แนวรับ แนวต้าน Forex

แนวรับ แนวต้าน Forex คืออะไร

แนวรับ แนวต้าน Forex คืออะไร เรียกได้ว่าเป็นเรื่องพื้นฐานในการวิเคราะห์กราฟราคาที่เทรดเดอร์ควรทำความเข้าใจก่อนเทรดเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการวิเคราะห์กราฟราคาหลายๆ กลยุทธ์ มักจะใช้แนวรับแนวต้านเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ราคาจาก Trend Line, วิเคราะห์กราฟคาจากแนวโน้ม และวิเคราะห์กราฟราคาจาก Divergence และอื่นๆอีกมากมาย

 

รวมไปถึงอินดิเคเตอร์หลายๆ ตัวที่ใช้หลัก แนวรับแนวต้านในการวิเคราะห์ เช่น Fibonacci, Moving Average และ Bollinger Bands แต่ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักสิ่งเหล่านี้ เรามาทำความเข้าใจก่อนดีกว่าว่า ” แนวรับ แนวต้าน Forex ” คืออะไร

 

สารบัน

แนวรับ แนวต้าน Forex คืออะไร

แนวรับ แนวต้าน (Support Resistance) หมายความหมายตรงตามชื่อเลย เป็นโซนที่ราคาไม่สามารถผ่านไปได้ ถ้าพูดถึงแนวรับ คือ ราคาไม่สามารถทะลุลงมาได้ ถ้าเป็นแนวต้าน คือ ราคาไม่สามารถทะลุ ขึ้นข้างบนได้ อ่านถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะยังสับสนมึน งง อยู่ ผมจึงอยากอธิบายเพิ่มเติมแบบละเอียดในแต่ละโซนว่าคืออะไร

 

 

แนวรับ คืออะไร

แนวรับ คือ จุดที่ราคามาถึงแล้วไม่สามารถทะลุลงมาได้ ตามตัวอย่างในภาพข้างล่าง

แนวรับ

 

จากภาพโซนแนวรับ คือ โซนสีน้ำเงิน เห็นได้ว่าเมื่อราคามีการลงมาถึงเส้นสีน้ำเงิน ราคาไม่สามารถทะลุลงมาได้ มีหลายครั้งที่ราคาพยายามลงมาแตะเส้นสีน้ำเงิน แต่ก็ไม่สามารถทะลุลงไปได้ ทำให้เราเรียกจุดนี้ว่า แนวรับที่แข็งแกร่ง

 

ทำไมราคาถึงมีแนวรับเกิดขึ้น

มีการผลักดันจากนักลงทุนส่วนหนึ่งไม่ให้ราคาลงมีต่ำกว่านี้ เนื่องจากว่านักลงทุนอาจมองว่าตอนนี้ราคาก็ถูกมากแล้ว จึงทำให้มีแรงซื้อเข้ามาสู้ เมื่อแรงซื้อชนะแรงขาย จึงทำให้ราคาดีดตัวขึ้นไปได้

โดยทั่วไปเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะพยามเข้า Buy เมื่อราคามันมาถึงแนวรับ โดยเฉพาะแนวรับที่แข็งแกร่ง และจะตั้ง Stop Loss เผื่อไว้หลังแนวรับ

ไม่ใช่ทุกแนวรับ ราคาจะผ่านไปไม่ได้

อย่างที่ผมได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ว่า สาเหตุที่เกิดแนวรับเกิดขึ้นเนื่องจาก มีการผลักดันจากนักลงทุนส่วนหนึ่งไม่ให้ราคาลงมีต่ำกว่านี้ เนื่องจากว่านักลงทุนอาจมองว่า เมื่อแรงซื้อชนะแรงขาย จึงทำให้ราคาดีดตัวขึ้นไปได้ แต่ถ้าแรงซื้อไม่สามารถเอาชนะแนวต้านได้ ราคาก็จะทะลุแนวรับในที่สุด ตามภาพข้างล่าง

แนวรับ

โดยทั่วไปเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะพยาม Stop Loss ออเดอร์ Buy ก่อนหน้านี้ แล้วเปิดออเดอร์ Sell แทน เนื่องจากว่ามีแรงขายมากเกินไป จนราคาทะลุแนวรับลงมา และอาจจะทำให้ราคากำลังจะเป็นแนวโน้มขาลง

 

แนวรับ คืออะไร

แนวรับ คือ จุดที่ราคามาถึงแล้วไม่สามารถทะลุลงมาได้ ตามตัวอย่างในภาพข้างล่าง

แนวรับ

จากภาพโซนแนวรับ คือ โซนสีน้ำเงิน เห็นได้ว่าเมื่อราคามีการลงมาถึงเส้นสีน้ำเงิน ราคาไม่สามารถทะลุลงมาได้ มีหลายครั้งที่ราคาพยายามลงมาแตะเส้นสีน้ำเงิน แต่ก็ไม่สามารถทะลุลงไปได้ ทำให้เราเรียกจุดนี้ว่า แนวรับที่แข็งแกร่ง

โดยทั่วไปเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะพยามเข้า Buy เมื่อราคามันมาถึงแนวรับ โดยเฉพาะแนวรับที่แข็งแกร่ง และจะตั้ง Stop Loss เผื่อไว้หลังแนวรับไว้เป็นแผนสำรอง

 

ทำไมราคาถึงมีแนวรับเกิดขึ้น

มีการผลักดันจากนักลงทุนส่วนหนึ่งไม่ให้ราคาลงมีต่ำกว่านี้ เนื่องจากว่านักลงทุนอาจมองว่าตอนนี้ราคาก็ถูกมากแล้ว จึงทำให้มีแรงซื้อเข้ามาสู้ เมื่อแรงซื้อชนะแรงขาย จึงทำให้ราคาดีดตัวขึ้นไปได้

 

ตัวอย่างเช่น คุณซื้อที่ดินมาราคา 1 ล้านบาท ผ่านไป 1 ปี ที่ดินติดๆ กับที่ดินของคุณราคาเหลือ 5 แสนบาท ถ้ามองในมุมมองนักลงทุน คุณก็จะคิดว่า ตอนนี้ราคามันก็มันถูกจังเลยซื้อไว้ทำกำไรดีกว่า เพราะตรงนี้ทำเลก็ดีไม่น้อย นี่เป็นที่มาของแรงซื้อ เพราะมีนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่ามันถูกเกินไป จนอยากซื้อไว้ทำกำไรในอนาคต จึงทำให้มีแรงซื้อเข้ามาดันราคาไว้

 

ไม่ใช่ทุกแนวรับ ราคาจะผ่านไปไม่ได้

อย่างที่ผมได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ว่า สาเหตุที่เกิดแนวรับเกิดขึ้นเนื่องจาก มีการผลักดันจากนักลงทุนส่วนหนึ่งไม่ให้ราคาลงมีต่ำกว่านี้ เนื่องจากว่านักลงทุนอาจมองว่า เมื่อแรงซื้อชนะแรงขาย จึงทำให้ราคาดีดตัวขึ้นไปได้ แต่ถ้าแรงซื้อไม่สามารถเอาชนะแรงขายได้ ราคาก็จะทะลุแนวรับในที่สุด ตามภาพข้างล่าง

แนวรับ

โดยทั่วไปเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะพยาม Stop Loss ออเดอร์ Buy ก่อนหน้านี้ แล้วเปิดออเดอร์ Sell แทน เนื่องจากว่ามีแรงขายมากเกินไป จนราคาทะลุแนวรับลงมาได้ในที่สุด และอาจจะทำให้ราคากำลังจะเป็นแนวโน้มขาลง

แนวต้าน คืออะไร

แนวต้าน คือ จุดที่ราคามาถึงแล้วไม่สามารถทะลุขึ้นไปต่อได้ ตามตัวอย่างในภาพข้างล่าง

แนวต้าน

จากภาพโซนแนวต้าน คือ โซนสีน้ำเงิน เห็นได้ว่าเมื่อราคามีการขึ้นไปถึงเส้นสีน้ำเงิน ราคาไม่สามารถทะลุขึ้นไปต่อได้ มีหลายครั้งที่ราคาพยายามขึ้นไปแตะเส้นสีน้ำเงิน แต่ก็ไม่สามารถทะลุขึ้นไปต่อได้ ทำให้เราเรียกจุดนี้ว่า แนวต้านที่แข็งแกร่ง

โดยทั่วไปเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะพยามเข้า Sell เมื่อราคามันมาถึงแนวต้าน โดยเฉพาะแนวต้านที่แข็งแกร่ง และจะตั้ง Stop Loss เผื่อไว้หลังแนวต้านไว้เป็นแผนสำรอง

 

ทำไมราคาถึงมีแนวต้านเกิดขึ้น

มีการผลักดันจากนักลงทุนส่วนหนึ่งไม่ให้ราคาขึ้นไปสูงกว่านี้ เนื่องจากว่านักลงทุนอาจมองว่าตอนนี้ราคาก็แพงมากแล้ว จึงทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่มีการเทขายเมื่อราคาอยู่โซนแนวรับ เมื่อมีแรงขายชนะแรงซื้อ จึงทำให้ราคาตกลงมา

 

ตัวอย่างเช่น คุณซื้อที่ดินมาราคา 1 ล้านบาท ผ่านไป 1 ปี ที่ดินขึ้นเป็น 2 ล้านบาท ถ้ามองในมุมมองนักลงทุน คุณก็จะคิดว่า ตอนนี้ราคามันก็แพงขึ้นแล้วนะขายเอากำไรดีกว่า นี่เป็นที่มาของแรงขาย เพราะมีนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่ามันแพงเกินไป จนอยากขายทำกำไรแล้ว จึงทำให้มีแรงขายออกมาจำนวนมาก

 

ไม่ใช่ทุกแนวต้าน ราคาจะผ่านไปไม่ได้

อย่างที่ผมได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ว่า สาเหตุที่เกิดแนวต้านเกิดขึ้นเนื่องจาก มีการผลักดันจากนักลงทุนส่วนหนึ่งไม่ให้ราคาขึ้นไปสูงกว่านี้ เนื่องจากว่านักลงทุนอาจมองว่าตอนนี้ราคาก็แพงมากแล้ว จึงทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่มีการเทขายเมื่อราคาอยู่โซนแนวรับ เมื่อมีแรงขายชนะแรงซื้อ จึงทำให้ราคาตกลงมา แต่ถ้าแรงขายไม่สามารถเอาชนะแรงซื้อได้ ราคาก็จะทะลุแนวต้านขึ้นไปในที่สุด ตามภาพข้างล่าง

แนวต้าน

โดยทั่วไปเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะพยาม Stop Loss ออเดอร์ Sell ก่อนหน้านี้ แล้วเปิดออเดอร์ Buy แทน เนื่องจากว่ามีแรงซื้อมากเกินไป จนราคาทะลุแนวต้านขึ้นไปได้ในที่สุด และอาจจะทำให้ราคากำลังจะเป็นแนวโน้มขาขึ้น

 

ทำความเข้าใจ การขึ้นลงของราคา

อยากให้ผู้อ่านลงจินตนาการถึงการขายของ ทำไมราคาถึงมีขึ้นและลง นั่นเป็นเพราะความต้องการของตลาด อยากให้คุณผู้อ่านลองนึกถึงราคาหน้ากากอนามัยในช่วงโควิดระบาดในช่วงแรก ที่ราคาขึ้นไปสูงมากกว่า 1 เท่าตัวจากราคาปกติ นั่นเป็นเพราะว่าปริมาณหน้ากากอนามัยที่มีขายในท้องตลาด มีปริมาณเท่าเดิม
 
แต่ความต้องการหน้ากากอนามัยเพิ่มสูงขึ้นมหาศาล ทำให้หน้ากากอนามัยไม่เพียงพอต่อความต้องการ สมมุติว่าคุณขายหน้ากากอนามัย 1 บาทต่อชิ้น แต่ตอนนี้มันเป็นที่ต้องการมากๆ มีคน 10 คนมาขอซื้อคุณ แต่คุณมีจำกัดแค่ 1 ชิ้น จึงทำให้มี 1 ใน 10 คนที่ให้ราคาสูงกว่า 1 บาท เพื่อต้องการซื้อหน้ากากอนามัยนั้น และราคาจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
 
ถ้าหากความต้องการยังสูงมากจนไม่เพียงพอต่อการขาย นี่เป็นการเพิ่มขึ้นของราคา แต่ถ้าหากว่าวันหนึ่งโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย สามารถผลิตได้ตามความต้องการของตลาด ทุกคนสามารถเข้าถึงหน้ากากอนามัยได้ในราคาปกติแล้ว ทำให้ราคา 1 บาทเริ่มขายยากแล้ว คุณจึงต้องทำโปรโมชั่น เพื่อขายหน้ากากอนามัยนั้น
 
นี่จึงเป็นการลดลงของราคา นี่เป็นตัวอย่างการที่ราคาเคลื่อนที่ตามอุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply) โดยทั่วไปแล้วกราฟราคาก็จะเคลื่อนที่ตามอุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply) เช่นเดียวกัน
 

ตัวอย่างอินดิเคเตอร์ที่ใช้ แนวรับ แนวต้าน Forex ในการวิเคราะห์

อย่างที่ผมเกริ่นไปในช่วงต้นของบทความว่ามีอินดิเคเตอร์หลายๆ ตัวที่ใช้หลัก แนวรับแนวต้านในการวิเคราะห์ เช่น Fibonacci Retracement, Moving Average และ Bollinger Bands
 

1. Fibonacci Retracement

Fibonacci Retracement เป็นหนึ่งในอินดิเคเตอร์ยอดนิยมมากที่สุดในตลาด Forex ที่ใช้หลักการหาแนวรับแนวต้าน ในการวิเคราะห์กราฟราคา
Fibonacci Retracement

จากภาพข้างบนเห็นได้ชัดเจนว่า ราคาเมื่อย่อลงมาถึงเส้น Fibonacci Retracement ที่ 50.0 ตรงไฮไลท์สีน้ำเงิน ราคาก็จะมีการปรับตัวขึ้น ตรงนี้เราเรียกว่าแนวรับนั่นเอง
Fibonacci Retracement

จากภาพด้านบน เห็นได้ว่า การวิเคราะห์กราฟราคาด้วย Fibonacci Retracement จะใช้หาแนวรับแนวต้าน เพื่อดูราคาเป้าหมายในการหาจุดซื้อ

 

2. Moving Average

Moving Average เป็นอีกหนึ่งอินดิเคเตอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาด Forex แต่มีเทรดเดอร์หลายคนนิยมใช้เส้น Moving Average ตัดกันแล้วทำการเข้าซื้อ แต่ก็มีเทรดเดอร์หลายคนนิยมใช้ Moving Average ค่าเฉลี่ยสูงๆ เพื่อหาแนวรับแนวต้านของราคา

Moving Average

 

3. Bollinger Bands

Bollinger Bands เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้ในการวิเคราะห์กราฟราคาจากแนวรับแนวต้านจากเส้น Bollinger Bands ที่ประกอบด้วยเส้น 3 เส้น โดยเส้นบนสุด จะใช้เป็นแนวต้าน และเส้นล่างสุดจะเป็นแนวรับ ส่วนเส้นกลางจะเป็นได้ทั้งแนวรับและแนวต้าน ตามภาพข้างล่าง

Bollinger Bands คืออะไร ใช้บนตลาด Forex อย่างไร

Bollinger Bands

โดยทั่วไปเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะพยามเข้า Buy เมื่อราคามันมาถึงแนวรับ โดยเฉพาะแนวรับที่แข็งแกร่ง และจะตั้ง Stop Loss เผื่อไว้หลังแนวรับ

ไม่ใช่ทุกแนวรับ ราคาจะผ่านไปไม่ได้

อย่างที่ผมได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ว่า สาเหตุที่เกิดแนวรับเกิดขึ้นเนื่องจาก มีการผลักดันจากนักลงทุนส่วนหนึ่งไม่ให้ราคาลงมีต่ำกว่านี้ เนื่องจากว่านักลงทุนอาจมองว่า เมื่อแรงซื้อชนะแรงขาย จึงทำให้ราคาดีดตัวขึ้นไปได้ แต่ถ้าแรงซื้อไม่สามารถเอาชนะแนวต้านได้ ราคาก็จะทะลุแนวรับในที่สุด ตามภาพข้างล่าง

แนวรับ

โดยทั่วไปเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะพยาม Stop Loss ออเดอร์ Buy ก่อนหน้านี้ แล้วเปิดออเดอร์ Sell แทน เนื่องจากว่ามีแรงขายมากเกินไป จนราคาทะลุแนวรับลงมา และอาจจะทำให้ราคากำลังจะเป็นแนวโน้มขาลง

 

แนวรับ คืออะไร

แนวรับ คือ จุดที่ราคามาถึงแล้วไม่สามารถทะลุลงมาได้ ตามตัวอย่างในภาพข้างล่าง

แนวรับ

จากภาพโซนแนวรับ คือ โซนสีน้ำเงิน เห็นได้ว่าเมื่อราคามีการลงมาถึงเส้นสีน้ำเงิน ราคาไม่สามารถทะลุลงมาได้ มีหลายครั้งที่ราคาพยายามลงมาแตะเส้นสีน้ำเงิน แต่ก็ไม่สามารถทะลุลงไปได้ ทำให้เราเรียกจุดนี้ว่า แนวรับที่แข็งแกร่ง

โดยทั่วไปเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะพยามเข้า Buy เมื่อราคามันมาถึงแนวรับ โดยเฉพาะแนวรับที่แข็งแกร่ง และจะตั้ง Stop Loss เผื่อไว้หลังแนวรับไว้เป็นแผนสำรอง

 

ทำไมราคาถึงมีแนวรับเกิดขึ้น

มีการผลักดันจากนักลงทุนส่วนหนึ่งไม่ให้ราคาลงมีต่ำกว่านี้ เนื่องจากว่านักลงทุนอาจมองว่าตอนนี้ราคาก็ถูกมากแล้ว จึงทำให้มีแรงซื้อเข้ามาสู้ เมื่อแรงซื้อชนะแรงขาย จึงทำให้ราคาดีดตัวขึ้นไปได้

 

ตัวอย่างเช่น คุณซื้อที่ดินมาราคา 1 ล้านบาท ผ่านไป 1 ปี ที่ดินติดๆ กับที่ดินของคุณราคาเหลือ 5 แสนบาท ถ้ามองในมุมมองนักลงทุน คุณก็จะคิดว่า ตอนนี้ราคามันก็มันถูกจังเลยซื้อไว้ทำกำไรดีกว่า เพราะตรงนี้ทำเลก็ดีไม่น้อย นี่เป็นที่มาของแรงซื้อ เพราะมีนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่ามันถูกเกินไป จนอยากซื้อไว้ทำกำไรในอนาคต จึงทำให้มีแรงซื้อเข้ามาดันราคาไว้

 

ไม่ใช่ทุกแนวรับ ราคาจะผ่านไปไม่ได้

อย่างที่ผมได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ว่า สาเหตุที่เกิดแนวรับเกิดขึ้นเนื่องจาก มีการผลักดันจากนักลงทุนส่วนหนึ่งไม่ให้ราคาลงมีต่ำกว่านี้ เนื่องจากว่านักลงทุนอาจมองว่า เมื่อแรงซื้อชนะแรงขาย จึงทำให้ราคาดีดตัวขึ้นไปได้ แต่ถ้าแรงซื้อไม่สามารถเอาชนะแรงขายได้ ราคาก็จะทะลุแนวรับในที่สุด ตามภาพข้างล่าง

แนวรับ

โดยทั่วไปเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะพยาม Stop Loss ออเดอร์ Buy ก่อนหน้านี้ แล้วเปิดออเดอร์ Sell แทน เนื่องจากว่ามีแรงขายมากเกินไป จนราคาทะลุแนวรับลงมาได้ในที่สุด และอาจจะทำให้ราคากำลังจะเป็นแนวโน้มขาลง

แนวต้าน คืออะไร

แนวต้าน คือ จุดที่ราคามาถึงแล้วไม่สามารถทะลุขึ้นไปต่อได้ ตามตัวอย่างในภาพข้างล่าง

แนวต้าน

จากภาพโซนแนวต้าน คือ โซนสีน้ำเงิน เห็นได้ว่าเมื่อราคามีการขึ้นไปถึงเส้นสีน้ำเงิน ราคาไม่สามารถทะลุขึ้นไปต่อได้ มีหลายครั้งที่ราคาพยายามขึ้นไปแตะเส้นสีน้ำเงิน แต่ก็ไม่สามารถทะลุขึ้นไปต่อได้ ทำให้เราเรียกจุดนี้ว่า แนวต้านที่แข็งแกร่ง

โดยทั่วไปเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะพยามเข้า Sell เมื่อราคามันมาถึงแนวต้าน โดยเฉพาะแนวต้านที่แข็งแกร่ง และจะตั้ง Stop Loss เผื่อไว้หลังแนวต้านไว้เป็นแผนสำรอง

 

ทำไมราคาถึงมีแนวต้านเกิดขึ้น

มีการผลักดันจากนักลงทุนส่วนหนึ่งไม่ให้ราคาขึ้นไปสูงกว่านี้ เนื่องจากว่านักลงทุนอาจมองว่าตอนนี้ราคาก็แพงมากแล้ว จึงทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่มีการเทขายเมื่อราคาอยู่โซนแนวรับ เมื่อมีแรงขายชนะแรงซื้อ จึงทำให้ราคาตกลงมา

 

ตัวอย่างเช่น คุณซื้อที่ดินมาราคา 1 ล้านบาท ผ่านไป 1 ปี ที่ดินขึ้นเป็น 2 ล้านบาท ถ้ามองในมุมมองนักลงทุน คุณก็จะคิดว่า ตอนนี้ราคามันก็แพงขึ้นแล้วนะขายเอากำไรดีกว่า นี่เป็นที่มาของแรงขาย เพราะมีนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่ามันแพงเกินไป จนอยากขายทำกำไรแล้ว จึงทำให้มีแรงขายออกมาจำนวนมาก

 

ไม่ใช่ทุกแนวต้าน ราคาจะผ่านไปไม่ได้

อย่างที่ผมได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ว่า สาเหตุที่เกิดแนวต้านเกิดขึ้นเนื่องจาก มีการผลักดันจากนักลงทุนส่วนหนึ่งไม่ให้ราคาขึ้นไปสูงกว่านี้ เนื่องจากว่านักลงทุนอาจมองว่าตอนนี้ราคาก็แพงมากแล้ว จึงทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่มีการเทขายเมื่อราคาอยู่โซนแนวรับ เมื่อมีแรงขายชนะแรงซื้อ จึงทำให้ราคาตกลงมา แต่ถ้าแรงขายไม่สามารถเอาชนะแรงซื้อได้ ราคาก็จะทะลุแนวต้านขึ้นไปในที่สุด ตามภาพข้างล่าง

แนวต้าน

โดยทั่วไปเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะพยาม Stop Loss ออเดอร์ Sell ก่อนหน้านี้ แล้วเปิดออเดอร์ Buy แทน เนื่องจากว่ามีแรงซื้อมากเกินไป จนราคาทะลุแนวต้านขึ้นไปได้ในที่สุด และอาจจะทำให้ราคากำลังจะเป็นแนวโน้มขาขึ้น

 

ทำความเข้าใจ การขึ้นลงของราคา

อยากให้ผู้อ่านลงจินตนาการถึงการขายของ ทำไมราคาถึงมีขึ้นและลง นั่นเป็นเพราะความต้องการของตลาด อยากให้คุณผู้อ่านลองนึกถึงราคาหน้ากากอนามัยในช่วงโควิดระบาดในช่วงแรก ที่ราคาขึ้นไปสูงมากกว่า 1 เท่าตัวจากราคาปกติ นั่นเป็นเพราะว่าปริมาณหน้ากากอนามัยที่มีขายในท้องตลาด มีปริมาณเท่าเดิม
 
แต่ความต้องการหน้ากากอนามัยเพิ่มสูงขึ้นมหาศาล ทำให้หน้ากากอนามัยไม่เพียงพอต่อความต้องการ สมมุติว่าคุณขายหน้ากากอนามัย 1 บาทต่อชิ้น แต่ตอนนี้มันเป็นที่ต้องการมากๆ มีคน 10 คนมาขอซื้อคุณ แต่คุณมีจำกัดแค่ 1 ชิ้น จึงทำให้มี 1 ใน 10 คนที่ให้ราคาสูงกว่า 1 บาท เพื่อต้องการซื้อหน้ากากอนามัยนั้น และราคาจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
 
ถ้าหากความต้องการยังสูงมากจนไม่เพียงพอต่อการขาย นี่เป็นการเพิ่มขึ้นของราคา แต่ถ้าหากว่าวันหนึ่งโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย สามารถผลิตได้ตามความต้องการของตลาด ทุกคนสามารถเข้าถึงหน้ากากอนามัยได้ในราคาปกติแล้ว ทำให้ราคา 1 บาทเริ่มขายยากแล้ว คุณจึงต้องทำโปรโมชั่น เพื่อขายหน้ากากอนามัยนั้น
 
นี่จึงเป็นการลดลงของราคา นี่เป็นตัวอย่างการที่ราคาเคลื่อนที่ตามอุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply) โดยทั่วไปแล้วกราฟราคาก็จะเคลื่อนที่ตามอุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply) เช่นเดียวกัน
 

ตัวอย่างอินดิเคเตอร์ที่ใช้ แนวรับ แนวต้าน Forex ในการวิเคราะห์

อย่างที่ผมเกริ่นไปในช่วงต้นของบทความว่ามีอินดิเคเตอร์หลายๆ ตัวที่ใช้หลัก แนวรับแนวต้านในการวิเคราะห์ เช่น Fibonacci Retracement, Moving Average และ Bollinger Bands
 

1. Fibonacci Retracement

Fibonacci Retracement เป็นหนึ่งในอินดิเคเตอร์ยอดนิยมมากที่สุดในตลาด Forex ที่ใช้หลักการหาแนวรับแนวต้าน ในการวิเคราะห์กราฟราคา
Fibonacci Retracement

จากภาพข้างบนเห็นได้ชัดเจนว่า ราคาเมื่อย่อลงมาถึงเส้น Fibonacci Retracement ที่ 50.0 ตรงไฮไลท์สีน้ำเงิน ราคาก็จะมีการปรับตัวขึ้น ตรงนี้เราเรียกว่าแนวรับนั่นเอง
Fibonacci Retracement

จากภาพด้านบน เห็นได้ว่า การวิเคราะห์กราฟราคาด้วย Fibonacci Retracement จะใช้หาแนวรับแนวต้าน เพื่อดูราคาเป้าหมายในการหาจุดซื้อ

 

2. Moving Average

Moving Average เป็นอีกหนึ่งอินดิเคเตอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาด Forex แต่มีเทรดเดอร์หลายคนนิยมใช้เส้น Moving Average ตัดกันแล้วทำการเข้าซื้อ แต่ก็มีเทรดเดอร์หลายคนนิยมใช้ Moving Average ค่าเฉลี่ยสูงๆ เพื่อหาแนวรับแนวต้านของราคา

Moving Average

 

3. Bollinger Bands

Bollinger Bands เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้ในการวิเคราะห์กราฟราคาจากแนวรับแนวต้านจากเส้น Bollinger Bands ที่ประกอบด้วยเส้น 3 เส้น โดยเส้นบนสุด จะใช้เป็นแนวต้าน และเส้นล่างสุดจะเป็นแนวรับ ส่วนเส้นกลางจะเป็นได้ทั้งแนวรับและแนวต้าน ตามภาพข้างล่าง

Bollinger Bands คืออะไร ใช้บนตลาด Forex อย่างไร

Bollinger Bands

บทความนี้เกี่ยวกับโบรกเกอร์