U
UHAS
XAU/USD0.00%

Jack Kellogg เทรดเดอร์ 24 ปี กำไร 260 ล้านบาทภายใน 2 ปี

Jack Kellogg เทรดเดอร์วัย 24 ปีที่สร้างกระแสในวงการหุ้น Penny Stock ด้วยผลกำไรเกินกว่า 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 260 ล้านบาท) ภายในเวลาเพียง 2 ปี

P
Patiphan Uhas
4 กันยายน 2566·3 นาทีอ่าน
แชร์
Jack Kellogg เทรดเดอร์ 24 ปี กำไร 260 ล้านบาทภายใน 2 ปี

Jack Kellogg เทรดเดอร์วัย 24 ปีที่สร้างกระแสในวงการหุ้น Penny Stock ด้วยผลกำไรเกินกว่า 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 260 ล้านบาท) ภายในเวลาเพียง 2 ปี จากเงินทุนเริ่มต้นเพียง 7,500 ดอลลาร์ บทความนี้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์บนช่อง YouTube ของ Timothy Sykes และรายงานจาก Business Insider เพื่อเปิดเผยแนวคิด เทคนิคการเทรด และเครื่องมือวิเคราะห์ที่ Kellogg ใช้บรรลุความสำเร็จอย่างรวดเร็วในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สรุปสาระสำคัญ

  • Jack Kellogg สร้างกำไร 8 ล้านดอลลาร์ (260 ล้านบาท) ภายใน 2 ปี จากเงินต้น 7,500 ดอลลาร์
  • ใช้หลักการเทรดแบบเรียบง่าย โฟกัสที่ price action มากกว่า indicator ซับซ้อน
  • เริ่มต้นด้วย paper trading และลงทุนเรียนคอร์สออนไลน์จาก Timothy Sykes
  • ใช้ 4 indicator หลัก: VWAP, Linear Regression, Volume และ Support/Resistance
  • เน้นความอดทน รอจังหวะเข้าที่ดี ไม่โลภ ตัดกำไรเมื่อได้เป้าแล้ว

เส้นทางสู่ความสำเร็จของ Jack Kellogg

Jack Kellogg เริ่มต้นเทรดหุ้นในปี 2017 ขณะที่ยังเรียนระดับมัธยมปลาย ด้วยเงินทุนเริ่มต้นเพียง 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าไม่มากนักสำหรับการเข้าสู่ตลาดหุ้น แต่สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นคือวินัยในการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงแรก Kellogg ประสบกับการขาดทุนเหมือนเทรดเดอร์มือใหม่ส่วนใหญ่ แต่เขาเลือกที่จะหันมาพัฒนาทักษะผ่าน paper trading (การเทรดจำลอง) ซึ่งช่วยให้เขาทดสอบกลยุทธ์ต่างๆ โดยไม่ต้องเสี่ยงเงินจริง หลังจากนั้นเขาได้ลงทุนเรียนคอร์สออนไลน์ของ Timothy Sykes อดีตนักเทรดหุ้น Penny Stock ที่มีชื่อเสียง โดยได้รับการสนับสนุนค่าเล่าเรียนจากพ่อแม่

INFO

ข้อมูลภาษีที่ Business Insider เปิดเผยแสดงให้เห็นว่า Kellogg ทำกำไรจากการเทรดในปี 2020 และ 2021 รวมกันมากกว่า 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 260 ล้านบาทไทย ถือเป็นผลตอบแทนที่น่าทึ่งจากเงินทุนเริ่มต้นเพียง 7,500 ดอลลาร์

Jack Kellogg เทรดเดอร์

Timothy Sykes: พี่เลี้ยงของ Jack Kellogg

Timothy Sykes เจ้าของช่อง YouTube ที่สัมภาษณ์ Kellogg เป็นเทรดเดอร์หุ้น Penny Stock ที่มีชื่อเสียงในวงการ Wall Street มานานหลายปี เขาเคยได้รับเชิญให้ออกรายการทีวีดังหลายช่อง เช่น The Steve Harvey Show และ Larry King Live รวมถึงได้รับการสัมภาษณ์จากสื่อชั้นนำอย่าง CNBC, The New York Times, Forbes, Bloomberg, ABC News, CNN และ Fox News

Sykes เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการสอนเทรดหุ้น Penny Stock แบบออนไลน์ โดยเน้นการศึกษาพื้นฐาน chart pattern และการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด แนวคิดของเขามีอิทธิพลต่อเทรดเดอร์รุ่นใหม่หลายคน รวมถึง Jack Kellogg

หลักคิดและเทคนิคการเทรดของ Jack Kellogg

ความเรียบง่ายและความยืดหยุ่น

สิ่งสำคัญที่ Kellogg เรียนรู้จากประสบการณ์การเทรดคือ ความเรียบง่าย และ ความยืดหยุ่น เขาเชื่อว่าการใช้ indicator ซับซ้อนมากเกินไปจะทำให้เทรดเดอร์โฟกัสผิดที่

"ถ้าคุณใช้ indicator ซับซ้อนมากเกินไป มันจะทำให้การเทรดของคุณหยุดชะงัก เพราะคุณจะโฟกัสที่ indicator มากกว่าราคาจริงๆ ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่" Kellogg กล่าวในการสัมภาษณ์

การโฟกัสที่ price action และการเคลื่อนไหวของราคาจริงช่วยให้เขาตัดสินใจได้เร็วขึ้นและแม่นยำกว่าการพึ่งพา indicator หลายตัวที่อาจส่งสัญญาณขัดแย้งกัน

3 กฎเหล็กในการเทรด

Kellogg ยึดหลักการเทรดที่ชัดเจน 3 ข้อ:

  1. รอจังหวะดีๆ ค่อยเข้า — ไม่เร่งรีบ over-trade แต่เลือกเข้าเฉพาะจุดที่มีความเป็นไปได้สูง
  2. ไม่โลภ ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น — ตั้งเป้ากำไรที่สมเหตุสมผล ไม่พยายามหาจุดสูงสุดหรือต่ำสุด
  3. ได้กำไรแล้วออกเลย วันหลังเอาใหม่เมื่อใจพร้อม — ไม่ติดอยู่กับ position เดิม พร้อมรีเซ็ตและเริ่มต้นใหม่ในวันถัดไป
TIP

หลักการ "ไม่โลภ" ของ Kellogg สอดคล้องกับแนวคิดการบริหารความเสี่ยงที่ดี เทรดเดอร์มือใหม่มักพยายามรอให้ได้กำไรสูงสุด แต่จบลงด้วยการกลับมาขาดทุนเพราะไม่ยอมปิดออเดอร์ทำกำไร

มุมมองต่อการทำเงินหลายล้านดอลลาร์

เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกที่ทำเงินได้มากกว่า 8 ล้านดอลลาร์ Kellogg ตอบว่าเขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นมากเท่าไรหลังจาก 1 ล้านแรก ในช่วงแรกเขารู้สึกกดดันมากเพราะการทำเงินให้ถึง 1 ล้านดอลลาร์เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่หลังจากผ่านจุดนั้นแล้ว เขาเทรดแบบ "ชิลๆ" ไม่กดดันตัวเอง โดยยึดความคิดที่ว่า "เก็บเล็กเก็บน้อยไปเรื่อยๆ สักวันความมั่งคั่งจะมาเคาะประตูเอง"

แนวคิดนี้สะท้อนถึงความอดทนและวินัยในการเทรดระยะยาว ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Kellogg ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

4 Indicator ที่ Jack Kellogg ใช้ในการเทรด

แม้ว่า Kellogg จะเน้นความเรียบง่าย แต่เขาก็มี indicator หลัก 4 ตัวที่ใช้ประกอบการตัดสินใจเข้าเทรด:

1. Volume-Weighted Average Price (VWAP)

VWAP เป็น indicator ที่คำนวณราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักด้วยปริมาณการซื้อขาย ช่วยให้เทรดเดอร์เห็นว่าราคาปัจจุบันอยู่เหนือหรือต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่ตลาดซื้อขายกันในวันนั้น สำหรับหุ้น Penny Stock ที่มี volatility สูง VWAP ช่วยระบุจุดที่ราคาอาจกลับตัวได้

แผนภาพวอลุ่มยืนยันเบรกเอาต์: การทะลุแนวต้านพร้อมวอลุ่มหนาน่าเชื่อถือ ส่วนการทะลุด้วยวอลุ่มบางเสี่ยงเป็นเบรกหลอก
แผนภาพวอลุ่มยืนยันเบรกเอาต์: การทะลุแนวต้านพร้อมวอลุ่มหนาน่าเชื่อถือ ส่วนการทะลุด้วยวอลุ่มบางเสี่ยงเป็นเบรกหลอก

2. Linear Regression

Linear Regression Channel ช่วยระบุแนวโน้มราคาและขอบเขตของการเคลื่อนไหว โดยแสดงให้เห็นว่าราคากำลังเคลื่อนไหวในกรอบไหน และเมื่อใดที่ราคาอาจออกนอกกรอบปกติ

3. Volume (ปริมาณการซื้อขาย)

ปริมาณการซื้อขายเป็นตัวยืนยันความแข็งแกร่งของการเคลื่อนไหวราคา Kellogg ใช้ volume เพื่อดูว่าการขึ้นหรือลงของราคามีแรงซื้อ-ขายรองรับจริงหรือเปล่า หาก volume ต่ำ แสดงว่าการเคลื่อนไหวนั้นอาจไม่ยั่งยืน

4. Support and Resistance Lines

แนวรับ-แนวต้านเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการวิเคราะห์เทคนิคคอล Kellogg ใช้เส้นเหล่านี้เพื่อระบุจุดเข้า-ออก และจุดที่ควรตั้ง stop-loss

แผนภาพแนวรับแนวต้าน: โซนแนวต้านด้านบนมีแรงขายรอ โซนแนวรับด้านล่างมีแรงซื้อรอ ราคาแตะโซนแล้วกลับตัวหลายครั้ง
แผนภาพแนวรับแนวต้าน: โซนแนวต้านด้านบนมีแรงขายรอ โซนแนวรับด้านล่างมีแรงซื้อรอ ราคาแตะโซนแล้วกลับตัวหลายครั้ง
NOTE

การใช้ indicator เพียง 4 ตัวนี้ไม่รับประกันผลกำไร ความสำเร็จของ Kellogg มาจากการเข้าใจลักษณะของหุ้น Penny Stock การบริหารความเสี่ยง และการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง หุ้น Penny Stock มี risk สูงมาก ไม่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงไม่ได้

บทเรียนสำหรับเทรดเดอร์ไทย

แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะแตกต่างจากตลาดไทย แต่หลักการและแนวคิดของ Jack Kellogg สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้:

การศึกษาและฝึกฝน — Kellogg ใช้เวลาฝึกฝนผ่าน paper trading ก่อนใช้เงินจริง เทรดเดอร์ไทยควรทำเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกับตลาด Forex หรือทองคำที่มี leverage สูง

ความเรียบง่าย — ไม่จำเป็นต้องใช้ indicator หลายสิบตัว การเข้าใจ price action และการใช้เครื่องมือพื้นฐานอย่างเชี่ยวชาญมีค่ากว่าการใช้ระบบซับซ้อนที่ตัวเองไม่เข้าใจ

การบริหารความเสี่ยง — กฎ "ไม่โลภ" และ "ออกเมื่อได้เป้า" เป็นหลักการที่ทุกตลาดควรปฏิบัติ การตั้ง take-profit และ stop-loss ที่ชัดเจนช่วยป้องกันการตัดสินใจแบบอารมณ์

ความอดทน — การสร้างความมั่งคั่งจากการเทรดใช้เวลา แม้แต่ Kellogg ที่ทำเงินได้เร็วก็ใช้เวลา 2 ปีและต้องผ่านการขาดทุนในช่วงแรก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. Jack Kellogg เทรดหุ้นประเภทไหนและเหมาะกับเทรดเดอร์ไทยไหม?

Kellogg เทรด Penny Stock ซึ่งเป็นหุ้นราคาต่ำในตลาดสหรัฐฯ ที่มี volatility สูงมาก สำหรับเทรดเดอร์ไทย การเทรด Penny Stock ในตลาดสหรัฐฯ ต้องเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ต่างประเทศและมีความเสี่ยงสูง ทางเลือกที่เหมาะกว่าอาจเป็นหุ้นในตลาด mai หรือหุ้นราคาต่ำในตลาดหลักทรัพย์ไทย แต่ต้องระวัง liquidity ที่อาจต่ำกว่า

2. ต้องมีเงินทุนเท่าไหร่ถึงจะเริ่มเทรดได้เหมือน Jack Kellogg?

Kellogg เริ่มต้นด้วย 7,500 ดอลลาร์ (ประมาณ 240,000 บาท) แต่ผลตอบแทนของเขาไม่ใช่เรื่องปกติและมีความเสี่ยงสูงมาก สำหรับเทรดเดอร์ไทยที่เพิ่งเริ่มต้น ควรเริ่มด้วยเงินที่พร้อมจะเสียได้ 100% เช่น 20,000-50,000 บาท และควรเทรดในตลาดที่มีกฎเกณฑ์คุ้มครองนักลงทุนชัดเจน

3. VWAP และ indicator อื่นๆ ที่ Kellogg ใช้หาได้ที่ไหน?

VWAP, Linear Regression, Volume และ Support/Resistance มีให้ใช้ในแพลตฟอร์มเทรดส่วนใหญ่ เช่น TradingView (ฟรี), MetaTrader 4/5 (สำหรับ Forex), หรือ Thinkorswim สำหรับเทรดเดอร์ไทยที่เทรดหุ้นไทย แพลตฟอร์มของโบรกเกอร์หลักๆ เช่น SETTRADE Streaming ก็มี indicator พื้นฐานเหล่านี้

4. Paper trading คืออะไรและสำคัญแค่ไหน?

Paper trading คือการเทรดด้วยเงินจำลองในสภาพแวดล้อมที่เหมือนตลาดจริง ช่วยให้เทรดเดอร์ทดสอบกลยุทธ์โดยไม่เสี่ยงเงินจริง Kellogg ใช้วิธีนี้ก่อนลงทุนจริง สำหรับเทรดเดอร์ไทย แพลตฟอร์มอย่าง TradingView มี paper trading ให้ใช้ฟรี และโบรกเกอร์ Forex หลายรายก็มี demo account

5. ทำไม Jack Kellogg ถึงประสบความสำเร็จเร็วกว่าคนอื่น?

ความสำเร็จของ Kellogg มาจากหลายปัจจัย: (1) การลงทุนในการศึกษาอย่างจริงจัง (2) การฝึกฝนผ่าน paper trading ก่อนใช้เงินจริง (3) วินัยในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (4) การเลือกตลาดที่มี volatility สูง (Penny Stock) ซึ่งมีโอกาสกำไรสูงแต่ความเสี่ยงสูงตาม และ (5) การบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด อย่างไรก็ตาม ต้องจำไว้ว่าผลตอบแทนแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกติและไม่ควรคาดหวังว่าทุกคนจะทำได้เหมือนกัน


แหล่งข้อมูล

อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง

เริ่มเทรดวันนี้

เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว

เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง

ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →

เกี่ยวกับผู้เขียน

P

Patiphan Uhas

14+ ปีประสบการณ์

ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี

ดูประวัติทีมงาน →

บทความที่เกี่ยวข้อง