เผยสาเหตุทำไมค่าเงินปอนด์ตก เรื่องสำคัญที่เหล่าเทรดเดอร์ควรรู้
แม้ว่าค่าเงินปอนด์กลับมาอยู่ในสภาวะปกติแล้ว แต่เชื่อว่าคงมีหลายคนที่ยังไม่รู้ว่า ทำไมค่าเงินปอนด์ตก แล้วมีปัจจัยอะไรที่ส่งผลต่อค่าเงินบ้าง Uhas...

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2022 ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) ร่วงลงแตะระดับ 1.0327 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ปอนด์ — จุดต่ำสุดในรอบ 37 ปี ส่งสัญญาณเตือนถึงวิกฤตการคลังที่สั่นสะเทือนตลาดโลก แม้ว่าปัจจุบันค่าเงินปอนด์จะกลับมาฟื้นตัวแล้ว แต่เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ทุกคน — โดยเฉพาะผู้ที่เทรดคู่เงิน GBP/USD หรือ EUR/GBP ในบทความนี้ เราจะวิเคราะห์สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าเงินปอนด์ตก พร้อมอธิบายปัจจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อนค่าเงินสกุลหลัก ๆ ในตลาด Forex
สรุปสาระสำคัญ
- ค่าเงินปอนด์ร่วงเนื่องจากมาตรการลดภาษีครั้งใหญ่ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อสูง 9.9% — สร้างความไม่มั่นใจด้านการคลัง
- ภาวะขาดดุลแฝด (Twin Deficit) ทำให้นักลงทุนขายปอนด์ออก เนื่องจากกังวลเรื่องหนี้สาธารณะและดุลการค้า
- อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ และดุลการค้า เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางค่าเงินในระยะกลาง-ยาว
- การติดตามข่าวนโยบายการเงินและการคลังเป็นทักษะจำเป็นสำหรับเทรดเดอร์ Forex ทุกระดับ
สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าเงินปอนด์ร่วงในปี 2022
เมื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ในช่วงปลายปี 2022 นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า วิกฤตค่าเงินปอนด์เกิดจากการตัดสินใจทางนโยบายที่ผิดพลาด — โดยเฉพาะมาตรการลดภาษีครั้งใหญ่ของรัฐบาล ลิซ ทรัสส์ (Liz Truss) ที่ประกาศในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นการลดภาษีครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่ปี 1972 ทั้งนี้ เราสามารถแยกสาเหตุหลักออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญ
1. อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 9.9% แต่รัฐบาลเลือกกระตุ้นเศรษฐกิจ
ข้อมูลจาก Office for National Statistics (ONS) แสดงว่า อัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรในเดือนสิงหาคม 2022 อยู่ที่ระดับ 9.9% — ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ สถานการณ์นี้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอังกฤษกำลังเผชิญกับภาวะ stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อสูง)
ในภาวะปกติ ธนาคารกลาง (Bank of England) และรัฐบาลควรจะประสานนโยบายการเงินและการคลังเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ — เช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ย (monetary tightening) พร้อมการลดการใช้จ่ายภาครัฐและเพิ่มภาษี (fiscal tightening) แต่รัฐบาลทรัสส์กลับเลือกทำตรงกันข้าม
2. มาตรการลดภาษีท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
รัฐบาลอังกฤษประกาศแผน mini-budget ซึ่งรวมถึง:
- ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในระดับสูง
- ยกเลิกภาษี National Insurance ส่วนหนึ่ง
- อุดหนุนค่าพลังงานครัวเรือนและธุรกิจ
มาตรการทั้งหมดนี้คาดว่าจะสร้างภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 45 พันล้านปอนด์ — โดยไม่มีแผนชัดเจนว่าจะหารายได้จากไหนเพื่อชดเชย ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญอัตราเงินเฟ้อสูง การลดภาษีจะยิ่งเพิ่มปริมาณเงินในระบบและกระตุ้นให้ผู้บริโภคใช้จ่ายมากขึ้น — ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับเป้าหมายการลดเงินเฟ้อของธนาคารกลาง
คำเตือนสำหรับเทรดเดอร์: เมื่อนโยบายการคลัง (fiscal policy) และนโยบายการเงิน (monetary policy) ขัดแย้งกัน มักสร้างความผันผวนสูงในตลาด Forex — โดยเฉพาะในช่วง 24-48 ชั่วโมงหลังประกาศนโยบายใหม่
3. ภาวะขาดดุลแฝด (Twin Deficit) ทำลายความเชื่อมั่น
สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับ Twin Deficit — สถานการณ์ที่ประเทศมีทั้ง:
- ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficit): นำเข้าสินค้าและบริการมากกว่าส่งออก ทำให้ต้องใช้เงินสกุลต่างประเทศในการชำระหนี้
- ขาดดุลงบประมาณ (Fiscal Deficit): รัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ภาษี ต้องออกพันธบัตรรัฐบาล (Gilts) เพื่อกู้ยืมเงิน
เมื่อรัฐบาลประกาศมาตรการลดภาษีขนาดใหญ่ โดยไม่มีแหล่งรายได้ชดเชย นักลงทุนต่างชาติเริ่มกังวลว่าอังกฤษจะไม่สามารถชำระหนี้สาธารณะได้ในอนาคต — ส่งผลให้:
- ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ (UK Gilt Yields) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- นักลงทุนขายปอนด์ออกและย้ายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มั่นคงกว่า เช่น ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนี GBP/USD ร่วงลงจาก 1.15 เหลือ 1.03 ในระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ — การปรับตัวลงมากกว่า 10% ซึ่งถือว่ารุนแรงมากสำหรับสกุลเงินของประเทศพัฒนาแล้ว
ปัจจัยพื้นฐานที่กำหนดทิศทางค่าเงินในตลาด Forex
นอกเหนือจากเหตุการณ์เฉพาะของค่าเงินปอนด์แล้ว เทรดเดอร์ควรเข้าใจปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อค่าเงินสกุลต่าง ๆ ในตลาด Forex ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่
อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อ (Interest Rate Differential)
อัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางเงินทุนระหว่างประเทศ หลักการทำงานมีดังนี้:

- เมื่อธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ย: นักลงทุนต่างชาติจะย้ายเงินมาฝากในธนาคารหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศนั้น เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น → ความต้องการสกุลเงินเพิ่มขึ้น → ค่าเงินแข็งค่า
- เมื่อธนาคารกลางลดดอกเบี้ย: ผลตอบแทนลดลง นักลงทุนย้ายเงินออกไปประเทศอื่น → ความต้องการสกุลเงินลดลง → ค่าเงินอ่อนค่า
ตัวอย่าง: ในช่วงปี 2022-2023 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องจาก 0.25% เป็น 5.25% ทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเทียบกับสกุลเงินหลักเกือบทุกตัว
Interest Rate Differential คืออะไร? คือผลต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศในคู่เงิน เช่น หากดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ 5.00% และญี่ปุ่นอยู่ที่ 0.10% ผลต่างคือ 4.90% — หากค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เท่ากัน นักลงทุนจะชอบถือดอลลาร์มากกว่าเยน
ดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัด (Trade Balance & Current Account)
ดุลการค้าแสดงผลต่างระหว่างมูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าและบริการ:
- เกินดุลการค้า (Trade Surplus): ส่งออกมากกว่านำเข้า → ต่างชาติจ่ายเงินให้เรามากกว่า → ความต้องการสกุลเงินภายในประเทศเพิ่มขึ้น → ค่าเงินแข็งค่า
- ขาดดุลการค้า (Trade Deficit): นำเข้ามากกว่าส่งออก → เราต้องจ่ายเงินสกุลต่างประเทศมากกว่า → ความต้องการสกุลเงินภายในประเทศลดลง → ค่าเงินอ่อนค่า
ประเทศที่มีดุลเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น และจีน มักมีค่าเงินที่แข็งค่าในระยะยาว (แม้ว่าธนาคารกลางบางแห่งจะพยายามแทรกแซงเพื่อป้องกันค่าเงินแข็งเกินไป)
นโยบายการเงินของธนาคารกลาง (Monetary Policy)
ธนาคารกลางใช้เครื่องมือหลัก 3 ประเภทในการควบคุมปริมาณเงินและเสถียรภาพเศรษฐกิจ:
- อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate): ดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์กู้ยืมเงินจากธนาคารกลาง — มีผลโดยตรงต่อดอกเบี้ยเงินฝาก เงินกู้ และตราสารหนี้
- อัตราส่วนเงินสำรอง (Reserve Requirement): เปอร์เซ็นต์เงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ต้องเก็บไว้ที่ธนาคารกลาง — ยิ่งสูงยิ่งจำกัดปริมาณเงินในระบบ
- การดำเนินการตลาดเปิด (Open Market Operations): การซื้อ-ขายพันธบัตรรัฐบาลเพื่อเพิ่มหรือลดปริมาณเงินหมุนเวียน
ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ (เช่น COVID-19) ธนาคารกลางมักใช้ Quantitative Easing (QE) หรือการพิมพ์เงินซื้อสินทรัพย์จำนวนมาก — ทำให้สกุลเงินอ่อนค่าลงในระยะสั้น แต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะกลาง
สถานการณ์การเมืองและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน:
- ภาวะไม่มั่นคงทางการเมือง: นักลงทุนต่างชาติขายสินทรัพย์ออกและย้ายเงินไปประเทศที่มั่นคงกว่า → ค่าเงินอ่อนค่า
- สงครามหรือคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ: สร้างความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน ราคาพลังงาน และความสัมพันธ์การค้า
- การเลือกตั้งใหญ่: มักสร้างความผันผวนระยะสั้น โดยเฉพาะถ้ามีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจ
ตัวอย่างเด่นชัดคือ Brexit (2016-2020) — ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงมากกว่า 15% ตั้งแต่ก่อนประชามติจนถึงหลังเจรจาตกลงออกจากสหภาพยุโรปเสร็จสิ้น
เคล็ดลับสำหรับเทรดเดอร์: ติดตามปฏิทินเศรษฐกิจ (Economic Calendar) เพื่อทราบวันประกาศข้อมูลสำคัญ เช่น ดอกเบี้ย GDP เงินเฟ้อ และตัวเลขการจ้างงาน — ปกติราคาจะผันผวนสูงภายใน 15 นาทีหลังประกาศข่าว
การใช้ความรู้นี้ในการวิเคราะห์ตลาด Forex
เมื่อเราเข้าใจปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อค่าเงินแล้ว เราสามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มระยะกลาง-ยาวได้ ตัวอย่างเช่น:
กรณีศึกษา: GBP/USD หลังวิกฤตปี 2022
หลังจากรัฐบาล ลิซ ทรัสส์ ลาออก (ตุลาคม 2022) และรัฐบาลใหม่ภายใต้ ริชี ซูนัค ประกาศยกเลิกมาตรการลดภาษีส่วนใหญ่:
- ความเชื่อมั่นด้านการคลังกลับมา → ผลตอบแทนพันธบัตรลดลง
- ธนาคารกลางอังกฤษขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อต่อสู้เงินเฟ้อ → สนับสนุนค่าเงินปอนด์
- GBP/USD ฟื้นตัวกลับมาที่ 1.20-1.25 ในช่วงต้นปี 2023
การประยุกต์ใช้ Fundamental Analysis
เทรดเดอร์ที่ต้องการเทรดตาม fundamentals ควร:
- ติดตามข่าวธนาคารกลาง: การประชุม FOMC (Fed) และ MPC (Bank of England) เป็นประจำทุกเดือน
- เปรียบเทียบดอกเบี้ยคาดการณ์: ดูจาก Fed Funds Futures หรือ SONIA Futures เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย
- วิเคราะห์ดุลการค้า: หากประเทศมีดุลขาดดุลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าเงินมักจะอ่อนค่าในระยะยาว
- ประเมินความเสี่ยงทางการเมือง: ใช้ข้อมูลจาก think tanks หรือ credit rating agencies (เช่น Moody's, S&P)
ข้อควรระวัง: Fundamental Analysis ใช้เวลาในการทำกำไร — ไม่เหมาะสำหรับ day trading หรือ scalping แต่เหมาะกับ swing trading (ถือสถานะ 3-30 วัน) และ position trading (ถือสถานะหลายเดือน)
สิ่งที่เทรดเดอร์ไทยควรจำไว้
สำหรับเทรดเดอร์ไทยที่เทรดคู่เงินหลัก เช่น EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY หรือ USD/THB ความเข้าใจเรื่องปัจจัยพื้นฐานจะช่วยให้คุณ:
- หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวใหญ่ โดยไม่มีการจัดการความเสี่ยง
- วางแผนระยะยาว โดยดูทิศทางนโยบายการเงินและแนวโน้มเศรษฐกิจ
- เข้าใจบริบทของความผันผวน — เช่น ทำไม GBP/USD ถึงผันผวนมากกว่า EUR/USD ในบางช่วง
การติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่เพิ่มความรู้ — แต่ช่วยให้คุณตัดสินใจเข้า-ออกตลาดได้อย่างมีเหตุผล และสามารถปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ค่าเงินปอนด์ตกเมื่อไหร่?
ค่าเงินปอนด์ร่วงลงต่ำสุดในรอบ 37 ปีเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2022 แตะระดับ 1.0327 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ปอนด์ หลังจากรัฐบาลอังกฤษประกาศมาตรการลดภาษีครั้งใหญ่ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อสูงและภาวะขาดดุลแฝด
Twin Deficit หมายถึงอะไร?
Twin Deficit หรือภาวะขาดดุลแฝด หมายถึงสถานการณ์ที่ประเทศมีทั้งขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (นำเข้ามากกว่าส่งออก) และขาดดุลงบประมาณ (รัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ภาษี) ในเวลาเดียวกัน ทำให้นักลงทุนกังวลเรื่องเสถียรภาพการคลัง
อัตราดอกเบี้ยส่งผลต่อค่าเงินอย่างไร?
เมื่อธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ย นักลงทุนต่างชาติจะย้ายเงินมาลงทุนในประเทศนั้นเพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ทำให้ความต้องการสกุลเงินเพิ่มขึ้นและค่าเงินแข็งค่า กลับกัน การลดดอกเบี้ยทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง
เทรดเดอร์ควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอะไรบ้าง?
เทรดเดอร์ควรติดตาม: (1) การประชุมและการตัดสินใจดอกเบี้ยของธนาคารกลาง (2) รายงานอัตราเงินเฟ้อ (CPI/PPI) (3) ตัวเลข GDP (4) ข้อมูลการจ้างงาน (Non-Farm Payrolls สำหรับสหรัฐฯ) (5) ดุลการค้า และ (6) ข่าวการเมืองที่สำคัญ เช่น การเลือกตั้งหรือวิกฤตระหว่างประเทศ
Fundamental Analysis เหมาะกับการเทรดแบบไหน?
Fundamental Analysis เหมาะกับ swing trading และ position trading ที่ถือสถานะตั้งแต่หลายวันถึงหลายเดือน ไม่เหมาะกับ day trading หรือ scalping ที่เน้นความเร็วและการเคลื่อนไหวระยะสั้น สำหรับเทรดเดอร์ระยะสั้นควรใช้ร่วมกับ technical analysis และหลีกเลี่ยงการเ
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →