U
UHAS
XAU/USD—0.00%

แนวทาง การเทรด Forex ให้ได้กำไร

การเทรดในตลาด Forex ไม่ใช่แค่การคาดเดาทิศทางราคา แต่ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่มีหลักการชัดเจน การจัดการความเสี่ยงที่เข้มงวด และการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม

P
Patiphan Uhas
25 มกราคม 2564·6 นาทีอ่าน
แชร์
แนวทาง การเทรด Forex ให้ได้กำไร

การเทรดในตลาด Forex ไม่ใช่แค่การคาดเดาทิศทางราคา แต่ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่มีหลักการชัดเจน การจัดการความเสี่ยงที่เข้มงวด และการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม บทความนี้รวบรวมแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้คุณสร้างกำไรในตลาด Forex ได้อย่างมีประสิทธิภาพ — ตั้งแต่การเลือก Timeframe ที่เหมาะกับสไตล์ของคุณ ไปจนถึงการกำหนด Stop Loss เพื่อปกป้องเงินทุน

สรุปสาระสำคัญ

  • เลือก Timeframe ให้เข้ากับสไตล์การเทรดของคุณ — ระยะสั้นเหมาะกับนักเทรดที่ต้องการผลลัพธ์รวดเร็ว ระยะยาวเหมาะกับผู้ที่มีทุนมากและอดทนรอ
  • ใช้วิธีวิเคราะห์ที่เหมาะสม — Fundamental Analysis สำหรับติดตามข่าวเศรษฐกิจ หรือ Technical Analysis สำหรับอ่านกราฟและจับสัญญาณ
  • กำหนด Stop Loss ทุกครั้งเพื่อจำกัดความสูญเสีย — ไม่ควรเสี่ยงเกิน 1-2% ของเงินทุนต่อ 1 Position
  • เลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาต มีแพลตฟอร์มที่เสถียร และมีค่าธรรมเนียมที่โปร่งใส
  • การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง — ศึกษาให้ละเอียดและทดลองใน Demo Account ก่อนใช้เงินจริง

ทำไมตลาด Forex ถึงน่าสนใจ

ตลาด Forex เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยมากกว่า 6.60 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ตามข้อมูลจาก Bank for International Settlements (BIS) ปี 2022 ซึ่งมากกว่าตลาดหุ้นทั่วโลกรวมกันหลายเท่า

ความโดดเด่นของตลาด Forex มีดังนี้:

  • เปิดซื้อขาย 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ — เริ่มจาก Sydney เปิด Wellington ผ่าน Tokyo, London ไปจนถึง New York คุณสามารถเทรดได้ทุกเวลาที่สะดวก
  • สภาพคล่องสูง — คู่เงินหลักอย่าง EUR/USD หรือ GBP/USD มี Spread แคบ การเข้า-ออก Position รวดเร็ว
  • เริ่มต้นได้ด้วยเงินน้อย — หลายโบรกเกอร์เปิดให้ฝากขั้นต่ำเพียง $10-$50 หรือประมาณ 350-1,750 บาท ทำให้เข้าถึงได้ง่ายกว่าการลงทุนในตลาดอื่น
  • Leverage ช่วยขยายกำลังซื้อ — แม้เงินทุนน้อย แต่สามารถเปิด Position ใหญ่ได้ด้วย Leverage 1:50 ถึง 1:500 (แต่ต้องระวังความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น)
NOTE

Leverage เป็นมีดสองคม — ในขณะที่ช่วยเพิ่มกำไรได้เร็ว แต่ก็ทำให้ขาดทุนได้เร็วเช่นกัน ควรใช้ Leverage ไม่เกิน 1:100 หากคุณเพิ่งเริ่มต้น และควรเสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนต่อ 1 Position

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงได้ง่ายไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะทำกำไรได้ง่าย — สถิติจาก ESMA (European Securities and Markets Authority) ระบุว่า 74-89% ของ Retail Trader ขาดทุนเมื่อเทรด CFD และ Forex ดังนั้นการมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและการจัดการความเสี่ยงที่ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เลือก Timeframe ให้เข้ากับสไตล์การเทรดของคุณ

Timeframe คือกรอบเวลาที่คุณใช้ในการวิเคราะห์กราฟและตัดสินใจ เช่น กราฟ 1 นาที (M1) กราฟ 15 นาที (M15) กราฟ 1 ชั่วโมง (H1) กราฟรายวัน (D1) เป็นต้น การเลือก Timeframe มีผลโดยตรงต่อ:

แผนภาพการวิเคราะห์หลายไทม์เฟรม: D1 บอกทิศทางหลักขาขึ้น H1 แสดงการย่อเข้าโซนแนวรับ และ M5 ใช้หาจังหวะแท่งกลับตัวเพื่อเข้าออเดอร์
แผนภาพการวิเคราะห์หลายไทม์เฟรม: D1 บอกทิศทางหลักขาขึ้น H1 แสดงการย่อเข้าโซนแนวรับ และ M5 ใช้หาจังหวะแท่งกลับตัวเพื่อเข้าออเดอร์
  • ความถี่ในการเทรด — Timeframe สั้นหมายถึงโอกาสเข้า Position บ่อยขึ้น
  • ระดับความเครียด — ยิ่ง Timeframe สั้น ยิ่งต้องตัดสินใจเร็วและเฝ้าจอบ่อย
  • ขนาดผลตอบแทนและความเสี่ยงต่อ Trade — Scalping อาจได้กำไร 5-10 pips ต่อรอบ ขณะที่ Swing Trading อาจหวังผล 100-500 pips ต่อ Position

สไตล์การเทรดตาม Timeframe

สไตล์Timeframeระยะเวลาถือ Positionเหมาะกับ
ScalpingM1, M5ไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาทีคนที่อยู่หน้าจอได้ตลอดเวลา ตัดสินใจเร็ว ทนความเครียดสูง
Day TradingM15, H1ไม่ถือข้ามคืน ปิดภายในวันคนที่มีเวลาเฝ้าจอ 2-4 ชั่วโมงต่อวัน ไม่อยากมีความเสี่ยงข้ามคืน
Swing TradingH4, D12-7 วันคนที่มีงานประจำ ไม่มีเวลาเฝ้าจอทุกวัน อดทนรอกำไรระยะกลาง
Position TradingD1, W1หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนคนที่มีเงินทุนมาก เน้นติดตามเทรนด์ใหญ่ มีระบบการจัดการความเสี่ยงดี

https://youtu.be/RzxvzeHJ578

TIP

หากคุณเพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้ลอง H1 หรือ H4 ก่อน — ให้เวลาคิดมากพอ ลดความเครียด และลด Transaction Cost จากการเข้า-ออก Position บ่อย

เลือกวิธีวิเคราะห์ที่เหมาะกับตัวคุณ

การเทรด Forex ใช้วิธีวิเคราะห์หลัก 2 แบบ คือ Fundamental Analysis และ Technical Analysis นักเทรดส่วนใหญ่จะใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน แต่ต้องเลือกให้เข้ากับสไตล์และ Timeframe ของตัวเอง

1. Fundamental Analysis

เน้นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น:

  • ดอกเบี้ยนโยบาย — เมื่อ Federal Reserve (Fed) ขึ้นดอกเบี้ย USD มักแข็งค่า
  • GDP, Inflation, Employment Data — ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาดมักผลักดันค่าเงินให้แข็งค่า
  • เหตุการณ์ทางการเมือง — Brexit, สงครามการค้า, การเลือกตั้ง ล้วนมีผลต่อค่าเงิน

เครื่องมือสำคัญ:

  • Forex Factory Calendar (www.forexfactory.com) — ปฏิทินข่าวเศรษฐกิจที่นักเทรดทั่วโลกใช้
  • Investing.com Economic Calendar — มีข้อมูลครบ ค้นหาง่าย แสดงผลกระทบของข่าวแต่ละอัน
INFO

ข่าวระดับ "High Impact" (สีแดงใน Forex Factory) มักทำให้ตลาดผันผวนหนัก เช่น Non-Farm Payrolls (NFP), FOMC Minutes, CPI — หากคุณยังไม่เชี่ยวชาญ ควรหลีกเลี่ยงการเข้า Position ในช่วงเวลาเหล่านี้

2. Technical Analysis

เน้นการอ่านกราฟราคาและใช้เครื่องมือทางสถิติเพื่อคาดการณ์ทิศทาง เครื่องมือที่นิยม:

  • Support & Resistance — ระดับราคาที่ตลาดมักพักตัวหรือกลับตัว
  • Trend Line — ลากเชื่อม High หรือ Low เพื่อหาทิศทาง
  • Moving Average (MA) — เช่น MA 50, MA 200 ใช้ยืนยันเทรนด์
  • RSI (Relative Strength Index) — วัดความแข็งแรงของเทรนด์ มักใช้หาจุด Overbought/Oversold
  • MACD (Moving Average Convergence Divergence) — ใช้หาสัญญาณ Cross Over
  • Fibonacci Retracement — ใช้หาระดับ Pullback ที่เป็นไปได้

แพลตฟอร์มที่นิยม:

  • MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) — มีเครื่องมือครบ ใช้ง่าย ฟรี
  • TradingView — อินเทอร์เฟซสวย ใช้งานบนเว็บได้ มีชุมชนนักเทรดแชร์ไอเดีย
TIP

เริ่มต้นจากเครื่องมือง่ายๆ เช่น Support/Resistance + MA — อย่าใส่ Indicator มากเกินไป มันจะทำให้กราฟสับสนและตัดสินใจช้า

กำหนด Stop Loss ทุกครั้ง

Stop Loss คือคำสั่งที่บอกระบบให้ปิด Position อัตโนมัติเมื่อราคาขาดทุนถึงระดับที่คุณกำหนด เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการจัดการความเสี่ยง

แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน
แผนภาพการวาง Stop Loss และ Take Profit: โซนความเสี่ยงสีแดงใต้จุดเข้า โซนเป้าหมายกำไรสีเขียวเหนือจุดเข้า อัตราส่วนเสี่ยงหนึ่งส่วนหวังผลสองถึงสามส่วน

ทำไมต้องใช้ Stop Loss

  • ปกป้องเงินทุน — ถ้าตลาดเคลื่อนไหวผิดคาด คุณจะขาดทุนตามที่วางแผนไว้ ไม่ใช่ขาดทุนจนหมดบัญชี
  • ลดความเครียด — ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา ระบบจะปิด Position ให้เอง
  • มีระเบียบวินัย — บังคับให้คุณตัดขาดทุนตามแผน ไม่ใช่หวังว่าจะกลับมา (Revenge Trading)

https://youtu.be/UOZurVNiBx0

วิธีกำหนด Stop Loss

  1. ตาม Risk-Reward Ratio — เช่น หากคุณหวังกำไร 100 pips คุณอาจตั้ง Stop Loss ที่ 50 pips (Ratio 1:2) หรือ 33 pips (Ratio 1:3)
  2. ตาม Support/Resistance — ตั้ง Stop Loss ไว้ต่ำกว่า Support (ถ้า Long) หรือสูงกว่า Resistance (ถ้า Short) เล็กน้อย เช่น 5-10 pips
  3. ตามเปอร์เซ็นต์ของเงินทุน — เช่น ไม่เสี่ยงเกิน 1% ของบัญชี ถ้ามีเงิน 10,000 บาท ไม่ควรขาดทุนเกิน 100 บาทต่อ Trade

ตัวอย่าง:

  • เงินทุน: 10,000 บาท
  • ความเสี่ยงต่อ Trade: 1% = 100 บาท
  • Position: Long EUR/USD ที่ 1.1000 ตั้ง Stop Loss ที่ 1.0950 (ห่าง 50 pips)
  • Lot Size ที่เหมาะสม: 0.02 Lot (ถ้า 1 pip = 0.10 USD ที่ 0.01 Lot, 50 pips = 5 USD หรือประมาณ 175 บาท กับ 0.02 Lot = 10 USD หรือประมาณ 350 บาท — ต้องปรับ Lot ให้ขาดทุนไม่เกิน 100 บาท)
NOTE

ห้าม เลื่อน Stop Loss ไปไกลขึ้นเมื่อตลาดวิ่งผิดทาง — นี่คือข้อผิดพลาดที่นักเทรดมือใหม่มักทำ มันจะทำให้คุณขาดทุนเกินแผนที่วางไว้

เลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสม

โบรกเกอร์ Forex คือคนกลางที่เชื่อมคุณเข้ากับตลาด การเลือกโบรกเกอร์ที่ดีจะช่วยให้การเทรดของคุณราบรื่น ปลอดภัย และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม

เกณฑ์การเลือกโบรกเกอร์

  1. ใบอนุญาตและการกำกับดูแล

    • ตรวจสอบว่าโบรกเกอร์ได้รับการกำกับดูแล โดยตรวจสอบเลขใบอนุญาตจากเว็บไซต์ทางการของหน่วยงานกำกับดูแลที่ออกใบอนุญาต
    • หลีกเลี่ยงโบรกเกอร์ที่ไม่มีใบอนุญาต
  2. ค่าธรรมเนียมและ Spread

    • Spread คือความต่างระหว่างราคาซื้อ-ขาย ยิ่ง Spread แคบ ยิ่งประหยัดค่าใช้จ่าย
    • โบรกเกอร์บางรายเรียก Commission แทน Spread (ECN Account) — เปรียบเทียบให้ดี
    • ค่า Swap (Overnight Fee) สำหรับ Position ที่ถือข้ามคืน — สำคัญถ้าคุณเทรดระยะยาว
  3. แพลตฟอร์มการซื้อขาย

    • ควรมี MetaTrader 4 (MT4) หรือ MetaTrader 5 (MT5) — เป็นแพลตฟอร์มมาตรฐานที่เสถียร มีเครื่องมือครบ
    • ทดลองใช้ Demo Account ก่อนฝากเงินจริง
  4. การฝาก-ถอนเงิน

    • รองรับช่องทางที่สะดวก เช่น บัตรเครดิต, E-Wallet (Skrill, Neteller)
    • ตรวจสอบเวลาในการถอนเงิน (ควรไม่เกิน 1-3 วันทำการ)
    • ไม่มีค่าธรรมเนียมฝาก-ถอนที่สูงเกินไป
  5. ฝากขั้นต่ำและ Leverage

    • เลือกโบรกเกอร์ที่ฝากขั้นต่ำเหมาะกับเงินทุนของคุณ (ถ้ามีเงินน้อย หา Broker ที่ฝากต่ำได้ เช่น $10-$50)
    • Leverage ที่เหมาะสม: ไม่ควรเกิน 1:100 ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้น
  6. การบริการลูกค้า

    • มี Live Chat หรือ Support ภาษาไทย
    • ตอบคำถามรวดเร็ว ช่วยแก้ปัญหาได้ทันท่วงที

ระยะเวลาในการดำเนินการอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับช่องทางการชำระเงินที่เลือกใช้

https://youtu.be/F0xTJXni_gw

โบรกเกอร์ที่ได้รับความนิยมในไทย

โบรกเกอร์ใบอนุญาตSpread EUR/USDฝากขั้นต่ำแพลตฟอร์ม
Exnessกำกับดูแลระดับสากล · ดูที่เว็บ ExnessZero/Raw เริ่มที่ 0 ปิ๊ป + คอม$100 (Standard)MT4, MT5
XMถือใบอนุญาตกำกับดูแล · ดูที่เว็บ XM0.6 pips$5MT4, MT5
IC Marketsถือใบอนุญาตกำกับดูแล0.0 pips (ECN)$200MT4, MT5, cTrader
Axioryตรวจสอบที่เว็บไซต์ของโบรกเกอร์0.0 pips (ECN)$10MT4, MT5, cTrader
INFO

ตารางข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง — ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบจากเว็บไซต์โบรกเกอร์โดยตรงก่อนตัดสินใจ

เทคนิคเพิ่มเติมสำหรับการทำกำไร

1. ทดลองใน Demo Account ก่อนใช้เงินจริง

ทุกโบรกเกอร์มี Demo Account ให้ฝึกซื้อขายด้วยเงินเสมือน — ใช้มันเพื่อ:

  • ทดสอบกลยุทธ์การเทรด
  • ทำความคุ้นเคยกับแพลตฟอร์ม
  • ฝึกจัดการ Stop Loss และ Take Profit

แนะนำ: เทรดใน Demo อย่างน้อย 3 เดือน หรือจนกว่าจะทำกำไรสม่ำเสมอ

2. ตั้งเป้า Risk-Reward Ratio ที่เหมาะสม

เป้าหมายมาตรฐานคือ 1:2 หรือ 1:3 — หมายความว่าถ้าคุณเสี่ยงขาดทุน 50 pips คุณควรหวังกำไร 100-150 pips

ถ้าคุณชนะ 50% และใช้ Ratio 1:2 ในระยะยาวคุณจะกำไร

3. เก็บ Trading Journal

บันทึกทุก Trade:

  • วันเวลา
  • คู่เงิน
  • ทิศทาง (Long/Short)
  • Entry Price, Stop Loss, Take Profit
  • เหตุผลที่เข้า (ข่าว, กราฟ, สัญญาณ)
  • ผลลัพธ์ (กำไร/ขาดทุน)

วิเคราะห์ Journal ทุกสัปดาห์เพื่อหาจุดอ่อนและปรับปรุง

4. อย่าลงทุนเงินที่ไม่สามารถเสียได้

การเทรด Forex มีความเสี่ยงสูง ห้ามใช้เงินสำหรับค่าเช่า ค่าใช้จ่ายประจำ หรือเงินกู้ — ใช้เฉพาะเงินส่วนเกินที่พร้อมจะเสียได้

5. ควบคุมอารมณ์

ความกลัวและความโลภคือศัตรูของนักเทรด:

  • ความกลัว ทำให้คุณปิด Position กำไรเร็วเกินไป หรือไม่กล้าเข้า Position ที่ดี
  • ความโลภ ทำให้คุณเพิ่ม Lot Size มากเกินไป หรือไม่ตั้ง Stop Loss

ใช้กฎง่ายๆ: เทรดตามแผน หยุดเมื่อถึงเป้า

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Forex เทรดได้กี่ชั่วโมงต่อวัน?

ตลาด Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ เริ่มจาก Sydney เปิดเวลา 04:00 น. (เวลาไทย) ผ่าน Tokyo, London ไปจนถึง New York ช่วงที่มีสภาพคล่องสูงสุดคือ London-New York Overlap (19:00-01:00 น. เวลาไทย) เพราะมีผู้เทรดจากทั้งสองตลาดพร้อมกัน

เทรด Forex ต้องมีเงินเท่าไหร่?

ขั้นต่ำขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ — บางรายเปิด Account ที่ $5-$10 (ประมาณ 175-350 บาท) แต่แนะนำให้มีเงินอย่างน้อย $500-$1,000 เพื่อให้มีพื้นที่จัดการความเสี่ยงได้สบาย ถ้าเงินน้อยเกินไปคุณจะโดน Stop Loss บ่อยเกินไป

Stop Loss ควรตั้งห่างจาก Entry เท่าไหร่?

ขึ้นอยู่กับ Volatility ของคู่เงินและ Timeframe:

  • Scalping (M1, M5): 5-15 pips
  • Day Trading (M15, H1): 20-50 pips
  • Swing Trading (H4, D1): 50-150 pips

หลักสำคัญคือ Stop Loss ต้องอยู่นอก "noise" ของตลาด และไม่เกิน 1-2% ของเงินทุน

ควรใช้ Leverage เท่าไหร่ดี?

ยิ่ง Leverage สูง ยิ่งเสี่ยง — แนะนำดังนี้:

  • มือใหม่: ไม่เกิน 1:50 หรือ 1:100
  • มีประสบการณ์: 1:100 ถึง 1:200
  • มืออาชีพ: อาจใช้ถึง 1:500 แต่ต้องมีระบบจัดการความเสี่ยงเข้มงวด
แผนภาพเลเวอเรจแบบคานผ่อนแรง: หลักประกันหนึ่งพันดอลลาร์คุมสัญญาหนึ่งแสนดอลลาร์ที่ 1:100 ราคาขยับหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่ากับหลักประกันทั้งก้อน ทั้งฝั่งกำไรและขาดทุน
แผนภาพเลเวอเรจแบบคานผ่อนแรง: หลักประกันหนึ่งพันดอลลาร์คุมสัญญาหนึ่งแสนดอลลาร์ที่ 1:100 ราคาขยับหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่ากับหลักประกันทั้งก้อน ทั้งฝั่งกำไรและขาดทุน

Leverage ไม่ได้ทำให้คุณรวยเร็ว

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

You are on the website of the IBs of Exness company. This site is not owned or operated by Exness.

You are on the website of the IBs of XM Global company. This site is not owned or operated by XM Global.

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง