทิศทางได้ง่าย

5. ต้องการทักษะสูง การเทรดระยะสั้นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการอ่านกราฟ การใช้อินดิเคเตอร์ และการจัดการความเสี่ยงอย่างแม่นยำ ไม่เหมาะกับมือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์

NOTE

สถิติจาก CFTC (Commodity Futures Trading Commission) พบว่าเทรดเดอร์รายย่อย 70-80% ขาดทุนในปีแรก และส่วนใหญ่เป็นเทรดเดอร์ระยะสั้นที่ไม่มีแผนชัดเจน

กลยุทธ์การเทรด Forex ระยะสั้นที่ได้รับความนิยม

1. Day Trading — การเทรดรายวัน

Day Trading คือการเปิดและปิดสถานะภายในวันเดียว โดยไม่ถือสถานะข้ามคืน เทรดเดอร์ Day Trading มักใช้กราฟ 5M, 15M, 30M และ 1H เป้าหมายคือการจับกำไร 10-50 pips ต่อออเดอร์

วิธีการทำ:

  • เปิดเทรดตอนเช้า (เซสชั่นลอนดอนหรือนิวยอร์ก)
  • ใช้อินดิเคเตอร์ MACD, RSI และ Moving Averages หาจุดเข้า
  • ตั้ง Stop Loss ที่ 10-15 pips, Take Profit ที่ 20-40 pips (Risk:Reward = 1:2)
  • ปิดออเดอร์ทั้งหมดก่อนตลาดปิด

ตัวอย่าง: คุณเทรด EUR/USD ในเซสชั่นลอนดอน ราคา 1.0850 คาดว่าจะขึ้น เปิด Buy 0.10 lot ตั้ง Stop Loss ที่ 1.0835 (15 pips) และ Take Profit ที่ 1.0880 (30 pips) หาก Take Profit ถูกต้อง คุณได้กำไร 30 USD (0.10 lot × 30 pips × 10 USD/pip)

เหมาะกับ:

  • เทรดเดอร์ที่มีเวลาติดตามตลาด 3-4 ชั่วโมงต่อวัน
  • คนที่ไม่อยากถือออเดอร์ข้ามคืน
  • เทรดเดอร์ที่ชอบวิเคราะห์ทางเทคนิค

2. Scalping — การเก็บกำไรแบบรวดเร็ว

Scalping คือการเทรดที่เร็วที่สุด เปิด-ปิดภายในไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาที เป้าหมายกำไรเพียง 5-10 pips ต่อครั้ง แต่เทรดหลาย ๆ รอบต่อวัน อาจได้ 20-50 รอบ

วิธีการทำ:

  • ใช้กราฟ 1M หรือ 5M
  • มองหา liquidity สูง (EUR/USD, GBP/USD ในช่วงเซสชั่นหลัก)
  • ใช้ Price Action และ Order Flow เป็นหลัก
  • เปิด-ปิดเร็วมาก บางครั้งภายใน 10-30 วินาที

ข้อควรระวัง:

  • ต้องการโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำมาก (0.0-0.5 pips)
  • ต้องมี Execution Speed สูง (ECN Account)
  • ความเครียดสูงมาก ต้องเฝ้าจอตลอด
NOTE

Scalping ไม่เหมาะกับมือใหม่ เพราะต้องการทักษะสูง ความเร็วในการตัดสินใจ และระบบเทรดที่เสถียร แนะนำให้ฝึกฝน Demo อย่างน้อย 3-6 เดือนก่อนใช้เงินจริง

3. Swing Trading — การเทรดตามแนวโน้ม

Swing Trading คือการถือสถานะ 2-5 วัน เพื่อจับกำไรจาก "swing" หรือคลื่นราคาในเทรนด์ใหญ่ เหมาะกับคนที่มีเวลาจำกัดแต่ต้องการกำไรมากกว่า Day Trading

แผนภาพโครงสร้างแนวโน้ม: ขาขึ้นราคาทำยอดใหม่สูงกว่าเดิมและฐานยกสูงขึ้น พร้อมเส้นแนวโน้มลากใต้ฐานแตะสามจุด ส่วนขาลงคือภาพกลับด้าน
แผนภาพโครงสร้างแนวโน้ม: ขาขึ้นราคาทำยอดใหม่สูงกว่าเดิมและฐานยกสูงขึ้น พร้อมเส้นแนวโน้มลากใต้ฐานแตะสามจุด ส่วนขาลงคือภาพกลับด้าน

วิธีการทำ:

  • ใช้กราฟ 4H และ Daily หาเทรนด์หลัก
  • รอให้ราคา pullback (ถอยกลับ) มาที่ Support/Resistance
  • เปิดออเดอร์ตามเทรนด์หลัก ตั้ง Stop Loss ไกล 50-100 pips
  • Target กำไร 100-300 pips

ตัวอย่าง: GBP/USD กำลังเทรนด์ขึ้นในกราฟ Daily ราคาปัจจุบัน 1.2700 ถอยกลับมาที่ Moving Average 50 คุณเปิด Buy ที่ 1.2680 ตั้ง Stop Loss ที่ 1.2600 (80 pips) Target ที่ 1.2880 (200 pips) หาก Target ถูกต้อง Risk:Reward = 1:2.5

เหมาะกับ:

  • เทรดเดอร์ที่ทำงานประจำ มีเวลาดูกราฟแค่วันละ 30 นาที
  • คนที่ไม่ชอบเครียดจากการเฝ้าหน้าจอ
  • เทรดเดอร์ที่อดทนและรอ setup ที่ดี

4. Carry Trading — การเทรดรับดอกเบี้ย

Carry Trading คือการซื้อสกุลเงินที่มีดอกเบี้ยสูง และขายสกุลเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำ เพื่อรับส่วนต่างดอกเบี้ย (Swap) นอกจากกำไรจากราคาแล้ว ยังได้รับดอกเบี้ยทุกวันที่ถือสถานะ

ตัวอย่าง Carry Trade ยอดนิยม:

  • AUD/JPY — ออสเตรเลียมีดอกเบี้ยสูงกว่าญี่ปุ่น
  • NZD/JPY — นิวซีแลนด์มีดอกเบี้ยสูงกว่าญี่ปุ่น
  • USD/TRY — ลีราตุรกีมีดอกเบี้ยสูงมาก (แต่มีความเสี่ยงสูงตาม)

วิธีการทำ:

  • เลือกคู่สกุลเงินที่มีส่วนต่างดอกเบี้ยมาก
  • ถือสถานะระยะกลาง-ยาว (อาทิตย์ถึงเดือน)
  • รับ Swap ทุกคืน (ตรวจสอบจากโบรกเกอร์)

ข้อควรระวัง:

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอาจมากกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับ
  • ไม่เหมาะกับการเทรดระยะสั้นมาก ๆ

5. Algorithmic Trading — การเทรดด้วยระบบอัตโนมัติ

Algorithmic Trading หรือ Algo Trading คือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เทรดแทนคน โดยเขียนเงื่อนไขการเข้า-ออก ตั้งค่า Stop Loss, Take Profit และปล่อยให้ระบบทำงานอัตโนมัติ

แผนภาพการทำงานของ EA: วนลูปรับราคา เช็คเงื่อนไขตามกฎ ส่งคำสั่ง และคุมความเสี่ยง พร้อมกราฟเปรียบเทียบผลทดสอบย้อนหลังที่สวยกว่าผลรันจริงเสมอ
แผนภาพการทำงานของ EA: วนลูปรับราคา เช็คเงื่อนไขตามกฎ ส่งคำสั่ง และคุมความเสี่ยง พร้อมกราฟเปรียบเทียบผลทดสอบย้อนหลังที่สวยกว่าผลรันจริงเสมอ

ประโยชน์:

  • ไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง
  • สามารถเทรดได้ 24 ชั่วโมง
  • Backtest กลยุทธ์ได้ก่อนใช้จริง
  • เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาเฝ้าหน้าจอ

วิธีเริ่มต้น:

  • ใช้ MetaTrader 4/5 เขียน Expert Advisor (EA)
  • ใช้ cTrader เขียน cBot
  • ใช้ TradingView Pine Script

ข้อควรระวัง:

  • ต้องมีความรู้ด้าน coding พื้นฐาน
  • ระบบอาจทำงานผิดพลาดได้ ต้องตรวจสอบเสมอ
  • ไม่มีกลยุทธ์ใดที่ทำกำไรได้ 100% ตลอดเวลา

10 เทคนิคปั้นพอร์ตให้โตไวด้วยการเทรดระยะสั้น

1. มีแผนและบันทึกการเทรดทุกครั้ง

การมี Trading Journal คือรากฐานของความสำเร็จในการเทรด คุณต้องบันทึก:

  • วันที่และเวลาที่เทรด
  • คู่สกุลเงิน
  • ราคาเข้า Stop Loss และ Take Profit
  • เหตุผลในการเข้าเทรด (Setup อะไร, อินดิเคเตอร์อะไร)
  • ผลลัพธ์ (กำไร/ขาดทุน)
  • อารมณ์ขณะเทรด
  • บทเรียนที่ได้รับ

ตัวอย่างการบันทึก:

Date: 2024-01-15
Pair: EUR/USD
Entry: 1.0850 (Buy)
Stop Loss: 1.0835 (15 pips)
Take Profit: 1.0880 (30 pips)
Lot Size: 0.10
Risk: 15 USD (1% of account)
Reason: MACD cross + RSI above 50 + Price bounce from MA50
Result: +30 USD (Take Profit hit)
Emotion: Calm and confident
Lesson: Waiting for confirmation paid off

2. รอสัญญาณในการเทรดที่ชัดเจน

อย่าเทรดเพราะเบื่อหรือเพราะอยากเทรด รอจนกว่าจะเห็นสัญญาณที่ชัดเจนตามระบบของคุณ สัญญาณที่ดีควรมี:

การยืนยันจากหลายปัจจัย (Confluence):

  • เทรนด์ในไทม์เฟรมใหญ่สอดคล้อง
  • ราคาอยู่ที่ Support/Resistance สำคัญ
  • อินดิเคเตอร์อย่างน้อย 2 ตัวให้สัญญาณเดียวกัน
  • มี Candlestick Pattern ยืนยัน (Engulfing, Pin Bar, Doji)

ตัวอย่าง Setup ที่ดี:

  • เทรนด์ Daily ขึ้น
  • ราคาถอยกลับมาที่ Support ที่ 1.0800
  • RSI แสดง Oversold (ต่ำกว่า 30)
  • เกิด Bullish Engulfing Candle
  • MACD เริ่มกลับตัวขึ้น

→ สัญญาณนี้มี Confluence สูง เหมาะเปิด Buy

TIP

กฎทอง: "ไม่มีสัญญาณชัด = ไม่เทรด" การนั่งเฉย ๆ บางครั้งคือการเทรดที่ดีที่สุด

3. มีการจัดการความเสี่ยงในทุกครั้ง

Money Management คือหัวใจของการเทรดระยะยาว กฎพื้นฐาน:

กฎ 1-2% Risk Per Trade อย่าเสี่ยงเกิน 1-2% ของ Account ต่อออเดอร์เดียว

ตัวอย่าง:

  • Account: 10,000 USD
  • Risk 1% = 100 USD ต่อเทรด
  • หาก Stop Loss = 20 pips
  • Lot Size = 100 USD ÷ (20 pips × 10 USD/pip) = 0.50 lot

กฎ Risk:Reward Ratio ≥ 1:2 หากคุณเสี่ยง 1 ต้องหวังกำไร 2 ขึ้นไป

ตัวอย่าง:

  • Entry: 1.0850
  • Stop Loss: 1.0830 (20 pips risk)
  • Take Profit: 1.0890 (40 pips reward)
  • Risk:Reward = 1:2 ✅

หากชนะ 50% ของเวลา คุณก็ยังได้กำไร:

  • ชนะ 5 ครั้ง = +200 pips
  • แพ้ 5 ครั้ง = -100 pips
  • สุทธิ = +100 pips

4. เช็กข่าวและตัวเลขเศรษฐกิจ

ก่อนเทรดทุกครั้ง เช็ก Economic Calendar เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่มีข่าวสำคัญ เช่น:

ข่าวผลกระทบสูง:

  • Non-Farm Payrolls (NFP) — ศุกร์แรกของเดือน
  • Federal Reserve Interest Rate Decision — ปีละ 8 ครั้ง
  • GDP, CPI, Retail Sales
  • Central Bank Speech (Powell, Lagarde)

วิธีจัดการ:

  • ปิดออเดอร์ทั้งหมดก่อนข่าว 15-30 นาที
  • หรือตั้ง Stop Loss ไกลขึ้น (แต่ต้อง Lot Size เล็กลงตาม)
  • หรือหลีกเลี่ยงเทรดในวันนั้นเลย
NOTE

ราคาอาจเคลื่อนไหว

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง