กลยุทธ์ทำกำไร Fibonacci Retracement โดย The Trading Geek
Fibonacci Retracement เป็นหนึ่งในเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่นักเทรดทั่วโลกใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่หลายคนมักทำให้มันดูซับซ้อนเกินไป ในบทความนี้

Fibonacci Retracement เป็นหนึ่งในเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่นักเทรดทั่วโลกใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่หลายคนมักทำให้มันดูซับซ้อนเกินไป ในบทความนี้ เราจะแกะกลยุทธ์การใช้ Fibonacci Retracement แบบเข้าใจง่ายจาก The Trading Geek ที่จะช่วยให้คุณระบุจุดเข้าออกออเดอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ขาขึ้นหรือขาลง
สรุปสาระสำคัญ
- Fibonacci Retracement ช่วยระบุจุด Support/Resistance ที่มีความน่าเชื่อถือสูงในเทรนด์
- ระดับ Retracement สำคัญคือ 38.2%, 50%, 61.8% และ 78.6% — ใช้เป็นโซนรอสัญญาณกลับตัว
- ต้องรอสัญญาณยืนยันการกลับตัว (Reversal Pattern) ก่อนเข้าเทรดเสมอ ห้ามเข้าทันทีที่ราคาแตะเส้น Fib
- Extension Levels (-27%, -61.8%) เป็นเป้าหมาย Take Profit ที่เหมาะสมสำหรับกลยุทธ์นี้
- ควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นเช่น Candlestick Patterns หรือ Momentum Indicators เพื่อเพิ่มความแม่นยำ
ทำความเข้าใจหลักการ Fibonacci Retracement
Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือที่พัฒนามาจากอัตราส่วนทางคณิตศาสตร์ของลำดับ Fibonacci ซึ่งปรากฏในธรรมชาติและตลาดการเงิน เมื่อราคาเคลื่อนไหวในทิศทางหนึ่งอย่างแข็งแกร่ง มักจะมีการ "พักตัว" (Retracement) ก่อนที่จะเคลื่อนไหวต่อในทิศทางเดิม
เส้น Fibonacci จะแบ่งช่วงการเคลื่อนไหวของราคาออกเป็นสัดส่วนต่างๆ โดยระดับที่นักเทรดให้ความสำคัญมากที่สุดคือ:
- 38.2% — จุด Retracement แรกที่ราคามักจะทดสอบ
- 50.0% — จุดกึ่งกลางที่มีความสำคัญทางจิตวิทยา
- 61.8% — Golden Ratio ที่ถือว่าเป็นโซนกลับตัวที่แข็งแกร่งที่สุด
- 78.6% — ระดับสุดท้ายก่อนที่เทรนด์จะเสี่ยงกลับทิศทางสมบูรณ์
หลักทองคำ: ถ้าราคาทะลุระดับ 78.6% ไปได้ แสดงว่ามีโอกาสสูงที่เทรนด์เดิมจะสิ้นสุดลง และอาจเกิดการกลับทิศทางเต็มรูปแบบ
5 ขั้นตอนการใช้ Fibonacci Retracement อย่างมีประสิทธิภาพ
ขั้นตอนที่ 1: ระบุเทรนด์ที่ชัดเจน
ก่อนจะใช้เครื่องมือใดๆ คุณต้องระบุทิศทางของตลาดให้ได้ก่อน มองหาเทรนด์ที่มี:
- Higher Highs และ Higher Lows สำหรับเทรนด์ขาขึ้น (Uptrend)
- Lower Highs และ Lower Lows สำหรับเทรนด์ขาลง (Downtrend)
- การเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องอย่างน้อย 3-5 แท่งเทียนในทิศทางเดียวกัน
ขั้นตอนที่ 2: ตั้งค่า Fibonacci Retracement ตามมาตรฐาน
เปิดเครื่องมือ Fibonacci Retracement ในแพลตฟอร์มเทรดของคุณ (TradingView, MT4, MT5) แล้วตั้งค่าระดับดังนี้:
Retracement Levels:
- 38.2
- 50.0
- 61.8
- 78.6
Extension Levels:
- -27.0
- -61.8
ขั้นตอนที่ 3: ลากเส้นจาก Swing Low/High
วิธีลากเส้นขึ้นอยู่กับทิศทางของเทรนด์:
สำหรับ Uptrend:
- คลิกที่จุดราคาต่ำสุด (Swing Low) ที่เริ่มต้นเทรนด์
- กดค้างและลากไปที่จุดราคาสูงสุด (Swing High)
- เส้น 100% จะอยู่ที่ Swing Low และ 0% อยู่ที่ Swing High
สำหรับ Downtrend:
- คลิกที่จุดราคาสูงสุด (Swing High)
- กดค้างและลากลงไปที่จุดราคาต่ำสุด (Swing Low)
- เส้น 100% จะอยู่ที่ Swing High และ 0% อยู่ที่ Swing Low
ขั้นตอนที่ 4: รอการ Retest ที่ระดับ Retracement
หลังจากลากเส้นเสร็จ อย่าเพิ่งรีบเข้าเทรด รอให้ราคาเคลื่อนไหวกลับมาทดสอบ (Retest) ที่ระดับ Retracement ใดระดับหนึ่ง:
- ราคาอาจ Retest ที่ 38.2% (แรงมาก)
- ราคาอาจ Retest ที่ 50.0% (ปานกลาง)
- ราคาอาจ Retest ที่ 61.8% (แรงน้อย แต่ยังอยู่ในเทรนด์)
- ราคาอาจ Retest ที่ 78.6% (เทรนด์กำลังอ่อนแรง)
ห้ามเข้าเทรดทันทีที่ราคาแตะเส้น Fibonacci! คุณต้องรอสัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจนก่อนเสมอ เช่น Candlestick Patterns, Momentum Divergence หรือ Price Action ที่แสดงถึงการปฏิเสธราคา (Rejection)
ขั้นตอนที่ 5: ยืนยันสัญญาณกลับตัวแล้วเข้าเทรด
เมื่อราคามา Retest ที่โซน Retracement แล้ว รอสัญญาณยืนยันเหล่านี้:
สัญญาณการกลับตัวที่น่าเชื่อถือ:
- Bullish Engulfing — แท่งเทียนสีเขียวกลืนแท่งแดงทั้งดุ้ง (สำหรับ Uptrend)
- Bearish Engulfing — แท่งเทียนสีแดงกลืนแท่งเขียวทั้งดุ้ง (สำหรับ Downtrend)
- Morning Star — แพทเทิร์นกลับตัว 3 แท่งที่บ่งบอกจุดจบของแรงขาย
- Evening Star — แพทเทิร์นกลับตัว 3 แท่งที่บ่งบอกจุดจบของแรงซื้อ
- แท่งเทียนยาวพร้อม Momentum แข็งแกร่ง — แท่งที่ปิดใกล้ High/Low และมีขนาดใหญ่กว่าค่าเฉลี่ย
เมื่อเห็นสัญญาณแล้ว:
- เปิดออเดอร์ตามทิศทางเทรนด์ (Buy สำหรับ Uptrend, Sell สำหรับ Downtrend)
- ตั้ง Stop Loss ไว้ต่ำกว่า/สูงกว่าเส้น Retracement ที่ราคากลับตัว
- ตั้ง Take Profit ที่ระดับ Extension Level (-27% หรือ -61.8%)
ตัวอย่างการเทรดจริง: 3 สถานการณ์
ตัวอย่างที่ 1: Uptrend พร้อม Retest ที่ 38.2%
สถานการณ์:
- ราคาเคลื่อนไหวขาขึ้นอย่างชัดเจน แล้วย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับ
ขั้นตอนการเทรด:
- ลากเส้น Fibonacci จาก Swing Low ไปยัง Swing High
- สังเกตการ Retest — ราคาลงมาทดสอบที่ 38.2% ถึง 2 ครั้ง แต่ไม่หลุด แสดงว่าเป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง
- สัญญาณกลับตัว — เกิดแท่งเทียน Bullish Momentum ที่แข็งแกร่ง
- เข้า Buy Order ทันทีหลังแท่งเทียนปิด พร้อมตั้ง Stop Loss ไว้ต่ำกว่าระดับ 50%
- ตั้ง Take Profit ที่ Extension Level -27%
- ผลลัพธ์ — ราคาวิ่งขึ้นไปถึง Extension Level -27% ตามเป้าหมาย
Risk:Reward Ratio: ประมาณ 1:2.5 ถึง 1:3
ตัวอย่างที่ 2: Uptrend พร้อมสัญญาณยืนยันหลายตัว
สถานการณ์:
- เทรนด์ขาขึ้นที่มีแรงมาก ย่อตัวลงมาทดสอบที่ 50%
ขั้นตอนการเทรด:
- ลากเส้น Fibonacci จาก Swing Low (100) ไปยัง Swing High (0)
- ราคา Retest ที่ระดับ 50% — เป็นโซนจิตวิทยาที่แข็งแกร่ง
- สัญญาณยืนยันตัวแรก — Bullish Engulfing Pattern
- สัญญาณยืนยันตัวที่สอง — แท่งเทียน Momentum ขนาดใหญ่
- สัญญาณยืนยันตัวที่สาม — Morning Star Pattern (3 แท่ง)
- เข้า Buy Order พร้อมตั้ง Take Profit ที่ -27%
- ผลลัพธ์ — ราคาวิ่งขึ้นถึง Extension Level -27% อย่างราบรื่น
Pro Tip: ยิ่งมีสัญญาณยืนยันมากเท่าไหร่ ความน่าเชื่อถือของเทรดก็สูงขึ้นเท่านั้น ในตัวอย่างนี้มีถึง 3 สัญญาณรวมกัน ทำให้ Risk:Reward ดีขึ้นอย่างมาก
ตัวอย่างที่ 3: Downtrend พร้อม Retest ที่ 50%
สถานการณ์:
- เทรนด์ขาลงที่ชัดเจน ราคาดีดตัวขึ้นมาทดสอบแนวต้าน
ขั้นตอนการเทรด:
- ลากเส้น Fibonacci จาก Swing High (100) ลงไปยัง Swing Low (0)
- รอราคา Retest กลับขึ้นมาที่โซน Retracement
- ราคาทดสอบที่ 50% — ระดับแนวต้านที่แข็งแกร่ง
- สัญญาณกลับตัว — แท่งเทียนยาวสีแดงที่แสดง Rejection อย่างชัดเจน
- เข้า Sell Order พร้อมตั้ง Take Profit ที่ Extension Level -27%
- ผลลัพธ์ — ราคาวิ่งลงไปถึง Extension Level -27% ตามเป้าหมาย
Risk:Reward Ratio: ประมาณ 1:2 ถึง 1:2.5
ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
1. เข้าเทรดเร็วเกินไปโดยไม่รอสัญญาณยืนยัน
หลายคนเข้าออเดอร์ทันทีที่ราคาแตะเส้น Fibonacci โดยไม่รอดูว่าราคาจะกลับตัวจริงหรือไม่ ผลลัพธ์คือมักจะโดน Stop Loss ซ้ำๆ
วิธีแก้: รอสัญญาณการกลับตัวอย่างน้อย 1-2 แท่งเทียนหลังจากราคาแตะเส้น Fibonacci แล้วค่อยเข้า
2. ใช้ Fibonacci ในตลาดที่ไม่มีเทรนด์ชัดเจน
Fibonacci Retracement ใช้งานได้ดีเฉพาะในตลาดที่มีเทรนด์ชัดเจน ถ้าราคาวิ่งแบบ Sideways (ไปมาในกรอบ) เครื่องมือนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ไม่แม่นยำ
วิธีแก้: ใช้กับคู่เงินหรือสินทรัพย์ที่กำลัง Trending แรงๆ ถ้าตลาดไม่มีทิศทาง ให้หันไปใช้กลยุทธ์อื่น เช่น Range Trading
3. ตั้ง Stop Loss แคบเกินไป
บางคนตั้ง Stop Loss แค่ไม่กี่ pips จากจุดเข้าเทรด ทำให้โดน Stop Loss ง่ายจากความผันผวนปกติของตลาด
วิธีแก้: ตั้ง Stop Loss ไว้ต่ำกว่า/สูงกว่าระดับ Retracement ถัดไป หรือต่ำกว่า/สูงกว่า Swing Low/High ล่าสุด เพื่อให้มี "หายใจ" (Breathing Room) เพียงพอ
4. ลืมใช้เครื่องมืออื่นประกอบ
Fibonacci Retracement เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง ไม่ควรใช้เพียงอย่างเดียว
เครื่องมือที่ใช้ร่วมกันได้ดี:
- Moving Averages (MA 50, MA 200) — ยืนยันทิศทางเทรนด์
- RSI (Relative Strength Index) — ดู Oversold/Overbought และ Divergence
- MACD — ยืนยัน Momentum การกลับตัว
- Support/Resistance แนวนอน — เสริมความน่าเชื่อถือของโซน Fibonacci
การใช้หลายเครื่องมือร่วมกัน (Confluence) จะทำให้ความแม่นยำของการเทรดสูงขึ้นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


