Retest การอ่านราคาที่จะช่วยบอกสัญญาณนักเทรดสายเทคนิค
สำหรับใครที่เป็นนักเทรดสายเทคนิค จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้ศัพท์ว่า Retest คือ อะไร สามารถมาหาคำตอบแบบเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนที่บทความนี้

การทะลุกรอบราคา (Breakout) เป็นหนึ่งในสัญญาณที่นักเทรดสายเทคนิคให้ความสำคัญมากที่สุด แต่ปัญหาคือ Breakout หลอก (False Breakout) เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้หลายคนตัดสินใจผิดพลาดและขาดทุน นี่คือจุดที่ Retest เข้ามามีบทบาท — เป็นเครื่องมือยืนยันว่า Breakout ครั้งนั้นแข็งแกร่งจริงหรือไม่ ช่วยให้คุณหาจุดเข้าออเดอร์ที่แม่นยำขึ้น และลดความเสี่ยงจากการเทรดแบบ Breakout ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปสาระสำคัญ
- Retest คือการที่ราคากลับมาทดสอบระดับที่เคยเป็นแนวรับ/แนวต้าน หลังจาก Breakout แล้ว
- ช่วยยืนยันว่า Breakout นั้นเป็นของจริง ไม่ใช่ False Breakout
- หลังทะลุขึ้น แนวต้านเดิมจะกลายเป็นแนวรับใหม่ — และในทางกลับกัน
- ใช้ Retest ร่วมกับ Volume และ Price Action เพื่อเพิ่มความแม่นยำ
- วาง Stop Loss ใต้/เหนือระดับ Retest ช่วยจำกัดความเสี่ยง
Retest คืออะไร และทำไมนักเทรดถึงใช้
Retest คือสัญญาณที่เกิดขึ้นเมื่อราคาทะลุผ่านระดับแนวรับ (Support) หรือแนวต้าน (Resistance) ไปแล้ว แต่กลับมา "ทดสอบ" ระดับเดิมอีกครั้งก่อนจะเคลื่อนไหวต่อไปตามทิศทางเดิม

ตัวอย่าง:
- ราคาทะลุแนวต้านที่ 1,850.00 ไปแล้ว แต่กลับมาแตะที่ระดับ 1,850.00 อีกครั้ง (ตอนนี้แนวต้านเดิมกลายเป็นแนวรับใหม่)
- หากราคา "bounce" กลับขึ้นไปได้ → เป็นสัญญาณยืนยันว่าแนวโน้มขาขึ้นแข็งแกร่ง
- แต่หากราคาทะลุลงไปต่ำกว่า 1,850.00 อีกครั้ง → แปลว่า Breakout ครั้งแรกเป็น False Breakout
การทำงานของ Retest ง่ายกว่าที่คิด: หลังจากราคาทะลุแนวต้าน พื้นที่ที่เคยเป็น "เพดาน" จะกลายเป็น "พื้น" ใหม่ — เพราะผู้ซื้อที่พลาดจังหวะครั้งแรกจะรอเข้าซื้อที่ระดับนี้อีกครั้ง
การเทรดแบบ Breakout และความเสี่ยงจาก False Breakout
Breakout คืออะไร
Breakout เกิดขึ้นเมื่อราคาทะลุผ่าน:
- แนวต้าน (Resistance) ทะลุขึ้นไป → สัญญาณราคาจะวิ่งขึ้นต่อ
- แนวรับ (Support) ทะลุลงไป → สัญญาณราคาจะตกต่อ
นักเทรดส่วนใหญ่จะเข้าออเดอร์ทันทีที่เห็น Breakout เพราะเชื่อว่าแนวโน้มใหม่กำลังเริ่มต้น แต่ปัญหาคือ:
ทำไมต้องระวัง False Breakout
False Breakout เกิดขึ้นเมื่อราคาทะลุแนวรับ/แนวต้านไปแล้ว แต่กลับเข้ากรอบเดิมอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลัก ได้แก่:
- การเก็บเงินจาก Retail Traders: สถาบันใหญ่อาจจงใจผลักราคาให้ทะลุกรอบ เพื่อให้คนเข้า Buy/Sell แล้วดักกลับทาง
- ปริมาณซื้อขายไม่เพียงพอ: Breakout ไม่มี Volume หนุน ราคาทะลุไปได้ไม่ไกล
- ข่าวฉับพลัน: ข้อมูลเศรษฐกิจออกมาตรงข้ามกับที่คาด
นี่คือเหตุผลว่าทำไม Retest ถึงสำคัญ — มันช่วย "กรอง" ว่า Breakout ครั้งนั้นเป็นของจริงหรือแค่กับดัก
วิธีใช้ Retest ให้มีประสิทธิภาพ
1. รอให้ราคา Retest กลับมาก่อน
อย่าเพิ่งเข้าออเดอร์ทันทีที่เห็น Breakout รอให้ราคากลับมาทดสอบระดับเดิม:
กรณีทะลุขึ้น (Bullish Breakout):
- ราคาทะลุแนวต้านที่ 1,900.00 ไปแล้ว
- รอให้ราคากลับมาแตะที่ 1,900.00 อีกครั้ง
- หาก bounce กลับขึ้นได้ → เข้า Buy
- วาง Stop Loss ที่ 1,895.00 (ใต้ระดับ Retest เล็กน้อย)
กรณีทะลุลง (Bearish Breakout):
- ราคาทะลุแนวรับที่ 1,800.00 ลงไป
- รอให้ราคากลับมาแตะที่ 1,800.00 อีกครั้ง
- หาก reject ลงมาได้ → เข้า Sell
- วาง Stop Loss ที่ 1,805.00 (เหนือระดับ Retest เล็กน้อย)
2. ตรวจสอบ Volume
Retest ที่มีคุณภาพต้องมี Volume หนุน:
- ตอนทะลุออกไป (Breakout) → Volume ต้องสูง
- ตอนกลับมาทดสอบ (Retest) → Volume ควรลดลง (แสดงว่าไม่มีแรงขายมากพอที่จะทะลุกลับ)
หาก Retest มาพร้อม Volume สูง และราคาทะลุกลับเข้ากรอบเดิม → นั่นคือสัญญาณ False Breakout ที่ชัดเจน หลีกเลี่ยงการเข้าออเดอร์
3. ใช้ Candlestick Pattern ยืนยัน
สังเกตแท่งเทียนที่เกิดขึ้นตอน Retest:
- Bullish Retest: หา Pin Bar หรือ Hammer ที่มี Tail ยาวลงล่าง (ปฏิเสธการตกต่อ)
- Bearish Retest: หา Shooting Star หรือ Bearish Engulfing (ปฏิเสธการขึ้นต่อ)
4. ตั้ง Stop Loss และ Take Profit อย่างชัดเจน
| สถานการณ์ | Stop Loss | Take Profit |
|---|---|---|
| Bullish Retest | ใต้ระดับ Retest 5-10 pips | ที่ระดับแนวต้านถัดไป หรือ R:R = 1:2 |
| Bearish Retest | เหนือระดับ Retest 5-10 pips | ที่ระดับแนวรับถัดไป หรือ R:R = 1:2 |
ข้อดีของการใช้ Retest ร่วมกับการเทรด Breakout
การรอ Retest ก่อนเข้าออเดอร์ช่วยให้คุณได้เปรียบในหลายด้าน:
ลด False Breakout ได้มากกว่า 60%
สถิติจากการวิเคราะห์ของสถาบัน Technical Analysis พบว่า:
- การเข้าออเดอร์ทันทีหลัง Breakout มีโอกาส False Breakout ประมาณ 40-50%
- การรอ Retest ก่อนเข้า ลดโอกาสติดกับดักลงเหลือ 15-20%
ได้ Risk-Reward Ratio ที่ดีกว่า
เพราะคุณเข้าออเดอร์ใกล้ระดับ Support/Resistance มากขึ้น:
- Stop Loss สั้นลง (5-15 pips แทนที่จะเป็น 30-50 pips)
- Take Profit ยังเท่าเดิม → R:R จึงดีขึ้น
ตัวอย่าง:
- เข้า Buy ทันทีหลัง Breakout ที่ 1,920.00 → Stop Loss ต้องอยู่ที่ 1,900.00 (20 pips)
- เข้า Buy หลัง Retest ที่ 1,905.00 → Stop Loss อยู่ที่ 1,900.00 (5 pips เท่านั้น)
ยืนยันการเปลี่ยนบทบาทของแนวรับ-แนวต้าน
หลัก Role Reversal คือ:
- แนวต้านเดิม → กลายเป็นแนวรับใหม่ (หลังทะลุขึ้น)
- แนวรับเดิม → กลายเป็นแนวต้านใหม่ (หลังทะลุลง)

เมื่อ Retest เกิดขึ้นและราคา bounce/reject ได้สำเร็จ → ยืนยันว่าการเปลี่ยนบทบาทเกิดขึ้นจริง
ช่วยวางแผนบริหารความเสี่ยง
คุณมีข้อมูลชัดเจนขึ้นในการตัดสินใจ:
- หาก Retest สำเร็จ: แนวโน้มยังแข็งแกร่ง สามารถถือ Position ต่อได้
- หาก Retest ล้มเหลว: ออกจากออเดอร์ทันที หรือกลับทิศทาง
เทคนิคเพิ่มเติม: ใช้ Retest หลายครั้ง (Multiple Retest) เป็นสัญญาณเสริม — หากราคาทดสอบระดับเดิม 2-3 ครั้งแล้ว bounce ได้ทุกครั้ง แสดงว่าระดับนั้นแข็งแกร่งมาก
ข้อควรระวังเมื่อใช้ Retest
อย่าหวังว่า Retest จะเกิดทุกครั้ง
ในบางครั้งราคาทะลุออกไปแล้วก็วิ่งต่อเลย ไม่มีการกลับมา Retest เลย — โดยเฉพาะใน:
- ตลาดมีข่าวใหญ่ (Non-Farm Payroll, ประกาศดอกเบี้ย)
- Momentum แรงมาก Volume สูงผิดปกติ
ในกรณีนี้การรอ Retest อาจทำให้พลาดโอกาส
อย่าใช้เพียงอย่างเดียว
Retest ไม่ใช่สัญญาณที่สมบูรณ์แบบ ควรใช้ร่วมกับ:
- Timeframe ใหญ่: ดูว่าแนวโน้มระยะยาวเป็นอย่างไร
- Indicator อื่นๆ: RSI, MACD, Moving Average
- Support/Resistance รอบนอก: มีแนวต้านใหญ่อยู่ใกล้ไหม
ระวัง Multiple Retest ที่ล้มเหลว
หากราคา Retest ระดับเดิมหลายครั้ง แต่ไม่สามารถ bounce/reject ได้:
- แนวโน้มเดิมอาจกำลังอ่อนแอลง
- มีโอกาสสูงที่ราคาจะทะลุกลับเข้ากรอบเดิม
ตัวอย่างการใช้งานจริงใน Forex
กรณีศึกษา: EUR/USD Breakout + Retest
สถานการณ์:
- EUR/USD เคลื่อนไหวในกรอบ 1.0850-1.0900 มาเป็นเวลา 2 สัปดาห์
- วันที่ 15 มกราคม ราคาทะลุแนวต้าน 1.0900 ไปที่ 1.0920
- Volume เพิ่มขึ้น 35% ในช่วง Breakout
การตอบสนอง:
- วันที่ 16 มกราคม: ราคากลับมาที่ 1.0905 (ใกล้ระดับ 1.0900 เดิม)
- สังเกต Candlestick: เกิด Bullish Pin Bar ที่ 1.0905 (Tail ยาวลงล่าง)
- ตัดสินใจ: เข้า Buy ที่ 1.0910, Stop Loss = 1.0895, Take Profit = 1.0960 (R:R = 1:3.33)
- ผลลัพธ์: ราคาวิ่งขึ้นต่อไปที่ 1.0965 ภายใน 3 วัน กำไร +50 pips
สิ่งที่เกิดขึ้นที่ Retest:
- ผู้ขายพยายามผลักราคาลงกลับเข้ากรอบเดิม แต่ล้มเหลว
- ผู้ซื้อที่พลาดจังหวะครั้งแรกเข้าซื้อเพิ่ม → ราคา bounce กลับขึ้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. Retest ต้องเกิดขึ้นภายในกี่วัน?
ไม่มีกฎตายตัว แต่โดยทั่วไป Retest ที่มีคุณภาพจะเกิดภายใน 1-5 วัน หาก Breakout เกิดขึ้นแล้วราคาไม่กลับมา Retest เลยนาน 2 สัปดาห์ → แนวโน้มใหม่แข็งแกร่งมาก ไม่ควรรอ Retest แล้ว
2. ต้องรอให้ราคาแตะระดับเดิมพอดีไหม?
ไม่จำเป็น ราคาอาจ Retest ในรูปแบบ "ใกล้เคียง" เช่น แนวต้านเดิมอยู่ที่ 1,900.00 แต่ราคากลับมาแค่ 1,902.00 ก็ถือว่าเป็น Retest แล้ว — ให้ดูที่ Price Action มากกว่า
3. หาก Retest ล้มเหลว ควรทำอย่างไร?
หาก Retest ล้มเหลว (ราคาทะลุกลับเข้ากรอบเดิม):
- Cut Loss ทันที ตาม Stop Loss ที่วางไว้
- พิจารณาเปลี่ยนทิศทาง — อาจเป็นสัญญาณว่าแนวโน้มใหม่กำลังกลับตัว
4. Retest ใช้ได้กับทุก Timeframe ไหม?
ใช้ได้ แต่มีประสิทธิภาพมากที่สุดใน:
- H1, H4, Daily: เหมาะกับ Swing Trader
- M15, M30: เหมาะกับ Day Trader แต่ต้องระวัง Noise มากขึ้น
- M5 ลงไป: Retest เกิดบ่อยแต่ความแม่นยำลดลง ควรใช้ร่วมกับ Volume
5. ต่างจาก Pullback อย่างไร?
- Retest: ราคากลับมาทดสอบระดับที่เคยเป็นแนวรับ/แนวต้าน หลัง Breakout
- Pullback: ราคาปรับตัวลงชั่วคระหว่างแนวโน้มขาขึ้น (ไม่จำเป็นต้องมี Breakout ก่อนหน้า)
Retest เฉพาะเจาะจงกับการทะลุกรอบ ส่วน Pullback เป็นการปรับฐานทั่วไป
การใช้ Retest ร่วมกับการเทรด Breakout ช่วยให้คุณลดความเสี่ยงจาก False Breakout ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่อย่าลืมว่าไม่มีสัญญาณใดที่ถูกต้อง 100% — การบริหารความเสี่ยง การตั้ง Stop Loss ที่เหมาะสม และการใช้หลาย Indicator ร่วมกัน คือกุญแจสำคัญในการเทรดที่ประสบความสำเร็จระยะยาว หากคุณต้องการเรียนรู้เทคนิคการอ่านกราฟและหาจุดเข้าเทรดเพิ่มเติม สามารถเข้าร่วม คอร์สสอนเทรด Forex ตัวต่อตัว เพื่อพัฒนาทักษะและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
อ่านต่อที่เกี่ยวข้อง
เริ่มเทรดวันนี้
เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ Uhas รีวิวแล้ว
เปรียบเทียบสเปรด ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขบัญชี จากโบรกเกอร์ที่ทีม Uhas ทดสอบจริง
ดูรีวิวโบรกเกอร์ทั้งหมด →เกี่ยวกับผู้เขียน
Patiphan Uhas
14+ ปีประสบการณ์ทีมบรรณาธิการ Uhas — เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์เทรด Forex และทองคำมากกว่า 14 ปี
ดูประวัติทีมงาน →