เขา ไม่เทรด Forex ในวันพุธ เพราะว่า..?
ทำไมเทรดเดอร์บางคนถึงหลีกเลี่ยงการเทรด Forex ในวันพุธ? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว

ทำไมเทรดเดอร์บางคนถึงหลีกเลี่ยงการเทรด Forex ในวันพุธ? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงจิตวิทยาการเทรดและการวิเคราะห์ประสิทธิภาพส่วนบุคคล บทความนี้ชวนคุณมาทำความเข้าใจกับกรณีศึกษาของดอยล์ (Doyle Exchange) เทรดเดอร์ที่ใช้ข้อมูล Back test และการตรวจสอบตนเองในการตัดสินใจหยุดเทรดในวันพุธ — พร้อมข้อคิดสำคัญที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้
สรุปสาระสำคัญ
- Back test เป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นหาจุดอ่อนของกลยุทธ์ — ไม่ใช่แค่ดูผลลัพธ์ทั่วไป แต่ต้องแยกวิเคราะห์ตามวัน เวลา และสภาพตลาด
- จิตวิทยาและสภาพร่างกายส่งผลต่อผลการเทรดมากกว่าที่คิด — การรู้จักตัวเองและหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมสามารถลด Drawdown ได้
- ความถี่ในการเทรดไม่ได้เท่ากับผลกำไร — เทรดเดอร์ที่เทรดสัปดาห์ละ 2 ครั้งอาจได้ผลตอบแทนดีกว่าคนเทรดทุกวัน หากใช้กลยุทธ์ที่ถูกต้อง
- การปรับขนาด Lot ควรสอดคล้องกับขนาดเงินทุนและความถี่การเทรด — เงินน้อยควรเทรดบ่อยด้วย Lot เล็ก, เงินเยอะสามารถเทรดน้อยแต่ Lot ใหญ่ได้
เหตุผลที่ดอยล์หยุดเทรดในวันพุธ
ผลการ Back Test ชี้ว่าวันพุธมี Win Rate ต่ำกว่าวันอื่น
ดอยล์ทำการ Back test ข้อมูลการเทรดของตัวเองย้อนหลังประมาณ 2-3 เดือน พบว่าในทุกๆ วันพุธ ผลลัพธ์มักออกมาแย่กว่าวันอื่นอย่างสม่ำเสมอ — ไม่ว่าจะใช้กลยุทธ์ใด อินดิเคเตอร์ใด หรือปรับพารามิเตอร์อย่างไรก็ตาม
นี่ไม่ใช่การตัดสินใจจากการขาดทุนเพียงครั้งเดียว แต่เป็นข้อมูลเชิงสถิติที่รวบรวมมาอย่างเป็นระบบ การ Back test ที่ถูกต้องต้องแยกวิเคราะห์ตาม:
- วันในสัปดาห์ (Monday–Friday)
- ช่วงเวลาในวัน (Asian, London, New York session)
- สภาวะตลาด (Trending vs Ranging)
- คู่สกุลเงิน (Major, Minor, Exotic)
หากคุณใช้ซอฟต์แวร์อย่าง MetaTrader 4/5 หรือ TradingView คุณสามารถใช้ Strategy Tester export ข้อมูลทุกออเดอร์ไปวิเคราะห์ใน Excel/Google Sheets เพื่อหา pattern ที่ซ่อนอยู่ได้
ปัจจัยด้านจิตวิทยา: ความเหนื่อยล้ากลางสัปดาห์
นอกจากตัวเลขแล้ว ดอยล์ยังสังเกตว่าตัวเองมักรู้สึกเหนื่อยล้าและตัดสินใจช้าลงในวันพุธ — ซึ่งเป็นกลางสัปดาห์ พลังงานทางจิตใจและความสามารถในการรักษาวินัยตามกฎการเทรดลดลง
การศึกษาทางจิตวิทยาชี้ว่า Decision Fatigue (ความล้าในการตัดสินใจ) เกิดขึ้นเมื่อคุณต้องตัดสินใจบ่อยเกินไปในช่วงเวลาสั้นๆ สำหรับ Day Trader ที่ต้องตัดสินใจทุกไม่กี่นาที การสะสมความเหนื่อยล้าตั้งแต่จันทร์–อังคาร อาจส่งผลให้การตัดสินใจในวันพุธมีคุณภาพลดลง
ดอยล์ไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องหยุดเทรดวันพุธ แต่เขาเน้นว่า "กลยุทธ์ของผมไม่กินเส้นกับวันพุธ — แต่ของคุณอาจไม่เหมือนกัน"
ข้อคิดสำคัญจากกรณีศึกษานี้
1. ทักษะเทรดเดอร์สำคัญกว่ากลยุทธ์
ดอยล์ให้ตัวอย่างว่า หากเทรดเดอร์ A และ B ใช้กลยุทธ์เดียวกัน แต่ A มีทักษะมากกว่า — A อาจได้ Win Rate 80% ในขณะที่ B ได้แค่ 60%
ความแตกต่างนี้มาจาก:
- Execution skill — ความรวดเร็วและความแม่นยำในการกดออเดอร์
- Risk management — ความสามารถในการปรับ Stop Loss/Take Profit ตามสภาพตลาดจริง
- Discipline — ความสามารถในการปฏิเสธสัญญาณที่คุณภาพต่ำ
กลยุทธ์ที่ดีคือจุดเริ่มต้น แต่ทักษะในการใช้กลยุทธ์นั้นคือสิ่งที่แยกเทรดเดอร์ที่ทำกำไรได้จากคนที่ขาดทุน
2. Quality Over Quantity: เทรดน้อยแต่มีคุณภาพ
ดอยล์เน้นว่าเขาไม่ได้ใช้เวลาเทรดนาน แต่จะเลือกเฉพาะช่วงเวลาที่มีโอกาสทำกำไรสูงที่สุด (High Probability Setup) แล้วเข้าด้วย Lot ใหญ่
ตัวอย่าง: ถ้า Win Rate ของคุณคือ 70% และคุณมีเงิน $10,000 USD
- แบบที่ 1: เทรดวันละ 10 ครั้ง, Lot 0.10, Risk 1% ต่อครั้ง → รายได้เฉลี่ย $700/สัปดาห์ (ถ้าชนะ 7 ครั้ง เสีย 3 ครั้ง)
- แบบที่ 2: เทรดสัปดาห์ละ 5 ครั้ง, Lot 0.50, Risk 2% ต่อครั้ง → รายได้เฉลี่ย $700/สัปดาห์ (ถ้าชนะ 3.5 ครั้ง เสีย 1.5 ครั้ง)
แบบที่ 2 ใช้เวลาน้อยกว่า แต่ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน — และมี stress น้อยกว่ามาก
อย่าเพิ่ม Lot เพื่อชดเชยการเทรดน้อยครั้ง หากคุณยังไม่มั่นใจใน Setup — การ Overleverage คือสาเหตุหลักที่ทำให้บัญชีระเบิด
3. ปรับขนาด Lot ให้สอดคล้องกับเงินทุนและความถี่
ดอยล์แนะนำหลักการง่ายๆ:
เครื่องมือ
Lot Size Calculator
คำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมตามหลัก Risk Management — ไม่ oversize ไม่ undersize
หลัก Risk Management
- เงินในบัญชีเยอะ → เทรดน้อยครั้งแต่ Lot ใหญ่
- เงินในบัญชีน้อย → เทรดบ่อยครั้งแต่ Lot เล็ก
ตัวอย่างเชิงปฏิบัติ:
| เงินทุน | วิธีเทรด | Lot | Risk/Trade | จำนวนครั้ง/สัปดาห์ |
|---|---|---|---|---|
| $500 | Scalping | 0.01-0.02 | 1-2% | 15-20 |
| $5,000 | Day Trading | 0.10-0.20 | 1-2% | 5-10 |
| $50,000 | Swing Trading | 1.00-2.00 | 1-2% | 2-5 |
การปรับขนาด Lot ตาม Kelly Criterion หรือ Fixed Fractional Method จะช่วยให้คุณควบคุม Drawdown ได้ดีกว่าการใช้ Lot เดิมทุกครั้ง
4. การทำ Back Test สำคัญที่สุด
Back test ไม่ใช่แค่การทดสอบว่ากลยุทธ์ทำกำไรได้หรือไม่ แต่คือการค้นหา เงื่อนไข ที่กลยุทธ์ทำงานได้ดีที่สุด
ข้อมูลที่ควรเก็บจาก Back test:
- Win Rate แยกตามวันในสัปดาห์
- Average Win vs Average Loss ในแต่ละ session
- Maximum Consecutive Losses เพื่อประเมิน Drawdown
- Profit Factor (รวมกำไร ÷ รวมขาดทุน) — ควรมากกว่า 1.50
หากคุณใช้กลยุทธ์ Manual Trading (ไม่ใช่ EA) ให้บันทึกทุกออเดอร์ใน Trading Journal พร้อม screenshot และเหตุผลการเข้า — นี่คือ Back test แบบ real-time ที่มีค่าที่สุด
เมื่อไหร่ควรหยุดเทรด?
นอกจากวันพุธแล้ว ยังมีช่วงเวลาอื่นที่เทรดเดอร์ควรพิจารณาหลีกเลี่ยง:
1. ช่วงก่อนและหลังประกาศข่าว High Impact
ข่าว NFP (Non-Farm Payroll), การประชุม FOMC, หรือ CPI มักทำให้เกิด Volatility สูงและ Spread กว้างมาก — หากคุณไม่ได้เป็น News Trader ควรหลีกเลี่ยง 30 นาทีก่อนและหลังประกาศข่าว
2. ช่วงเวลาที่ Liquidity ต่ำ
- 22:00–00:00 GMT+7 (ช่วงปิดตลาด New York ยังไม่เปิด Asia)
- วันศุกร์เย็น (หลัง 20:00 GMT+7) — เทรดเดอร์มักปิดออเดอร์ก่อนวันหยุด
3. เมื่อคุณเองไม่อยู่ในสภาพที่ดี
- นอนไม่พอ หรือเครียดจากเรื่องส่วนตัว
- เพิ่งขาดทุนติดกัน 3 ครั้ง (ควรหยุดพัก review กลยุทธ์)
- ไม่มีเวลาติดตามตลาดอย่างต่อเนื่อง
Revenge Trading (การเทรดเพื่อชดเชยขาดทุน) คือกับดักที่ทำลายบัญชีของเทรดเดอร์มือใหม่เป็นจำนวนมาก — หากคุณรู้สึกว่ากำลังเทรดด้วยอารมณ์ ให้ปิดแพลตฟอร์มทันที
วิธีทดสอบว่ากลยุทธ์ของคุณเหมาะกับวันไหน
ขั้นตอนที่ 1: เก็บข้อมูล 50-100 ออเดอร์
บันทึกทุกออเดอร์ใน Excel/Google Sheets พร้อมคอลัมน์:
- วันที่
- วันในสัปดาห์
- เวลาเข้า-ออก
- คู่เงิน
- ผลลัพธ์ (Win/Loss)
- จำนวน Pips/เงิน
ขั้นตอนที่ 2: คำนวณ Win Rate แยกตามวัน
ใช้ Pivot Table หรือ COUNTIF() เพื่อดูว่า:
- วันไหน Win Rate ต่ำกว่า 50%
- วันไหน Average Win/Loss Ratio ดีที่สุด
ขั้นตอนที่ 3: ทดลองหยุดเทรดในวันที่ผลแย่
เทรดต่อไป 1 เดือน โดยข้ามวันที่ Win Rate ต่ำที่สุด — ดูว่า Overall Performance ดีขึ้นหรือไม่
ขั้นตอนที่ 4: ปรับกลยุทธ์หรือเปลี่ยนคู่เงิน
ถ้าผลยังไม่ดี อาจลองเปลี่ยนคู่เงินหรือปรับ timeframe — บางกลยุทธ์เหมาะกับ EUR/USD แต่ไม่เหมาะกับ GBP/JPY
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทุกคนต้องหยุดเทรดในวันพุธหรือไม่?
ไม่จำเป็น — กรณีของดอยล์เป็นการค้นพบจากการ Back test เฉพาะตัว หากข้อมูลของคุณแสดงว่าวันพุธทำกำไรได้ดี ไม่ต้องหยุด ให้ใช้ข้อมูลของตัวเองเป็นหลัก
Back test ต้องใช้ข้อมูลกี่เดือน?
อย่างน้อย 3-6 เดือน หรือ 100-200 ออเดอร์ — ยิ่งมีข้อมูลมากยิ่งดี แต่ต้องแน่ใจว่าข้อมูลครอบคลุมทั้ง Trending และ Ranging market
ถ้า Win Rate ในวันพุธต่ำ แต่ Profit Factor ยังสูงควรหยุดไหม?
ไม่จำเป็น — Profit Factor คือตัวชี้ที่สำคัญกว่า Win Rate หาก Average Win ของคุณใหญ่พอที่จะชดเชย Loss ได้ คุณยังสามารถเทรดต่อได้ แต่อาจลด Lot ลง
การเทรดน้อยครั้งแต่ Lot ใหญ่ปลอดภัยหรือไม่?
ปลอดภัยถ้าคุณมั่นใจใน Setup และมี Stop Loss ที่ชัดเจน — แต่ถ้าคุณยังไม่มั่นใจ ควรเริ่มจาก Lot เล็ก เพิ่มทีละน้อยเมื่อมี Confidence สูงขึ้น
ควรใช้ Trading Journal แบบไหน?
แอพอย่าง Edgewonk, Myfxbook, หรือแม้แต่ Google Sheets ก็เพียงพอ — สิ่งสำคัญคือต้องบันทึกทุกครั้งและทบทวนทุกสัปดาห์
แหล่งข้อมูล: บทความนี้พัฒนาจากวิดีโอ "เขา ไม่เทรด Forex ในวันพุธ เพราะว่า..?" โดย Doyle Exchange (98.9K subscribers) ซึ่งเป็นช่อง YouTube ที่นำเสนอเนื้อหาการเทรด Forex และการศึกษาคอร์สการเทรดผ่านเว็บไซต์ doyleexchange.com
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


