U
UHAS
XAU/USD0.00%

CFD คืออะไร รูปแบบการลงทุนช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไรให้นักลงทุน

การลงทุนในการใช้สัญญาซื้อขายราคาส่วนต่าง คือ สิ่งที่ต้องเรียนรู้เป็นอย่างดี มาดูกันว่า CFD คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ และสามารถสร้างโอกาสทำกำไรได้

P
Patiphan Uhas
4 มกราคม 2567·3 นาทีอ่าน
แชร์
CFD คืออะไร ทำไมควรลงทุนในสัญญาซื้อขายราคาส่วนต่าง

CFD หรือสัญญาซื้อขายราคาส่วนต่าง เป็นเครื่องมือทางการเงินที่เปิดโอกาสให้คุณเข้าถึงตลาดการลงทุนหลากหลายประเภท ตั้งแต่หุ้น ทองคำ น้ำมัน ไปจนถึงคริปโทเคอร์เรนซี โดยไม่ต้องถือครองสินทรัพย์จริง การทำความเข้าใจกลไก ข้อดี และความเสี่ยงของ CFD อย่างถ่องแท้ จะช่วยให้คุณใช้เครื่องมือนี้สร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปสาระสำคัญ

  • CFD คือสัญญาซื้อขายส่วนต่างราคาระหว่างจุดเปิดและปิดออเดอร์ โดยไม่ต้องถือครองสินทรัพย์จริง
  • สามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้น (Long) และขาลง (Short) ด้วยต้นทุนต่ำกว่าการลงทุนแบบดั้งเดิม
  • เลเวอเรจช่วยเพิ่มกำลังซื้อ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงให้สูงขึ้นตามไปด้วย ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง
  • เหมาะกับการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) และการกระจายพอร์ตลงทุนในหลายตลาด
  • ควรตั้งเป้าหมายกำไร-ขาดทุนที่ชัดเจน และศึกษาความเสี่ยงทั้งหมดก่อนเริ่มเทรด

CFD (Contract for Difference) คืออะไร

CFD ย่อมาจาก Contract for Difference แปลตรงตัวว่า "สัญญาซื้อขายส่วนต่าง" เป็นตราสารอนุพันธ์ทางการเงินที่ให้คุณเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงราคาของสินทรัพย์อ้างอิง (underlying asset) โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นจริง

เมื่อคุณเทรด CFD คุณทำสัญญากับโบรกเกอร์ว่าจะชำระราคาส่วนต่างระหว่างราคาเปิดและราคาปิดของออเดอร์ ตัวอย่างเช่น:

  • คุณเปิดออเดอร์ Long (ซื้อ) CFD ทองคำที่ราคา 2,000.00 USD ต่อออนซ์
  • ราคาทองคำขึ้นไปที่ 2,050.00 USD คุณปิดออเดอร์
  • คุณได้กำไร 50.00 USD ต่อหน่วย (ไม่รวมค่าธรรมเนียม)

การเทรด CFD ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เพราะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดการเงิน นักลงทุนไม่ต้องมีทุนมหาศาลเหมือนการซื้อหุ้นจริง ไม่ต้องจัดการกับการโอนสิทธิ์ และสามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง

ประเภทของสินทรัพย์ที่เทรดได้ด้วย CFD

ความหลากหลายของตลาดคือจุดแข็งสำคัญของ CFD เราสามารถเข้าถึงตลาดการเงินหลักทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มเดียว ได้แก่:

สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities)
ทองคำ เงิน น้ำมันดิบ แก๊สธรรมชาติ และสินค้าเกษตร เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อหรือความผันผวนของราคาพลังงาน การเทรด CFD ทองคำช่วยให้คุณเข้าถึงตลาดทองคำโลกได้โดยตรง โดยไม่ต้องเก็บทองคำแท่งจริงหรือจ่ายค่าเก็บรักษา

ดัชนีหุ้น (Indices)
S&P 500, Nasdaq 100, FTSE 100, Nikkei 225, DAX 30 และ SET50 การเทรด CFD บนดัชนีเหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนในภาพรวมของตลาดหุ้น แทนที่จะเลือกหุ้นรายตัว คุณสามารถกระจายความเสี่ยงได้ทันทีด้วยออเดอร์เดียว

หุ้นรายตัว (Stocks)
หุ้นบริษัทชั้นนำทั่วโลก เช่น Apple, Tesla, Amazon, Google และหุ้นไทยในกลุ่ม SET50 เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์บริษัท และต้องการเลเวอเรจเพิ่มผลตอบแทน

สกุลเงิน (Forex)
คู่เงินหลักอย่าง EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY และคู่เงินหลัก-เอเชียอย่าง USD/THB ตลาด Forex เปิดให้เทรดได้ 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ เหมาะกับนักเทรดที่ชอบความคล่องตัวสูง

คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrencies)
Bitcoin, Ethereum, และ altcoin ชั้นนำ CFD คริปโทช่วยให้คุณเก็งกำไรจากความผันผวนของตลาดสกุลเงินดิจิทัล โดยไม่ต้องจัดการกระเป๋าดิจิทัล (wallet) หรือความเสี่ยงจากการถูกแฮ็ก

INFO

CFD ให้คุณเข้าถึงตลาดเหล่านี้ผ่านบัญชีเดียว ไม่ต้องเปิดบัญชีหลายประเภท หรือย้ายเงินระหว่างโบรกเกอร์ต่างประเทศ ประหยัดเวลาและต้นทุนในการจัดการพอร์ต

5 เหตุผลที่ควรพิจารณาเทรด CFD

2 5 เหตุผลที่ควรซื้อขายด้วยสัญญา CFD

การเทรด CFD มีข้อได้เปรียบหลายประการที่ทำให้เป็นที่นิยมในกลุ่มนักลงทุนทั่วโลก มาดูเหตุผลสำคัญที่ควรพิจารณา:

1. ใช้เลเวอเรจเพิ่มกำลังซื้อ

เลเวอเรจคือการกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อเพิ่มขนาดออเดอร์ ด้วยเงินทุนเพียงเล็กน้อย คุณสามารถควบคุมสินทรัพย์มูลค่าสูงได้

แผนภาพเลเวอเรจแบบคานผ่อนแรง: หลักประกันหนึ่งพันดอลลาร์คุมสัญญาหนึ่งแสนดอลลาร์ที่ 1:100 ราคาขยับหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่ากับหลักประกันทั้งก้อน ทั้งฝั่งกำไรและขาดทุน
แผนภาพเลเวอเรจแบบคานผ่อนแรง: หลักประกันหนึ่งพันดอลลาร์คุมสัญญาหนึ่งแสนดอลลาร์ที่ 1:100 ราคาขยับหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่ากับหลักประกันทั้งก้อน ทั้งฝั่งกำไรและขาดทุน

ตัวอย่าง: คุณมีเงินลงทุน 1,000.00 USD ใช้เลเวอเรจ 1:100 คุณสามารถเปิดออเดอร์มูลค่า 100,000.00 USD ได้ หากตลาดเคลื่อนไหวเพียง 1% ในทิศทางที่ถูกต้อง คุณได้กำไร 1,000.00 USD หรือ 100% ของเงินทุนเริ่มต้น

แต่จำไว้ว่า: เลเวอเรจเป็นดาบสองคม การขาดทุน 1% ก็เท่ากับสูญเสียเงินทุนไป 100% เช่นกัน ดังนั้นควรใช้เลเวอเรจอย่างระมัดระวัง และตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง

NOTE

อย่าใช้เลเวอเรจเกิน 1:20 หากคุณเพิ่งเริ่มต้น การใช้เลเวอเรจสูงเกินไป (เช่น 1:500) อาจทำให้บัญชีถูกปิดภายในไม่กี่นาทีเมื่อตลาดผันผวน

2. ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง

ข้อได้เปรียบสำคัญของ CFD คือความสามารถในการเปิดออเดอร์ Short (ขาย) เพื่อเก็งกำไรจากตลาดขาลง ในขณะที่การลงทุนหุ้นแบบดั้งเดิมคุณทำกำไรได้เฉพาะตอนราคาขึ้นเท่านั้น

แผนภาพโครงสร้างแนวโน้ม: ขาขึ้นราคาทำยอดใหม่สูงกว่าเดิมและฐานยกสูงขึ้น พร้อมเส้นแนวโน้มลากใต้ฐานแตะสามจุด ส่วนขาลงคือภาพกลับด้าน
แผนภาพโครงสร้างแนวโน้ม: ขาขึ้นราคาทำยอดใหม่สูงกว่าเดิมและฐานยกสูงขึ้น พร้อมเส้นแนวโน้มลากใต้ฐานแตะสามจุด ส่วนขาลงคือภาพกลับด้าน

ตัวอย่าง: คุณคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบจะลงจาก 80.00 USD ต่อบาร์เรล

  • เปิดออเดอร์ Short CFD น้ำมันที่ 80.00 USD
  • ราคาลงมาที่ 75.00 USD คุณปิดออเดอร์
  • คุณได้กำไร 5.00 USD ต่อบาร์เรล แม้ตลาดจะตกก็ตาม

ความสามารถนี้ทำให้ CFD เป็นเครื่องมือที่ยืดหยุ่นสำหรับทุกสภาวะตลาด ไม่ว่าจะเป็นตลาดกระทิง (Bull Market) หรือตลาดหมี (Bear Market)

3. เข้าถึงหลายตลาดด้วยเงินทุนไม่มาก

CFD ลดอุปสรรคทางการเงินในการกระจายพอร์ตลงทุน คุณไม่ต้องมีทุนหลักแสนเพื่อซื้อหุ้น 100 หุ้นของ Apple ไม่ต้องมีทองคำแท่ง 1 กิโลกรัมเพื่อลงทุนทอง และไม่ต้องฝากเงินหลักล้านเพื่อเทรด Forex

ด้วยเงินทุนเพียง 10,000.00 บาท คุณสามารถ:

  • ซื้อ CFD หุ้น Apple 0.10 lot (เทียบเท่าหุ้น 10 หุ้น)
  • เทรด CFD ทองคำ 0.01 lot (เทียบเท่าทอง 1 กรัม)
  • เปิดออเดอร์ CFD EUR/USD 0.01 lot (1,000 หน่วย)

การกระจายพอร์ตในหลายตลาดช่วยลดความเสี่ยงที่มาจากความผันผวนของตลาดเดียว เมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลง อาจมีทองคำหรือ USD ปรับตัวขึ้นชดเชยกลับมา

4. เหมาะสำหรับการป้องกันความเสี่ยง (Hedging)

3 กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยง

CFD เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพสำหรับนักลงทุนที่มีพอร์ตหุ้นหรือสินทรัพย์อื่น คุณไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์จริงเมื่อคาดการณ์ว่าตลาดจะปรับตัวลงชั่วคราว

แผนภาพ Hedging: เปิด Buy และ Sell ขนาดเท่ากันในคู่เงินเดียวกัน ผลกำไรขาดทุนถูกล็อกไว้ไม่ว่าราคาไปทางไหน จนกว่าจะเลือกจังหวะปลดไม้ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
แผนภาพ Hedging: เปิด Buy และ Sell ขนาดเท่ากันในคู่เงินเดียวกัน ผลกำไรขาดทุนถูกล็อกไว้ไม่ว่าราคาไปทางไหน จนกว่าจะเลือกจังหวะปลดไม้ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

ตัวอย่างการ Hedge:

  • คุณถือหุ้นไทยในกลุ่ม SET50 มูลค่า 500,000.00 บาท
  • คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลง 5-10% ในระยะสั้น
  • เปิดออเดอร์ Short CFD SET50 เทียบเท่า 50% ของพอร์ต
  • หากตลาดลง 10% คุณขาดทุนจากหุ้นจริง 50,000.00 บาท แต่ได้กำไรจาก CFD ประมาณ 25,000.00 บาท ลดผลกระทบลงเหลือ 25,000.00 บาท

กลยุทธ์นี้ช่วยให้คุณรักษาสถานะลงทุนระยะยาวไว้ โดยไม่ต้องเสียภาษีและค่าธรรมเนียมจากการขายหุ้นแล้วซื้อกลับมาใหม่

5. ค่าธรรมเนียมการเทรดต่ำ

โบรกเกอร์ CFD ส่วนใหญ่ไม่เรียกเก็บค่าคอมมิชชันต่อการเปิด-ปิดออเดอร์ แทนที่จะเป็นค่า Spread (ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ-ขาย) ที่โปร่งใสและแข่งขันได้

เปรียบเทียบต้นทุน:

  • เทรดหุ้นไทยผ่านบัญชีหลักทรัพย์: 0.15-0.40% ต่อธุรกรรม (ขั้นต่ำประมาณ 40.00 บาท)
  • เทรด CFD หุ้นไทย: ไม่มีค่าคอมมิชชัน เสีย Spread ประมาณ 0.02-0.05% เท่านั้น

สำหรับการเทรดสั้น (Day Trading) หรือการเทรดบ่อยๆ ความแตกต่างของค่าธรรมเนียมนี้สะสมเป็นจำนวนมาก ยิ่งเทรดมาก ยิ่งประหยัดต้นทุนได้เยอะ

INFO

ค่า Overnight Fee (ค่าถือครองข้ามคืน) ของ CFD อาจสูงกว่าดอกเบี้ยธรรมดา โดยเฉพาะออเดอร์ที่ใช้เลเวอเรจสูง หากคุณวางแผนถือครองนานกว่า 1 สัปดาห์ ควรคำนวณค่าใช้จ่ายนี้ไว้ด้วย

ความเสี่ยงของการเทรด CFD

แม้ CFD จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่คุณต้องเข้าใจอย่างชัดเจน:

ความเสี่ยงจากเลเวอเรจ
เลเวอเรจขยายทั้งกำไรและขาดทุน คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนเกินกว่าเงินฝากเริ่มต้นได้ หากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางอย่างรุนแรง แม้โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะมี Negative Balance Protection แต่ก็ยังควรระมัดระวัง

ความผันผวนของตลาด
ราคาสินทรัพย์อ้างอิงเปลี่ยนแปลงได้เร็วมาก โดยเฉพาะในช่วงประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ การเปิดออเดอร์ขนาดใหญ่โดยไม่ตั้ง Stop Loss อาจนำไปสู่การขาดทุนหนักภายในไม่กี่นาที

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
ในช่วงที่ตลาดผันผวนมาก เช่น เหตุการณ์ Black Swan หรือช่วงเปิด-ปิดตลาด อาจเกิด Slippage (ราคาปิดออเดอร์ไม่ตรงตามที่ตั้งไว้) ทำให้คุณขาดทุนมากกว่าที่คาดการณ์

ความเสี่ยงด้านคู่สัญญา
CFD เป็นสัญญาระหว่างคุณกับโบรกเกอร์โดยตรง (Over-the-Counter) ถ้าโบรกเกอร์ล้มละลายหรือปฏิเสธชำระเงิน คุณอาจสูญเสียเงินลงทุน ควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือ เช่น FCA, ASIC, CySEC

ต้นทุนการถือครองระยะยาว
ค่า Swap หรือ Overnight Fee สำหรับการถือครอง CFD ข้ามคืนอาจสูงถึง 0.02-0.10% ต่อคืน ขึ้นอยู่กับประเภทสินทรัพย์และทิศทางออเดอร์ หากถือครอง 30 วัน ค่าใช้จ่ายนี้อาจสะสมได้ถึง 3-10% ของมูลค่าออเดอร์

ความเสี่ยงจากการขาดความเข้าใจ
CFD เป็นเครื่องมือซับซ้อน สถิติจากหน่วยงานกำกับดูแลในยุโรปแสดงว่า 67-89% ของนักลงทุนรายย่อยขาดทุนเมื่อเทรด CFD ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้เลเวอเรจสูงเกินไป ไม่ตั้ง Stop Loss และขาดแผนการเทรด

NOTE

อย่าลงทุนเงินที่คุณไม่สามารถจะเสียได้ CFD เหมาะกับนักลงทุนที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และเข้าใจความเสี่ยงอย่างถ่องแท้เท่านั้น

วิธีเริ่มต้นเทรด CFD อย่างถูกต้อง

หากคุณตัดสินใจเทรด CFD แล้ว ควรปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อลดความเสี่ยง:

ศึกษาและฝึกฝนในบัญชี Demo
ทุกโบรกเกอร์ CFD มีบัญชีทดลองที่ใช้เงินเสมือน ฝึกฝนจนคุณเข้าใจการใช้แพลตฟอร์ม การคำนวณกำไรขาดทุน และผลกระทบของเลเวอเรจก่อนใช้เงินจริง ควรฝึกอย่างน้อย 1-3 เดือน และทำกำไรได้สม่ำเสมอ

เลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตชัดเจน
ตรวจสอบว่าโบรกเกอร์มีการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น FCA (UK), ASIC (Australia), CySEC (Cyprus) หรือ SEC (Thailand) อ่านรีวิวจากนักลงทุนคนอื่น และตรวจสอบประวัติการดำเนินงาน

เริ่มต้นด้วยเงินทุนน้อยและเลเวอเรจต่ำ
ฝากเงินเริ่มต้นไม่เกิน 5-10% ของเงินออมทั้งหมด ใช้เลเวอเรจไม่เกิน 1:10 ในช่วงแรก เมื่อมีประสบการณ์และผลการเทรดดีแล้ว ค่อยเพิ่มทุนและเลเวอเรจตามความเหมาะสม

ตั้ง Stop Loss และ Take Profit ทุกออเดอร์
กำหนดระดับราคาที่คุณจะยอมรับขาดทุน (Stop Loss) และราคาเป้าหมาย (Take Profit) ก่อนเปิดออเดอร์ทุกครั้ง อัตราส่วนที่แนะนำคือ Risk:Reward = 1:2 หรือ 1:3 (เสี่ยง 1% หวังกำไร 2-3%)

จัดทำบันทึกการเทรด
บันทึกทุกออเดอร์ รวมถึงเหตุผลในการเปิด-ปิด ผลลัพธ์ และอารมณ์ในขณะนั้น การทบทวนบันทึกช่วยให้คุณเรียนรู้จากความผิดพลาด และปรับปรุงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง

เรียนรู้การวิเคราะห์ตลาด
ศึกษาทั้ง Technical Analysis (การวิเคราะห์กราฟ แนวรับ-แนวต้าน indicators) และ Fundamental Analysis (ข่าวเศรษฐกิจ รายงานผลประกอบการ นโยบายธนาคารกลาง) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเทรดให้แม่นยำขึ้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

CFD ต่างจากการเทรด Forex อย่างไร?
Forex คือการซื้อขายคู่สกุลเงินโดยเฉพาะ เช่น EUR/USD, GBP/JPY ส่วน CFD ครอบคลุมสินทรัพย์หลายประเภท รวมถึง Forex ด้วย คุณสามารถเทรด Forex ผ่าน CFD ได้ แต่ CFD ให้คุณเข้าถึงตลาดอื่นด้วย เช่น หุ้น ทองคำ น้ำมัน ดังนั้น CFD จึงเป็นคำที่กว้างกว่า

ต้องมีทุนเท่าไหร่ถึงจะเทรด CFD ได้?
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ให้เปิดบัญชีได้ตั้งแต่ 100.00-1,000.00 USD แต่เราแนะนำให้มีทุนอย่างน้อย 5,000.00-10,000.00 บาท เพื่อจัดการความเสี่ย

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง