ทำความเข้าใจมาร์จิ้น Forex คืออะไร (วีดีโอ)
มาร์จิ้น Forex คือ กำไร ที่ได้มาจากส่วนต่างของราคาขายกับราคาซื้อของหุ้น โดยที่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายอื่นออกไป หรือเรียกได้ว่าเป็นกำไรขั้นต้นนั่นเอง

เมื่อคุณเริ่มต้นเทรด Forex คำว่า "มาร์จิ้น" (Margin) คือหนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่สุดที่คุณต้องเข้าใจ — เพราะมันกำหนดว่าคุณสามารถเปิดออเดอร์ได้มากแค่ไหน และเมื่อไหร่ที่บัญชีของคุณจะถูกปิดอัตโนมัติหากขาดทุนหนัก บทความนี้จะอธิบายให้คุณเข้าใจว่ามาร์จิ้น Forex คืออะไร มีสูตรคำนวณอย่างไร และทำไม Margin Level ถึงเป็นตัวชี้วัดความปลอดภัยของพอร์ตที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องจับตา
สรุปสาระสำคัญ
- มาร์จิ้น Forex คือเงินหลักประกันที่โบรกเกอร์อายัดจากบัญชีเพื่อรองรับความเสี่ยงของออเดอร์ที่คุณเปิดอยู่
- Margin Level คือเปอร์เซ็นต์ความปลอดภัยของบัญชี คำนวณจาก (Equity ÷ Margin) × 100 ยิ่งสูงยิ่งปลอดภัย
- Margin และ Leverage เป็นคนละเรื่อง — Leverage คือสัดส่วนเงินยืมจากโบรกเกอร์ ส่วน Margin คือหลักประกันที่ถูกกัน
- โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะ Stop Out เมื่อ Margin Level ต่ำกว่า 50–100% ระวังอย่าให้บัญชีเข้าใกล้เส้นนี้
มาร์จิ้น Forex คืออะไร?
มาร์จิ้น (Margin) คือเงินหลักประกันที่โบรกเกอร์อายัดจากบัญชีของคุณเพื่อรองรับความเสี่ยงของออเดอร์ที่คุณเปิดอยู่ ลองนึกภาพว่าคุณซื้อบ้านด้วยสินเชื่อ — ธนาคารจะขอให้คุณวางเงินดาวน์เป็นหลักประกัน มาร์จิ้นก็ทำหน้าที่คล้ายกัน: เมื่อคุณเปิดออเดอร์ 1 ล็อต EUR/USD ด้วย leverage 1:100 คุณไม่ต้องมีเงินเต็มจำนวน $100,000.00 แต่โบรกเกอร์จะอายัด $1,000.00 จากบัญชีเป็นมาร์จิ้น

สิ่งสำคัญคือ มาร์จิ้นไม่ใช่ค่าธรรมเนียม — เมื่อคุณปิดออเดอร์ เงินส่วนนี้จะถูกปล่อยกลับมายังบัญชีทันที แต่ในระหว่างที่ออเดอร์เปิดอยู่ เงินก้อนนั้นจะถูกล็อกไว้และคุณไม่สามารถนำไปใช้เปิดออเดอร์อื่นได้
หลักการทำงานของ Margin
เมื่อคุณมียอดบัญชี (Equity) $5,000.00 และเปิดออเดอร์ที่ต้องใช้มาร์จิ้น $1,000.00:
- Used Margin = $1,000.00 (เงินที่ถูกอายัด)
- Free Margin = $4,000.00 (เงินที่เหลือให้เปิดออเดอร์เพิ่ม)
- Equity = $5,000.00 (มูลค่าบัญชีรวมกำไร-ขาดทุนแบบ floating)
หากออเดอร์ขาดทุน $500.00 ในขณะนั้น Equity จะลดลงเป็น $4,500.00 แต่ Used Margin ยังคงเท่าเดิมที่ $1,000.00 — นั่นทำให้ Free Margin เหลือเพียง $3,500.00
Margin Level คืออะไร?
Margin Level คือเปอร์เซ็นต์ที่แสดงความปลอดภัยของพอร์ตลงทุน คำนวณด้วยสูตร:
$$
\text{Margin Level (%)} = \left( \frac{\text{Equity}}{\text{Used Margin}} \right) \times 100
$$
ยิ่ง Margin Level สูง พอร์ตของคุณก็ยิ่งปลอดภัย ยิ่งต่ำเข้าใกล้ 100% หรือต่ำกว่า ความเสี่ยงที่โบรกเกอร์จะบังคับปิดออเดอร์ (Margin Call หรือ Stop Out) ก็สูงขึ้น
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติคุณมี:
- Equity = $5,000.00
- Used Margin = $2,000.00
$$
\text{Margin Level} = \left( \frac{5{,}000}{2{,}000} \right) \times 100 = 250\%
$$
นี่ถือว่าปลอดภัยดี แต่ถ้าออเดอร์ขาดทุนจน Equity ลดเหลือ $2,000.00:
$$
\text{Margin Level} = \left( \frac{2{,}000}{2{,}000} \right) \times 100 = 100\%
$$
ณ จุดนี้ โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะ ไม่ให้คุณเปิดออเดอร์เพิ่ม และบางเจ้าจะเริ่มปิดออเดอร์ขาดทุนทีละตัวเพื่อปกป้องเงินของพวกเขา (และของคุณ)
Margin Call vs Stop Out: Margin Call คือการแจ้งเตือนเมื่อ Margin Level ต่ำกว่าระดับหนึ่ง (เช่น 120%) ให้คุณเติมเงินหรือปิดออเดอร์บางตัว ส่วน Stop Out คือจุดที่โบรกเกอร์บังคับปิดออเดอร์อัตโนมัติ (มักอยู่ที่ 50–100%) เพื่อไม่ให้บัญชีติดลบ
Margin กับ Leverage ต่างกันอย่างไร?
หลายคนมักสับสนระหว่างสองคำนี้ แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นแนวคิดที่เชื่อมโยงกันแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน:

Leverage (เลเวอเรจ)
คืออัตราส่วนที่โบรกเกอร์ยอมให้คุณควบคุมเงินมากกว่าที่คุณมีในบัญชี เช่น leverage 1:100 หมายความว่าคุณใช้เงิน $1.00 ของคุณควบคุมสินทรัพย์มูลค่า $100.00
Margin (มาร์จิ้น)
คือเงินที่ถูกอายัดเป็นหลักประกันจากการใช้ leverage นั้น ถ้าคุณเปิด EUR/USD ขนาด 1 ล็อต (มูลค่า $100,000.00) ด้วย leverage 1:100 มาร์จิ้นที่ต้องใช้คือ $1,000.00
สรุปสั้น ๆ:
- Leverage = อำนาจซื้อที่เพิ่มขึ้น (สัดส่วน)
- Margin = เงินที่ถูกล็อกเพื่อรองรับออเดอร์ (จำนวนเงินจริง)
leverage สูงช่วยให้คุณเปิดออเดอร์ใหญ่ด้วยเงินน้อย แต่ก็หมายความว่ามาร์จิ้นที่ต้องใช้จะน้อยลงด้วย — ทำให้ Free Margin หมดเร็วหากเกิดขาดทุน
หากคุณใช้ leverage 1:500 มาร์จิ้นที่ต้องใช้จะต่ำมาก (เช่น $200.00 ต่อล็อต EUR/USD) ดูเหมือนดี แต่นั่นหมายความว่าออเดอร์ขนาดเล็กก็สามารถทำให้บัญชีวิ่งเข้าใกล้ Stop Out ได้เร็วเช่นกัน
สูตรการคำนวณเปอร์เซ็นต์มาร์จิ้น
สูตรหลักที่ต้องจำ:
$$
\text{Margin Level (%)} = \left( \frac{\text{Equity}}{\text{Used Margin}} \right) \times 100
$$
การอ่านผล
- Margin Level > 200% → พอร์ตปลอดภัย มีพื้นที่รองรับความผันผวน
- Margin Level 100–200% → โซนเสี่ยง ควรระวังและอาจต้องปิดบางออเดอร์
- Margin Level < 100% → อันตราย โบรกเกอร์อาจปิดออเดอร์ได้ทุกเมื่อ
ตัวอย่างเปรียบเทียบ
| Equity | Used Margin | Margin Level | สถานะ |
|---|---|---|---|
| $10,000.00 | $2,000.00 | 500% | ปลอดภัยมาก |
| $6,000.00 | $5,000.00 | 120% | เริ่มเสี่ยง อย่าเปิดออเดอร์เพิ่ม |
| $2,500.00 | $2,500.00 | 100% | Margin Call — ห้ามเปิดใหม่ |
| $1,200.00 | $2,500.00 | 48% | Stop Out — โบรกเกอร์ปิดออเดอร์ |
วิธีรักษา Margin Level ให้ปลอดภัย
1. ใช้ leverage พอเหมาะ
อย่าใช้ leverage สูงสุดที่โบรกเกอร์เสนอ (เช่น 1:500) ถ้าคุณยังไม่มีประสบการณ์ มือใหม่ควรเริ่มที่ 1:50 หรือ 1:100 เพื่อให้มีมาร์จิ้นที่เพียงพอรองรับความผันผวน
2. คำนวณขนาดออเดอร์ก่อนเปิด
ใช้เครื่องมือ Position Size Calculator เพื่อดูว่าออเดอร์ที่จะเปิดใช้มาร์จิ้นเท่าไหร่ และจะทำให้ Margin Level ลดลงไปแค่ไหน
3. ตั้ง Stop Loss ทุกออเดอร์
Stop Loss ช่วยจำกัดความเสียหายสูงสุด ป้องกันไม่ให้ Equity หายไปจนถึงจุดที่ Margin Level ต่ำวิกฤติ
4. อย่าเปิดออเดอร์หลายตัวพร้อมกันโดยไม่คิด
ทุกออเดอร์ใหม่จะกิน Used Margin และทำให้ Free Margin หดลง ถ้าเปิดเยอะเกินไป ความผันผวนเล็กน้อยก็อาจทำให้ Margin Level ร่วงต่ำกว่า 100% ได้
5. เติมเงินก่อนเข้าใกล้ Margin Call
หากคุณเห็นว่า Margin Level ลดลงเข้าใกล้ 150% และคุณมั่นใจว่าตลาดจะกลับตัว การฝากเงินเพิ่มจะช่วยยก Equity และ Margin Level ขึ้นทันที
ตัวอย่างจริง: คุณมี Equity $3,000.00 และ Used Margin $2,000.00 (Margin Level = 150%) หากคุณฝากเงินเพิ่ม $2,000.00 Equity กลายเป็น $5,000.00 ทำให้ Margin Level เท่ากับ (5,000 ÷ 2,000) × 100 = 250% — ห่างจาก Stop Out ทันที
วิดีโอเกี่ยวกับ Margin Level
หากคุณยังต้องการความเข้าใจเชิงภาพมากขึ้น เราได้รวบรวมวิดีโออธิบายการทำงานของ Margin, Margin Level และสูตรการคำนวณ รวมถึงตัวอย่างจริงจากแพลตฟอร์มเทรด ที่จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมและใช้งานได้จริง:
วิดีโอนี้แสดงให้เห็น:
- ตัวเลข Equity, Used Margin, Free Margin บนหน้าจอเทรดจริง
- สถานการณ์ที่ Margin Level ลดลงเมื่อออเดอร์ขาดทุน
- วิธีคำนวณ Margin Level ด้วยมือและเทียบกับตัวเลขจากโบรกเกอร์
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Margin Level เท่าไหร่ถึงจะปลอดภัย?
โดยทั่วไป Margin Level ควรอยู่เหนือ 200% เพื่อรองรับความผันผวนได้อย่างสบาย หากต่ำกว่า 150% ถือว่าเข้าโซนเสี่ยง และต่ำกว่า 100% โบรกเกอร์จะไม่ให้เปิดออเดอร์เพิ่ม
ถ้า Margin Level ต่ำกว่า 100% จะเกิดอะไรขึ้น?
โบรกเกอร์จะไม่ให้คุณเปิดออเดอร์ใหม่ และหาก Margin Level ลดลงต่อไปจนถึง Stop Out Level (มักอยู่ที่ 50–100%) โบรกเกอร์จะเริ่มปิดออเดอร์ที่ขาดทุนที่สุดทีละตัวอัตโนมัติ
Margin Call กับ Stop Out ต่างกันอย่างไร?
Margin Call คือการแจ้งเตือนให้คุณรู้ว่า Margin Level ต่ำ ควรเติมเงินหรือลดออเดอร์ ส่วน Stop Out คือการบังคับปิดออเดอร์โดยโบรกเกอร์เพื่อป้องกันบัญชีติดลบ
ถ้าใช้ leverage สูงจะช่วยลด Margin ที่ต้องใช้หรือไม่?
ใช่ leverage สูงทำให้มาร์จิ้นที่ต้องใช้ต่อออเดอร์ลดลง แต่นั่นก็หมายความว่าออเดอร์เล็ก ๆ สามารถทำให้บัญชีเข้าใกล้ Stop Out ได้เร็วขึ้น เพราะ leverage ขยายทั้งกำไรและขาดทุน
ถ้าเปิดออเดอร์หลายคู่เงิน Margin Level จะคำนวณรวมกันหรือไม่?
ใช่ Used Margin คือผลรวมของมาร์จิ้นจากทุกออเดอร์ที่เปิดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคู่เงินไหน ยิ่งเปิดเยอะ Used Margin ยิ่งสูง และ Margin Level ยิ่งลดลง
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน ความเร็วถอน จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →


