Gold Standard คืออะไร ทำไมถึงถูกยกเลิกเป็นสื่อกลาง
มาตรฐานทองคำ (Gold Standard) คือระบบการเงินที่ผูกมูลค่าของสกุลเงินแต่ละประเทศ แต่ดันเป็นสิ่งที่ถูกยกเลิกเป็นสื่อกลาง ว่าแต่ยกเลิกทำไมนั้น มาหาคำตอบกันที่นี่

เงินในกระเป๋าคุณไม่มีทองหนุนอยู่ข้างหลังแล้ว มีแค่คำสัญญาของรัฐบาล

เรื่องนี้จบลงในปี 1971 ตอนที่ Nixon ประกาศเลิกแลกดอลลาร์เป็นทอง และนั่นคือเหตุผลที่ราคาทองทุกวันนี้ขยับตามดอกเบี้ยกับดอลลาร์ แทนที่จะนิ่งอยู่กับที่
สรุปสาระสำคัญ
- Gold Standard คือระบบการเงินที่ผูกมูลค่าสกุลเงินแต่ละประเทศเข้ากับทองคำจำนวนคงที่
- ระบบนี้ถูกยกเลิกเพราะจำกัดการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถพิมพ์เงินกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างอิสระ
- หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจใหม่ และเงินดอลลาร์ทดแทน Gold Standard เป็นศูนย์กลางการเงินโลก
- แม้ Gold Standard จะถูกยกเลิก แต่ราคาทองคำยังคงสะท้อนภาวะเศรษฐกิจและเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำหรับนักลงทุน
Gold Standard คืออะไร
มาตรฐานทองคำ (Gold Standard) คือระบบที่ผูกค่าเงินของแต่ละประเทศไว้กับทองในปริมาณที่แน่นอน
เงินกระดาษทุกใบมีทองค้ำอยู่ข้างหลัง และเอาไปแลกเป็นทองได้จริงตามอัตราที่ประกาศไว้
ข้อดีของระบบนี้มีสองอย่าง หนึ่งคือคุมเงินเฟ้อและกันเงินฝืดได้ในระดับหนึ่ง
สองคืออัตราแลกเปลี่ยนแทบไม่ขยับ เพราะทุกสกุลเงินวัดด้วยไม้บรรทัดอันเดียวกัน
ตัวอย่าง สหรัฐอเมริกากำหนด 1 ดอลลาร์เท่ากับทอง 1 ออนซ์ อังกฤษกำหนด 1 ปอนด์เท่ากับทอง 4 ออนซ์ อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์กับปอนด์จึงเป็น 1:4 คงที่
ในยุค Gold Standard ธนาคารกลางแต่ละประเทศต้องเก็บทองคำสำรองไว้ปริมาณหนึ่ง และจำกัดการพิมพ์เงินให้สอดคล้องกับปริมาณทองคำที่มีอยู่ ซึ่งแตกต่างจากระบบ Fiat Money ในปัจจุบันที่รัฐบาลสามารถพิมพ์เงินได้โดยไม่ต้องผูกกับทองคำ
ทำไมมาตรฐานทองคำถูกยกเลิกเป็นสื่อกลาง
ระบบนี้ยืนมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และตายในทศวรรษ 1970 ด้วยสาเหตุสี่อย่างที่เกี่ยวพันกัน:
ข้อจำกัดในการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ปัญหาใหญ่ที่สุดของระบบ Gold Standard คือการที่ปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจต้องถูกจำกัดด้วยปริมาณทองคำที่มีอยู่ ทองคำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีปริมาณจำกัด การขุดทองคำใหม่ไม่สามารถทำได้เร็วพอที่จะตามทันการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวและต้องการเงินทุนหมุนเวียนมากขึ้น แต่ปริมาณทองคำไม่เพิ่มขึ้นตาม เศรษฐกิจจะเกิดภาวะ "เงินฝืด" — มีสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น แต่เงินในระบบไม่เพิ่มตาม ส่งผลให้ราคาสินค้าลดลง (Deflation) ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ที่หนักกว่านั้นคือเวลาเศรษฐกิจถดถอย รัฐบาลจะอัดฉีดเงินเข้าไปกระตุ้นไม่ได้เลย เพราะพิมพ์เงินได้เท่าที่มีทองในคลังเท่านั้น
เครื่องมือดับไฟถูกล็อกไว้ในตู้
ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ในทศวรรษ 1930 หลายประเทศพบว่าการผูกติดกับ Gold Standard ทำให้พวกเขาไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หลายประเทศเริ่มละทิ้งระบบนี้
ความผันผวนจากการค้นพบแหล่งทองคำใหม่
ราคาทองคำและปริมาณทองคำในตลาดโลกไม่ได้คงที่ การค้นพบแหล่งทองคำใหม่ ๆ สามารถเพิ่มปริมาณทองคำในตลาดได้อย่างฉับพลัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อมูลค่าของสกุลเงินที่ผูกติดกับทองคำ

ตัวอย่างเช่น การค้นพบแหล่งทองคำขนาดใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย (California Gold Rush) ในกลางศตวรรษที่ 19 หรือในออสเตรเลียและแอฟริกาใต้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ทำให้ปริมาณทองคำในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้มูลค่าของทองคำลดลง และทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในประเทศที่ใช้ระบบ Gold Standard
แล้วประเทศใหญ่ก็แข่งกันกวาดทองเข้าคลัง ใครมีทองมากก็พิมพ์เงินได้มาก ใครมีน้อยก็ถูกมัดมือ สหรัฐฯ จบเกมนั้นด้วยการเป็นผู้ถือทองมากที่สุดในโลก
ความต้องการเงินทุนสูงหลังสงครามโลก
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาลในการทำสงครามและฟื้นฟูประเทศ การยึดติดกับมาตรฐานทองคำทำให้รัฐบาลไม่สามารถระดมทุนได้เพียงพอ หลายประเทศจึงต้องละทิ้ง Gold Standard ชั่วคราวหรือถาวร
ยุโรปกับเอเชียหลังสงครามต้องการเงินก้อนมหาศาลเพื่อสร้างประเทศขึ้นใหม่
ส่วนสหรัฐอเมริกาเจ็บน้อยกว่ามาก และนั่งอยู่บนกองทองสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ความต้องการเงินทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้ระบบมาตรฐานทองคำไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป
การแข่งขันลดค่าเงินเพื่อส่งออก
ในช่วงทศวรรษ 1930 หลายประเทศเริ่มแข่งขันกันลดค่าเงินของตนเอง (Competitive Devaluation) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า การลดค่าเงินทำให้สินค้าส่งออกมีราคาถูกลง ซึ่งช่วยกระตุ้นการส่งออกและเศรษฐกิจภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม การลดค่าเงินนี้ขัดแย้งกับหลักการของมาตรฐานทองคำ ที่ต้องการรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ผ่านการผูกติดกับทองคำ หากทุกประเทศต่างแข่งขันกันลดค่าเงิน ระบบ Gold Standard ก็จะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้
จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทองคำกับเงินดอลลาร์
สมัยก่อนทองคือไม้บรรทัดกลางที่ทุกสกุลเงินใช้วัดตัวเอง

ตัวเลขจริงจากปี 1900 คือ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับทองคำ 1.50 กรัม หรือราว 20.67 ดอลลาร์ต่อออนซ์ทอง
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาคือประเทศที่แข็งแรงที่สุดและถือทองมากที่สุด
ปี 1944 ที่ประชุม Bretton Woods จึงยกให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางของระบบการเงินโลก ที่อัตรา 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ทอง
ระบบ Bretton Woods ทำให้สกุลเงินอื่น ๆ ผูกติดกับเงินดอลลาร์ และเงินดอลลาร์ผูกติดกับทองคำ ทำให้เงินดอลลาร์กลายเป็น "สกุลเงินสำรอง" (Reserve Currency) ของโลก ประเทศต่าง ๆ สามารถถือเงินดอลลาร์แทนการถือทองคำได้
แล้วปี 1971 ประธานาธิบดี Richard Nixon ก็ประกาศยุติการแลกเงินดอลลาร์เป็นทองคำ หรือที่เรียกกันว่า Nixon Shock
เหตุผลคือสหรัฐฯ เริ่มขาดดุลการค้า และประเทศอื่นแห่เอาดอลลาร์มาแลกทองกันจำนวนมาก
วันนั้นคือวันที่ทั้ง Bretton Woods และมาตรฐานทองคำจบลงพร้อมกัน
หลังปี 1971 เงินดอลลาร์และสกุลเงินอื่น ๆ ทั่วโลกเปลี่ยนมาใช้ระบบ "Fiat Money" ซึ่งมูลค่าของเงินไม่ได้ผูกติดกับทองคำหรือสินทรัพย์ใด ๆ แต่ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในรัฐบาลและเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ
ราคาทองคำสะท้อนภาวะเศรษฐกิจได้อย่างไร
ทองไม่ได้ค้ำเงินอีกแล้ว แต่มันยังบอกได้ว่าคนกำลังกลัวอะไรอยู่ ห้าเรื่องนี้คือสิ่งที่ขยับราคาทอง:
ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในภาวะวิกฤต
เวลาโลกไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อพุ่ง หรือมีสงคราม เงินจะไหลเข้าทอง
เหตุผลง่ายมาก ทองไม่ล้มละลาย และไม่มีงบการเงินรายไตรมาสให้ผิดหวัง
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นจาก 869.75 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นปี 2008 ไปสู่จุดสูงสุดที่ 1,895.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 2011 หรือช่วงวิกฤต COVID-19 ในปี 2020 ที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 2,067.15 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ทองคำป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ
ทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) ได้ดี เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น มูลค่าของเงินจะลดลง แต่ราคาทองคำมักจะปรับตัวสูงขึ้นตาม
เงินพิมพ์เพิ่มได้ ทองพิมพ์ไม่ได้ ราคาทองในหน่วยเงินจึงต้องขึ้น
ทศวรรษ 1970 คือบทพิสูจน์ที่ชัดที่สุด เงินเฟ้อสหรัฐอเมริกาขึ้นไปถึง 13.50% ในปี 1980
ราคาทองคำพุ่งจาก 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 1971 ไปที่ 850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 1980
ความสัมพันธ์ผกผันกับเงินดอลลาร์
ราคาทองคำมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับค่าเงินดอลลาร์ เมื่อค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น (Dollar Index สูงขึ้น) ราคาทองคำมักจะลดลง และในทางกลับกัน เมื่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ราคาทองคำมักจะสูงขึ้น
เหตุผลก็คือ ทองคำถูกซื้อขายเป็นเงินดอลลาร์ทั่วโลก เมื่อเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น นักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่น ๆ จะต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อทองคำ ทำให้ความต้องการทองคำลดลง และราคาทองคำปรับตัวลง
อัตราดอกเบี้ยกับราคาทองคำ
ทองไม่จ่ายดอกเบี้ย นั่นคือจุดอ่อนของมันเวลาดอกเบี้ยสูง
ดอกเบี้ยขึ้น พันธบัตรรัฐบาลกับเงินฝากน่าถือกว่า คนก็ทิ้งทอง
ดอกเบี้ยลง ต้นทุนของการถือทองก็ลดลงตาม คนก็กลับมาซื้อ
ตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 2022-2023 ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรวดเร็วจาก 0.25% เป็น 5.50% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ราคาทองคำได้ปรับตัวลดลงชั่วคราวจากจุดสูงสุดที่ 2,070 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมีนาคม 2022 ไปสู่ระดับ 1,615 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนตุลาคม 2022
ปัจจัยทางจิตวิทยาของนักลงทุน
บางครั้งราคาทองขึ้นเพราะคนเชื่อว่ามันจะขึ้น ไม่ต้องมีเหตุผลอื่นประกอบ
ข่าวความไม่สงบทางการเมืองหรือความกลัวเงินเฟ้อจุดชนวนได้ทั้งคู่ พอคนแห่ซื้อ ราคาก็ขึ้นจริงอย่างที่กลัวไว้
ทำไมทองยังอยู่ในพอร์ตของคนที่รู้จริง
ไม่ใช่เพราะมันให้ผลตอบแทนดีที่สุด ทองไม่ให้ดอกเบี้ย ไม่ให้ปันผล และบางปีก็แพ้เงินฝากด้วยซ้ำ
นักลงทุนมืออาชีพมักจัดสรร 5-10% ของพอร์ตไว้ที่ทอง ไม่ใช่เพื่อทำกำไร แต่เพื่อไม่ให้ของทุกอย่างในพอร์ตลงพร้อมกันตอนตลาดหุ้นพัง
ผมมองทองแบบนั้นมาตลอด — มันคือค่าเบี้ยประกัน ไม่ใช่เครื่องทำเงิน
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


