Bid, Ask และ Spread คืออะไร
Bid, Ask และ Spread คืออะไร คงเป็นหนึ่งในคำถามที่เทรดเดอร์ Forex มือใหม่หลายคนสงสัยมากที่สุด เนื่องจากว่า ราคา Bid,ราคา Ask และค่า Spread

เมื่อคุณเปิดแพลตฟอร์มเทรด Forex หรือทองคำครั้งแรก คุณจะเห็นตัวเลขราคาสองตัวปรากฏบนหน้าจอ — หนึ่งเป็น Bid อีกหนึ่งเป็น Ask ซึ่งมีราคาต่างกันเล็กน้อย ส่วนต่างนี้เองคือสิ่งที่เราเรียกว่า Spread และเป็นต้นทุนที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องจ่ายในทุกการเปิดออเดอร์ การเข้าใจกลไกของ Bid, Ask และ Spread จะช่วยให้คุณคำนวณต้นทุนการเทรดได้แม่นยำ และเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณ
สรุปสาระสำคัญ
- Bid คือราคาที่โบรกเกอร์ยินดีรับซื้อคืน, Ask คือราคาที่โบรกเกอร์ขายให้คุณ — Ask จะแพงกว่า Bid เสมอ
- Spread = Ask - Bid คือค่าธรรมเนียมการเทรดที่ถูกหักทันทีที่เปิดออเดอร์ ทำให้พอร์ตขาดทุนทันทีเล็กน้อย
- คู่เงินยอดนิยม (เช่น EUR/USD, USD/JPY) มักมี Spread ต่ำกว่าคู่เงินรอง และ Spread จะแคบลงในช่วงเวลาซื้อขายคึกคัก
- โบรกเกอร์บางรายเสนอ Spread เป็น 0 แต่เรียกเก็บ Commission แทน — ต้องคำนวณต้นทุนรวมเพื่อเปรียบเทียบ
ราคา Bid และ Ask คืออะไร
เมื่อคุณดูราคาคู่เงินหรือสินทรัพย์ใดๆ บนแพลตฟอร์มเทรด คุณจะเห็นราคาสองตัวแสดงควบคู่กันเสมอ:

- Bid (ราคารับซื้อ) คือราคาที่โบรกเกอร์ยินดีซื้อคืนสินทรัพย์จากคุณ — นี่คือราคาที่คุณจะได้รับเมื่อคุณขาย (Sell)
- Ask (ราคาเสนอขาย) คือราคาที่โบรกเกอร์ขายสินทรัพย์ให้กับคุณ — นี่คือราคาที่คุณต้องจ่ายเมื่อคุณซื้อ (Buy)
ตัวอย่างจากภาพ — คู่เงิน AUD/CHF:
- ราคา Bid = 0.71704
- ราคา Ask = 0.71721 (แพงกว่า Bid 0.00017 หรือ 1.7 pips)
ถ้าคุณเปิดออเดอร์ Sell คุณจะขายที่ราคา Bid (0.71704) และเมื่อปิดออเดอร์ คุณจะซื้อคืนที่ราคา Ask (0.71721)
ถ้าคุณเปิดออเดอร์ Buy คุณจะซื้อที่ราคา Ask (0.71721) และเมื่อปิดออเดอร์ คุณจะขายคืนที่ราคา Bid (0.71704)
ไม่ว่าคุณจะเปิดออเดอร์ Buy หรือ Sell คุณจะขาดทุนทันทีในจำนวนเท่ากับค่า Spread นี่คือกลไกที่โบรกเกอร์ใช้เก็บค่าบริการจากทุกคำสั่งซื้อขาย
ทำไม Bid และ Ask ถึงมีราคาต่างกัน
โบรกเกอร์ Forex และทองคำไม่ได้ให้บริการฟรี พวกเขามีต้นทุนในการดำเนินงาน เช่น:
- ค่า Liquidity Provider (ผู้ให้สภาพคล่อง) ที่ส่งราคาเข้ามาในระบบ
- ค่าเซิร์ฟเวอร์และระบบ Back-end ที่ประมวลผลคำสั่งเทรดหลักล้านรายการต่อวัน
- ค่าธรรมเนียมการเชื่อมต่อกับธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลแพลตฟอร์มเทรดและบริการลูกค้า
เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ โบรกเกอร์จึงเก็บค่าบริการโดยการขายให้คุณในราคาที่แพงกว่าที่พวกเขารับซื้อคืน ส่วนต่างนี้คือ Spread ซึ่งถูกหักจากบัญชีของคุณทันทีที่เปิดออเดอร์
ทำไมไม่เก็บเป็นค่าธรรมเนียมคงที่?
ตลาด Forex เป็นตลาดที่มีสภาพคล่องแตกต่างกันในแต่ละคู่เงินและแต่ละช่วงเวลา คู่เงินยอดนิยมอย่าง EUR/USD มีผู้ซื้อขายมหาศาล ทำให้ Spread แคบมาก (บางครั้งต่ำถึง 0.1 pips) ขณะที่คู่เงินรองอย่าง USD/TRY หรือ AUD/NZD มี Spread กว้างกว่า เนื่องจากสภาพคล่องต่ำกว่า
Spread คืออะไรและคำนวณอย่างไร
Spread คือผลต่างระหว่างราคา Ask และ Bid วัดหน่วยเป็น pips (percentage in point) ซึ่งเป็นหน่วยวัดความเคลื่อนไหวของราคาที่เล็กที่สุดในตลาด Forex
สูตรคำนวณ Spread:
Spread = Ask - Bid
ตัวอย่างการคำนวณ Spread จากข้อมูลจริง:
| คู่เงิน/สินทรัพย์ | Bid | Ask | Spread (pips) |
|---|---|---|---|
| USD/CHF | 0.92796 | 0.92822 | 2.6 |
| GBP/USD | 1.34495 | 1.34517 | 2.2 |
| EUR/USD | 1.13542 | 1.13563 | 2.1 |
| USD/JPY | 114.214 | 114.236 | 2.2 |
| XAU/USD (ทอง) | 1873.69 | 1874.06 | 3.7 (37 เซนต์) |
จากตัวอย่าง คุณจะเห็นว่า:
- คู่เงินหลัก (Major Pairs) เช่น EUR/USD, GBP/USD มี Spread แคบที่สุด (ประมาณ 2-3 pips) เพราะมีสภาพคล่องสูง
- ทองคำ (XAU/USD) มี Spread กว้างกว่า เนื่องจากราคาทองมีตัวเลขใหญ่กว่า และความผันผวนสูงกว่า
การคำนวณ Spread ในสินทรัพย์ต่างๆ:
- คู่เงิน 4 ตำแหน่ง (เช่น EUR/USD = 1.13563 - 1.13542) → Spread คือตัวเลขหลังทศนิยมตำแหน่งที่ 4-5
- คู่เงินเยน (เช่น USD/JPY = 114.236 - 114.214) → Spread คือตัวเลขหลังทศนิยมตำแหน่งที่ 2-3
- ทองคำ (XAU/USD = 1874.06 - 1873.69) → Spread คือตัวเลขหลังทศนิยมตำแหน่งที่ 1-2
ผลกระทบของ Spread ต่อกำไรขาดทุน
เมื่อคุณเปิดออเดอร์ใดๆ ออเดอร์นั้นจะติดลบทันทีเท่ากับค่า Spread นี่ไม่ใช่การขาดทุนจากการเคลื่อนไหวของราคา แต่เป็นต้นทุนธุรกรรมที่คุณต้องจ่าย
ตัวอย่างที่ 1: เทรด EUR/USD ขนาด 1 lot (100,000 หน่วย)
- Bid = 1.13542, Ask = 1.13563
- Spread = 2.1 pips
- มูลค่าต่อ pip ที่ขนาด 1 lot = $10.00
- ต้นทุนการเปิดออเดอร์ = 2.1 × $10 = $21.00
หากคุณเปิดออเดอร์ Buy ที่ 1.13563 และปิดทันที ราคาไม่เคลื่อนไหวเลย คุณจะขาดทุน $21.00 เพราะปิดออเดอร์ที่ราคา Bid 1.13542
ตัวอย่างที่ 2: เทรดทอง XAU/USD ขนาด 0.5 lot (50 ออนซ์)
- Bid = 1873.69, Ask = 1874.06
- Spread = 0.37 ($0.37 ต่อออนซ์)
- ขนาด 0.5 lot = 50 ออนซ์
- ต้นทุนการเปิดออเดอร์ = 0.37 × 50 = $18.50
สำหรับเทรดเดอร์ระยะสั้น (Scalpers) ที่เปิด-ปิดออเดอร์หลายรอบต่อวัน ค่า Spread สะสมอาจกลายเป็นต้นทุนที่สำคัญมาก ตัวอย่าง: ถ้าคุณเปิดออเดอร์ 20 รอบต่อวัน และแต่ละรอบเสีย Spread $20 นั่นคือต้นทุน $400 ต่อวัน หรือ $8,000+ ต่อเดือน โดยยังไม่รวมกำไรขาดทุนจากการเคลื่อนไหวของราคา
ประเภทของ Spread และความแตกต่าง
โบรกเกอร์ Forex มีวิธีการเสนอ Spread หลักๆ 2 แบบ:
1. Fixed Spread (Spread คงที่)
โบรกเกอร์รับประกันว่า Spread จะเท่าเดิมตลอดเวลา ไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน
ข้อดี:
- ทำให้คุณสามารถคำนวณต้นทุนการเทรดได้แม่นยำล่วงหน้า
- เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการความแน่นอน
ข้อเสีย:
- Spread มักกว้างกว่า Floating Spread ในช่วงตลาดปกติ
- บางช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง Fixed Spread อาจแพงกว่า
2. Floating/Variable Spread (Spread ลอยตัว)
Spread เปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาด — แคบลงเมื่อสภาพคล่องสูง กว้างขึ้นเมื่อสภาพคล่องต่ำ
ข้อดี:
- ในช่วงเวลาซื้อขายคึกคัก (เช่น London-NY session overlap) Spread อาจแคบมาก บางครั้งต่ำกว่า 1 pip
- สะท้อนสภาวะตลาดจริง
ข้อเสีย:
- ไม่แน่นอน อาจกว้างมากในช่วงประกาศข่าวสำคัญหรือช่วงตลาดเงียบ (เช่น Asian session)
- ต้องติดตามและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้ Floating Spread เนื่องจากเชื่อมต่อกับ Liquidity Provider โดยตรง และส่งต้นทุนที่แท้จริงให้กับเทรดเดอร์ ถ้าคุณเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดคึกคัก Floating Spread มักคุ้มค่ากว่า
Spread กับ Commission: ต้นทุนการเทรดแบบใดคุ้มกว่า
โบรกเกอร์บางรายเสนอ Spread เป็น 0 หรือใกล้ 0 แต่เรียกเก็บ Commission (ค่าคอมมิชชั่น) แทน ซึ่งคิดเป็นดอลลาร์ต่อ lot
ตัวอย่าง:
- บัญชี ECN: Spread 0.1 pips + Commission $7 ต่อ lot (รวมเปิด-ปิด)
- บัญชี Standard: Spread 2.0 pips, ไม่มี Commission
การเปรียบเทียบ (เทรด EUR/USD ขนาด 1 lot):
| ประเภทบัญชี | Spread (pips) | Commission | ต้นทุนรวม (USD) |
|---|---|---|---|
| ECN | 0.1 | $7.00 | $8.00 |
| Standard | 2.0 | $0 | $20.00 |
จากตัวอย่าง บัญชี ECN ถูกกว่าชัดเจน แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือ:
- บัญชี ECN มักต้องฝากเงินขั้นต่ำสูงกว่า (เช่น $500-$1,000)
- การดู statement ต้นทุนซับซ้อนกว่า เพราะมีทั้ง Spread และ Commission แยกกัน
กฎง่ายๆ ในการเลือก:
- ถ้าคุณเทรดบ่อย (มากกว่า 10 รอบต่อวัน) → เลือก ECN เพราะต้นทุนต่อรอบต่ำกว่า
- ถ้าคุณเทรดนาน-ปานกลาง (น้อยกว่า 5 รอบต่อวัน) → Standard Account ก็เพียงพอ
Spread ในสภาวะตลาดต่างๆ
Spread ไม่ได้คงที่ตลอดเวลา (ยกเว้น Fixed Spread) แต่จะแปรผันตาม:
1. ช่วงเวลาการเทรด
- ช่วง London-New York overlap (14:00-17:00 EST): Spread แคบที่สุด เพราะมีสภาพคล่องสูงสุด — บางครั้ง EUR/USD อาจมี Spread แค่ 0.5 pips
- ช่วง Asian session (20:00-04:00 EST): Spread กว้างกว่า เพราะปริมาณการซื้อขายน้อยกว่า
- ช่วงวันศุกร์บ่าย-เย็น: Spread มักกว้างขึ้น เพราะสถาบันลดสภาพคล่องก่อนปิดตลาดสัปดาห์
Live · เวลาไทย
วิธีอ่านตารางสดด้านบน
- การ์ดของตลาดที่กำลังเปิดจะขึ้นสี พร้อมป้าย OPEN ส่วนตลาดที่ปิดจะเป็นสีเทา และป้าย CLOSED — เสาร์-อาทิตย์ทุกตลาดจะเทาทั้งแถบและขึ้นว่าปิดสุดสัปดาห์
- ช่วงที่แถบสองแถบบนไทม์ไลน์ 24 ชั่วโมงทับกันคือ Overlap — สภาพคล่องสูงสุดและ spread แคบที่สุดของวัน
- เลือกคู่เงินตามตลาดที่กำลังเปิด เช่น GBP/USD ช่วงลอนดอน หรือ USD/JPY ช่วงโตเกียว ส่วน XAU/USD เคลื่อนไหวดีที่สุดช่วงลอนดอนซ้อนนิวยอร์ก
- ตัวเลขบนการ์ดคือกรอบเซสชันตามธรรมเนียม ไม่ใช่เวลาที่ตลาดเปิด-ปิดจริง (ตลาดจริงเปิดยาวรวดเดียวทั้งสัปดาห์) เรายึดกรอบเวลาทำการ 08:00–16:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ของแต่ละศูนย์การเงิน — ลอนดอน 09:00–17:00 น. — แล้วแปลงเป็นเวลาไทย ช่วงหน้าหนาวตลาดลอนดอนและนิวยอร์กจะเลื่อนช้าลงราว 1 ชั่วโมง
- ส่วนเวลาเปิด-ปิดจริงของสัปดาห์เป็นตัวเลขที่เราวัดเองจากฟีดราคาบัญชีจริง ไม่ใช่ธรรมเนียม แถบสถานะด้านบนจึงสลับหน้าร้อน-หน้าหนาวให้เองตามปฏิทินสหรัฐฯ — ตัวเลขที่วัดได้ทั้งชุดอยู่ในหัวข้อถัดไป
2. การประกาศข่าวสำคัญ
เมื่อมีข่าวสำคัญเช่น Non-Farm Payroll (NFP), Fed Interest Rate Decision, หรือ GDP Report Spread สามารถกระโดดพุ่งสูงขึ้น 5-10 เท่าภายในไม่กี่วินาที
ตัวอย่าง:
- EUR/USD Spread ปกติ 2 pips
- ช่วงประกาศ NFP อาจพุ่งเป็น 10-20 pips ชั่วคราว
ไม่แนะนำให้เปิดออเดอร์ใหม่ในช่วง 2-3 นาทีก่อนและหลังประกาศข่าว เพราะ Spread กว้างมากและอาจถูก stop loss ได้ง่าย แม้ทิศทางการวิเคราะห์จะถูก
3. วันหยุดและเทศกาล
วันหยุดธนาคารใหญ่ (เช่น วันคริสต์มาส, วันปีใหม่) ตลาดมีสภาพคล่องต่ำมาก Spread จะกว้างกว่าปกติ 2-3 เท่า
ตัวอย่าง Spread ในชีวิตจริง: ร้านรับซื้อ-ขายทองคำ
ถ้าคุณยังไม่เข้าใจภาพรวมของ Bid-Ask-Spread ลองนึกถึงร้านทองคำในห้างสรรพสินค้า:
จากภาพ ราคาทองคำรูปพรรณของร้านแห่งหนึ่ง:
- ราคารับซื้อ (Bid): 24,104 บาท
- ราคาขาย (Ask): 25,150 บาท
- Spread: 25,150 - 24,104 = 1,046 บาท
ถ้าคุณซื้อทองคำหนัก 1 บาท ในราคา 25,150 บาท แล้วเดินออกจากร้านและกลับมาขายคืนทันที คุณจะได้เงินกลับมาเพียง 24,104 บาท — ขาดทุนทันที 1,046 บาท
นี่คือสิ่งเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในตลาด Forex เมื่อคุณเปิดออเดอร์ คุณจะขาดทุนทันทีเท่ากับค่า Spread แต่ในตลาด Forex ค่า Spread จะต่ำกว่ามากมาย (เพียงไม่กี่ดอลลาร์ต่อ lot) เพราะสภาพคล่องสูงกว่าตลาดทองคำรูปพรรณมาก
วิธีเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread เหมาะสม
การเลือกโบรกเกอร์ไม่ควรดูแค่ Spread ต่ำสุดเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาปัจจัยรอบด้าน:
1. ความโปร่งใสของ Spread
โบรกเกอร์ที่ดีจะแสดง Spread เฉลี่ยในแต่ละคู่เงิน บนเว็บไซต์อย่างชัดเจน และให้คุณดู Spread แบบ real-time บนแพลตฟอร์มก่อนฝากเงิน
ระวังโบรกเกอร์ที่โฆษณา "Spread เริ่มต้น 0.0 pips" แต่ไม่บอก Spread เฉลี่ย — เพราะ Spread เริ่มต้นอาจเกิดขึ้นแค่ไม่กี่วินาทีต่อวัน แต่เวลาที่คุณเทรดจริง Spread อาจกว้างกว่ามาก
2. ประเภทของการเทรด
- Scalping/Day Trading: เลือก ECN/Raw Spread + Commission เพราะต้นทุนต่ำกว่า
- Swing/Position Trading: Standard Account ก็เพียงพอ เพราะคุณถือออเดอร์นานพอที่ Spread กลายเป็นสัดส่วนเล็ก
3. ขนาดเงินทุน
- ถ้าเงินทุนน้อยกว่า $500 → เลือก Standard Account เพราะ ECN ส่วนใหญ่ต้องฝากขั้นต่ำ $500-$1,000
- ถ้าเงินทุนมากกว่า $1,000 → ECN คุ้มค่ากว่าในระยะยาว
4. การรองรับสินทรัพย์
ถ้าคุณเทรดหลายสินทรัพย์ (Forex + ทอง + น้ำมัน + ดัชนี) ตรวจสอบว่า Spread ในทุกสินทรัพย์อยู่ในระดับแข่งขันได้ บางโบรกเกอร์อาจมี Spread Forex ต่ำ แต่ Spread ทองคำสูงมาก
เทคนิคในการลด Impact ของ Spread
แม้คุณจะไม่สามารถหลีกเลี่ยง Spread ได้ แต่คุณสามารถลดผลกระทบได้:
1. เทรดในช่วงสภาพคล่องสูง
เปิดออเดอร์ในช่วง London-NY overlap หรือ London session เพื่อให้ได้ Spread ที่แคบที่สุด
2. เลี่ยงการเปิดออเดอร์ช่วงข่าว
ก่อนข่าว 5-10 นาที และหลังข่าว 5 นาทีแรก Spread มักกระโดดสูง รอให้ตลาดสงบก่อนเข้า

3. ใช้ Limit Order แทน Market Order
- Market Order: เปิดออเดอร์ทันทีที่ราคา Ask/Bid ปัจจุบัน — รับ Spread เต็มๆ
- Limit Order: ตั้งราคาที่คุณยอมรับ — อาจได้ Spread ที่ดีกว่าถ้าตลาดเคลื่อนไหวมาชน
4. ถือออเดอร์นานพอ
ถ้าคุณถือออเดอร์เพียง 10-15 นาที กำไรส่วนใหญ่จะถูกกิน Spread หมด แต่ถ้าคุณถือ 4-6 ชั่วโมงขึ้นไป และทำกำไร 30-50 pips ค่า Spread 2 pips กลายเป็นเพียง 4-6% ของกำไร
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Spread คืออะไร และใครเป็นคนเก็บเงินนี้?
Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Ask และ Bid ซึ่งเป็นค่าบริการที่โบรกเกอร์เก็บจากการเปิดออเดอร์แต่ละครั้ง เง
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


