U
UHAS
XAU/USD0.00%

เริ่มต้น Forex จาก 7 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

การเริ่มต้นเทรด Forex อาจดูซับซ้อนสำหรับมือใหม่ แต่เมื่อเข้าใจขั้นตอนที่ถูกต้องแล้ว คุณจะสามารถสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเป็นเทรดเดอร์ได้

P
Patiphan Uhas
25 มกราคม 2564·3 นาทีอ่าน
แชร์
เริ่มต้น Forex จาก 7 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

การเริ่มต้นเทรด Forex อาจดูซับซ้อนสำหรับมือใหม่ แต่เมื่อเข้าใจขั้นตอนที่ถูกต้องแล้ว คุณจะสามารถสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเป็นเทรดเดอร์ได้ บทความนี้จะนำเสนอ 7 ขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้คุณเริ่มต้นเทรด Forex อย่างมีระบบ ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรอย่างยั่งยืน

สรุปสาระสำคัญ

  • เลือกโบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตและมีชื่อเสียง เพื่อความปลอดภัยของเงินทุน
  • ฝึกฝนกับบัญชี Demo ก่อนลงทุนจริง เพื่อทำความเข้าใจระบบและทดสอบกลยุทธ์
  • การบริหารเงินทุน (Money Management) คือกุญแจสู่การอยู่รอดในตลาด Forex ระยะยาว
  • ควบคุมอารมณ์และใช้จิตวิทยาการเทรดเพื่อตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ไม่หุนหันพลันแล่น

การเลือกและสมัครบัญชีกับโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้

ก่อนที่จะเริ่มเทรด Forex ได้ คุณต้องมีบัญชีเทรดกับโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้เสียก่อน การเลือกโบรกเกอร์เป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุด เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของเงินทุนและประสบการณ์การเทรดของคุณ

แผนภาพขั้นตอนเปิดบัญชีเทรดห้าขั้น: กรอกฟอร์ม ยืนยันอีเมล ยืนยันตัวตน KYC ฝากเงิน แล้วเข้าแพลตฟอร์มเริ่มเทรด
แผนภาพขั้นตอนเปิดบัญชีเทรดห้าขั้น: กรอกฟอร์ม ยืนยันอีเมล ยืนยันตัวตน KYC ฝากเงิน แล้วเข้าแพลตฟอร์มเริ่มเทรด

โบรกเกอร์ที่ดีควรมีลักษณะดังนี้:

  • มีใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เชื่อถือได้ เช่น FCA (UK), ASIC (Australia), CySEC (Cyprus) หรือ SEC (Thailand)
  • มีชื่อเสียงและประวัติดี ตรวจสอบรีวิวจากเทรดเดอร์จริง หลีกเลี่ยงโบรกเกอร์ที่มีประวัติปัญหาการถอนเงินหรือถูกฟ้องร้อง
  • ค่าธรรมเนียมและสเปรดที่แข่งขันได้ โบรกเกอร์ที่ดีควรโปร่งใสเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด
  • แพลตฟอร์มเทรดที่ใช้งานง่าย เช่น MetaTrader 4 (MT4) หรือ MetaTrader 5 (MT5)
NOTE

ระวังโบรกเกอร์ที่เสนอโบนัสหรือผลตอบแทนที่สูงผิดปกติ มักมีเงื่อนไขซ่อนเร้นที่ทำให้คุณถอนเงินได้ยาก

การศึกษาความรู้พื้นฐาน Forex อย่างต่อเนื่อง

Forex ไม่ใช่การเดาทาย แต่เป็นการลงทุนที่ต้องอาศัยความรู้และทักษะ การศึกษาหาความรู้อย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น เริ่มต้นจากความรู้พื้นฐานเหล่านี้:

คำศัพท์และแนวคิดสำคัญ:

  • Pip (Price Interest Point) หน่วยการเปลี่ยนแปลงราคาที่เล็กที่สุดในคู่เงิน โดยทั่วไปคือทศนิยมตำแหน่งที่ 4 (0.0001)
  • Lot ขนาดของออเดอร์ โดย 1 Standard Lot = 100,000 หน่วยของสกุลเงินหลัก
  • Leverage การกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อเพิ่มขนาดออเดอร์ เช่น Leverage 1:100 หมายความว่าใช้เงิน $1 สามารถเทรดได้ $100
  • Spread ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Ask) และราคาขาย (Bid) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่คุณต้องจ่ายในทุกออเดอร์

หมวดหมู่ความรู้ที่ควรเรียนรู้:

  • การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis): การอ่านกราฟ, แนวรับ-แนวต้าน, อินดิเคเตอร์ต่างๆ
  • การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis): ข่าวเศรษฐกิจ, นโยบายการเงิน, ดัชนีเศรษฐกิจ
  • จิตวิทยาการเทรด (Trading Psychology): การควบคุมอารมณ์, วินัย, ความอดทน

แหล่งเรียนรู้ที่แนะนำรวมถึงเว็บไซต์ด้านการศึกษา Forex, หนังสือเกี่ยวกับการเทรด, วิดีโอสอนบน YouTube จากเทรดเดอร์มืออาชีพ และคอร์สออนไลน์ต่างๆ

การฝึกฝนกับบัญชี Demo ก่อนลงทุนจริง

หลังจากศึกษาทฤษฎีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำความรู้ไปปฏิบัติจริงผ่านบัญชี Demo โบรกเกอร์ส่วนใหญ่เสนอบัญชี Demo ที่ให้คุณเทรดด้วยเงินเสมือนในสภาพแวดล้อมตลาดจริง

ประโยชน์ของการฝึกกับบัญชี Demo:

  • ไม่มีความเสี่ยงทางการเงิน หากเทรดผิดพลาด คุณไม่สูญเสียเงินจริง
  • ทำความคุ้นเคยกับแพลตฟอร์ม เรียนรู้การใช้งาน MT4/MT5, วางออเดอร์, ปิดออเดอร์, ตั้ง Stop Loss และ Take Profit
  • ทดสอบกลยุทธ์การเทรด ลองใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อดูว่าอันไหนเหมาะกับสไตล์ของคุณ
  • สร้างความมั่นใจ ก่อนที่จะใช้เงินจริง

https://youtu.be/BwJP7gjMjBQ

TIP

แนะนำให้ฝึกกับบัญชี Demo อย่างน้อย 2-3 เดือน หรือจนกว่าจะทำกำไรได้สม่ำเสมอก่อนเปลี่ยนไปใช้บัญชีจริง อย่ารีบเร่ง เพราะความรีบร้อนมักนำไปสู่การขาดทุน

การวางแผนและบริหารเงินทุน (Money Management)

Money Management หรือการบริหารเงินทุน คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้คุณอยู่รอดในตลาด Forex ระยะยาว แม้ว่าคุณจะมีกลยุทธ์การเทรดที่ดีเพียงใด แต่หากไม่มีการบริหารเงินทุนที่เหมาะสม คุณก็อาจสูญเสียเงินทั้งหมดได้

แผนภาพเปรียบเทียบการเสี่ยงสองเปอร์เซ็นต์กับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่อไม้ในลำดับชนะแพ้เดียวกัน พอร์ตเสี่ยงต่ำยังอยู่รอด พร้อมตารางขาดทุนลึกต้องบวกกลับกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน
แผนภาพเปรียบเทียบการเสี่ยงสองเปอร์เซ็นต์กับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ต่อไม้ในลำดับชนะแพ้เดียวกัน พอร์ตเสี่ยงต่ำยังอยู่รอด พร้อมตารางขาดทุนลึกต้องบวกกลับกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน

หลักการบริหารเงินทุนพื้นฐาน:

กฎ 2% (2% Rule): ไม่ควรเสี่ยงเงินเกิน 2% ของทุนทั้งหมดในออเดอร์เดียว ตัวอย่าง: ถ้ามีทุน $10,000 ควรเสี่ยงไม่เกิน $200 ต่อออเดอร์

การตั้ง Stop Loss: กำหนดจุดตัดขาดทุนทุกออเดอร์ ไม่มีข้อยกเว้น Stop Loss ช่วยจำกัดการสูญเสียและป้องกันไม่ให้อารมณ์เข้ามาควบคุมการตัดสินใจ

Risk-Reward Ratio: อัตราส่วนระหว่างกำไรที่คาดหวังกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ควรมีอัตราส่วนอย่างน้อย 1:2 หรือ 1:3 หมายความว่าหากเสี่ยง $100 ควรตั้งเป้ากำไรที่ $200 หรือ $300

การกระจายความเสี่ยง: ไม่เทรดหลายคู่เงินในเวลาเดียวกันจนเกินควบคุม หลีกเลี่ยงการเทรดคู่เงินที่มี Correlation สูง (เคลื่อนไหวไปทิศทางเดียวกัน)

https://youtu.be/9D2YleMdGwU

ตัวอย่างการคำนวณขนาดออเดอร์:

สมมติคุณมีทุน $5,000 และต้องการเสี่ยง 2% ($100) ในออเดอร์ที่มี Stop Loss ที่ 50 pips

  • ค่า pip ที่ต้องการ = $100 ÷ 50 pips = $2/pip
  • ขนาด Lot = $2 ÷ $10 (ค่า pip ของ 1 Standard Lot สำหรับ EUR/USD) = 0.2 Lot หรือ 20,000 หน่วย
NOTE

การใช้ Leverage สูงเกิน 1:100 อาจทำให้เงินทุนหมดได้รวดเร็ว มือใหม่ควรเริ่มจาก Leverage ที่ต่ำก่อน เช่น 1:20 ถึง 1:50

การแสวงหาความรู้ด้านกลยุทธ์และเทคนิคการเทรด

หลังจากเข้าใจพื้นฐานและการบริหารเงินแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพัฒนากลยุทธ์การเทรดที่เหมาะกับตัวคุณ ไม่มีกลยุทธ์ใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน คุณต้องหากลยุทธ์ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์และบุคลิกของคุณ

กลยุทธ์การเทรดแบบต่างๆ:

Price Action Trading: การอ่านและตีความความเคลื่อนไหวของราคาโดยไม่พึ่งพาอินดิเคเตอร์มากนัก เน้นการดูแท่งเทียน (Candlestick Patterns), แนวรับ-แนวต้าน, และ Chart Patterns

Trend Following: การเทรดตามแนวโน้ม ใช้หลักการ "The trend is your friend" โดยใช้อินดิเคเตอร์เช่น Moving Average, MACD, ADX เพื่อระบุทิศทางแนวโน้ม

Breakout Trading: การเข้าออเดอร์เมื่อราคาทะลุแนวรับหรือแนวต้านที่สำคัญ มักมาพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น

Mean Reversion: การเทรดโดยคาดหวังว่าราคาจะกลับมาที่ค่าเฉลี่ยหลังจากเคลื่อนไหวออกไปมากเกินไป ใช้อินดิเคเตอร์เช่น Bollinger Bands, RSI

วิธีพัฒนากลยุทธ์ของตัวเอง:

  • ศึกษากลยุทธ์ต่างๆ จากหนังสือ, บล็อก, วิดีโอของเทรดเดอร์มืออาชีพ
  • ทดสอบกลยุทธ์กับบัญชี Demo และบันทึกผลลัพธ์
  • ปรับแต่งกลยุทธ์ให้เหมาะกับสไตล์ของคุณ (Day Trading, Swing Trading, Position Trading)
  • Backtest กลยุทธ์กับข้อมูลในอดีตเพื่อดูประสิทธิภาพ
  • ปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์อย่างต่อเนื่องตามประสบการณ์ที่ได้รับ

การถอนกำไรและการหมุนเวียนเงินทุน

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของเทรดเดอร์มือใหม่คือการไม่ถอนกำไร เมื่อทำกำไรได้แล้วกลับคิดว่า "ถ้าเทรดต่อจะได้กำไรมากกว่านี้" จนในที่สุดกลับขาดทุนไปทั้งหมด

หลักการถอนกำไรที่แนะนำ:

ตั้งเป้าหมายการถอนกำไร: กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ถอนกำไร 50% เมื่อได้กำไร 20% ของทุน หรือถอนกำไรทุกสิ้นเดือน

เก็บเงินทุนต้นไว้ในบัญชี: หลังทำกำไรได้ ถอนเฉพาะส่วนกำไร ปล่อยให้เงินทุนต้นหมุนเวียนต่อไป วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้คุณได้ "เงินจริง" มาใช้

Compound Effect: หากคุณมั่นใจในกลยุทธ์ของตัวเอง อาจเลือกเก็บกำไรบางส่วนไว้เพื่อเพิ่มขนาดทุน แต่ควรมีวินัยในการถอนเป็นระยะ

ตัวอย่าง: คุณเริ่มต้นด้วยทุน $2,000 หลังเทรดได้กำไร $400 (20%) คุณถอน $200 ออกมา เหลือ $2,200 ในบัญชี วิธีนี้ทำให้คุณมี "เงินจริง" ในมือ $200 และยังมีทุนที่มากกว่าเดิมเพื่อเทรดต่อ

INFO

การถอนกำไรเป็นระยะช่วยให้คุณรู้สึกว่าการเทรดของคุณ "ได้ผล" และช่วยลดแรงกดดันทางจิตใจ

การใช้จิตวิทยาการเทรดเพื่อควบคุมอารมณ์

จิตวิทยาการเทรดเป็นปัจจัยสำคัญที่มักถูกมองข้าม แม้จะมีกลยุทธ์ที่ดีและการบริหารเงินที่เหมาะสม แต่หากควบคุมอารมณ์ไม่ได้ คุณก็อาจล้มเหลวได้

อารมณ์ที่มักทำลายการเทรด:

ความโลภ (Greed): เมื่อทำกำไรได้แล้วอยากได้มากกว่านี้ ไม่ยอมปิดออเดอร์ตามแผน หรือเพิ่มขนาดออเดอร์มากเกินไป

ความกลัว (Fear): กลัวขาดทุนจนตัดขาดทุนเร็วเกินไป หรือกลัวพลาดโอกาสจนเข้าออเดอร์โดยไม่มีสัญญาณที่ชัดเจน

ความโกรธและความหวังกลับคืน (Revenge Trading): เมื่อขาดทุนแล้วพยายามทำกำไรคืนทันที โดยเพิ่มความเสี่ยงหรือเทรดบ่อยเกินไป

ความมั่นใจเกินตัว (Overconfidence): หลังชนะติดกันหลายครั้ง อาจคิดว่าตัวเองเก่งกาจจนลดการวิเคราะห์หรือเพิกเฉยต่อกฎบริหารเงิน

วิธีควบคุมอารมณ์ในการเทรด:

ทำตามแผนการเทรด (Trading Plan): เขียนแผนการเทรดที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน เช่น เงื่อนไขการเข้า-ออก, Stop Loss, Take Profit และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

บันทึกการเทรด (Trading Journal): จดบันทึกทุกออเดอร์ รวมถึงเหตุผลในการเข้า-ออก อารมณ์ขณะเทรด และบทเรียนที่ได้รับ การทบทวนจะช่วยให้คุณเห็นรูปแบบพฤติกรรมที่ต้องแก้ไข

หยุดเทรดเมื่อรู้สึกไม่ดี: หากรู้สึกเครียด โกรธ หรือไม่มีสมาธิ ให้หยุดเทรดทันที พักผ่อนและกลับมาเทรดเมื่อจิตใจพร้อม

ยอมรับการขาดทุน: การขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของการเทรด แม้เทรดเดอร์มืออาชีพก็มีออเดอร์ขาดทุน สิ่งสำคัญคือขาดทุนไม่เกินที่วางแผนไว้

ตั้งเป้าหมายระยะยาว: มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะและทำกำไรสม่ำเสมอในระยะยาว แทนที่จะคิดรวยเร็วในชั่วข้ามคืน

เทคนิคการฝึกจิตใจ:

  • ฝึกสมาธิ (Meditation) เพื่อเพิ่มความสงบและควบคุมอารมณ์
  • ออกกำลังกายเพื่อลดความเครียด
  • มีกิจกรรมอื่นนอกเหนือจากการเทรด เพื่อไม่ให้ชีวิตหมุนรอบ Forex เพียงอย่างเดียว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

มือใหม่ควรเริ่มเทรด Forex ด้วยเงินทุนเท่าไหร่?

แนะนำให้เริ่มด้วยเงินทุนที่คุณสามารถยอมเสียได้โดยไม่กระทบต่อการดำรงชีวิต สำหรับมือใหม่ $100-$500 ถือเป็นจำนวนที่เหมาะสมในการเรียนรู้ โบรกเกอร์บางแห่งเปิดบัญชีขั้นต่ำเพียง $10 แต่ทุนน้อยเกินไปอาจทำให้บริหารความเสี่ยงได้ยาก เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นและมั่นใจในกลยุทธ์แล้ว ค่อยเพิ่มทุนตามความเหมาะสม

ควรใช้เวลานานแค่ไหนกับบัญชี Demo ก่อนเปลี่ยนเป็นบัญชีจริง?

ไม่มีระยะเวลาที่ตายตัว แต่แนะนำอย่างน้อย 2-3 เดือน หรือจนกว่าจะทำกำไรได้สม่ำเสมอและเข้าใจระบบเป็นอย่างดี บางคนอาจใช้เวลาถึง 6 เดือนหรือมากกว่านั้น สิ่งสำคัญคือความพร้อมทางทักษะและจิตใจ มากกว่าระยะเวลา อย่ารีบเปลี่ยนไปบัญชีจริงเพียงเพราะรู้สึกเบื่อกับบัญชี Demo

Leverage เท่าไหร่เหมาะสมสำหรับมือใหม่?

มือใหม่ควรเริ่มจาก Leverage ต่ำ ระหว่าง 1:10 ถึง 1:50 Leverage สูงอาจดูน่าสนใจเพราะใช้เงินทุนน้อย แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเท่ากัน Leverage 1:100 หรือสูงกว่าอาจทำให้เงินทุนหมดได้รวดเร็วหากตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ เมื่อมีประสบการณ์และเข้าใจการบริหารความเสี่ยงดีแล้ว ค่อยพิจารณาเพิ่ม Leverage

ทำไมต้องถอนกำไรออกมา ทำไมไม่เก็บไว้เทรดต่อเพื่อเพิ่มทุน?

การถอนกำไรเป็นระยะช่วยป้องกันความโลภและให้คุณได้รับ "ผลตอบแทนจริง" จากการเทรด การเก็บกำไรทั้งหมดไว้เทรดต่ออาจดูเหมือนจะเพิ่มทุนเร็วขึ้น แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน หากเกิดช่วงขาดทุนติดกัน คุณอาจสูญเสียทั้งทุนต้นและกำไรที่สะสมมา การถอนกำไรบางส่วนช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินและลดแรงกดดันทางจิตใจ

ต้องเทรดทุกวันหรือไม่ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในตลาด Forex?

ไม่จำเป็นเลย คุณภาพของออเดอร์สำคัญกว่าปริมาณ เทรดเดอร์มืออาชีพหลายคนเทรดเพียง 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ และรอเฉพาะโอกาสที่ดีเท่านั้น การเทรดบ่อยเกินไป (Overtrading) อาจทำให้เกิดความผิดพลาดจากอารมณ์และค่าธรรมเนียมสะสมสูง มีความอดทนรอโอกาสที่ดีและเข้าออเดอร์ตามแผนจะดีกว่าเทรดทุกวันโดยไม่ม

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง