U
UHAS
XAU/USD0.00%

ถือหุ้นทำกำไรระยะยาวด้วยวิธีการเทรดแบบ Run Trend

สำหรับใครที่เป็นนักลงทุนหน้าใหม่ ไม่มีเวลาในการเช็กบ่อยๆ ขอแนะนำให้ลองใช้เทคนิค Run Trend คืออะไร ถ้าหากยังไม่รู้จักต้องรีบมาตามอ่านกันเลย

P
Patiphan Uhas
4 มกราคม 2567·5 นาทีอ่าน
แชร์
Run Trend คืออะไร กลยุทธ์เทรดหุ้นด้วยการถือทำกำไรระยะยาว

การเทรดหุ้นระยะยาวด้วยกลยุทธ์ Run Trend เป็นแนวทางที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนจากการติดตาม Trend โดยไม่ต้องจ้องหน้าจอตลอดเวลา บทความนี้จะอธิบายว่า Run Trend คืออะไร ใครเหมาะกับวิธีนี้ และจะใช้งานอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด พร้อมทั้งเทคนิคการบริหารความเสี่ยงที่ต้องรู้

สรุปสาระสำคัญ

  • Run Trend คือกลยุทธ์ถือหุ้นระยะยาวตามแนวโน้ม เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาดูหน้าจอบ่อย
  • เลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี มีศักยภาพเติบโต และผ่านช่วงพักฐานราคาแล้ว
  • ต้องใช้ Stop Loss และกระจายความเสี่ยงเพื่อป้องกันการขาดทุนที่รับไม่ได้
  • วิเคราะห์ทั้งเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานร่วมกันเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จ
  • ความอดทนคือกุญแจสำคัญ เพราะต้องผ่านช่วงความผันผวนรุนแรงก่อนได้กำไร

Run Trend คืออะไร และใช้งานอย่างไร

2 Run Trend คืออะไร

Run Trend เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่มุ่งเน้นการซื้อและถือหุ้นตามแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จนกว่าแนวโน้มจะเปลี่ยนทิศทาง ในวงการเทรดเรียกอีกชื่อว่า Trend Following Strategy หรือ Trade Setup แบบติดตาม Trend

หลักการทำงานของ Run Trend คือ เราจะเข้าซื้อหุ้นเมื่อแนวโน้มเริ่มขาขึ้นชัดเจน แล้วถือไว้ตลอดช่วงที่ราคายังเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน โดยไม่รีบขายเพียงเพราะกำไรขึ้นเล็กน้อย เป้าหมายคือการจับกำไรจากการเคลื่อนไหวของ Trend ทั้งหมด ซึ่งอาจใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน หรือหลายเดือนก็ได้

INFO

กลยุทธ์นี้ต้องการความอดทนสูง เพราะระหว่างทางอาจเจอราคาเหวี่ยงตัวรุนแรง (Volatility) แต่ถ้าทนได้ ผลตอบแทนที่ได้มักจะคุ้มค่ากับเวลาที่รอ

ใครเหมาะกับการลงทุนแบบ Run Trend

Run Trend เหมาะกับนักลงทุนกลุ่มต่อไปนี้:

นักลงทุนมือใหม่ — ไม่ต้องใช้เทคนิคซับซ้อนหรือดูหน้าจอทุกนาที เพียงแค่เลือกหุ้นที่ดีและมี Setup ชัดเจน

ผู้มีงานประจำหรือไม่มีเวลาเทรดบ่อย — ใช้ Time Frame แบบรายวัน (Daily) หรือรายสัปดาห์ (Weekly) ทำให้สามารถตัดสินใจได้โดยไม่ต้องติดหน้าจอ

นักลงทุนที่ชอบถือหุ้นระยะกลางถึงยาว — ไม่ชอบการ Scalp หรือ Day Trade ที่ต้องเข้าออกตลาดบ่อย

ผู้ที่มีวินัยในการตั้ง Stop Loss — Run Trend ต้องอาศัยการตัดขาดทุนที่ชัดเจน หากไม่มีวินัยอาจขาดทุนหนักได้

วิธีการลงทุนแบบ Run Trend อย่างถูกต้อง

3 วิธีการลงทุนแบบ Run Trend

การเทรดแบบ Run Trend ไม่ใช่การซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้แล้วถือไว้นาน ๆ แต่ต้องมีเงื่อนไขและกระบวนการที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้นอาจเจอหุ้นที่ไม่มี Trend หรือติดค้างในหุ้นที่ไม่เติบโตได้ ด้านล่างนี้คือขั้นตอนและเงื่อนไขสำคัญ

เงื่อนไขสำคัญในการเลือกหุ้นสำหรับ Run Trend

  1. หุ้นต้องมีพื้นฐานดีและสร้างกำไร — ไม่ใช่หุ้นขาดทุนหรือหุ้นที่ธุรกิจไม่มีทิศทาง หากเลือกหุ้นที่ไม่มีกำไร การถือระยะยาวก็ไม่มีประโยชน์

  2. บริษัทต้องมีศักยภาพเติบโตในอนาคต — ดูจากแผนธุรกิจ การขยายตลาด หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะทำให้บริษัทเติบโตต่อไปได้

  3. รูปแบบกราฟต้องผ่านช่วงพักฐานราคาแล้ว — มองหากราฟที่มี Higher Lows และ Higher Highs ชัดเจน หรือผ่านช่วง Consolidation (พักฐาน) แล้วเริ่มมี Breakout

  4. นักเทรดต้องมีกลยุทธ์การเทรดที่ชัดเจน — ต้องรู้ว่าจะเข้าเมื่อไหร่ ออกเมื่อไหร่ และตั้ง Stop Loss ที่ไหน

NOTE

ห้ามเข้าซื้อหุ้นแค่เพราะราคาต่ำ หรือเพราะเคยแพงในอดีต การที่หุ้นตกลงมาจาก 50 บาท เหลือ 10 บาท ไม่ได้หมายความว่ามันจะกลับไปที่ 50 บาทเสมอไป

เลือกหุ้นที่เข้าเกณฑ์สำหรับการ Run Trend

การเลือกหุ้นที่ "ถูกตัว ถูกจังหวะ" คือหัวใจของกลยุทธ์นี้ เราต้องมองหา:

หุ้นที่อยู่ใน Uptrend ชัดเจน — ดูจาก Moving Average เช่น MA 20 อยู่เหนือ MA 50 และราคาอยู่เหนือ MA ทั้งสอง

ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น — Volume ที่เพิ่มขึ้นในช่วง Breakout หรือในช่วง Uptrend เป็นสัญญาณดี

ผ่านจุด Resistance สำคัญแล้ว — เมื่อราคาทะลุแนวต้าน (Resistance) ที่สำคัญได้ มักจะมี Momentum ตามมา

Relative Strength ดี — หุ้นต้องแข็งแกร่งกว่าตลาดโดยรวม (SET Index) ในช่วงที่ตลาดปรับตัว

ตัวอย่าง: หากตลาดลง 5% แต่หุ้นที่เราเลือกลงแค่ 1-2% หรือไม่ลงเลย แสดงว่ามี Relative Strength ดี

การกระจายความเสี่ยง (Risk Management)

แม้ Run Trend จะเป็นกลยุทธ์ระยะยาว แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีความเสี่ยง การบริหารความเสี่ยงคือสิ่งสำคัญที่สุด:

  1. ตั้งเป้าหมายการลงทุนก่อนเข้า — อยากได้กำไรเท่าไหร่ ยอมขาดทุนได้สูงสุดเท่าไหร่ ต้องรู้ตัวเลขชัดเจน

  2. เข้าและออกให้ถูกจังหวะ — ใช้ Technical Analysis หาจุดเข้า เช่น Pullback หลัง Breakout หรือ Golden Cross

  3. ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง — ไม่มีข้อยกเว้น Stop Loss ช่วยป้องกันการขาดทุนเกินกว่าที่วางแผนไว้ ควรตั้งไว้ที่ราคาต่ำสุดของรอบก่อนหน้า หรือใต้ Support สำคัญ

  4. ติดตามข่าวสารและปรับกลยุทธ์ — ถ้ามีข่าวใหญ่เกี่ยวกับบริษัทหรือภาคธุรกิจ ต้องพร้อมปรับแผน

ตัวอย่างการตั้ง Stop Loss:

  • ซื้อหุ้นที่ราคา 50.00 บาท
  • Stop Loss ที่ 47.50 บาท (ขาดทุน 5%)
  • หากราคาขึ้นไปที่ 55.00 บาท ปรับ Stop Loss ขึ้นมาที่ 52.50 บาท (Trailing Stop)
TIP

ใช้ Trailing Stop Loss เพื่อล็อคกำไรเมื่อราคาขึ้น ทำให้เราไม่ต้องออกจากตลาดเร็วเกินไป แต่ก็ไม่สูญเสียกำไรที่มีอยู่

วิเคราะห์ทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐานร่วมกัน

Run Trend ที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยการวิเคราะห์ทั้งสองด้าน:

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis):

  • ดูงบการเงิน: รายได้เติบโต กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น หนี้สินไม่สูงเกินไป
  • ดู P/E Ratio: เปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกัน
  • ดูปัจจัยขับเคลื่อน: มีโครงการใหม่ ขยายกำลังการผลิต หรือได้งานใหม่

การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis):

  • ใช้ Moving Average หาทิศทาง Trend
  • ใช้ MACD หรือ RSI ดู Momentum
  • ใช้ Support/Resistance หาจุดเข้า-ออก
  • ดู Volume ประกอบการตัดสินใจ

การรวมทั้งสองอย่างจะช่วยให้เรามั่นใจว่า หุ้นที่เลือกมีทั้งพื้นฐานดีและ Timing ที่เหมาะสม

การตั้งค่าคำสั่งหยุดการขาดทุน (Stop Loss) อย่างมีประสิทธิภาพ

Stop Loss คือเครื่องมือที่ช่วยควบคุมความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลยุทธ์ Run Trend ที่อาจต้องผ่านช่วงความผันผวนสูง มีหลายวิธีในการตั้ง Stop Loss:

แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน
แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน

1. Stop Loss แบบ Fixed Percentage

  • ตั้งไว้ที่เปอร์เซ็นต์คงที่ เช่น 5% หรือ 8% จากราคาเข้า
  • เหมาะกับมือใหม่ เพราะคำนวณง่าย

2. Stop Loss แบบ Volatility-Based

  • ใช้ ATR (Average True Range) คำนวณ
  • ตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 2-3 เท่าของ ATR จากราคาเข้า
  • เหมาะกับหุ้นที่ผันผวนสูง ป้องกันการโดน Stop ไว เร็วเกินไป

3. Stop Loss แบบ Support-Based

  • ตั้งไว้ใต้แนว Support สำคัญ
  • หากราคาทะลุ Support แสดงว่า Trend เปลี่ยนแล้ว

4. Trailing Stop Loss

  • ปรับขึ้นตาม Trend เพื่อล็อคกำไร
  • ตัวอย่าง: ใช้ Parabolic SAR หรือ MA เป็นตัวกำหนด

ตารางเปรียบเทียบ Stop Loss แต่ละแบบ:

วิธีข้อดีข้อเสี่ย
Fixed %คำนวณง่าย ชัดเจนไม่ปรับตามสภาพตลาด
Volatilityเหมาะกับทุกสภาวะซับซ้อนกว่า
Supportมีเหตุผลทาง Technicalอาจต้องรับขาดทุนมากกว่า
Trailingล็อคกำไรได้อาจออกเร็วเกินไปในช่วง Correction
NOTE

ห้ามย้าย Stop Loss ไปไกลกว่าที่ตั้งไว้ หากราคาเข้าใกล้จุดตัดขาดทุน ต้อง Accept และออก การเลื่อน Stop Loss มักจะนำไปสู่การขาดทุนใหญ่

ข้อดีและข้อจำกัดของการเทรดแบบ Run Trend

ข้อดีของ Run Trend

ไม่ต้องใช้เวลามาก — เหมาะกับคนที่มีงานประจำ เพราะใช้ Time Frame ยาว ไม่ต้องเช็คราคาทุกนาที

สร้างผลตอบแทนสูงได้ — หาก Trend ดีและถือได้นาน กำไรที่ได้อาจเป็น 20-50% หรือมากกว่า

ลดต้นทุนการเทรด — เข้า-ออกน้อยครั้ง ค่า Commission และภาษีต่ำกว่า Day Trading

จิตวิทยาดีกว่า Scalping — ไม่ต้อง Stress จากการดูกราฟทุก 5 นาที

ข้อจำกัดของ Run Trend

ต้องใช้ความอดทนสูง — ระหว่างทางอาจเจอ Drawdown (กำไรลดลง) หลายครั้ง ต้องทนอยู่ใน Position

ไม่ได้กำไรทุก Trade — บาง Trend จะจบเร็ว หรือกลับทิศทางก่อนที่เราจะได้กำไร

ต้องรอจังหวะเข้าที่ดี — หาก Timing ไม่ดี อาจติดหุ้นในราคาสูง แล้วต้องรอนาน

ใช้ไม่ได้กับทุกสภาวะตลาด — ในช่วง Sideways (ตลาดวิ่งในกรอบ) กลยุทธ์นี้อาจไม่ได้ผล

เปรียบเทียบ Run Trend กับกลยุทธ์อื่น ๆ

กลยุทธ์Time Frameความเหมาะสมผลตอบแทนเฉลี่ย
Run Trendวัน - สัปดาห์มือใหม่, คนไม่มีเวลา10-30% ต่อ Trend
Day Tradingนาที - ชั่วโมงมืออาชีพ, Full-time Trader1-3% ต่อวัน
Swing Tradingวัน - สัปดาห์Trader มีเวลาปานกลาง5-15% ต่อ Trade
Buy & Holdเดือน - ปีนักลงทุนระยะยาว5-10% ต่อปี

Run Trend อยู่ระหว่าง Swing Trading กับ Buy & Hold เหมาะกับคนที่อยากได้ผลตอบแทนดีกว่า Buy & Hold แต่ไม่ต้องเทรดบ่อยเหมือน Day Trading

เครื่องมือที่ใช้ในการเทรดแบบ Run Trend

เพื่อให้การเทรดแบบ Run Trend ประสบความสำเร็จ คุณต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสม:

1. แพลตฟอร์มเทรด

  • TradingView: สำหรับดูกราฟและวิเคราะห์ Technical
  • MetaTrader 5: สำหรับตลาด Forex และ CFD
  • Broker App: สำหรับตลาดหุ้นไทย เช่น SET Smart Portal

2. Indicator สำคัญ

  • Moving Average (MA 20, 50, 200)
  • MACD สำหรับหา Momentum
  • RSI สำหรับดู Overbought/Oversold
  • Bollinger Bands สำหรับวัด Volatility

3. เครื่องมือหาข้อมูล

  • SET Market Data: ข้อมูลหุ้นไทย
  • Investing.com: ข้อมูลตลาดโลก
  • Bloomberg หรือ Reuters: ข่าวเศรษฐกิจ

4. สมุดบันทึกการเทรด (Trading Journal)

  • บันทึกทุก Trade: เข้าเมื่อไหร่, ออกเมื่อไหร่, เหตุผลอะไร
  • วิเคราะห์ผลลัพธ์: อะไรที่ได้ผล อะไรที่ต้องปรับ
  • ติดตามสถิติ: Win Rate, Average Return, Maximum Drawdown
TIP

Trading Journal คือเครื่องมือที่หลายคนมองข้าม แต่จริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราเรียนรู้จากประสบการณ์และพัฒนากลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างการเทรดจริงด้วย Run Trend

สมมติเราเลือกหุ้น XYZ ที่มีพื้นฐานดีและกำลังอยู่ใน Uptrend:

ขั้นตอนการเข้า:

  1. สแกนหุ้น: XYZ มีกำไรเติบโต 25% ต่อปี, P/E = 15 (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม)
  2. วิเคราะห์เทคนิค: ราคาทะลุ Resistance ที่ 50 บาท พร้อม Volume สูง, MA 20 อยู่เหนือ MA 50
  3. เข้า Position: ซื้อที่ 52.00 บาท หลัง Pullback
  4. ตั้ง Stop Loss: 49.50 บาท (ใต้ Breakout Level)
  5. เป้าหมายกำไร: 65.00 บาท (คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 เดือน)

ระหว่างทาง:

  • สัปดาห์ที่ 1: ราคาขึ้นไปที่ 55.00 บาท → ปรับ Stop Loss เป็น 52.50 บาท
  • สัปดาห์ที่ 4: ราคาขึ้นไปที่ 60.00 บาท → ปรับ Stop Loss เป็น 57.00 บาท
  • สัปดาห์ที่ 8: ราคาแตะ 65.00 บาท → ขายครึ่ง Position เก็บกำไร 25%

ผลลัพธ์:

  • เข้าที่ 52.00 บาท, ออกที่ 65.00 บาท
  • กำไร 25% ภายใน 2 เดือน
  • ความเสี่ยงที่รับได้คือ 4.8% (Stop Loss ที่ 49.50)
  • Risk:Reward Ratio = 1:5.2 (ดีมาก)

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Run Trend เหมาะกับตลาด Forex ด้วยหรือไม่?

ใช่ Run Trend สามารถใช้ได้กับทุกตลาด รวมถึง Forex ทอง และ Crypto แต่ต้องปรับ Time Frame และ Stop Loss ให้เหมาะกับ Volatility ของแต่ละตลาด ตลาด Forex เคลื่อนไหวเร็วกว่าหุ้น อาจต้องใช้ Time Frame H4 หรือ Daily และตั้ง Stop Loss กว้างกว่าเล็กน้อย

ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ในการเริ่มต้น?

ขึ้นอยู่กับตลาดที่เลือก สำหรับหุ้นไทย แนะนำอย่างน้อย 50,000-100,000 บาท เพื่อให้สามารถกระจายความเสี่ยงได้ (ถือ 3-5 ตัว) สำหรับ Forex อาจเริ่มต้นที่ 10,000-20,000 บาท แต่ต้องระวังการใช้ Leverage สูง

จะรู้ได้อย่างไรว่า Trend จบแล้ว?

สัญญาณ Trend จบได้แก่: (1) ราคาทะลุ MA 50 ลงมา (2) เกิด Lower High และ Lower Low ติดต่อกัน (3) MACD Cross ลงมาใต้เส้นศูนย์ (4) Volume ลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือ (5) ราคาชนจุด Stop Loss ที่เราตั้งไว้

Run Trend ใช้ได้ในตลาดที่ตกด้วยหรือไม่?

ใช้ได้ แต่ต้องปรับเป็น Short Selling หรือใช้ Inverse Product (เช่น ETF ที่เคลื่อนไหวตรงข้ามตลาด) อย่างไรก็ตาม การ Short มีความเสี่ยงสูงกว่า Long Position ต้องใช้ Stop Loss แน่นกว่า

ควรถือกี่ตัวพร้อมกันในกลยุทธ์ Run Trend?

แนะนำ 3-5

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง