U
UHAS
XAU/USD—0.00%

ROIC ตัวชี้วัดผลตอบแทนจากการลงทุน

ในการลงทุนสิ่งที่จะเป็นการชี้วัดผลตอบแทนจากการลงทุนได้ จะเรียกว่า ROIC เป็น 1 ในการประเมินคาดเดาต่างๆ ได้ รู้จักกับ ROIC ตัวชี้วัดที่คุณควรรู้จัก

P
Patiphan Uhas
10 กันยายน 2566·5 นาทีอ่าน
แชร์
รู้จักกับ ROIC ตัวชี้วัดผลตอบแทนจากการลงทุน

ในโลกของการลงทุนและการวิเคราะห์หุ้น มีตัวชี้วัดทางการเงินมากมายที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ แต่หนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดและถูกมองข้ามบ่อยครั้ง คือ ROIC (Return on Invested Capital) หรือผลตอบแทนจากเงินทุนที่ลงทุน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณเข้าใจว่า บริษัทสามารถสร้างกำไรจากเงินทุนที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจได้มากน้อยแค่ไหน บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจ ROIC อย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่นิยาม การคำนวณ ไปจนถึงการนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างมืออาชีพ

สรุปสาระสำคัญ

  • ROIC วัดประสิทธิภาพการสร้างกำไรจากเงินทุนทั้งหมดที่ใช้ในธุรกิจ ไม่ใช่แค่ส่วนของผู้ถือหุ้น
  • บริษัทที่ดีควรมี ROIC สูงกว่า WACC (ต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของเงินทุน) เพื่อแสดงว่าสร้างมูลค่าได้จริง
  • ROIC = NOPAT ÷ Invested Capital โดย NOPAT คือกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี
  • เปรียบเทียบ ROIC ระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันจะให้ภาพที่ชัดเจนกว่าการดูเพียงตัวเลข ROE
  • ROIC ที่สูงและคงที่ตลอดหลายปี บ่งบอกถึงความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน

ROIC คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ROIC (Return on Invested Capital) คืออัตราส่วนทางการเงินที่วัดประสิทธิภาพในการสร้างผลตอบแทนจากเงินทุนทั้งหมดที่บริษัทใช้ในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนจากผู้ถือหุ้นหรือเงินกู้ยืมจากเจ้าหนี้ ซึ่งต่างจากตัวชี้วัดอื่นๆ อย่าง ROE (Return on Equity) ที่มองเฉพาะผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเท่านั้น

สิ่งที่ทำให้ ROIC พิเศษคือ มันมองภาพรวมของการใช้เงินทุนทั้งหมด ไม่ว่าเงินนั้นจะมาจากแหล่งใด ตัวอย่างเช่น หากบริษัท A มี ROE สูงเพราะใช้หนี้สินเยอะ (financial leverage) แต่ ROIC ต่ำ นั่นหมายความว่าบริษัทอาจกำลังเสี่ยงมากเกินไป ในขณะที่บริษัท B ที่มี ROIC สูง แสดงว่าธุรกิจสร้างกำไรจากการดำเนินงานได้อย่างแท้จริง

นักลงทุนมืออาชีพใช้ ROIC เป็นเครื่องมือหลักในการคัดกรองหุ้น เพราะบริษัทที่มี ROIC สูงอย่างต่อเนื่องมักมีคูขุด (economic moat) ที่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เทคโนโลยีเฉพาะ หรือต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง

โครงสร้างของ ROIC และการคำนวณ

การคำนวณ ROIC ใช้สูตรพื้นฐาน:

ROIC = NOPAT ÷ Invested Capital

โดยที่:

  • NOPAT (Net Operating Profit After Tax) คือกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี คำนวณจาก: กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) × (1 - อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)
  • Invested Capital คือเงินทุนที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งสามารถคำนวณได้สองวิธี:
    • วิธีที่ 1 (จากฝั่งสินทรัพย์): สินทรัพย์หมุนเวียนที่ใช้ในการดำเนินงาน + สินทรัพย์ถาวร - หนี้สินหมุนเวียนที่ไม่มีดอกเบี้ย
    • วิธีที่ 2 (จากฝั่งแหล่งเงินทุน): ส่วนของผู้ถือหุ้น + หนี้สินที่มีดอกเบี้ยระยะยาว

ตัวอย่างการคำนวณ: สมมติบริษัท XYZ มีข้อมูลดังนี้

  • กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) = 500,000,000 บาท
  • อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล = 20%
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น = 2,000,000,000 บาท
  • หนี้สินที่มีดอกเบี้ย = 1,000,000,000 บาท

คำนวณ NOPAT: 500,000,000 × (1 - 0.20) = 400,000,000 บาท

คำนวณ Invested Capital: 2,000,000,000 + 1,000,000,000 = 3,000,000,000 บาท

คำนวณ ROIC: 400,000,000 ÷ 3,000,000,000 = 0.1333 หรือ 13.33%

TIP

เมื่อคำนวณ ROIC ควรใช้ข้อมูลเฉลี่ยของ Invested Capital ระหว่างต้นปีและสิ้นปี เพื่อความแม่นยำที่สูงขึ้น เพราะสินทรัพย์และหนี้สินมีการเปลี่ยนแปลงตลอดปี

ROIC กับ WACC: ตัวตัดสินความสำเร็จของธุรกิจ

การวิเคราะห์ ROIC เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ คุณต้องเปรียบเทียบกับ WACC (Weighted Average Cost of Capital) หรือต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของเงินทุน ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่บริษัทต้องจ่ายให้กับผู้ให้เงินทุน (ทั้งผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้)

หลักการง่ายๆ คือ:

  • ROIC > WACC: บริษัทสร้างมูลค่าเพิ่ม (value creation) ได้จริง ธุรกิจทำกำไรเกินต้นทุนเงินทุน นักลงทุนควรสนใจ
  • ROIC < WACC: บริษัททำลายมูลค่า (value destruction) ถึงแม้จะมีกำไรในงบการเงิน แต่กำไรนั้นไม่คุ้มค่ากับเงินทุนที่ใช้
  • ROIC = WACC: บริษัทอยู่ที่จุดคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มแต่ก็ไม่ทำลาย

ตัวอย่างเชิงลึก: บริษัท A มี ROIC 18% และ WACC 10% หมายความว่าทุก 100 บาทที่ลงทุน บริษัทสร้างกำไร 18 บาท แต่ต้นทุนเงินทุนเพียง 10 บาท เหลือมูลค่าเพิ่ม 8 บาท หรือ 8% spread นี่คือสิ่งที่นักลงทุนมองหา

บริษัท B มี ROIC 12% และ WACC 15% แม้จะทำกำไร แต่กำไรนั้นไม่คุ้มค่ากับต้นทุนเงินทุน ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าที่ควรได้

ROIC กับ WACC

การคำนวณ WACC และองค์ประกอบ

WACC เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญพอๆ กับ ROIC ในการวิเคราะห์ มีสูตรคำนวณดังนี้:

WACC = (E/V × Re) + (D/V × Rd × (1 - Tc))

โดยที่:

  • E = มูลค่าตลาดของส่วนของผู้ถือหุ้น (Market Value of Equity)
  • D = มูลค่าตลาดของหนี้สิน (Market Value of Debt)
  • V = E + D (มูลค่ารวมของเงินทุน)
  • Re = ต้นทุนของส่วนผู้ถือหุ้น (Cost of Equity) คำนวณจาก CAPM
  • Rd = ต้นทุนของหนี้สิน (Cost of Debt)
  • Tc = อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (ไทยใช้ 20%)

การคำนวณต้นทุนของส่วนผู้ถือหุ้น (Re) ด้วย CAPM

Re = Rf + β × (Rm - Rf)

โดยที่:

  • Rf = อัตราผลตอบแทนปลอดความเสี่ยง (เช่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ของไทยอยู่ที่ประมาณ 2.50-3.00%)
  • β (Beta) = ค่าความผันผวนของหุ้นเทียบกับตลาด (หาได้จากเว็บไซต์การเงินหรือ Bloomberg)
  • Rm = ผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหุ้น (ตลาดหุ้นไทยประมาณ 8-10% ในระยะยาว)

การคำนวณต้นทุนของหนี้สิน (Rd)

Rd สามารถหาได้จาก:

  • อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของเงินกู้ยืม (ดูจากหมายเหตุประกอบงบการเงิน)
  • อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ที่บริษัทออก (Yield to Maturity)

ตัวอย่างการคำนวณ WACC:

สมมติบริษัท DEF มีข้อมูล:

  • มูลค่าตลาดของส่วนผู้ถือหุ้น (E) = 5,000,000,000 บาท
  • มูลค่าตลาดของหนี้สิน (D) = 2,000,000,000 บาท
  • ต้นทุนของส่วนผู้ถือหุ้น (Re) = 12%
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย (Rd) = 5%
  • อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (Tc) = 20%

คำนวณ E/V และ D/V:

  • V = 5,000,000,000 + 2,000,000,000 = 7,000,000,000 บาท
  • E/V = 5,000,000,000 ÷ 7,000,000,000 = 0.7143 หรือ 71.43%
  • D/V = 2,000,000,000 ÷ 7,000,000,000 = 0.2857 หรือ 28.57%

คำนวณ WACC: WACC = (0.7143 × 12%) + (0.2857 × 5% × (1 - 0.20)) WACC = 8.57% + 1.14% WACC = 9.71%

INFO

สังเกตว่า ต้นทุนของหนี้สินจะถูกลดด้วยอัตราภาษี เพราะดอกเบี้ยจ่ายสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ทำให้ต้นทุนจริงของการกู้เงินต่ำลง นี่คือหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมบริษัทจึงใช้หนี้สินอย่างเหมาะสม (optimal capital structure)

การตีความและการใช้งาน ROIC ในทางปฏิบัติ

1. เทียบ ROIC กับมาตรฐานอุตสาหกรรม

ROIC ที่ถือว่า "ดี" ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม:

  • อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์: ROIC 20-40%+ เป็นเรื่องปกติ เพราะต้นทุนการลงทุนต่ำ margin สูง
  • อุตสาหกรรมการผลิตและรถยนต์: ROIC 8-15% ถือว่าดีแล้ว เพราะต้องลงทุนในเครื่องจักรมาก
  • อุตสาหกรรมค้าปลีก: ROIC 10-20% ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลัง
  • อุตสาหกรรมสาธารณูปโภค: ROIC 5-10% เพราะถูกควบคุมราคาและต้องลงทุนสูง

2. แนวโน้ม ROIC ตลอดเวลา

ดู ROIC ย้อนหลัง 5-10 ปี บริษัทที่ดีควรมี:

  • ROIC ที่สูงและคงที่ หรือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แสดงถึงความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน
  • ROIC ที่ผันผวนมาก แสดงว่าธุรกิจไม่มั่นคง หรือขึ้นกับวัฏจักรเศรษฐกิจมาก
แผนภาพโครงสร้างแนวโน้ม: ขาขึ้นราคาทำยอดใหม่สูงกว่าเดิมและฐานยกสูงขึ้น พร้อมเส้นแนวโน้มลากใต้ฐานแตะสามจุด ส่วนขาลงคือภาพกลับด้าน
แผนภาพโครงสร้างแนวโน้ม: ขาขึ้นราคาทำยอดใหม่สูงกว่าเดิมและฐานยกสูงขึ้น พร้อมเส้นแนวโน้มลากใต้ฐานแตะสามจุด ส่วนขาลงคือภาพกลับด้าน

3. ROIC vs. Growth

นักลงทุนควรมองทั้งสองมิติ:

  • High ROIC + High Growth: เป็นหุ้น quality growth ที่นักลงทุนพร้อมจ่ายพรีเมียม (P/E สูง)
  • High ROIC + Low Growth: เป็นหุ้น cash cow ที่เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการเงินปันผลสม่ำเสมอ
  • Low ROIC + High Growth: เสี่ยงสูง การเติบโตอาจไม่ยั่งยืน
  • Low ROIC + Low Growth: หลีกเลี่ยง มักเป็น value trap
โครงการ์ดชั่งน้ำหนักจุดแข็งกับข้อจำกัด: ฝั่งจุดแข็งจากข้อมูลที่วัดได้จริง ฝั่งข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ พร้อมกติกาว่าทุกบรรทัดต้องมีแหล่งที่มา
โครงการ์ดชั่งน้ำหนักจุดแข็งกับข้อจำกัด: ฝั่งจุดแข็งจากข้อมูลที่วัดได้จริง ฝั่งข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ พร้อมกติกาว่าทุกบรรทัดต้องมีแหล่งที่มา

4. ข้อจำกัดของ ROIC

ROIC ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สมบูรณ์แบบ มีข้อจำกัดดังนี้:

  • ไม่สะท้อนความเสี่ยง: บริษัทที่มี ROIC สูงอาจมีความเสี่ยงสูงด้วย
  • ขึ้นกับนโยบายบัญชี: การตั้งค่าเสื่อมราคาหรือตัดจำหน่ายที่ต่างกันส่งผลต่อ NOPAT
  • ไม่เหมาะกับธุรกิจที่กำลังเติบโต: Startup หรือบริษัทที่กำลังลงทุนหนักอาจมี ROIC ต่ำในระยะแรก
  • ไม่นับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน: Brand value หรือ intellectual property อาจไม่ปรากฏใน Invested Capital

กรณีศึกษา: เปรียบเทียบบริษัทจริง

มาดูตัวอย่างการใช้ ROIC วิเคราะห์หุ้นไทย 2 บริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน (ข้อมูลสมมติเพื่อการเรียนรู้):

บริษัท ABC (เทคโนโลยี):

  • ROIC: 28%
  • WACC: 10%
  • Spread: 18%
  • Growth: 15% ต่อปี

บริษัท XYZ (เทคโนโลยี):

  • ROIC: 12%
  • WACC: 9%
  • Spread: 3%
  • Growth: 20% ต่อปี

ถึงแม้ XYZ จะเติบโตเร็วกว่า แต่ ABC สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า (spread สูงกว่า) ซึ่งในระยะยาวมักส่งผลให้ผลตอบแทนรวมดีกว่า นักลงทุนคุณภาพมักเลือก ABC เพราะความยั่งยืนของกำไรสูงกว่า

NOTE

การลงทุนในหุ้นที่มี ROIC ต่ำกว่า WACC เป็นเวลานาน เทียบเท่ากับการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ทำกำไรน้อยกว่าต้นทุน แม้ราคาหุ้นอาจขึ้นในระยะสั้นจากเก็งกำไร แต่ระยะยาวมักจะสูญเสียมูลค่า นี่คือ value trap ที่นักลงทุนต้องระวัง

เครื่องมือและแหล่งข้อมูลสำหรับการหา ROIC

การคำนวณ ROIC ด้วยตัวเองอาจใช้เวลา แต่มีเครื่องมือช่วย:

เว็บไซต์การเงินที่มีข้อมูล ROIC:

  • Morningstar: ให้ข้อมูล ROIC และ WACC ของหุ้นทั่วโลก
  • GuruFocus: เน้นการวิเคราะห์ value investing มี ROIC เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดหลัก
  • Bloomberg Terminal: สำหรับมืออาชีพ มีข้อมูลครบถ้วนที่สุด
  • SET Smart Portal (ไทย): ให้ข้อมูลพื้นฐานที่สามารถนำมาคำนวณ ROIC ได้

การคำนวณเอง:

หากต้องการความแม่นยำสูงสุด ควรดาวน์โหลดงบการเงินจาก SET หรือเว็บไซต์บริษัท และคำนวณเอง โดยเฉพาะ:

  • ดูหมายเหตุประกอบงบการเงินเกี่ยวกับ Debt และอัตราดอกเบี้ย
  • ตรวจสอบ one-time items ที่อาจทำให้ NOPAT บิดเบือน
  • ใช้ข้อมูลหลายปีเพื่อดูแนวโน้ม

เทคนิคขั้นสูง: DuPont Analysis สำหรับ ROIC

นักลงทุนระดับสูงใช้ DuPont Analysis แยก ROIC ออกเป็นองค์ประกอบ:

ROIC = (NOPAT/Sales) × (Sales/Invested Capital)

หรือ: ROIC = Operating Margin × Asset Turnover

การแยกนี้ช่วยให้เห็นว่า:

  • บริษัทสร้าง ROIC สูงจาก margin สูง (เช่น luxury brands, software)
  • หรือจาก turnover สูง (เช่น ค้าปลีก, logistics)

ตัวอย่าง:

  • Apple: ROIC สูงจาก margin สูง (30%+) แม้ turnover ปานกลาง
  • Walmart: ROIC สูงจาก turnover สูง (5-6x) แม้ margin ต่ำ (2-3%)

ทั้งสองแบบดีได้ แต่เข้าใจต่างกันช่วยคาดการณ์ความยั่งยืน

สรุป: ROIC เป็นหัวใจของการลงทุนคุณภาพ

ROIC เป็นมากกว่าแค่ตัวเลขในงบการเงิน — มันเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าบริษัทมีคูขุดทางธุรกิจที่แข็งแกร่งหรือไม่ การลงทุนในบริษัทที่มี ROIC สูงกว่า WACC อย่างต่อเนื่อง เทียบเท่ากับการเป็นเจ้าของธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง ไม่ใช่แค่ดูดีในงบการเงิน

หลักการใช้งาน ROIC อย่างมืออาชีพ:

  1. ใช้ร่วมกับ WACC เสมอ ดู spread
  2. เปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน
  3. ดูแนวโน้มหลายปี ไม่ใช่แค่ปีเดียว
  4. เข้าใจข้อจำกัดและบริบทของธุรกิจ
  5. รวมกับตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น ROE, FCF, P/E

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนระยะยาวที่ยั่งยืน การเลือกหุ้นที่มี ROIC สูงและคงที่คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง ทั้งจาก Warren Buffett, Charlie Munger และนักลงทุนระดับโลกอื่นๆ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ROIC แตกต่างจาก ROE อย่างไร?

ROE (Return on Equity) วัดผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเท่านั้น ขณะที่ ROIC วัดผลตอบแทนจากเงินทุนทั้งหมดที่ใช้ในธุรกิจ รวมทั้งหนี้สิน ทำให้ ROIC แสดงประสิทธิภาพการดำเนินงานที่แท้จริงกว่า โดยไม่ถูกบิดเบือนจากโครงสร้างเงินทุน บริษัทที่ใช้หนี้สินสูงอาจมี ROE สูง แต่ ROIC อาจไม่สูงตาม

ROIC เท่าไหร่ถือว่าดี?

ไม่มีค่

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →