U
UHAS
XAU/USD0.00%

Buy และ Sell Forex คืออะไร ? (วีดีโอ)

ก่อนที่คุณจะเริ่มต้นเทรด Forex ได้ คุณต้องเข้าใจคำสั่งพื้นฐานสองคำที่สำคัญที่สุด นั่นคือ Buy และ Sell ซึ่งบางคนอาจเรียกว่า Long และ Short

P
Patiphan Uhas
29 มกราคม 2564·4 นาทีอ่าน
แชร์
Buy และ Sell Forex คืออะไร ?

ก่อนที่คุณจะเริ่มต้นเทรด Forex ได้ คุณต้องเข้าใจคำสั่งพื้นฐานสองคำที่สำคัญที่สุด นั่นคือ Buy และ Sell ซึ่งบางคนอาจเรียกว่า Long และ Short ตามสไตล์ของตลาดหุ้น แต่ความหมายเหมือนกัน — คำสั่งเหล่านี้กำหนดว่าคุณจะทำกำไรจากการที่ราคาขึ้นหรือลง ในบทความนี้ เราจะอธิบายทั้งสองคำสั่งให้คุณเข้าใจอย่างชัดเจน พร้อมตัวอย่างการใช้งานจริง

สรุปสาระสำคัญ

  • Buy (Long) คือการเปิดออเดอร์เพื่อทำกำไรจากราคาที่ขึ้น — ซื้อถูกขายแพง
  • Sell (Short) คือการเปิดออเดอร์เพื่อทำกำไรจากราคาที่ลง — ขายแพงซื้อถูก
  • Forex ให้คุณทำกำไรได้ทั้งตลาดขึ้นและตลาดลง ซึ่งต่างจากการซื้อหุ้นทั่วไป
  • การเลือก Buy หรือ Sell ขึ้นอยู่กับทิศทางที่คุณคาดการณ์ ไม่ใช่ความรู้สึก

Buy (Long) คืออะไร

Buy หรือที่เรียกว่า Long Position คือคำสั่งซื้อคู่เงินที่คุณคาดว่าราคาจะขึ้น เมื่อคุณกด Buy คุณกำลังซื้อสกุลเงินตัวหน้า (Base Currency) และขายสกุลเงินตัวหลัง (Quote Currency) พร้อมกันในคราวเดียว

ตัวอย่าง EUR/USD

สมมติว่าคู่เงิน EUR/USD อยู่ที่ราคา 1.1000 คุณคาดการณ์ว่าเงินยูโรจะแข็งค่าขึ้นเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ คุณจึงเปิดคำสั่ง Buy 1 lot ที่ราคา 1.1000

  • หากราคาขึ้นไป 1.1050 คุณปิดออเดอร์ได้กำไร 50 pips
  • หากราคาลงมา 1.0950 คุณขาดทุน 50 pips

กำไรเกิดขึ้นเมื่อราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด นี่คือหลักการพื้นฐานของ "ซื้อถูกขายแพง" ที่เราคุ้นเคยในการลงทุนทั่วไป

TIP

ใน MetaTrader 4/5 ปุ่ม Buy มักจะอยู่ด้านบนของหน้าต่างเปิดออเดอร์ และแสดงราคา Ask ซึ่งเป็นราคาที่คุณจะจ่ายเพื่อซื้อ

Sell (Short) คืออะไร

Sell หรือ Short Position คือคำสั่งขายคู่เงินที่คุณคาดว่าราคาจะลง เมื่อคุณกด Sell คุณกำลังขายสกุลเงินตัวหน้าและซื้อสกุลเงินตัวหลังพร้อมกัน แม้ว่าคุณจะไม่ได้ "ถือครอง" สกุลเงินนั้นอยู่จริง

ตัวอย่าง GBP/JPY

สมมติว่าคู่เงิน GBP/JPY อยู่ที่ราคา 185.00 คุณคาดการณ์ว่าเงินปอนด์จะอ่อนค่าลงเทียบกับเงินเยน คุณจึงเปิดคำสั่ง Sell 1 lot ที่ราคา 185.00

  • หากราคาลงไป 184.50 คุณปิดออเดอร์ได้กำไร 50 pips
  • หากราคาขึ้นไป 185.50 คุณขาดทุน 50 pips

กำไรเกิดขึ้นเมื่อราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด นี่คือข้อได้เปรียบของตลาด Forex ที่คุณสามารถทำกำไรจากตลาดที่ลงได้เช่นกัน ไม่เหมือนการซื้อหุ้นที่ต้องรอราคาขึ้นเท่านั้น

INFO

ราคา Bid (ราคาที่โบรกเกอร์จะซื้อคืนจากคุณ) จะต่ำกว่า Ask เสมอ ส่วนต่างนี้เรียกว่า Spread ซึ่งเป็นต้นทุนการเทรดที่คุณต้องจ่ายทุกครั้ง

Long และ Short ต่างจาก Buy/Sell อย่างไร

ในแวดวงเทรดเดอร์ คุณอาจได้ยินคำว่า "Long" และ "Short" บ่อยครั้ง ซึ่งมีความหมายเดียวกับ Buy และ Sell แต่ใช้ในบริบทต่างกันเล็กน้อย

คำสั่งความหมายตัวอย่างการใช้
Buy / Longเปิดคำสั่งซื้อ คาดหวังราคาขึ้น"ผม Long EUR/USD ที่ 1.1000"
Sell / Shortเปิดคำสั่งขาย คาดหวังราคาลง"ผม Short USD/JPY ที่ 150.00"

คำว่า Long และ Short มักใช้เมื่อพูดถึง Position (สถานะการเทรด) ที่กำลังเปิดอยู่ เช่น "ตอนนี้ผมมี Long position ใน Gold" หมายความว่ากำลังถือออเดอร์ Buy ทองคำอยู่

ส่วน Buy และ Sell เป็นคำสั่งที่ใช้ตอนเปิดหรือปิดออเดอร์โดยตรง เช่น "กด Buy ที่ราคา 1.1000" หรือ "ปิด Sell order ที่ราคา 184.50"

NOTE

อย่าสับสนระหว่าง "การเปิด Sell" กับ "การปิด Buy" — การเปิด Sell คือการเริ่มต้นออเดอร์ใหม่ที่คาดหวังราคาลง ขณะที่การปิด Buy คือการปิดออเดอร์ Buy ที่เปิดไว้ก่อนหน้านี้

วิธีเลือกว่าควร Buy หรือ Sell

การตัดสินใจว่าจะเปิดคำสั่ง Buy หรือ Sell ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ตลาด ซึ่งมีสองแนวทางหลัก

1. การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis)

ใช้กราฟราคา อินดิเคเตอร์ และ chart patterns เพื่อคาดการณ์ทิศทาง ตัวอย่างเช่น:

  • หาก Moving Average แนวโน้มขาขึ้นและราคา pullback มาแตะ support คุณอาจเลือก Buy
  • หากราคาทะลุ resistance สำคัญแล้วกลับลงมาทดสอบ (retest) คุณอาจเลือก Sell

2. การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis)

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย และนโยบายธนาคารกลาง เช่น:

  • หาก Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่คาด เงินดอลลาร์มักแข็งค่า คุณอาจเลือก Buy USD
  • หากข้อมูล GDP ของยุโรปต่ำกว่าคาด เงินยูโรอาจอ่อนค่า คุณอาจเลือก Sell EUR

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน โดยใช้ปัจจัยพื้นฐานกำหนดทิศทางใหญ่ และใช้เทคนิคหาจุดเข้าที่เหมาะสม

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยกับคำสั่ง Buy/Sell

1. เปิดออเดอร์ตรงข้ามโดยไม่ตั้งใจ

หลายคนเริ่มต้นมักสับสนระหว่างปุ่ม Buy และ Sell โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มที่ใช้ครั้งแรก ผลคือเปิดออเดอร์ตรงข้ามกับที่ตั้งใจและขาดทุนทันที

วิธีแก้: ทดสอบในบัญชี Demo ก่อนอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้คุ้นเคยกับอินเทอร์เฟซและคำสั่งต่างๆ

2. ไม่ตั้ง Stop Loss

บางคนเปิดคำสั่ง Buy หรือ Sell โดยไม่ตั้ง Stop Loss เพราะคิดว่าจะคอยดูหน้าจออยู่ตลอดเวลา แต่ตลาด Forex เคลื่อนไหวเร็ว ภายในไม่กี่วินาทีราคาอาจวิ่งผ่าน 20-30 pips ไปแล้ว

วิธีแก้: ตั้ง Stop Loss ทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ โดยคำนวณจาก risk-reward ratio อย่างน้อย 1:2 (เสี่ยง 1 เพื่อกำไร 2)

3. เปิดทั้ง Buy และ Sell พร้อมกันในคู่เดียวกัน (Hedging แบบผิด)

มือใหม่บางคนเชื่อว่าการเปิดทั้ง Buy และ Sell พร้อมกันจะ "ลดความเสี่ยง" แต่ในความเป็นจริง คุณแค่จ่าย Spread สองเท่าและกำไร/ขาดทุนหักล้างกัน ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

วิธีแก้: ใช้ Hedging เฉพาะเมื่อคุณมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน เช่น hedging ระหว่างคู่เงินที่มีความสัมพันธ์ (correlation) หรือ hedging ระหว่าง timeframe ต่างกัน

NOTE

โบรกเกอร์บางรายในสหรัฐอเมริกาไม่อนุญาตให้เปิด Buy และ Sell ในคู่เดียวกันพร้อมกัน (FIFO rule) คุณต้องปิดออเดอร์เก่าก่อนจึงจะเปิดใหม่ได้

เวลาไหนควร Buy เวลาไหนควร Sell

ไม่มีกฎตายตัวว่า "เวลาไหนควร Buy" หรือ "เวลาไหนควร Sell" เพราะตลาด Forex เปิด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ และมีปัจจัยมากมายที่มีผลต่อราคา แต่มีหลักการเบื้องต้นที่ช่วยในการตัดสินใจ

Buy เมื่อ:

  • แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) ชัดเจน ราคาทำ Higher Highs และ Higher Lows
  • ราคา pullback มาแตะ support หรือ moving average สำคัญ
  • ข่าวเศรษฐกิจออกมาดีกว่าคาด (positive surprise)
  • ตลาดมีความเชื่อมั่นสูง (risk-on sentiment)

Sell เมื่อ:

  • แนวโน้มขาลง (Downtrend) ชัดเจน ราคาทำ Lower Highs และ Lower Lows
  • ราคา rally ขึ้นมาแตะ resistance หรือ moving average สำคัญ
  • ข่าวเศรษฐกิจออกมาแย่กว่าคาด (negative surprise)
  • ตลาดมีความกังวลสูง (risk-off sentiment)

นอกจากนี้ คุณควรพิจารณา Session ด้วย เช่น London Session (14:00-23:00 เวลาไทย) มักมี volatility สูง เหมาะกับการเทรดระยะสั้น ส่วน Asian Session (06:00-15:00 เวลาไทย) มักมีการเคลื่อนไหวน้อยกว่า เหมาะกับการเทรด range

ตัวอย่างการใช้ Buy/Sell จริง

กรณีศึกษา 1: Buy EUR/USD หลัง ECB ประกาศขึ้นดอกเบี้ย

วันที่ 14 กันยายน 2023 ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 4.25% เป็น 4.50% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 4.25%

  • ก่อนข่าว: EUR/USD อยู่ที่ 1.0700
  • หลังข่าว: ราคาพุ่งขึ้นทันทีไป 1.0750 ภายใน 5 นาที
  • การเทรด: หากคุณเปิด Buy ทันทีหลังข่าว 1 lot ที่ 1.0710 และปิดที่ 1.0750 คุณได้กำไร 40 pips หรือประมาณ $400 (ขึ้นอยู่กับขนาด lot)

กรณีศึกษา 2: Sell USD/JPY หลังข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐต่ำกว่าคาด

วันที่ 13 ตุลาคม 2023 สหรัฐประกาศดัชนี CPI (เงินเฟ้อ) ที่ 3.4% ขณะที่ตลาดคาดหวัง 3.6%

  • ก่อนข่าว: USD/JPY อยู่ที่ 149.80
  • หลังข่าว: ราคาร่วงลงไป 149.20 ภายใน 10 นาที
  • การเทรด: หากคุณเปิด Sell ทันทีหลังข่าว 1 lot ที่ 149.70 และปิดที่ 149.20 คุณได้กำไร 50 pips หรือประมาณ 33,500 เยน (ขึ้นอยู่กับขนาด lot)
INFO

ตัวอย่างข้างต้นเป็นกรณีศึกษาจริงแต่ผลลัพธ์ในอดีตไม่รับประกันผลในอนาคต การเทรดข่าวมี risk สูงเพราะ spread มักกว้างและราคาเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก

Buy/Sell ใน Forex vs หุ้น ต่างกันอย่างไร

หลายคนที่มาจากตลาดหุ้นอาจสงสัยว่าทำไม Forex ถึงทำกำไรจากราคาลงได้ง่ายกว่า

โครงตารางเปรียบเทียบโบรกเกอร์สองค่ายแบบบรรทัดต่อบรรทัด: ใบอนุญาต สเปรด เงินฝากขั้นต่ำ ช่องทางฝากถอนไทย และค่าคอมมิชชัน โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งทางการเท่านั้น
โครงตารางเปรียบเทียบโบรกเกอร์สองค่ายแบบบรรทัดต่อบรรทัด: ใบอนุญาต สเปรด เงินฝากขั้นต่ำ ช่องทางฝากถอนไทย และค่าคอมมิชชัน โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งทางการเท่านั้น
ลักษณะForexหุ้น
Sell (Short)ทำได้ง่าย กดปุ่ม Sell เหมือน Buyต้องยืมหุ้นมาขาย (short selling) มีข้อจำกัดและค่าใช้จ่าย
ต้นทุนจ่ายแค่ Spreadจ่ายค่า commission + ค่ายืมหุ้น
Marginใช้ได้ 1:30 ถึง 1:500 (ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์)ใช้ได้ 1:2 ถึง 1:4 ส่วนใหญ่
เวลาเทรด24 ชั่วโมง 5 วันตามเวลาเปิดตลาดเท่านั้น

ความแตกต่างหลักคือ Forex ถูกออกแบบให้ซื้อ-ขายได้สองทาง เพราะทุกครั้งที่คุณเทรด คุณซื้อสกุลหนึ่งและขายอีกสกุลหนึ่งพร้อมกัน ไม่มีแนวคิดเรื่อง "ถือครองระยะยาว" แบบหุ้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Buy และ Long เหมือนกันหรือไม่

ใช่ Buy และ Long มีความหมายเดียวกัน คือการเปิดออเดอร์เพื่อทำกำไรจากราคาที่ขึ้น เพียงแต่ Buy เป็นคำสั่งที่ใช้ในแพลตฟอร์ม ส่วน Long เป็นคำที่เทรดเดอร์ใช้พูดถึงสถานะการเทรด เช่น "ผม Long EUR/USD อยู่" หมายความว่ากำลังถือออเดอร์ Buy อยู่

ทำไมต้องมี Sell ถ้าไม่มีของให้ขาย

Forex เป็นตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา เมื่อคุณ Sell EUR/USD คุณกำลังขายยูโรและซื้อดอลลาร์พร้อมกัน คุณไม่จำเป็นต้อง "มี" ยูโรอยู่จริง เพราะโบรกเกอร์จะให้ margin (เงินกู้) ชั่วคราวเพื่อทำธุรกรรม และปิดออเดอร์เมื่อคุณกลับมาซื้อยูโรคืน

เปิด Buy แล้วราคาลงต้องทำยังไง

คุณมีสามทางเลือก: (1) ปิดออเดอร์ยอมรับขาดทุน (Cut Loss) หากราคาทะลุ Stop Loss (2) รอให้ราคากลับขึ้นมาหากคุณมั่นใจในการวิเคราะห์และมี margin เพียงพอ (3) Average Down โดยเปิด Buy เพิ่มในราคาที่ต่ำกว่า แต่วิธีนี้เสี่ยงสูงมากไม่แนะนำสำหรับมือใหม่

มือใหม่ควรเทรด Buy หรือ Sell ก่อน

ไม่มีคำตอบตายตัว แต่หลายคนแนะนำให้เริ่มจาก Buy ก่อนเพราะคล้ายกับการซื้อของทั่วไป "ซื้อถูกขายแพง" ซึ่งเข้าใจง่ายกว่า Sell ที่ต้อง "ขายแพงซื้อถูก" แต่ในที่สุดคุณต้องเรียนรู้ทั้งสองอย่าง เพราะตลาดมีโอกาสลงและขึ้นพอๆ กัน

Sell order และ Sell Stop ต่างกันอย่างไร

Sell order คือคำสั่งเปิดออเดอร์ Sell ทันทีที่ราคาปัจจุบัน ส่วน Sell Stop คือคำสั่งรอเปิดออเดอร์ Sell อัตโนมัติเมื่อราคาลงมาถึงระดับที่กำหนด มักใช้เมื่อคุณคาดว่าราคาจะลงต่อหลังทะลุ support ตัวอย่าง: ราคา USD/JPY ตอนนี้ 150.00 คุณตั้ง Sell Stop ที่ 149.50 หากราคาลงมาแตะ 149.50 ออเดอร์ Sell จะเปิดอัตโนมัติ

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง