U
UHAS
XAU/USD—0.00%

สาเหตุที่ตลาดคริปโตวันนี้ร่วง และทิศทางต่อไปในอนาคต

สาเหตุที่ตลาดคริปโตวันนี้ร่วง เกิดจากอะไรบ้าง ทำไมคริปโตตก และในอนาคตคริปโตราคาร่วง จะมีทิศทางแนวโน้มอย่างไรบ้างที่ผู้เป็นเทรดเดอร์ควรรู้

P
Patiphan Uhas
8 ธันวาคม 2565·4 นาทีอ่าน
แชร์
รวมสาเหตุที่ทำให้ตลาดคริปโตวันนี้ร่วงระนาว มีทิศทางต่อไปอย่างไร

ตลาดคริปโตในปี 2022 ประสบกับการปรับฐานครั้งใหญ่ที่สะเทือนทั้งระบบ — Bitcoin ร่วงกว่า 50% จากจุดสูงสุด เหรียญ LUNA และ UST พังทลายในชั่วข้ามคืน และมูลค่าตลาดทั้งหมดหายไปกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ บทความนี้วิเคราะห์สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดวิกฤติครั้งนี้ และประเมินทิศทางของตลาดในระยะถัดไป เพื่อให้เทรดเดอร์และนักลงทุนเข้าใจบริบทและปรับกลยุทธ์ได้อย่างมีข้อมูล

สรุปสาระสำคัญ

  • Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตถูกขายทิ้งอย่างหนัก
  • Bitcoin ร่วงทะลุ 30,000 USD ส่งผลกระทบต่อเหรียญอื่นๆ เนื่องจากครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 40%
  • การล่มสลายของ LUNA และ UST สะท้อนความเสี่ยงของ algorithmic stablecoin และกระตุ้นให้หน่วยงานกำกับเข้มงวดขึ้น
  • นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่าตลาดคริปโตยังมีศักยภาพในระยะยาว โดยเฉพาะจากกลุ่ม Millennial และ Gen Z ที่เปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัล

บริบทเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงินของ Fed

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ในช่วงต้นปี 2022 ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก — รวมถึงคริปโต — ประสบแรงกดดันอย่างรุนแรง

ย้อนกลับไปปี 2020 Fed ได้ลดอัตราดอกเบี้ยใกล้ศูนย์และอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมหาศาล เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจที่หยุดชะงักจากการระบาดของ COVID-19 นโยบายเงินหลวมนี้ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากเกินจริง นักลงทุนทุ่มเงินเข้าสินทรัพย์ให้ผลตอบแทนสูง ทำให้คริปโตและหุ้นเติบโตไปด้วยกัน

แต่เมื่อเงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี (ทะลุ 8% ในสหรัฐ) Fed จำเป็นต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในปี 2022 — จาก 0.25% ขึ้นเป็น 4.50% ภายในเวลาไม่ถึงปี การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหมายความว่า:

  • ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ทำให้กิจการและผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย
  • ผลตอบแทนจากพันธบัตร์รัฐบาลและเงินฝากธนาคารกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า
  • นักลงทุนถอนเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงมาลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตร์สหรัฐ (US Treasury)

ผลที่ตามมาคือเงินทุนไหลออกจากตลาดคริปโตอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนสถาบันหลายรายที่เคยเป็นกำลังหลักในการซื้อ Bitcoin ในช่วง 2020-2021 ก็เริ่มลดพอร์ตและจัดสรรเงินไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า

กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ย Fed และราคา Bitcoin ปี 2022

ความเชื่อมโยงระหว่างตลาดหุ้นและคริปโต

หลายคนมองว่าคริปโตเป็นสินทรัพย์อิสระ แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์แสดงให้เห็นว่า Bitcoin และเหรียญชั้นนำอื่นๆ มีความสัมพันธ์ค่อนข้างสูงกับตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 และ Nasdaq-100 (ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยี)

นักวิเคราะห์หลายรายสังเกตว่า correlation coefficient ระหว่าง Bitcoin และ S&P 500 ในช่วงปี 2022 อยู่ที่ประมาณ 0.70–0.85 — นั่นหมายความว่าเมื่อหุ้นตก Bitcoin มักจะตกตาม

ตัวอย่างเปรียบเทียบจากเหตุการณ์จริง:

  • S&P 500 ร่วงลงประมาณ 17.50% ในครึ่งแรกของปี 2022
  • Bitcoin ร่วงลงกว่า 45.30% ในช่วงเดียวกัน

เหตุผลสำคัญที่ทำให้คริปโตและหุ้นเทคโนโลยีเคลื่อนไหวไปด้วยกันคือ:

  • นักลงทุนสถาบันมักจัดกลุ่มสินทรัพย์ทั้งสองอย่างเป็น risk-on assets (สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงแต่เสี่ยงสูง)
  • เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว นักลงทุนจะลด exposure ใน risk-on assets ไปพร้อมกัน
  • กองทุนเฮดจ์ฟันด์และ family office ที่ถือทั้งหุ้นและคริปโต มักต้องขายทั้งสองเพื่อระดมเงินสดในช่วงวิกฤติ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่าในระยะยาวคริปโตอาจแยกตัวออกจากตลาดหุ้นได้ — โดยเฉพาะหาก Bitcoin ค่อยๆ กลายเป็น digital store of value ที่มีบทบาทคล้ายทองคำมากขึ้น

การร่วงของ Bitcoin และผลกระทบต่อตลาด

Bitcoin เป็นเหรียญคริปโตที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดและครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 40% ของมูลค่าตลาดคริปโตทั้งหมด ดังนั้นเมื่อราคา Bitcoin ร่วง ตลาดทั้งหมดย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แผนภาพบล็อกเชน: แต่ละบล็อกเก็บรายการธุรกรรมและลายนิ้วมือของบล็อกก่อนหน้า การแก้ข้อมูลย้อนหลังทำให้โซ่ไม่เข้าคู่และถูกเครือข่ายตรวจจับ
แผนภาพบล็อกเชน: แต่ละบล็อกเก็บรายการธุรกรรมและลายนิ้วมือของบล็อกก่อนหน้า การแก้ข้อมูลย้อนหลังทำให้โซ่ไม่เข้าคู่และถูกเครือข่ายตรวจจับ

ในเดือนพฤษภาคม 2022 Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่า 30,000 USD — ลดลงกว่า 55% จากจุดสูงสุดที่ประมาณ 69,000 USD ในเดือนพฤศจิกายน 2021 นี่เป็น bear market ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018

สาเหตุที่การร่วงของ Bitcoin ส่งผลกระทบรุนแรง:

  1. Bitcoin เป็นตัววัดความเชื่อมั่น (market confidence indicator) — เมื่อนักลงทุนเชื่อมั่นในตลาด พวกเขาจะซื้อ Bitcoin ก่อน เมื่อไม่เชื่อมั่น จะขาย Bitcoin ก่อนเช่นกัน
  2. ผลกระทบทางจิตวิทยา — นักลงทุนรายย่อยเห็น Bitcoin ตกจึงตื่นตระหนกและขาย altcoin ออกด้วย
  3. กลไกตลาด Liquidation — เทรดเดอร์ที่เปิดสัญญาซื้อขาย (derivatives) ด้วย leverage สูงถูก liquidate เมื่อราคาลงต่ำกว่าระดับที่กำหนด ทำให้แรงขายเพิ่มขึ้นเป็นทอดๆ

นักวิเคราะห์จาก Glassnode — บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล on-chain — ระบุว่าในช่วงเดือนพฤษภาคม 2022 มีการขาย Bitcoin ออกจาก exchange wallet กว่า 100,000 BTC ในสัปดาห์เดียว บ่งชี้ว่านักลงทุนสถาบันและ whale หลายรายกำลังลดพอร์ต

กราฟแสดงราคา Bitcoin ร่วงจาก 69,000 เหลือต่ำกว่า 30,000 USD

กรณีศึกษา: การล่มสลายของ LUNA และ UST

นอกจากปัจจัยมหภาคและการร่วงของ Bitcoin แล้ว เหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนตลาดคริปโตอย่างรุนแรงที่สุดในปี 2022 คือการล่มสลายของระบบนิเวศ Terra — โดยเฉพาะเหรียญ LUNA และ UST (TerraUSD) ซึ่งเป็น algorithmic stablecoin

กลไก Terra–Luna ทำงานอย่างไร

UST เป็น stablecoin ที่ตั้งใจให้มีมูลค่าคงที่ที่ 1 USD แต่ไม่ได้ใช้วิธี collateralized (มีสินทรัพย์หนุนหลัง) แบบ USDC หรือ USDT แต่ใช้กลไก algorithmic stabilization ร่วมกับเหรียญ LUNA:

  • เมื่อ UST ขึ้นเกิน 1 USD → ระบบอนุญาตให้ผู้ใช้เบิร์น (burn) LUNA 1 USD เพื่อสร้าง UST 1 ดอลลาร์ใหม่ → อุปทานเพิ่ม ราคาลง
  • เมื่อ UST ลงต่ำกว่า 1 USD → ผู้ใช้สามารถเบิร์น UST 1 ดอลลาร์เพื่อแลกเป็น LUNA มูลค่า 1 USD → อุปทาน UST ลง ราคาขึ้น

ในทางทฤษฎี ระบบนี้ควรทำให้ UST ยึดราคา 1 USD ได้ตลอดเวลา แต่ปัญหาคือ:

  • กลไกนี้ขึ้นกับความเชื่อมั่น (confidence) ของตลาด
  • ถ้ามีคนเริ่มสงสัยว่า UST จะ de-peg (หลุดจาก 1 USD) จำนวนมาก จะเกิด bank run

เหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2022

เดือนพฤษภาคม 2022 มีการถอน UST จำนวนมหาศาลออกจากโปรโตคอล Anchor (ที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 20% ต่อปี) ทำให้ราคา UST ลงต่ำกว่า 1 USD เล็กน้อย

เมื่อเกิด de-peg เล็กน้อย นักลงทุนเริ่มตื่นตระหนกและพยายามแลก UST เป็น LUNA เพื่อทำกำไร → อุปทาน LUNA เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (เกิน 6 ล้านล้านเหรียญ) → ราคา LUNA ดิ่งลงเกือบ 100% ในไม่กี่วัน

ผลที่ตามมา:

  • UST หลุดจาก 1 USD ไปที่ 0.10 USD
  • LUNA ซึ่งเคยราคา 80 USD ต่อเหรียญ ลงเหลือเศษเสี้ยวเซนต์
  • มูลค่าตลาดสูญหายไปกว่า 40,000 ล้าน USD
  • นักลงทุนนับแสนคนสูญเสียเงินออมทั้งหมด
NOTE

คำเตือนสำคัญ: Algorithmic stablecoin มีความเสี่ยงสูงกว่า stablecoin ที่มี collateral แบบเต็มจำนวน เช่น USDC, USDT เทรดเดอร์และนักลงทุนควรศึกษากลไกการทำงานและความเสี่ยงอย่างละเอียดก่อนลงทุน

บทเรียนจากเหตุการณ์ LUNA

  1. ไม่มีสิ่งใดที่ "ปลอดภัย 100%" — แม้แต่สินทรัพย์ที่อ้างว่ามี "algorithm รับประกัน"
  2. อัตราดอกเบี้ยสูงผิดปกติ (20% ต่อปี) มาพร้อมความเสี่ยงสูงผิดปกติ — หากดูดีเกินจริง มันอาจเป็นจริง
  3. การกำกับดูแล stablecoin ต้องเข้มงวด — หลังเหตุการณ์นี้ หน่วยงานกำกับดูแลหลายประเทศเริ่มจัดทำกฎระเบียบเพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำ

ทิศทางของตลาดคริปโตในอนาคต

แม้ว่าปี 2022 จะเป็นปีที่โหดร้ายสำหรับตลาดคริปโต แต่นักวิเคราะห์และสถาบันการเงินส่วนใหญ่เห็นว่าตลาดยังมีศักยภาพในระยะยาว — แม้จะต้องผ่านการปรับตัวและกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น

มุมมองจากนักวิเคราะห์สถาบัน

OANDA (โบรกเกอร์ระดับโลก) ระบุว่า แม้ตลาดคริปโตจะมีความผันผวนสูงและมีความเสี่ยงจากการล่มสลายของบางโปรเจกต์ แต่สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้เทียบได้กับวิกฤติการเงินโลกปี 2008 ที่ธนาคารขนาดใหญ่อย่าง Lehman Brothers ล้ม ตลาดคริปโตยังเป็น standalone ecosystem ที่ไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับระบบธนาคารหลักทั่วโลก

Ned Davis Research (สถาบันวิจัยการลงทุนชื่อดัง) ชี้ว่า:

  • กลุ่ม Millennial และ Gen Z (คนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น) ยังคงมองว่า crypto เป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ
  • การยอมรับ crypto ในสถาบันการเงิน (institutional adoption) ยังคงเพิ่มขึ้น — บริษัทอย่าง BlackRock, Fidelity เริ่มเปิดบริการจัดการพอร์ต Bitcoin
  • ปี 2023-2024 อาจเป็นช่วงเวลาที่ตลาดเริ่ม consolidate และเตรียมพร้อมสำหรับวงจรใหม่

แนวโน้มการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น

เหตุการณ์ล่มสลายของ LUNA และ UST ส่งสัญญาณเตือนให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกตื่นตัว:

  • สหรัฐอเมริกา: SEC เริ่มพิจารณากฎระเบียบเฉพาะสำหรับ stablecoin และเรียกร้องให้มีหลักประกัน (reserve) โปร่งใส
  • สหภาพยุโรป: ผ่าน MiCA (Markets in Crypto-Assets) ซึ่งเป็นกฎหมายกำกับดูแล crypto อย่างเป็นทางการ
  • ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, ฮ่องกง: เร่งออกกฎระเบียบเพื่อสร้าง safe harbor ให้โปรเจกต์ที่ compliant
แผนภาพโครงสร้างแนวโน้ม: ขาขึ้นราคาทำยอดใหม่สูงกว่าเดิมและฐานยกสูงขึ้น พร้อมเส้นแนวโน้มลากใต้ฐานแตะสามจุด ส่วนขาลงคือภาพกลับด้าน
แผนภาพโครงสร้างแนวโน้ม: ขาขึ้นราคาทำยอดใหม่สูงกว่าเดิมและฐานยกสูงขึ้น พร้อมเส้นแนวโน้มลากใต้ฐานแตะสามจุด ส่วนขาลงคือภาพกลับด้าน

การกำกับดูแลที่ชัดเจนกว่าเดิมอาจทำให้นักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุนได้อุ่นใจมากขึ้น — ซึ่งอาจเป็น long-term positive สำหรับตลาด

ปัจจัยที่ควรติดตาม

  1. นโยบายของ Fed — หาก Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ยหรือเริ่มลดในอนาคต ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตอาจฟื้นตัว
  2. Bitcoin Halving (2024) — ประวัติศาสตร์แสดงว่าหลัง halving (การลดรางวัล block reward ครึ่งหนึ่ง) มักนำไปสู่ bull market ในปีถัดไป
  3. Ethereum 2.0 และ layer-2 solutions — การพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้ธุรกรรมเร็วขึ้นและถูกลงอาจดึงดูดผู้ใช้ใหม่
  4. การนำ crypto ไปใช้ในชีวิตจริง — หาก crypto เริ่มใช้จ่ายได้จริงในระบบ payment หรือ DeFi ที่เข้าถึงได้ง่าย อาจเกิดความต้องการเพิ่มขึ้น
INFO

ข้อเท็จจริงสำคัญ: ตลาดคริปโตมีลักษณะ cyclical — มี bull market และ bear market สลับกัน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักเป็นคนที่มี time horizon ยาวและไม่ตื่นตระหนกขายในจุดต่ำสุด

กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนในช่วงตลาดผันผวน

เมื่อเข้าใจสาเหตุว่าทำไมตลาดคริปโตร่วง คำถามถัดมาคือ ควรทำอย่างไรต่อ

หลักการบริหารความเสี่ยง

  1. อย่าลงทุนเงินที่จำเป็นต้องใช้ — ลงทุนเฉพาะส่วนที่เสียแล้วไม่กระทบชีวิตประจำวัน
  2. Diversification — อย่าใส่เงินทั้งหมดในสินทรัพย์ตัวเดียว กระจายไปยัง Bitcoin, Ethereum, และสินทรัพย์อื่นๆ (รวมถึงนอก crypto เช่นหุ้น, พันธบัตร์)
  3. หลีกเลี่ยง leverage สูง — ในช่วงตลาดผันผวน การใช้ leverage มากกว่า 1:2 มีความเสี่ยงสูงมาก
  4. ศึกษาก่อนลงทุน — อ่านไวท์เปเปอร์ (whitepaper), ตรวจสอบทีม, เข้าใจ tokenomics และกลไกการทำงาน
แผนภาพเปรียบเทียบการเสี่ยงสองเปอร์เซ็นต์กับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่อไม้ในลำดับชนะแพ้เดียวกัน พอร์ตเสี่ยงต่ำยังอยู่รอด พร้อมตารางขาดทุนลึกต้องบวกกลับกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน
แผนภาพเปรียบเทียบการเสี่ยงสองเปอร์เซ็นต์กับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่อไม้ในลำดับชนะแพ้เดียวกัน พอร์ตเสี่ยงต่ำยังอยู่รอด พร้อมตารางขาดทุนลึกต้องบวกกลับกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน

กลยุทธ์ Dollar-Cost Averaging (DCA)

แทนที่จะพยายามจับจังหวะตลาด (timing the market) ซึ่งยากมาก นักลงทุนหลายคนใช้วิธี DCA — ซื้อสินทรัพย์เป็นงวดๆ ด้วยจำนวนเงินคงที่ในระยะเวลาสม่ำเสมอ

ตัวอย่าง:

  • ซื้อ Bitcoin มูลค่า 5,000 บาททุกต้นเดือน เป็นเวลา 12 เดือน
  • เดือนที่ราคาสูง จะได้ Bitcoin น้อย
  • เดือนที่ราคาต่ำ จะได้ Bitcoin มาก
  • ราคาเฉลี่ยที่ซื้อได้จะอยู่ในระดับ moderate

วิธีนี้ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนระยะสั้นและลดความเครียดจากการจับจังหวะตลาด

การหาทางเลือกการลงทุนอื่นควบคู่

คริปโตไม่ควรเป็นการลงทุนเดียวในพอร์ต นักลงทุนควรพิจารณา:

  • Forex: เทรดคู่สกุลเงินหลัก เช่น EUR/USD, GBP/USD มีสภาพคล่องสูงและ volatility ต่ำกว่า crypto
  • Gold: สินทรัพย์ปลอดภัยที่เป็นที่ยอมรับมาหลายพันปี เหมาะสำหรับ hedge ความเสี่ยง
  • หุ้น: ลงทุนในบริษัทที่มีรายได้จริง มีผลประกอบการแข็งแกร่ง
  • พันธบัตร์: สำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงและรายได้คงที่
TIP

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: หลักการสากลคือ asset allocation ควรสะท้อนระดับความเสี่ยงที่รับได้ของคุณ — หากคุณเป็นนักลงทุนอนุรักษ์นิยม ไม่ควรเอาเงินเกิน 5-10% ของพอร์ตไปลงใน crypto

คำถามที่พ

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →