ผู้เล่นหลักในตลาด Forex คือใครบ้าง? (วีดีโอ)
ผู้เล่นหลักในตลาด Forex คือใครบ้าง? และใครคือผู้ซื้อขายในตลาด Forex คำถามนี้ผมเชื่อว่าเทรดเดอร์ในตลาด Forex หลายๆคน อาจจะมีความสงสัย

ตลาด Forex มีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน แต่คุณเคยสงสัยไหมว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขมหาศาลนี้ การรู้ว่าใครคือผู้เล่นหลักในตลาดจะช่วยให้คุณเข้าใจพลวัตของราคาและโอกาสในการเทรดได้ดีขึ้น
สรุปสาระสำคัญ
- ธนาคารกลางและสถาบันการเงินครองส่วนแบ่งการซื้อขายมากกว่า 70% ของตลาด Forex
- แต่ละกลุ่มผู้เล่นมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน — ตั้งแต่การป้องกันความเสี่ยงไปจนถึงการเก็งกำไร
- เทรดเดอร์รายย่อยอย่างเราเข้าถึงตลาดผ่านโบรกเกอร์ด้วย leverage ซึ่งมีทั้งโอกาสและความเสี่ยงสูง
ตลาด Forex คืออะไร (ทบทวนพื้นฐาน)
ก่อนที่เราจะเจาะลึกเรื่องผู้เล่นหลัก เรามาทำความเข้าใจตลาด Forex กันก่อน
Forex หรือ FX ย่อมาจาก Foreign Exchange คือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเทรดเดอร์สร้างกำไรจากการเก็งกำไรผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงิน — ซื้อในราคาต่ำ ขายในราคาสูง
ตัวอย่างง่ายๆ: สมมติปี 1997 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 USD = 25 THB คุณนำเงิน 1,000 USD มาแลกได้ 25,000 บาท ต่อมาปี 1998 วิกฤตต้มยำกุ้งทำให้อัตราแลกเปลี่ยนพุ่งเป็น 1 USD = 50 THB หากคุณนำเงิน 25,000 บาทไปแลกกลับ คุณจะได้เพียง 500 USD — ขาดทุน 50%
ในทางกลับกัน ถ้าคุณถือ USD ไว้ตั้งแต่ต้น มูลค่าเงินของคุณเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับบาท นี่คือหลักการเก็งกำไรในตลาด Forex
รูปแบบการเขียนสกุลเงิน:
- แต่ละสกุลเงินมี 3 ตัวอักษร
- 2 ตัวแรก = รหัสประเทศ (ISO 3166)
- ตัวที่ 3 = ชื่อสกุลเงิน
- ตัวอย่าง: THB = Thailand Baht, USD = United States Dollar, EUR = Euro
ในตลาด Forex เราไม่ได้ซื้อขาย "หุ้น" แต่ซื้อขาย คู่สกุลเงิน เช่น EUR/USD, GBP/JPY โดยทุกการเทรดคือการซื้อสกุลเงินหนึ่งและขายอีกสกุลเงินหนึ่งพร้อมกัน
ผู้เล่นหลัก 5 กลุ่มในตลาด Forex
ข้อมูลจาก BIS Triennial Central Bank Survey 2019 (รายงานที่ออกทุก 3 ปีโดยธนาคารชำระหนี้ระหว่างประเทศ) แบ่งผู้เล่นในตลาด Forex ออกเป็น 5 กลุ่มหลัก แต่ละกลุ่มมีบทบาทและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน
1. ธนาคารกลาง (Central Banks)
สัดส่วนการซื้อขาย: ประมาณ 5-10% (โดยตรง) แต่มีอิทธิพลสูงสุดต่อตลาด
บทบาท:
- บริหารนโยบายการเงิน (อัตราดอกเบี้ย, ปริมาณเงิน)
- แทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อรักษาเสถียรภาพ
- บริหารทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ
ตัวอย่างที่สำคัญ:
- Federal Reserve (Fed) — ธนาคารกลางสหรัฐฯ ผู้กำหนดทิศทางของ USD ซึ่งใช้ใน 88% ของธุรกรรม Forex ทั้งหมด
- European Central Bank (ECB) — กำหนดนโยบาย EUR สกุลเงินที่มีการซื้อขายรองลงมา
- Bank of Japan (BoJ) — มีประวัติแทรกแซงตลาด JPY บ่อยครั้งเพื่อป้องกันเงินเยนแข็งค่าเกินไป
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (BoT) — บริหารค่าเงินบาทให้เหมาะสมกับการส่งออก
เมื่อธนาคารกลางประกาศเปลี่ยนนโยบายอัตราดอกเบี้ย (Rate Decision) ตลาดมักมีความผันผวนสูง คุณจะเห็นราคาเคลื่อนไหว 100-200 pips ภายในไม่กี่นาที
2. ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน (Commercial Banks & Dealers)
สัดส่วนการซื้อขาย: มากกว่า 40% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมด
บทบาท:
- เป็นผู้ให้สภาพคล่อง (Liquidity Provider) หลักของตลาด
- รับซื้อ-ขายเงินตราให้ลูกค้าองค์กร และธนาคารอื่นๆ
- ทำ Market Making — คอยเสนอราคา Bid/Ask อยู่ตลอดเวลา
ธนาคารที่ครองตลาด Forex (2022-2024):
- JPMorgan Chase — ส่วนแบ่ง 10.78%
- UBS — ส่วนแบ่ง 8.13%
- XTX Markets — ส่วนแบ่ง 7.58%
- Deutsche Bank — ส่วนแบ่ง 7.38%
- Citi — ส่วนแบ่ง 5.50%
ธนาคารเหล่านี้ซื้อขายกันเองผ่านระบบ Interbank Market ซึ่งเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด โดยไม่ต้องผ่านตลาดแลกเปลี่ยนแบบรวมศูนย์
3. กองทุนป้องกันความเสี่ยงและกองทุนบริหารสินทรัพย์ (Hedge Funds & Asset Managers)
สัดส่วนการซื้อขาย: ประมาณ 15-20%
บทบาท:
- เก็งกำไรระยะสั้น-กลางด้วยเงินทุนขนาดใหญ่
- ใช้กลยุทธ์ Arbitrage, Carry Trade, Momentum Trading
- บริหารพอร์ตลงทุนให้กองทุนบำนาญ, มหาเศรษฐี
ตัวอย่างกองทุนที่มีชื่อเสียง:
- Bridgewater Associates — กองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเกิน 150,000 ล้าน USD
- Soros Fund Management — มีชื่อเสียงจากการ "ทุบปอนด์อังกฤษ" ปี 1992 ทำกำไร 1,000 ล้าน USD ในคืนเดียว
กองทุนเหล่านี้มักใช้ leverage สูง (50:1 - 100:1) และมีกำลังซื้อขายที่มากพอจะขับเคลื่อนราคาในระยะสั้นได้
4. บริษัทข้ามชาติและนักลงทุนสถาบัน (Corporations)
สัดส่วนการซื้อขาย: ประมาณ 10-15%
บทบาท:
- แลกเปลี่ยนเงินเพื่อการค้าระหว่างประเทศ (Import/Export)
- ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Hedging)
- จ่ายเงินเดือนพนักงานต่างประเทศ, ซื้อวัตถุดิบ
ตัวอย่าง:
- Apple — ขายสินค้าทั่วโลกด้วยสกุลเงินท้องถิ่น ต้องแลกเปลี่ยนกลับเป็น USD
- Toyota — ต้องป้องกันความเสี่ยงจาก JPY/USD เพราะขายรถในสหรัฐฯ
- Nestlé — ดำเนินงานใน 186 ประเทศ ต้องจัดการกับ 80+ สกุลเงิน
กลุ่มนี้มักไม่ได้มุ่งเก็งกำไร แต่ต้องการ ความแน่นอน ของต้นทุน จึงมักใช้เครื่องมือ Forward Contract หรือ Option เพื่อล็อคอัตราแลกเปลี่ยน
5. เทรดเดอร์รายย่อย (Retail Traders)
สัดส่วนการซื้อขาย: ประมาณ 5-7% (แต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ)
บทบาท:
- เก็งกำไรผ่านโบรกเกอร์ Forex ออนไลน์
- ใช้ leverage สูง (10:1 ถึง 500:1 ขึ้นกับกฎหมายประเทศ)
- เทรดด้วยเงินทุนเล็ก (มักต่ำกว่า 10,000 USD)
ข้อได้เปรียบ:
- เข้าถึงตลาดได้ 24 ชั่วโมง 5 วัน
- ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลที่เคยเป็นของสถาบันเท่านั้น
- ไม่มีข้อผูกมัดในการถือ Position
ข้อเสียเปรียบ:
- ไม่สามารถขับเคลื่อนราคาได้เหมือนสถาบัน
- ต้องจ่าย Spread และ Commission
- เสี่ยงต่อ Margin Call หากใช้ leverage สูงเกินไป
เทรดเดอร์รายย่อยที่ประสบความสำเร็จมักเน้น การบริหารความเสี่ยง มากกว่าการไล่ตามกำไร — ใช้ Stop Loss ทุกออเดอร์ และไม่เสี่ยงเกิน 2% ของเงินทุนต่อครั้ง
โครงสร้างตลาด Forex: ใครเชื่อมต่อกับใคร
ตลาด Forex ไม่ได้มีศูนย์กลางเดียว (Over-the-Counter Market) แต่มีลำดับชั้นดังนี้:
ชั้น 1: Interbank Market
- ธนาคารกลาง + ธนาคารพาณิชย์ระดับโลก
- Spread แคบที่สุด (0.0-0.1 pips)
- ขั้นต่ำหลักล้าน USD ต่อธุรกรรม
ชั้น 2: Institutional Market
- กองทุน, บริษัทใหญ่
- เข้าถึงผ่าน Prime Broker
- Spread 0.1-0.5 pips
ชั้น 3: Retail Market
- เทรดเดอร์รายย่อยอย่างเรา
- เข้าถึงผ่านโบรกเกอร์ออนไลน์
- Spread 0.5-2.0 pips (ขึ้นกับคู่เงิน)
เมื่อคุณกดซื้อ EUR/USD ผ่าน MT4/MT5 โบรกเกอร์ของคุณจะ:
- ส่งคำสั่งไปยัง Liquidity Provider (ธนาคาระดับโลก)
- Liquidity Provider match คำสั่งกับ Interbank Market
- ราคาที่ดีที่สุดถูกส่งกลับมาให้คุณ (ใช้เวลาไม่ถึง 1 วินาที)
ปัจจัยที่ผู้เล่นแต่ละกลุ่มมองต่างกัน
| ปัจจัย | ธนาคารกลาง | สถาบัน | บริษัท | รายย่อย |
|---|---|---|---|---|
| อัตราดอกเบี้ย | สำคัญมาก | สำคัญมาก | ปานกลาง | สำคัญ |
| เสถียรภาพเศรษฐกิจ | สำคัญมาก | สำคัญ | สำคัญมาก | น้อย |
| ข่าว NFP, CPI | สำคัญ | สำคัญมาก | น้อย | สำคัญมาก |
| Technical Analysis | น้อย | ปานกลาง | น้อย | สำคัญมาก |
| Time Horizon | ยาว (เดือน-ปี) | กลาง (สัปดาห์-เดือน) | ยาว (เดือน-ปี) | สั้น (นาที-วัน) |
ความแตกต่างนี้อธิบายว่าทำไมบางครั้งราคาเคลื่อนไหวไม่ตรงตาม Technical — เพราะสถาบันอาจกำลังตัดสินใจจาก Fundamental ระดับ Macro
ทำไมเรา (รายย่อย) จึงอยู่รอดในตลาดที่สถาบันครอง
คำถามที่หลายคนตั้งคือ: ถ้าธนาคารและกองทุนใหญ่ขนาดนี้ เราจะแข่งได้อย่างไร?
คำตอบคือเราไม่ได้ "แข่ง" — เราใช้ ข้อได้เปรียบที่ต่างออกไป:
- ความคล่องตัว — เราเข้า-ออกตลาดได้ทันที กองทุน 10,000 ล้าน USD ต้องใช้เวลาหลายวันถึงจะสร้าง Position
- ไม่มีข้อจำกัดเชิงกฎหมาย — สถาบันต้องรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแล เราไม่ต้อง
- เทคโนโลยีระดับเดียวกัน — MT4/MT5, TradingView ที่เราใช้ ไม่ด้อยกว่าระบบสถาบันในปี 2010s
กลยุทธ์ที่เหมาะกับรายย่อย:
- Scalping — เก็บกำไร 5-10 pips หลายรอบต่อวัน
- News Trading — เล่นช่วง Event ใหญ่ (NFP, FOMC)
- Swing Trading — ถือ Position 2-5 วัน ตาม Trend
- Position Trading — ถือนาน ตาม Carry Trade (ต้องมีเงินทุนมาก)
อย่าพยายามเอาชนะตลาด — สถิติแสดงว่า 70-80% ของเทรดเดอร์รายย่อยขาดทุน สาเหตุหลักคือ:
- ใช้ leverage สูงเกินไป (มากกว่า 1:50)
- ไม่มี Risk Management
- Over-trading (เปิด Position เกินความจำเป็น)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ธนาคารกลางจัดการอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างไร?
ธนาคารกลางใช้เครื่องมือ 3 ตัวหลัก: (1) ปรับอัตราดอกเบี้ย — เพิ่มดอกเบี้ยทำให้เงินแข็งค่า เพราะนักลงทุนต่างชาติพากันมาฝากเงิน, (2) แทรกแซงตลาดตรง (Intervention) — เข้าซื้อ/ขายสกุลเงินตัวเองด้วยทุนสำรอง เช่น BoJ เคยขาย JPY ซื้อ USD มูลค่า 20,000 ล้าน USD ในวันเดียว, (3) Forward Guidance — ประกาศนโยบายล่วงหน้าเพื่อจูงใจตลาด
โบรกเกอร์ Forex ทำเงินได้อย่างไร?
โบรกเกอร์มีรายได้จาก 3 ทาง: (1) Spread — ผลต่าง Bid/Ask เช่น EUR/USD Bid 1.0800 / Ask 1.0802 = Spread 2 pips, (2) Commission — เก็บค่าธรรมเนียมต่อ Lot (มักเห็นในบัญชี ECN), (3) Swap/Overnight Fee — ค่าดอกเบี้ยจากการถือ Position ข้ามคืน
บางโบรกเกอร์ทำ B-Book (รับออเดอร์ลูกค้าเอง ไม่ส่งต่อไปตลาด) ซึ่งมีความขัดแย้งผลประโยชน์ — เมื่อลูกค้าขาดทุน โบรกเกอร์กำไร
ฉันต้องมีเงินทุนเท่าไหร่ถึงจะเทรด Forex ได้?
ทางเทคนิคคุณเปิดบัญชีได้ตั้งแต่ 10 USD แต่เงินทุนที่ เหมาะสม คือ:
- 100-500 USD — สำหรับทดลองเทรดและเรียนรู้
- 1,000-5,000 USD — เริ่มสร้างรายได้เสริมได้ (ถ้าชำนาญ)
- 10,000 USD ขึ้นไป — สามารถมี Position Size ที่เหมาะสม โดยไม่ต้องใช้ leverage สูงเกินไป
หลักการทอง: อย่าเอาเงินที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาเทรด เงินที่เอามาเทรดต้องเป็นเงินที่ "เสียไปแล้วไม่กระทบชีวิต"
มีตลาด Forex ที่ดีกว่าตลาดอื่นไหม (หุ้น, คริปโต)?
ไม่มีตลาดไหนดีกว่า — แต่ละตลาดมีข้อดีข้อเสียต่างกัน:
- Forex = สภาพคล่องสูงสุด, เปิดตลอด 24/5, Spread แคบ แต่มี Leverage สูง (เสี่ยง)
- หุ้น = เข้าใจง่ายกว่า (ซื้อบริษัทที่รู้จัก), ได้เงินปันผล แต่สภาพคล่องน้อยกว่า และปิดตลาดเร็ว
- คริปโต = ผันผวนสูงมาก (โอกาสกำไรสูง แต่เสี่ยงเท่าๆ กัน), เปิด 24/7
คำแนะนำ: เทรดตลาดที่คุณ เข้าใจ และมี ความพร้อมด้านเวลา เทรด Forex ช่วงเช้าไทยต้องตื่นดึก (ตลาดยุโรป-อเมริกา)
เทรดเดอร์รายย่อยจะกลายเป็นมืออาชีพได้ไหม?
ได้ — แต่ต้องผ่าน กระบวนการเรียนรู้ที่ยาวนาน สถิติแสดงว่า:
- ปีแรก: 90% ขาดทุน
- ปีที่ 2-3: 70% ยังขาดทุน
- ปีที่ 4-5: 50% เริ่มทำกำไรได้สม่ำเสมอ
ปัจจัยความสำเร็จ:
- มี Trading Plan — กฎการเข้า-ออก, Risk per Trade ชัดเจน
- เก็บ Trading Journal — บันทึกทุก Trade เพื่อหาจุดผิดพลาด
- จัดการอารมณ์ — ไม่ Revenge Trading หลังขาดทุน
- เรียนรู้ต่อเนื่อง — ตลาดเปลี่ยน กลยุทธ์ที่ได้ผลวันนี้อาจใช้ไม่ได้พรุ่งนี้
เทรดเดอร์มืออาชีพที่รู้จักกันดี เช่น George Soros, Paul Tudor Jones ใช้เวลาเฉลี่ย 5-10 ปี กว่าจะมั่นคงในตลาด
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


