เล่าประสบการณ์! หนี้ 1ล้าน เปลี่ยนเป็นรายได้ 200 ล้าน
จอร์แดน เวลช์ (Jordan Welch) เปลี่ยนจากเด็กหนุ่มที่มีหนี้การศึกษา 25,000 ดอลลาร์ กลายเป็นผู้ประกอบการที่สร้างรายได้มากกว่า 6 ล้านดอลลาร์จาก Internet

จอร์แดน เวลช์ (Jordan Welch) เปลี่ยนจากเด็กหนุ่มที่มีหนี้การศึกษา 25,000 ดอลลาร์ กลายเป็นผู้ประกอบการที่สร้างรายได้มากกว่า 6 ล้านดอลลาร์จาก Internet ก่อนอายุครบ 25 ปี เรื่องราวของเขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยทุนทรัพย์หรือโอกาสพิเศษใดๆ แต่เป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความล้มเหลว 5 ครั้ง ก่อนจะค้นพบโมเดลธุรกิจที่ใช่ บทความนี้รวบรวมบทเรียนจากประสบการณ์ตรงที่จอร์แดนแชร์ผ่านช่อง YouTube ของเขาเอง — เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังเผชิญกับความท้อแท้ในการทำธุรกิจหรือการสร้างรายได้ออนไลน์
สรุปสาระสำคัญ
- จอร์แดนเกิดในครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์ต่อปี ใช้บัตร food stamps เลี้ยงชีพ และบ้านถูกยึดเมื่ออายุ 9 ขวบ
- เขาเริ่มสร้างรายได้ออนไลน์ครั้งแรกตั้งแต่อายุ 14 ปี จากการตัดต่อวิดีโอเกมส์ ได้เงิน 100 ดอลลาร์
- ประสบความล้มเหลว 5 ธุรกิจ: แบรนด์เสื้อผ้า, ขายรองเท้ามือสอง, จัดงาน event, รับจ้างถ่ายวิดีโอ, และล้างจานในร้านอาหาร
- จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาใช้เงิน 2,000 ดอลลาร์ที่เหลือจากกองทุนการศึกษา ลงทุนสร้างธุรกิจอีกครั้งแทนที่จะใช้จ่ายไป
- ปัจจุบันสร้างรายได้มากกว่า 6 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 210 ล้านบาท) จาก Internet ด้วยทักษะที่พัฒนามาตั้งแต่วัยเด็ก
รากเหง้าของความยากจน: เริ่มต้นที่ต่ำกว่าศูนย์
จอร์แดนเกิดในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวที่มีแม่และพี่สาวอีก 1 คน รายได้ของครอบครัวอยู่ที่ต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 70,000 บาทต่อปี) — ต่ำกว่าเส้นความยากจนของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน ครอบครัวไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง และต้องพึ่งพาบัตร food stamps (โครงการช่วยเหลือด้านโภชนาการของรัฐบาลสหรัฐฯ สำหรับครอบครัวที่มีรายได้ต่ำหรือไม่มีรายได้) เพื่อซื้ออาหารมาประทังชีวิต
เมื่อครอบครัวได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลให้มีบ้านเป็นของตัวเอง สถานการณ์ดูเหมือนจะดีขึ้น แต่ความสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากแม่ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าอย่างต่อเนื่อง บ้านจึงถูกธนาคารยึดและขายทอดตลาดในที่สุด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อจอร์แดนอายุได้ 9 ขวบ — ช่วงวัยที่เด็กคนอื่นกำลังเล่นสนุก แต่เขากลับต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเงินอย่างหนัก
รายได้ต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์ต่อปี หมายถึงรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 166.67 ดอลลาร์ หรือประมาณ 5,800 บาทต่อเดือน — ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำของไทยในปัจจุบัน
จุดประกายฝัน: เมื่อโน๊ตบุ๊คเล่มเดียวเปลี่ยนทุกอย่าง
หลังจากบ้านถูกยึด แม่จำเป็นต้องส่งจอร์แดนไปอยู่กับพ่อเลี้ยงชั่วคระว่างพยายามตั้งตัวใหม่ การเดินทางจากบ้านเดิมไปยังเมืองใหม่ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง พ่อเลี้ยงได้ซื้อของขวัญให้จอร์แดนชิ้นหนึ่ง — โน๊ตบุ๊ค — สิ่งที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขาไปตลอดกาล
จอร์แดนใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงต่อวันในการดู YouTube สำรวจโลกออนไลน์ และค้นพบว่ามีเด็กหลายคนที่อายุใกล้เคียงกันสามารถสร้างรายได้จาก Internet ได้จริง — บางคนเป็น YouTuber ที่เล่นเกมส์และสร้างรายได้หลักหมื่นถึงหลักแสนดอลลาร์ต่อเดือน ความเป็นไปได้นี้ทำให้จอร์แดนเริ่มมีความฝันที่จะสร้างรายได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาใคร
เขาเริ่มต้นด้วยการถ่ายวิดีโอกับเพื่อนๆ — เล่นบาสเกตบอล, เล่นสเก็ตบอร์ด, ทำคอนเทนต์ตลกๆ — และอัปโหลดลง YouTube โดยไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ทักษะการถ่ายทำและตัดต่อวิดีโอที่สะสมมาในช่วงนี้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เขาสามารถสร้างรายได้จริงในภายหลัง
เมื่อจอร์แดนกลับไปอยู่กับแม่เพื่อเข้าเรียนมัธยมปลาย เขาได้บอกกับแม่ว่าตัวเองมีความสามารถที่จะสร้างเงินจาก Internet ได้ และนำหลักฐานมาแสดง — วิดีโอของเด็กคนอื่นที่ประสบความสำเร็จ รายได้ที่พวกเขาสร้างได้ และโมเดลธุรกิจที่เป็นไปได้ แม่ไม่ได้คัดค้าน แต่ก็ไม่ได้เชื่อมั่นเต็มร้อย
รายได้ออนไลน์ครั้งแรก: 100 ดอลลาร์ที่เปลี่ยนความเชื่อ
ในวัย 14 ปี จอร์แดนได้รับงานตัดต่อวิดีโอเกมส์ครั้งแรก และได้รับค่าจ้าง 100 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,500 บาท) จากงานนี้ เงิน 100 ดอลลาร์นี้ไม่ได้มีค่ามากในแง่ตัวเลข แต่มันเป็น proof of concept ที่สำคัญที่สุด — มันพิสูจน์ว่าจอร์แดนสามารถสร้างเงินจาก Internet ได้จริง ไม่ใช่แค่ฝัน
แต่ข้อเสียของงานนี้คือ ใช้เวลามาก — ประมาณ 6-7 ชั่วโมงต่อวันสำหรับงานหนึ่งชิ้น ซึ่งหมายความว่าถ้าทำงานแบบนี้ต่อไป เขาจะติดอยู่กับโมเดล active income (รายได้ที่ต้องแลกด้วยเวลา) ไปตลอด จอร์แดนต้องการสร้าง passive income (รายได้ที่ไม่ต้องแลกด้วยเวลาโดยตรง) — นั่นหมายถึง สร้างธุรกิจ
5 ธุรกิจที่ล้มเหลว: บทเรียนจากความผิดพลาด
จอร์แดนเริ่มต้นธุรกิจทั้งหมด 5 ธุรกิจในช่วงมัธยมปลาย — ทั้งหมดล้มเหลว หรือไม่ก็ได้กำไรน้อยมากจนไม่คุ้มค่า แต่ความล้มเหลวแต่ละครั้งสอนเขาให้เข้าใจระบบธุรกิจ การตลาด และการจัดการเงินมากขึ้น
ธุรกิจที่ 1: แบรนด์เสื้อผ้า Retrospect Clothing
จอร์แดนเอาเงินที่ได้จากงานตัดต่อวิดีโอมาเปิดแบรนด์เสื้อผ้า ออกแบบและดีไซน์เองทั้งหมด เป้าหมายคือขายให้กับเพื่อนๆ และชุมชนในท้องถิ่น แต่ผลลัพธ์คือ ขายไม่ออก — เพื่อนไม่สนใจ การตลาดไม่มี แบรนด์ยังไม่มีตัวตน และคุณภาพสินค้าไม่โดดเด่นพอที่จะดึงดูดลูกค้า จอร์แดนจึงตัดสินใจปิดโปรเจกต์นี้และหันไปขายสินค้าประเภทอื่น
ธุรกิจที่ 2: ขายรองเท้ามือสอง (สร้างเงิน 1,000 ดอลลาร์แรก)
หลังจากเสื้อผ้าไม่ขาย จอร์แดนเปลี่ยนมาขายรองเท้ามือสอง โดยซื้อมาในราคา 160 ดอลลาร์ แล้วขายไปที่ 200 ดอลลาร์ ใน eBay ธุรกิจนี้เดินได้ดีกว่า — เขากลายเป็นผู้ขายรองเท้ามือสองที่มีคนรู้จักทั่วเมือง Fort Myers ในรัฐ Florida และสามารถสร้างเงินเก็บได้ 1,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 35,000 บาท) — เงินก้อนแรกในชีวิต
ตอนนั้นจอร์แดนรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว — มีเงิน มีชื่อเสียง มีคนรู้จัก เขาคิดว่านี่คือจุดเปลี่ยนของชีวิต แต่เรื่องราวยังไม่จบ
การขายสินค้ามือสองในช่วง 2015-2017 เป็นโมเดลธุรกิจที่ทำได้จริง โดยเฉพาะรองเท้า sneakers รุ่นลิมิเต็ด ที่สามารถซื้อมาต่ำแล้วขายได้สูงขึ้น 20-50% ภายในเวลาไม่กี่วัน
ธุรกิจที่ 3: จัดงาน Event (ผลกำไร 200 ดอลลาร์จากรายได้หลักหมื่น)
ด้วยความมั่นใจจากความสำเร็จของการขายรองเท้า จอร์แดนตัดสินใจเช่าศูนย์ประชุมที่ใหญ่ที่สุดในเมือง Fort Myers เพื่อจัดงานแฟร์ที่แสดงสินค้าและโปรโมตแบรนด์ของเขา เขาใช้เงิน 1,000 ดอลลาร์ทั้งหมดที่มี บวกกับเงินจากหุ้นส่วนทางธุรกิจ มาจัดงานครั้งนี้
ลองจินตนาการภาพเด็กชาย 16 ปี เดินเข้าไปในศูนย์ประชุมพร้อมกับแม่ เพื่อเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่ — เจ้าหน้าที่หัวเราะคิดว่าเขาพูดเล่น แต่แม่ยืนยันว่า "เขาพูดจริง" และเซ็นสัญญาแทน
งานเปิดขึ้นอย่างสวยงาม — ขายบัตรหมด มีคนมาประมาณ 200 คน รายได้หลักหมื่นดอลลาร์ จอร์แดนกลับบ้านพร้อมกับเงินก้อนใหญ่ แต่เมื่อนั่งนับเงินกับแม่ หลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด แบ่งคืนให้หุ้นส่วน ตัวจอร์แดนได้กำไรเพียง 200 ดอลลาร์ (ประมาณ 7,000 บาท)
เขานั่งร้องไห้ด้วยความผิดหวัง — เสียเวลา เสียแรง เสียเงิน และได้กลับคืนมาแค่นี้ บทเรียนจากงานนี้คือ รายได้สูงไม่ได้หมายถึงกำไรสูง และการจัดการต้นทุนสำคัญกว่าการสร้างรายได้
หลายคนตกหลุมพรางแบบเดียวกัน — มองเห็นแต่รายได้รวม (gross revenue) แต่ไม่คิดถึงต้นทุนทั้งหมด ทำให้คิดว่ากำไรสูง แต่จริงๆ แล้วอาจขาดทุนหรือได้กำไรน้อยมาก
ธุรกิจที่ 4: รับจ้างถ่ายวิดีโอ (Active Income อีกครั้ง)
หลังจากล้มเหลวในงาน event จอร์แดนรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับการเป็นผู้ประกอบการ จึงหันไปหาเงินในช่องทางอื่น — ทำ Music video, ถ่ายวิดีโองานแต่งงาน, ตัดต่อวิดีโอสำหรับงานพิเศษต่างๆ งานนี้ได้เงินดีกว่าธุรกิจเก่า แต่ปัญหาคือ มันยังคงเป็น active income — ต้องแลกด้วยเวลาตลอด
เมื่อเพื่อนๆ จบมัธยมปลายด้วยเงินเก็บจากงาน part-time ที่ Fast food หรือร้านสะดวกซื้อ พอซื้อรถใหม่ได้ จอร์แดนกลับเดินเท้าไปโรงเรียน ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีรถ เรียนได้เกรดไม่ดี ไม่ได้เป็นนักกีฬา — เขารู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวอย่างสมบูรณ์
ธุรกิจที่ 5: ล้างจานและเสิร์ฟ (จุดต่ำสุดของชีวิต)
หลังจบมัธยมปลาย จอร์แดนไม่มีทักษะอะไรนอกจากการทำธุรกิจ — แต่ธุรกิจทุกอย่างที่เขาลองล้วนล้มเหลว แม่บังคับให้เขาหางานทำ จอร์แดนจึงไปทำงานเป็นคนล้างจานและเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร เขาใช้เงิน 100 ดอลลาร์ก้อนสุดท้ายในชีวิต ซื้อชุด uniform สำหรับทำงาน
ในวันที่ 6 ของการทำงาน จอร์แดนทำหน้าที่เป็นเด็กเสิร์ฟ ถือถาดที่บรรจุแก้วไวน์แดง 9 ใบ และแล้วเหตุการณ์ที่น่าอับอายก็เกิดขึ้น — เขาทำแก้วไวน์หล่นหกใส่พื้น กระเด็นใส่ตัวเอง สายตาของแขกทุกคนจับจ้องมาที่เขา ความรู้สึกตอนนั้นคือ ทั้งอาย และสมเพชตัวเอง ว่าทำไมชีวิตต้องมาถึงจุดนี้
จอร์แดนตั้งคำปฏิญาณในใจว่า จะไม่ทำงานแบบนี้อีกในชีวิตนี้ — หลังจากทำงานมา 6 วัน เขาออกจากงานทันที
จุดพลิกฝัน: เงิน 2,000 ดอลลาร์ที่เปลี่ยนทุกอย่าง
เมื่อไม่มีเงินและไม่มีงาน จอร์แดนตัดสินใจกู้เงินเพื่อไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย แม่ไม่มีเงินให้ เขาจึงต้องกู้เงินการศึกษาด้วยตัวเอง จำนวน 25,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 875,000 บาท) ตลอดปีแรก เขาใช้ชีวิตด้วยเงินกู้ กินอาหารด้วยบัตร food stamps ที่แม่เอาให้ — ชีวิตยากจนและอดอยากมาก
หนึ่งปีผ่านไป จอร์แดนพบว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ได้ตอบโจทย์เขาเท่าไหร่ แต่ในช่วงปิดเทอม เขาได้รับเงินคืนจากกองทุนการศึกษาจำนวน 2,000 ดอลลาร์ ที่มาในรูปแบบเช็คเงินสด
นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ — ในขณะที่เพื่อนๆ นำเงินนี้ไปเที่ยว ซื้อเสื้อผ้า ซื้อของใหม่ๆ จอร์แดนตัดสินใจนำเงิน 2,000 ดอลลาร์นี้ไปลงทุนสร้างธุรกิจอีกครั้ง เขานอนดึกทุกวันในช่วงปิดเทอม เพื่อค้นหาโมเดลธุรกิจใหม่ที่สามารถทำได้จริง
และในที่สุด เขาก็ค้นพบโมเดลที่ใช่ — โมเดลที่ทำให้เขาสร้างรายได้มากกว่า 6 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 210
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


