U
UHAS
รอข้อมูล
XAU/USDรอข้อมูล

ผู้เล่นหลักในตลาด Forex คือใครบ้าง? (วีดีโอ)

ผู้เล่นหลักในตลาด Forex คือใครบ้าง? และใครคือผู้ซื้อขายในตลาด Forex คำถามนี้ผมเชื่อว่าเทรดเดอร์ในตลาด Forex หลายๆคน อาจจะมีความสงสัย

P
Patiphan Uhas
22 ตุลาคม 2564·5 นาทีอ่าน
แชร์
ผู้เล่นหลักในตลาด Forex คือใครบ้าง?

ตลาด Forex มีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน แต่คุณเคยสงสัยไหมว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขมหาศาลนี้ การรู้ว่าใครคือผู้เล่นหลักในตลาดจะช่วยให้คุณเข้าใจพลวัตของราคาและโอกาสในการเทรดได้ดีขึ้น

สรุปสาระสำคัญ

  • ธนาคารกลางและสถาบันการเงินครองส่วนแบ่งการซื้อขายมากกว่า 70% ของตลาด Forex
  • แต่ละกลุ่มผู้เล่นมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน — ตั้งแต่การป้องกันความเสี่ยงไปจนถึงการเก็งกำไร
  • เทรดเดอร์รายย่อยอย่างเราเข้าถึงตลาดผ่านโบรกเกอร์ด้วย leverage ซึ่งมีทั้งโอกาสและความเสี่ยงสูง

ตลาด Forex คืออะไร (ทบทวนพื้นฐาน)

ก่อนที่เราจะเจาะลึกเรื่องผู้เล่นหลัก เรามาทำความเข้าใจตลาด Forex กันก่อน

Forex หรือ FX ย่อมาจาก Foreign Exchange คือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเทรดเดอร์สร้างกำไรจากการเก็งกำไรผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงิน — ซื้อในราคาต่ำ ขายในราคาสูง

ตัวอย่างง่ายๆ: สมมติปี 1997 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 USD = 25 THB คุณนำเงิน 1,000 USD มาแลกได้ 25,000 บาท ต่อมาปี 1998 วิกฤตต้มยำกุ้งทำให้อัตราแลกเปลี่ยนพุ่งเป็น 1 USD = 50 THB หากคุณนำเงิน 25,000 บาทไปแลกกลับ คุณจะได้เพียง 500 USD — ขาดทุน 50%

ในทางกลับกัน ถ้าคุณถือ USD ไว้ตั้งแต่ต้น มูลค่าเงินของคุณเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับบาท นี่คือหลักการเก็งกำไรในตลาด Forex

รูปแบบการเขียนสกุลเงิน:

  • แต่ละสกุลเงินมี 3 ตัวอักษร
  • 2 ตัวแรก = รหัสประเทศ (ISO 3166)
  • ตัวที่ 3 = ชื่อสกุลเงิน
  • ตัวอย่าง: THB = Thailand Baht, USD = United States Dollar, EUR = Euro

https://youtu.be/pwtNEeQTS9k

INFO

ในตลาด Forex เราไม่ได้ซื้อขาย "หุ้น" แต่ซื้อขาย คู่สกุลเงิน เช่น EUR/USD, GBP/JPY โดยทุกการเทรดคือการซื้อสกุลเงินหนึ่งและขายอีกสกุลเงินหนึ่งพร้อมกัน

ผู้เล่นหลัก 5 กลุ่มในตลาด Forex

ข้อมูลจาก BIS Triennial Central Bank Survey 2019 (รายงานที่ออกทุก 3 ปีโดยธนาคารชำระหนี้ระหว่างประเทศ) แบ่งผู้เล่นในตลาด Forex ออกเป็น 5 กลุ่มหลัก แต่ละกลุ่มมีบทบาทและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

1. ธนาคารกลาง (Central Banks)

สัดส่วนการซื้อขาย: ประมาณ 5-10% (โดยตรง) แต่มีอิทธิพลสูงสุดต่อตลาด

บทบาท:

  • บริหารนโยบายการเงิน (อัตราดอกเบี้ย, ปริมาณเงิน)
  • แทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อรักษาเสถียรภาพ
  • บริหารทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ

ตัวอย่างที่สำคัญ:

  • Federal Reserve (Fed) — ธนาคารกลางสหรัฐฯ ผู้กำหนดทิศทางของ USD ซึ่งใช้ใน 88% ของธุรกรรม Forex ทั้งหมด
  • European Central Bank (ECB) — กำหนดนโยบาย EUR สกุลเงินที่มีการซื้อขายรองลงมา
  • Bank of Japan (BoJ) — มีประวัติแทรกแซงตลาด JPY บ่อยครั้งเพื่อป้องกันเงินเยนแข็งค่าเกินไป
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (BoT) — บริหารค่าเงินบาทให้เหมาะสมกับการส่งออก
NOTE

เมื่อธนาคารกลางประกาศเปลี่ยนนโยบายอัตราดอกเบี้ย (Rate Decision) ตลาดมักมีความผันผวนสูง คุณจะเห็นราคาเคลื่อนไหว 100-200 pips ภายในไม่กี่นาที

2. ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน (Commercial Banks & Dealers)

สัดส่วนการซื้อขาย: มากกว่า 40% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมด

บทบาท:

  • เป็นผู้ให้สภาพคล่อง (Liquidity Provider) หลักของตลาด
  • รับซื้อ-ขายเงินตราให้ลูกค้าองค์กร และธนาคารอื่นๆ
  • ทำ Market Making — คอยเสนอราคา Bid/Ask อยู่ตลอดเวลา

ธนาคารที่ครองตลาด Forex (2022-2024):

  1. JPMorgan Chase — ส่วนแบ่ง 10.78%
  2. UBS — ส่วนแบ่ง 8.13%
  3. XTX Markets — ส่วนแบ่ง 7.58%
  4. Deutsche Bank — ส่วนแบ่ง 7.38%
  5. Citi — ส่วนแบ่ง 5.50%

ธนาคารเหล่านี้ซื้อขายกันเองผ่านระบบ Interbank Market ซึ่งเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด โดยไม่ต้องผ่านตลาดแลกเปลี่ยนแบบรวมศูนย์

3. กองทุนป้องกันความเสี่ยงและกองทุนบริหารสินทรัพย์ (Hedge Funds & Asset Managers)

สัดส่วนการซื้อขาย: ประมาณ 15-20%

บทบาท:

  • เก็งกำไรระยะสั้น-กลางด้วยเงินทุนขนาดใหญ่
  • ใช้กลยุทธ์ Arbitrage, Carry Trade, Momentum Trading
  • บริหารพอร์ตลงทุนให้กองทุนบำนาญ, มหาเศรษฐี

ตัวอย่างกองทุนที่มีชื่อเสียง:

  • Bridgewater Associates — กองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเกิน 150,000 ล้าน USD
  • Soros Fund Management — มีชื่อเสียงจากการ "ทุบปอนด์อังกฤษ" ปี 1992 ทำกำไร 1,000 ล้าน USD ในคืนเดียว
INFO

กองทุนเหล่านี้มักใช้ leverage สูง (50:1 - 100:1) และมีกำลังซื้อขายที่มากพอจะขับเคลื่อนราคาในระยะสั้นได้

4. บริษัทข้ามชาติและนักลงทุนสถาบัน (Corporations)

สัดส่วนการซื้อขาย: ประมาณ 10-15%

บทบาท:

  • แลกเปลี่ยนเงินเพื่อการค้าระหว่างประเทศ (Import/Export)
  • ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Hedging)
  • จ่ายเงินเดือนพนักงานต่างประเทศ, ซื้อวัตถุดิบ

ตัวอย่าง:

  • Apple — ขายสินค้าทั่วโลกด้วยสกุลเงินท้องถิ่น ต้องแลกเปลี่ยนกลับเป็น USD
  • Toyota — ต้องป้องกันความเสี่ยงจาก JPY/USD เพราะขายรถในสหรัฐฯ
  • Nestlé — ดำเนินงานใน 186 ประเทศ ต้องจัดการกับ 80+ สกุลเงิน

กลุ่มนี้มักไม่ได้มุ่งเก็งกำไร แต่ต้องการ ความแน่นอน ของต้นทุน จึงมักใช้เครื่องมือ Forward Contract หรือ Option เพื่อล็อคอัตราแลกเปลี่ยน

5. เทรดเดอร์รายย่อย (Retail Traders)

สัดส่วนการซื้อขาย: ประมาณ 5-7% (แต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ)

บทบาท:

  • เก็งกำไรผ่านโบรกเกอร์ Forex ออนไลน์
  • ใช้ leverage สูง (10:1 ถึง 500:1 ขึ้นกับกฎหมายประเทศ)
  • เทรดด้วยเงินทุนเล็ก (มักต่ำกว่า 10,000 USD)

ข้อได้เปรียบ:

  • เข้าถึงตลาดได้ 24 ชั่วโมง 5 วัน
  • ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลที่เคยเป็นของสถาบันเท่านั้น
  • ไม่มีข้อผูกมัดในการถือ Position

ข้อเสียเปรียบ:

  • ไม่สามารถขับเคลื่อนราคาได้เหมือนสถาบัน
  • ต้องจ่าย Spread และ Commission
  • เสี่ยงต่อ Margin Call หากใช้ leverage สูงเกินไป
TIP

เทรดเดอร์รายย่อยที่ประสบความสำเร็จมักเน้น การบริหารความเสี่ยง มากกว่าการไล่ตามกำไร — ใช้ Stop Loss ทุกออเดอร์ และไม่เสี่ยงเกิน 2% ของเงินทุนต่อครั้ง

https://youtu.be/bnlWD7D6_gc

โครงสร้างตลาด Forex: ใครเชื่อมต่อกับใคร

ตลาด Forex ไม่ได้มีศูนย์กลางเดียว (Over-the-Counter Market) แต่มีลำดับชั้นดังนี้:

ชั้น 1: Interbank Market

  • ธนาคารกลาง + ธนาคารพาณิชย์ระดับโลก
  • Spread แคบที่สุด (0.0-0.1 pips)
  • ขั้นต่ำหลักล้าน USD ต่อธุรกรรม

ชั้น 2: Institutional Market

  • กองทุน, บริษัทใหญ่
  • เข้าถึงผ่าน Prime Broker
  • Spread 0.1-0.5 pips

ชั้น 3: Retail Market

  • เทรดเดอร์รายย่อยอย่างเรา
  • เข้าถึงผ่านโบรกเกอร์ออนไลน์
  • Spread 0.5-2.0 pips (ขึ้นกับคู่เงิน)

เมื่อคุณกดซื้อ EUR/USD ผ่าน MT4/MT5 โบรกเกอร์ของคุณจะ:

  1. ส่งคำสั่งไปยัง Liquidity Provider (ธนาคาระดับโลก)
  2. Liquidity Provider match คำสั่งกับ Interbank Market
  3. ราคาที่ดีที่สุดถูกส่งกลับมาให้คุณ (ใช้เวลาไม่ถึง 1 วินาที)

ปัจจัยที่ผู้เล่นแต่ละกลุ่มมองต่างกัน

ปัจจัยธนาคารกลางสถาบันบริษัทรายย่อย
อัตราดอกเบี้ยสำคัญมากสำคัญมากปานกลางสำคัญ
เสถียรภาพเศรษฐกิจสำคัญมากสำคัญสำคัญมากน้อย
ข่าว NFP, CPIสำคัญสำคัญมากน้อยสำคัญมาก
Technical Analysisน้อยปานกลางน้อยสำคัญมาก
Time Horizonยาว (เดือน-ปี)กลาง (สัปดาห์-เดือน)ยาว (เดือน-ปี)สั้น (นาที-วัน)

ความแตกต่างนี้อธิบายว่าทำไมบางครั้งราคาเคลื่อนไหวไม่ตรงตาม Technical — เพราะสถาบันอาจกำลังตัดสินใจจาก Fundamental ระดับ Macro

ทำไมเรา (รายย่อย) จึงอยู่รอดในตลาดที่สถาบันครอง

คำถามที่หลายคนตั้งคือ: ถ้าธนาคารและกองทุนใหญ่ขนาดนี้ เราจะแข่งได้อย่างไร?

คำตอบคือเราไม่ได้ "แข่ง" — เราใช้ ข้อได้เปรียบที่ต่างออกไป:

  1. ความคล่องตัว — เราเข้า-ออกตลาดได้ทันที กองทุน 10,000 ล้าน USD ต้องใช้เวลาหลายวันถึงจะสร้าง Position
  2. ไม่มีข้อจำกัดเชิงกฎหมาย — สถาบันต้องรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแล เราไม่ต้อง
  3. เทคโนโลยีระดับเดียวกัน — MT4/MT5, TradingView ที่เราใช้ ไม่ด้อยกว่าระบบสถาบันในปี 2010s

กลยุทธ์ที่เหมาะกับรายย่อย:

  • Scalping — เก็บกำไร 5-10 pips หลายรอบต่อวัน
  • News Trading — เล่นช่วง Event ใหญ่ (NFP, FOMC)
  • Swing Trading — ถือ Position 2-5 วัน ตาม Trend
  • Position Trading — ถือนาน ตาม Carry Trade (ต้องมีเงินทุนมาก)
NOTE

อย่าพยายามเอาชนะตลาด — สถิติแสดงว่า 70-80% ของเทรดเดอร์รายย่อยขาดทุน สาเหตุหลักคือ:

  • ใช้ leverage สูงเกินไป (มากกว่า 1:50)
  • ไม่มี Risk Management
  • Over-trading (เปิด Position เกินความจำเป็น)

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ธนาคารกลางจัดการอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างไร?

ธนาคารกลางใช้เครื่องมือ 3 ตัวหลัก: (1) ปรับอัตราดอกเบี้ย — เพิ่มดอกเบี้ยทำให้เงินแข็งค่า เพราะนักลงทุนต่างชาติพากันมาฝากเงิน, (2) แทรกแซงตลาดตรง (Intervention) — เข้าซื้อ/ขายสกุลเงินตัวเองด้วยทุนสำรอง เช่น BoJ เคยขาย JPY ซื้อ USD มูลค่า 20,000 ล้าน USD ในวันเดียว, (3) Forward Guidance — ประกาศนโยบายล่วงหน้าเพื่อจูงใจตลาด

โบรกเกอร์ Forex ทำเงินได้อย่างไร?

โบรกเกอร์มีรายได้จาก 3 ทาง: (1) Spread — ผลต่าง Bid/Ask เช่น EUR/USD Bid 1.0800 / Ask 1.0802 = Spread 2 pips, (2) Commission — เก็บค่าธรรมเนียมต่อ Lot (มักเห็นในบัญชี ECN), (3) Swap/Overnight Fee — ค่าดอกเบี้ยจากการถือ Position ข้ามคืน

บางโบรกเกอร์ทำ B-Book (รับออเดอร์ลูกค้าเอง ไม่ส่งต่อไปตลาด) ซึ่งมีความขัดแย้งผลประโยชน์ — เมื่อลูกค้าขาดทุน โบรกเกอร์กำไร

ฉันต้องมีเงินทุนเท่าไหร่ถึงจะเทรด Forex ได้?

ทางเทคนิคคุณเปิดบัญชีได้ตั้งแต่ 10 USD แต่เงินทุนที่ เหมาะสม คือ:

  • 100-500 USD — สำหรับทดลองเทรดและเรียนรู้
  • 1,000-5,000 USD — เริ่มสร้างรายได้เสริมได้ (ถ้าชำนาญ)
  • 10,000 USD ขึ้นไป — สามารถมี Position Size ที่เหมาะสม โดยไม่ต้องใช้ leverage สูงเกินไป

หลักการทอง: อย่าเอาเงินที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาเทรด เงินที่เอามาเทรดต้องเป็นเงินที่ "เสียไปแล้วไม่กระทบชีวิต"

มีตลาด Forex ที่ดีกว่าตลาดอื่นไหม (หุ้น, คริปโต)?

ไม่มีตลาดไหนดีกว่า — แต่ละตลาดมีข้อดีข้อเสียต่างกัน:

  • Forex = สภาพคล่องสูงสุด, เปิดตลอด 24/5, Spread แคบ แต่มี Leverage สูง (เสี่ยง)
  • หุ้น = เข้าใจง่ายกว่า (ซื้อบริษัทที่รู้จัก), ได้เงินปันผล แต่สภาพคล่องน้อยกว่า และปิดตลาดเร็ว
  • คริปโต = ผันผวนสูงมาก (โอกาสกำไรสูง แต่เสี่ยงเท่าๆ กัน), เปิด 24/7

คำแนะนำ: เทรดตลาดที่คุณ เข้าใจ และมี ความพร้อมด้านเวลา เทรด Forex ช่วงเช้าไทยต้องตื่นดึก (ตลาดยุโรป-อเมริกา)

เทรดเดอร์รายย่อยจะกลายเป็นมืออาชีพได้ไหม?

ได้ — แต่ต้องผ่าน กระบวนการเรียนรู้ที่ยาวนาน สถิติแสดงว่า:

  • ปีแรก: 90% ขาดทุน
  • ปีที่ 2-3: 70% ยังขาดทุน
  • ปีที่ 4-5: 50% เริ่มทำกำไรได้สม่ำเสมอ

ปัจจัยความสำเร็จ:

  1. มี Trading Plan — กฎการเข้า-ออก, Risk per Trade ชัดเจน
  2. เก็บ Trading Journal — บันทึกทุก Trade เพื่อหาจุดผิดพลาด
  3. จัดการอารมณ์ — ไม่ Revenge Trading หลังขาดทุน
  4. เรียนรู้ต่อเนื่อง — ตลาดเปลี่ยน กลยุทธ์ที่ได้ผลวันนี้อาจใช้ไม่ได้พรุ่งนี้

เทรดเดอร์มืออาชีพที่รู้จักกันดี เช่น George Soros, Paul Tudor Jones ใช้เวลาเฉลี่ย 5-10 ปี กว่าจะมั่นคงในตลาด

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง